ยามค่ำคืนบริเวณนอกหมู่บ้านที่จ้าวลี่อิ่งอาศัยอยู่
ตรงป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม มีชายสี่คนยืนอยู่ข้างป้ายโฆษณาควันบุหรี่ลอยฟุ้งกระจายไปทั่ว พื้นเต็มไปด้วยก้นบุหรี่แสดงว่าพวกเขามาดักอยู่นานแล้ว
กลุ่มคนเหล่านี้ก็คือสี่คนที่เคยไล่ต้อนทิเบตันมาสทิฟแล้วถูกสวี่มั่วสั่งสอนมาก่อนนำโดยชายหัวโล้นที่มีฉายาว่า “กวงโถวเฉียง”
ทั้งสี่สูบบุหรี่ไปพลาง มองเข้าไปในหมู่บ้านเป็นระยะแต่ละคนสีหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
ทันใดนั้น โทรศัพท์ในกระเป๋าของกวงโถวเฉียงก็ดังขึ้นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที เหมือนจะคาดเดาได้ว่าใครโทรมา
เขาลังเลก่อนหยิบขึ้นมาดู พอเห็นชื่อที่โชว์อยู่ใบหน้าก็ยิ่งซีดเซียวไปอีก กดรับสายอย่างไม่เต็มใจ
“ฮัลโหลครับ… คุณชายโจว…”
“ทำไมเพิ่งรับสาย จัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง”
เสียงไม่พอใจของโจวเหล่ยดังมาจากปลายสาย
“ยัง…ยังเลยครับ…”
“ยังไม่เรียบร้อย? แม่ง!ตอนที่รับปากกับฉันพูดว่าอะไร ตอนนี้ครบสามวันแล้วไอ้หมาที่นายรับปากว่าจะหามาให้น่ะ อยู่ไหน!”
“ไม่ใช่นะครับคุณชายโจว…คราวนี้ไม่ใช่ความผิดของพวกเราเลยนะไอ้หมาตัวนั้นแม่งไม่ออกมาเลยจริงๆ! สามวันเต็มๆ มันไม่โผล่สักครั้ง!”
“ไม่ต้องมาหาข้ออ้าง! ฉันต้องการแค่ผลลัพธ์เท่านั้น!”
“คุณชายโจวครับ ขอเวลาอีกสองวัน…แค่สองวัน!พวกเราจะหาทางให้ได้! ถ้ามันยังไม่ออกมาเราจะงัดประตูบุกเข้าไปจับมันมาให้คุณเลย!”
“พวกไร้ประโยชน์! ก็ได้…จะให้เวลาอีกสองวันเท่านั้นถ้ายังไม่เสร็จละก็…รู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น!”
“…”
หลังกวงโถวเฉียงวางสาย ยิ้มปลอมๆ ที่เคยมีบนใบหน้าหายไปแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธจัด
เขาสบถออกมาอย่างหงุดหงิด “แม่ง! ก็แค่ลูกคุณหนูมีเงินนิดๆ หน่อยๆจะวางท่าหาหอกอะไรวะ!”
ชายร่างเล็กที่ยืนข้างๆ ถามขึ้นว่า “ลูกพี่เขายอมให้เวลาเราเพิ่มอีกสองวันจริงๆ เหรอ”
กวงโถวเฉียงทำหน้ามืดครึ้ม แล้วพยักหน้า “อืมภายในสองวันนี้ถ้าเรายังทำไม่สำเร็จ เกรงว่าคงต้องเก็บของเผ่นแล้วล่ะ…”
ถึงในใจจะดูแคลนโจวเหล่ย แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าอย่าได้ไปหาเรื่องพวกคนรวยแบบนี้ เพราะแค่โยนเงินออกมาไม่กี่ก้อนก็มีคนพร้อมจะหักขาพวกเขาเป็นสิบๆ แล้ว
ชายหัวเกรียนถามด้วยความกังวลว่า “งั้นเราจะทำยังไงต่อดี”
กวงโถวเฉียงหันไปมองประตูหมู่บ้านอย่างหัวเสีย “จะทำยังไงได้ก็ต้องรอมันโผล่มาน่ะสิ! แม่งเอ๊ย! ไม่รู้ว่าไอ้หมานั่นเป็นบ้าอะไรถึงได้ไม่ออกมาเลยตั้งหลายวัน!”
