บนท้องถนนภายในมหานครอันกว้างใหญ่ อาคารสูงเสียดฟ้าสะท้อนแสงอาทิตย์ยามสายเป็นประกายระยับ เงาของสะพานลอยและป้ายโฆษณาดิจิทัลทอดตัวทาบลงบนผืนแอสฟัลต์ที่ทอดยาวไปไกลสุดสายตา
เสียงล้อรถยนต์เสียดสีกับพื้นถนนประสานกับเสียงเครื่องยนต์หลากชนิดจนกลายเป็นจังหวะคุ้นเคยของเมืองที่ไม่เคยหลับใหล ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายนั้น เสียงคำรามสายหนึ่งได้ตัดผ่านบรรยากาศราวกับสัตว์อสูรเหล็กที่กำลังปลดปล่อยสัญชาตญาณ
พาหนะวิญญาณสีดำสนิทของหวงเยี่ยพุ่งทะยานออกมาจากเขตมหาวิทยาลัยเทพอสูร แล้วมุ่งหน้าสู่ถนนสายหลักในทันที
เมื่อเสียงคำรามกระหึ่มแผ่ขยายออกไป บรรดาผู้คนริมถนนต่างสะดุ้งและหันขวับมองพร้อมกัน บางคนที่กำลังรอข้ามทางชะงักเท้าโดยไม่รู้ตัว แววตาฉายความตื่นตะลึงเมื่อเห็นร่างในชุดโค้ทสีดำคร่อมอยู่บนพาหนะวิญญาณอันโดดเด่น
“เสียงอะไรน่ะ…”
“พาหนะวิญญาณหรือเปล่า?”
คำกระซิบดังขึ้นตามริมทาง ขณะตัวเครื่องทะยานผ่านช่องว่างระหว่างรถยนต์อย่างแม่นยำ
มีนักล่ามังกรหลายคนที่กำลังเดินอยู่ในเขตการค้า
เมื่อได้ยินเสียงดังกล่าวก็เงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาของพวกเขาเป็นประกายวาววับ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง
“นั่นมันแฟนท่อมหรือเปล่า?”
“ความเร็วแบบนั้น ไม่มีพาหนะธรรมดาคันไหนทำได้”
“ถ้าได้ครอบครองสักคัน..”
คำพูดเหล่านั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาแฝงความใฝ่ฝัน
เพราะพาหนะวิญญาณไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเดินทาง หากเป็นสัญลักษณ์ของศักยภาพและสถานะในโลกของนักล่ามังกร
การมีสิ่งนี้ติดตัว ย่อมทำให้การออกนอกอาณาเขตมนุษย์เต็มไปด้วยความคล่องตัวและปลอดภัยยิ่งกว่าเดินเท้าหรือใช้รถธรรมดา
หวงเยี่ยไม่ได้สนใจสายตาหรือเสียงฮือฮา มือทั้งสองกำแน่นบนคันบังคับ ร่างเอนต่ำรับแรงลม ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาแทรกผ่านช่องทางจราจรด้วยความแม่นยำเหมือนคำนวณทุกระยะห่างไว้ล่วงหน้า ทำให้มหานครเมืองเบื้องหลังค่อยๆถอยร่นไปทุกวินาที
...
