Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 34 เครื่องหมายรูน

    ตอนที่ 34 เครื่องหมายรูน

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     

     

     

    ศาสตราจารย์ออสตินรู้สึกอึ้งกับความสามารถของเด็กน้อย เขาไม่คิดว่าจะมีคนในโลกที่มีความจำที่ดีเลิศขนาดนี้

     

    ดินแดนเวทมนตร์มีร้อยประเทศและมีประชากรนับพันล้าน พวกเขาไม่เคยขาดแคลนอัจฉริยะ ในรอบหลายหมื่นปีหลังจากก่อตั้งดินแดนเวทมนตร์ขึ้นมา แผ่นดินนี้ปรากฏอัจฉริยะออกมานับไม่ถ้วน

     

    เด็กที่มีความจำดีเลิศแบบเมอร์ลินเองก็ไม่ใช่ว่าจะปรากฏขึ้นครั้งแรก 

     

    ในยุคแห่งการแข่งขันทางวิชาการ ในทุกๆ ปีแทบจะมีอัจฉริยะโดดเด่นปรากฏกายขึ้นมา แต่ศาสตราจารย์ออสตินไม่คิดเลยว่าเขาจะได้เพชรเม็ดงามเม็ดนี้มาอยู่ในมือ

     

    ดวงตาของเขาแทบจะมีเปลวไฟลุกโชนออกมา ภายในใจปรากฏความรู้สึกหลากหลาย ทั้งตื่นเต้น ทั้งดีใจ สายตาของเขามองไปที่เด็กน้อยด้วยใจที่อยากจะสั่งสอน เพราะเปลวไฟแห่งความเป็นอาจารย์ได้ลุกโชนขึ้นมา หลังจากที่มอดดับไปแล้วหลายปี

     

    กล่าวตามตรงศาสตราจารย์ออสตินเองก็มีลูกศิษย์จำนวนไม่น้อย และหลายคนล้วนเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยาก แต่กลับไม่มีใครมีความสามารถที่โดดเด่นเหมือนเช่นเมอร์ลิน อีกทั้งเขายังรับเด็กคนนี้มาเป็นลูกบุญธรรมแล้วด้วย นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกเบิกบาน

     

    “ดีมาก! ดีมาก! ดูเหมือนว่าเธอจะสามารถจดจำพวกมันได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันจะสอนซ้ำ” 

     

    ชายชราระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ พร้อมกับยื่นมืออันเหี่ยวย่นไปขยี้ผมสีเงินของเด็กน้อย

     

    “ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่จำเป็นต้องท่องพวกมันแล้วใช่ไหมครับ?” เมอร์ลินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไร้เดียงสา

     

    “ใช่ ไม่จำเป็นต้องท่องแล้ว เส้นทางของนักวิชาการเวทไม่ได้อยู่ที่การท่องจำ แต่ต้องเน้นที่การสังเกต วิเคราะห์ และทำความเข้าใจ ... ความจริงรูนศาสตร์พื้นฐานนี้เป็นหลักสูตรสำหรับโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูง ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอในตอนนี้มีคุณสมบัติที่จะเข้าเรียนโรงเรียนนั้นได้แล้ว” ชายชรากล่าวอย่างชื่นชม

     

    โรงเรียนเวทมนตร์นั้นแบ่งออกเป็น โรงเรียนพื้นฐานซึ่งจะสอนเด็กอายุหกถึงสิบเอ็ดปี ซึ่งในตอนแรกชายชราคิดว่าเมอร์ลินไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนโรงเรียนระดับนี้แล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าระดับความรู้ความเข้าใจของเด็กน้อยจะมีคุณสมบัติของนักเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูง ซึ่งข้ามโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นต้นไปเลยทีเดียว

     

    ตอนนั้นเองจู่ๆ ภายในหัวของชายชราก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา

     

    ‘บางทีฉันอาจสั่งสอนเด็กคนนี้ให้เข้าเรียนข้ามขั้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนโรงเรียนเวทมนตร์เลยก็ได้’ 

     

    ความคิดประหลาดนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเด็กคนนั้นเป็นยอดอัจฉริยะ

     

    ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ยอดอัจฉริยะบางคนสามารถเรียนข้ามขั้นได้และจบการศึกษามหาวิทยาลัยเวทมนตร์ระดับทองด้วยอายุน้อย หรือกลายเป็นนักวิชาการเวทก่อนวัยก็มี

     

    แม้ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้ชายชรามีความหวัง

     

    อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์ออสตินก็ไม่ได้คิดจะบอกเรื่องนี้ให้เด็กน้อยได้ทราบ 

     

    เขาเริ่มทำการสอนวิชารูนศาสตร์ให้กับเด็กน้อย 

     

    “เมื่อเธอได้เรียนรู้รูนพื้นฐานทั้งหมดแล้ว ฉันจะสอนเรื่องเครื่องหมายของรูนศาสตร์” 

     

    ชายชราพลิกหนังสือไปหน้าต่อไป ซึ่งมันจะบรรยายถึงสัญลักษณ์ประหลาดที่แตกต่างจากรูนพื้นฐานก่อนหน้านี้

     

    ร่างที่มีผมยาวสีขาวมัดเปียยืนขึ้นแล้วตรงไปที่กระดาน เขาหยิบแท่งสีดำที่มีผลึกเวทติดอยู่ตรงปลายขึ้นมา ก่อนจะใช้มันบรรจงเขียนไปที่กระดาน