พวกเขามาดักรออยู่หน้าหมู่บ้านรวมถึงใต้ตึกของจ้าวลี่อิ่งมาแล้วถึงสามวัน แต่กลับไม่เคยเห็นฮัสกี้โผล่มาเลยทั้งที่จากข้อมูลของโจวเหล่ยก็รู้ว่าฮัสกี้อยู่ที่นี่แถมตอนที่ไปดูไลฟ์สดของจ้าวลี่อิ่งก็เห็นมันนอนอยู่บนเตียงข้างหลังเธอทุกครั้งทำตัวยังกะเจ้านายใหญ่ ไม่เห็นจะเหมือนหมาป่วยตรงไหน แต่ก็ไม่ออกมาเลยสักครั้งแม้แต่ตอนที่จ้าวลี่อิ่งออกไปข้างนอกก็ไปคนเดียวตลอด
...ผู้หญิงคนนี้เลี้ยงหมายังไงกันแน่!ทำไมไม่เคยพามันออกมาเดินเลยสักครั้ง!
ทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขาเซ็งสุดๆ
กวงโถวเฉียงถึงขั้นคิดแล้วว่า ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่เห็นหมานั่นอีกจริงๆบางทีอาจต้องอาศัยจังหวะที่จ้าวลี่อิ่งออกไปข้างนอกบุกเข้าไปจับมันเอง…
คืนนั้นกวงโถวเฉียงกับพวกยังยืนรอเก้อจนถึงดึกดื่นแต่ฮัสกี้ก็ไม่โผล่มาอยู่ดี
เช้าวันถัดมาจ้าวลี่อิ่งเอาเสื้อผ้าที่ซักเสร็จไปตากที่ระเบียงพอกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นก็เห็นฮัสกี้นั่งอยู่บนเก้าอี้ใช้อุ้งเท้ากดรีโมตกดเล่นไปมา
เธออดหัวเราะไม่ได้ ก่อนเอ่ยว่า “มั่วมั่ว วันนี้ดูอารมณ์ดีนะ? คิดอะไรอยู่เหรอ”
หือ? ดูออกด้วย?
สวี่มั่วเงยหน้ามองเธออย่างประหลาดใจเล็กน้อย
วันนี้เขาอารมณ์ดีจริงๆเพราะ...ช่วงภารกิจคูลดาวน์สามวันกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว!ในไม่ช้าก็จะได้ออกไปทำภารกิจหาแต้มอีกครั้ง!!
การรอคอยช่างน่าเบื่อเกินทน!
ผ่านสามวันที่ว่างเปล่านี้สวี่มั่วถึงได้รู้ว่าตัวเองใส่ใจกับภารกิจมากกว่าที่คิด หรือจะพูดให้ถูกคือใส่ใจกับแต้ม…หรือไม่ก็โอกาสที่จะกลับไปเป็นมนุษย์อีกครั้ง
พอไม่ได้ทำภารกิจ ไม่ได้หาแต้มตลอดสามวันมันช่างเหมือนการเสียเวลาเปล่าอย่างยิ่ง
ต่อไปเวลาจะปฏิเสธภารกิจคงต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้...แต่ถ้าเป็นภารกิจบ้าๆแบบให้ไปผสมพันธุ์ล่ะก็ ยังไงก็ต้องปฏิเสธ นั่นคือหลักการและเส้นแบ่งที่ห้ามข้าม!!
สวี่มั่วเรียกหน้าจอระบบขึ้นมาดูเห็นว่าช่วงคูลดาวน์เหลืออีกเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
ใกล้แล้ว! อีกเดี๋ยวก็จะได้ออกไปหาภารกิจทำ!
เขาคิดพลางเปิดเว็บ ล็อกอินเข้า Feilu เข้าไปยังหลังบ้านนักเขียนเตรียมอัปเดตนิยาย
วันนี้ 'สัประยุทธ์' จะขึ้นระบบเก็บเงิน
ตอนตีหนึ่งเขาเพิ่งอัปไปแล้วหนึ่งร้อยตอนตอนนี้ตั้งใจจะอัปเพิ่มอีกสองร้อยตอนให้ครบหนึ่งล้านตัวอักษรจากนั้นจะได้ออกไปหาภารกิจอย่างสบายใจ
พร้อมกับการอัปเดตอย่างบ้าคลั่งของสวี่มั่ว กระดานรีวิวของ 'สัประยุทธ์' รวมถึงทั้งเว็บ Feilu ก็ระอุขึ้นมาในทันที
นิยายใหม่ที่เปิดตัวมาเพียงสามวัน อัปวันละร้อยตอนรวมกว่าสามแสนตัวอักษร แล้วยังทำให้ครบหนึ่งล้านตัวอักษรในเวลาเพียงสามวันจากนั้นวันขึ้นระบบเก็บเงินยังอัปเพิ่มอีกสามร้อยตอน รวมแล้วหนึ่งล้านตัวอักษร!