ไม่นานนัก เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าสองชั่วโมง เส้นขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากภาพตึกระฟ้าเป็นพื้นที่เปิดกว้าง
ถนนกว้างใหญ่ทอดตัวไปยังขอบเขตของมหานครเทพอสูร ก่อนจะเผยภาพของเมืองหน้าด่านอันโอฬารตระการตา
อาณาเขตเมืองแห่งนี้ตั้งตระหง่านดุจป้อมปราการยักษ์ กำแพงโลหะทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ผิวโลหะสะท้อนแสงแดดจนแสบตา ความสูงของกำแพงมากกว่าหนึ่งร้อยเมตร ใหญ่จนต้องเงยหน้ามองสุดสายตา โครงสร้างหนาแน่นแข็งแกร่งราวกับกำแพงที่ไม่มีสิ่งใดทำลายได้โดยง่าย
กำแพงเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นรายล้อมทั่วทั้งอาณาเขตของโลกมนุษย์ เป็นเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ปลอดภัยกับดินแดนที่ไร้การคุ้มครอง
หวงเยี่ยลดความเร็วลงเล็กน้อยเมื่อเข้าใกล้เมืองหน้าด่าน
รู้ดีว่าหากข้ามผ่านกำแพงผืนนี้ไป ด้านหลังจะไม่มีข้อบังคับ ไม่มีระบบควบคุม ไม่มีการรับประกันความปลอดภัยใดๆทั้งสิ้น
ว่ากันว่าภายนอกกำแพงคือโลกแห่งความโหดร้ายและไร้ความปรานี เป็นพื้นที่ซึ่งผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะยืนหยัดได้
ความทรงจำก่อนหน้าผุดขึ้นในใจ ครั้งหนึ่งตนเองก็เคยออกจากกำแพงเมืองเพื่อเดินทางไปยังสนามการทดสอบที่เจ็ด ซากปรักหักพังของเมืองร้างที่ถูกโจมตีจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ภาพอาคารพังทลายและถนนแตกร้าวยังชัดเจนในความคิด
เสียงคำรามของสัตว์อสูรในวันนั้นยังคงสะท้อนอยู่ในความทรงจำ
ชายหนุ่มรู้ถึงสภาพของโลกภายนอกดี เป็นความจริงที่เคยสัมผัสด้วยตนเอง แต่ความรู้สึกหวาดกลัวกลับไม่ปรากฏในใจเลยซักนิด
โดยที่เบื้องหน้าภายในสายตาที่มองเห็น มันก็คือสถานที่ทำการของสมาพันธ์นักล่ามังกร
อาคารคอนกรีตเสริมโลหะตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ มีหอคอยสังเกตการณ์ตั้งสูงเด่นเหนือแนวกำแพง
ประตูเหล็กขนาดมหึมาสูงกว่าสิบเมตรปิดสนิท รอยเชื่อมต่อของบานประตูหนาแน่นแข็งแรง ประหนึ่งเกราะป้องกันที่ไม่มีช่องโหว่
ขณะที่บริเวณทางออกมีนักล่ามังกรจำนวนมากรวมตัวกันเป็นกลุ่ม บางคนยืนล้อมพาหนะของตนเพื่อปรับอุปกรณ์ครั้งสุดท้าย บางคนกำลังสนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลเส้นทาง บางรายแต่งกายด้วยชุดเกราะหลากรูปแบบ พลังวิญญาณที่แผ่ออกมาแตกต่างกันไปตามระดับขั้น
ขณะที่เจ้าหน้าที่จากสมาพันธ์นักล่ามังกรนับหลายร้อยคนยืนประจำตำแหน่งอย่างเข้มงวด
สายตาคมกริบกวาดมองทุกการเคลื่อนไหวโดยไม่พลาดแม้รายละเอียดเล็กน้อย
พาหนะวิญญาณสีดำของหวงเยี่ยค่อยๆชะลอลงเมื่อถึงเขตตรวจสอบ
เสียงเครื่องยนต์ลดระดับเป็นจังหวะต่ำลึก ก่อนหยุดนิ่งกลางช่องทางที่กำหนดไว้
ทันทีที่ชายหนุ่มจอดลง เจ้าหน้าที่กว่าสามคนก็เดินเข้ามาล้อมรอบอย่างเป็นระเบียบ สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังตัวเครื่องอย่างไม่อาจปิดบังความตื่นตะลึง แม้จะรักษาท่าทีสงบตามหน้าที่
หนึ่งในนั้นสูดลมหายใจลึกก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ท่านจะไปที่ไหนเหรอ?”
“เปิดหน้าให้ดูหน่อยได้หรือไม่?”