     

    แล้วรูปร่างของสัญลักษณ์รูนศาสตร์ที่ปรากฏในหนังสือก็ถูกเขียนขึ้น

     

    “นี่คือสัญลักษณ์เครื่องหมายสี่สิบสี่รูปแบบ พวกมันแต่ละตัวมีคุณสมบัติใช้ในการคำนวณรูนได้ อย่างเช่นสัญลักษณ์นี้”

     

    ชายชราเขียนรูนสองตัวขึ้นมาแล้วแทรกเครื่องหมายเข้าไปตรงกลางแล้วเขียนผลลัพธ์มันออกมา

     

    “เครื่องหมายไอเมนด์ใช้รวมสองรูนให้กลายเป็นคุณสมบัติใหม่ได้ เพื่อให้เธอเห็นมันได้ชัด ฉันจะแสดงการวาดค่ายกลให้ดู”

     

    ทันทีที่กล่าวจบ ครั้งนี้ชายชราไม่ได้ใช้ปากกาที่มีผลึกเวทด้ามนั้นอีกต่อไป แต่เขาใช้นิ้วของตนเองกระตุ้นพลังเวทออกมาแล้ววาดมันกลางอากาศ 

     

    สัญลักษณ์รูนทั้งสองปรากฏขึ้น ทว่าเขาไม่ได้วาดเครื่องหมายไอเมนด์ออกมา แต่มันกลับสามารถหลอมรวมกันจนกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ขึ้นมาได้

     

    “คุณไม่ได้เขียนเครื่องหมายหรอครับ?” เมอร์ลินถามออกมาอย่างสงสัย

     

    ศาสตราจารย์ออสตินยิ้มและเอ่ย “ใช่แล้ว ในตอนที่เธอวาดวงเวท เครื่องหมายเหล่านี้จะไม่มีผลใดๆ เพราะมันไม่ใช่อักขระรูน แต่เธอต้องกำหนดการไอเมนด์ไว้ในใจ เพราะเหตุนี้นักเวทที่จะวาดวงเวทย์ได้จำเป็นต้องทำความเข้าใจเครื่องหมายด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วสมการรูนของพวกเขาจะไม่สมบูรณ์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมมีนักเวทน้อยนักที่จะสามารถวาดวงเวทย์ขึ้นมาได้ พวกเขาจึงมักจะขอให้นักวิชาการเวทคอยช่วยเหลือตลอด”

     

    “แม้กระทั่งเรื่องยกระดับพลังเวทของตนเองหรอครับ?” 

     

    เมอร์ลินรู้ว่าการยกระดับพลังเวทจะต้องวาดวงเวทของตนเองภายในร่างกาย หากนักเวทไม่สามารถวาดวงเวทได้พวกเขาจะยกระดับได้อย่างไร

     

    เมื่อได้ยินคำถามนี้ชายชราจึงหัวเราะออกมาและเอ่ย “เธอคิดว่าการจะยกระดับวงเวทแต่ละครั้งมันง่ายดายหรือยังไงกัน นักเวทที่จะยกระดับวงเวทของตนเอง พวกเขาจำเป็นต้องเลือกคาถาของตนเองให้ดีและศึกษามันให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะเหตุนี้มันจึงกลายเป็นกำแพงกั้นสำหรับอัจฉริยะและคนธรรมดา หากมีพรสวรรค์ไม่มากพอแล้วพวกเขาจะกลายเป็นนักเวทระดับสูงได้อย่างไร”

     

    “ส่วนการให้นักวิชาการเวทวาดวงเวทให้นั้นใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ไม่มีใครทำกันหรอก ... ใครจะรู้ว่านักวิชาการเวทคนนั้นแอบวางแผนใส่อะไรไปในวงเวทที่เขาวาดขึ้น มันมีกรณีที่นักเวทถูกนักวิชาการเวทควบคุมเพราะการช่วยเหลือสร้างวงเวทยกระดับมาแล้ว เพราะแบบนี้ในปัจจุบันจึงไม่มีใครคิดที่จะให้คนอื่นมายุ่งเกี่ยวกับพิธีกรรมการยกระดับของตนเอง ไม่มีใครอยากจะเป็นหุ่นเชิดของใครหรอกนะเด็กน้อย”

     

    เมื่อได้ฟังเรื่องนี้เมอร์ลินก็รู้สึกตกใจไม่น้อย เขาไม่คิดว่านักวิชาการเวทจะทำอะไรแบบนั้นได้ด้วย 

     

    ดูเหมือนว่าเขาจะดูถูกการวาดวงเวทเกินไปแล้ว 

     

    “แบบนี้การจะยกระดับพลังเวทของนักเวทคงยากมาก แต่นักวิชาการเวทคงเป็นอะไรที่ง่ายดายสินะครับ แล้วทำไมนักวิชาการเวทถึงไม่ยอมยกระดับพลังเวทของตนเองให้สูงขึ้นล่ะครับ ทั้งๆ ที่มีความสามารถแบบนั้นแล้วแท้ๆ”

     

    เมอร์ลินมองไปที่ชายชรา เพราะคนตรงหน้ามีระดับพลังเวทที่น้อยกว่าระดับทางวิชาการ ทั้งๆ ที่การเพิ่มขั้นพลังเวทสามารถยืดอายุตัวเองให้ยืนยาวต่อไปได้แท้ๆ

     

    “เพราะพวกเรากลัวตายยังไงล่ะ” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

     

    “กลัวตาย?”