ปริมาณการอัปเดตที่มหาศาลอย่างไม่เคยมีมาก่อนนี้กลายเป็นตำนานไปแล้วที่น่าทึ่งกว่าคือ คุณภาพของเรื่องกลับเกินความคาดหมายทำให้ผู้อ่านนับไม่ถ้วนถึงขั้นหลงใหลจนแทบบ้า!
[โว้ย! มาอีกแล้ว!!]
[พระเจ้า! สอง…สองร้อยตอน! รวมเป็นสามร้อยตอนแล้ว!]
[บ้าเอ๊ย! สองล้านตัวอักษร! นักเขียนไร้เทียมทาน!]
[เชี่ยเอ้ย! ผู้เขียน ขอร้องล่ะ อย่าอัปแล้วได้ไหม!ตามอ่านไม่ทันแล้ว ตอนกลางคืนฉันยังต้องนอนนะเว้ย!]
[วอดดาฟ้าก! เมื่อคืนฉันอดนอนอ่านจนจบพอดีวันนี้จะให้อ่านยันสว่างเลยรึไง!]
[ผู้เขียนนี่ใกล้จะไปเข้าเฝ้าเง็กเซียนรึไงน่ะ!ที่เก็บสต็อกไว้มีเท่าไหร่กันแน่! หรือว่าจริงๆ เขียนจบทั้งเล่มแล้วค่อยทยอยอัป?]
[พี่ใหญ่…ช้าลงหน่อยเถอะ…หัวใจดวงน้อยๆของฉันทนไม่ไหวแล้วนะ…]
[สุดยอดนิยาย! สุดยอดนักเขียน! ไร้เทียมทาน!]
[โคตรสะใจ! อ่านแล้วหยุดไม่ได้จริงๆๆๆ!!]
[ครั้งแรกที่เติมเงินอ่านนิยาย! สู้ๆ นะนักเขียน!]
[ซื้อหมดแล้ว! กดให้รางวัลเรียบร้อย! นักเขียนสู้ๆ!]
[ไอ้คนเขียน ‘เกิดใหม่ทั้งทีดันเป็นฮัสกี้หน้าโง่เนี่ยนะ?’ น่ะ! มาดูไว้เป็นตัวอย่างซะ!]
[…]
พออัปเดตเสร็จ สวี่มั่วก็เปิดกระดานรีวิวขึ้นมาดูเห็นคอมเมนต์จากนักอ่านมากมาย ก็พยักหน้าอย่างพอใจ
ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นการลอกมาก็เถอะแต่มันก็ยังทำให้เขารู้สึกภูมิใจเล็กๆ อยู่ดี
อยู่ๆ ก็เกิดอารมณ์อยากแกล้งขึ้นมาสวี่มั่วเลยไปเปิดโพสต์ที่เคยตอบโต้ไว้ใต้หนังสือเล่มหนึ่งเมื่อหลายวันก่อนแล้วกดตอบกลับไปว่า 'นิยายฉันเขียนเสร็จแล้วนะ ชื่อ ‘สัประยุทธ์’ไปหาอ่านเอาเองละกัน'
“มั่วมั่ว ฉันจะไปซื้อของนะ อยู่บ้านดีๆ ล่ะ”
เสียงของจ้าวลี่อิ่งดังขึ้นมาพอดี
สวี่มั่วเงยหน้าขึ้นไปเห็นว่าเธอแต่งตัวออกข้างนอกเรียบร้อยแล้วกำลังถือกระเป๋าเดินไปทางประตู
สวี่มั่วรีบปิดระบบ กระโดดลงจากโซฟา คาบสายจูงออกมาจากมุมห้องแล้ววิ่งดิ่งไปหาเธอด้วยท่าทีตื่นเต้น
“เอ๊ะ?” จ้าวลี่อิ่งเห็นท่าทางของฮัสกี้ก็อดแปลกใจไม่ได้“หืม ทำไมวันนี้นิสัยเปลี่ยนไปล่ะ อยากออกไปข้างนอกแล้วเหรอ”
สวี่มั่วพยักหน้าแรง แถมยังทำหน้าประจบเอาใจ
...ในที่สุดก็ทำภารกิจได้แล้วสิ!แน่นอนว่าต้องออกไปข้างนอกอยู่แล้ว!