คำถามถูกกล่าวด้วยความนอบน้อม ไม่มีแววแข็งกร้าว
เพราะระเบียบของเมืองหน้าด่านกำหนดให้ต้องตรวจสอบทุกผู้ที่ผ่านเข้าออกโดยไม่เว้นแม้ผู้ใด ทว่าตัวของหวงเยี่ยไม่ได้ตอบคำถามด้วยการถอดหน้ากาก เขาเพียงยกมือขึ้นและหยิบป้ายอิเล็กทรอนิกส์ออกมาจากแหวนมิติ ก่อนยื่นส่งให้เจ้าหน้าที่ตรงหน้าอย่างสงบ
แผ่นป้ายบางเฉียบสะท้อนแสงแดดเล็กน้อย ข้อมูลภายในถูกเชื่อมต่อเข้าสู่เครื่องอ่านแบบพกพาในมือของเจ้าหน้าที่ทันที
เพียงชั่วพริบตา สีหน้าของทั้งสามก็แปรเปลี่ยน ดวงตาที่เคยสงบพลันสั่นสะท้านอย่างชัดเจน
“มะ.. มหาวิทยาลัยเทพอสูร?!”
“ผู้มีเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชา.. ทั้งยังเป็นลูกศิษย์ของท่านคณบดีหวูเหยียนจี?!”
คำอุทานแทบหลุดออกมาพร้อมความตกตะลึง ทำให้เจ้าหน้าที่อีกนายหันมองเพื่อนร่วมงานทันที
“อะไรนะ ลูกศิษย์ของนักล่ามังกรระดับแปดที่ทรงพลังคนนั้นอะนะ?”
แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเคารพโดยฉับพลัน บรรยากาศที่เคยเคร่งครัดแปรเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งด้วยความยำเกรง
ทั้งสามรีบยกมือแนบอกในท่าทางแสดงความเคารพตามธรรมเนียม
“ยินดีต้อนรับท่านสู่เมืองหน้าด่านที่หกสิบขอรับท่านหวงเยี่ย”
“ท่านจะออกเดินทางไปเลยหรือไม่ขอรับ!”
หวงเยี่ยพยักหน้ารับโดยไม่เอ่ยคำใด ท่าทางนิ่งสงบภายใต้หน้ากากจิ้งจอกสีขาวยิ่งเพิ่มความลึกลับให้กับตัวตน
“รีบเปิดบานประตูเร็วเข้า!”
คำสั่งถูกส่งต่อไปยังหอควบคุม เสียงกลไกภายในกำแพงเริ่มทำงาน เสียงโลหะเสียดสีกันดังครืนต่ำหนักแน่น
บานประตูเหล็กขนาดมหึมาค่อยๆแยกออกจากกัน เผยช่องทางกว้างที่ทอดยาวไปสู่โลกภายนอก สายลมจากด้านนอกพัดลอดเข้ามา กลิ่นดินป่าและความดิบเถื่อนลอยแตะปลายจมูก เจ้าหน้าที่ถอยเปิดทางอย่างเป็นระเบียบ สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังร่างในชุดโค้ทสีดำ
หวงเยี่ยกำคันเร่งแน่น เผยรอยยิ้มบางๆภายใต้หน้ากากที่ไม่มีใครมองเห็น
เสียงเครื่องยนต์คำรามขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นกว่าเดิม บิดคันเร่งเต็มแรง พาหนะวิญญาณทะยานพุ่งผ่านช่องประตูดั่งแสงวาบ
เส้นลวดลายสีม่วงเรืองรองตัดผ่านเงาของกำแพงเป็นริ้วแสงสั้นๆ ก่อนร่างนั้นจะเคลื่อนห่างออกไปทุกขณะ
ขณะที่ภายใต้หน้ากากจิ้งจอก เสียงคำรามก็ได้ดังลอดออกมาจากในลำคอของชายหนุ่ม
“ไอ้พวกเผ่าพันธุ์มังกร.. ข้าหวงเยี่ยพ่อของพวกแกมาหาแล้วเว้ย!”