บทที่ แปดสิบเก้า
ภายในเรือนของเหลียงไท่เฟยซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของตำหนักยู่คังลึกเข้าไปในเขตหลังตำหนักที่มีเพียงสวนไผ่ร่มครึ้มเป็นแนวกันระหว่างเรือนทั้งหลายความเงียบสงบที่แผ่คลุมทั้งบริเวณดูคล้ายจะเป็นเพียงหน้าฉากงดงามของอำนาจที่ฝังลึกของสตรี
เหลียงไท่เฟยนั่งอยู่กลางห้องโถงกว้างอันประดับด้วยผ้าม่านแพรลายบัวซ้อนหญิงวัยกลางคนผู้ยังคงงดงามด้วยเค้าโครงใบหน้ารูปไข่ คิ้วเรียวตวัดเฉียบดวงตาคมลึกดั่งมองทะลุได้ทุกสิ่ง
ด้านขวาของนางคือสตรีผู้มีอายุมากกว่าผิวสีเข้มกว่านิดหน่อย ใบหน้าแฝงความกลัดกลุ้มลึกๆ ภายใต้รอยยิ้มจางนางคือพี่สะใภ้ของเหลียงไท่เฟย บุตรีของตระกูลเฉิน ขุนนางเก่าแก่สายฝ่ายบุ๋นซึ่งปัจจุบันบิดานางยังคงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพิธีการหน้าตาเคร่งครัดดั่งหลักจารีตจึงไม่แปลกที่สตรีในตระกูลจะถูกฝึกมาให้รักษากิริยาท่าทีเคร่งครัดเช่นกัน
ข้างอีกฝั่งหนึ่งคือหญิงสาววัยราวสิบแปดรูปร่างบอบบาง แววตาเปล่งประกายเฉียบคมกว่าหญิงทั่วไปใบหน้าเรียวคมคายงามในแบบทันสมัยไม่ยึดกรอบงามตามตำรา นางคือเหลียงหว่านเยวี่ยหลานสาวของเหลียงไท่เฟย บุตรีของน้องชายร่วมสายโลหิต สวมอาภรณ์สีเขียวเข้มคาดสายรัดเอวไหมสีหยก
“เจินกุ้ยเหรินส่งคนมาบอกเช่นนั้นจริงหรือ?” พี่สะใภ้จากสกุลเฉินเอ่ยขึ้นช้าๆขณะยกถ้วยชาขึ้นจิบ แววตาฉายแววไม่อยากเชื่อ
เหลียงไท่เฟยปรายตามอง“นางมิใช่คนปากพล่อยเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ใครจะกล้าแต่งเรื่องใส่พระชายาในวังหลังได้? หากมิใช่มีหลักฐานถึงกล้าเปิดปากเช่นนี้”
“แต่ถึงจะเชื่อได้จะเอาไปถึงเบื้องบนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย” พี่สะใภ้จากสกุลเฉินวางถ้วยลงบนจานรองเบาๆเสียงกระทบกันดังแผ่ว “ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานนาง..นางผู้นี้ไม่เหมือนใครถึงได้ตำแหน่งชิงเฟยตั้งแต่ยังไม่ครบปี นี่ก็ครองใจได้มากกว่าผู้ใดแล้วหากจะทูลเรื่องนี้ไป พระองค์อาจไม่เชื่อ”
เหลียงไท่เฟยถอนหายใจดวงตาทอดมองกาน้ำชาร้อนตรงหน้า น้ำเสียงนางแม้นุ่มแต่แฝงแววเย็น “ข้าย่อมรู้ดีนางหาใช่บุปผางามทั่วไปไม่ มิมีรอยยิ้มละไมผู้อื่นแต่กลับมีชั้นเชิงยิ่งนักวันนั้นที่เฉินผินถูกลดขั้น..เรื่องนั้นข้าเคืองใจนักที่แท้เบื้องหลังเป็นฝีมือของชิงเฟยลึกล้ำแต่ไม่คิดถึงกับปลอมตัวเข้าวังมา” เสียงของนางเบาต่ำ “แม้นข้าจะพยายามแต่เฉินผินก็ถูกลดขั้นอย่างไร้เยื่อใยเพราะชิงเฟยแท้ๆ ทำเราลำบากได้ขนาดนี้”
สตรีจากสกุลเฉินได้แต่ก้มหน้าสีหน้านิ่งงันดั่งยอมรับวาจาอีกฝ่าย ขณะนั้นเหลียงหว่านเยวี่ยผู้ที่นั่งฟังเงียบอยู่ตลอดก็เริ่มกล่าวอย่างนุ่มนวลแล้วกล่าวขึ้นเสียงไม่ดังนัก “หลานไม่คิดว่าเรื่องนี้จะจัดการโดยเงียบๆได้หรอกเจ้าค่ะ”
สายตาทั้งสองคู่หันมามองนางพร้อมกันเหลียงหว่านเยวี่ยเป็นหลานแท้ๆ ของเหลียงไท่เฟย นางออกเรือนไปก่อนวันที่ฮ่องเต้ประกาศจะมีพิธีคัดเลือกนางสนมเพียงสองเดือนถ้ารู้เรื่องนี้ก่อนนางก็คงได้ถูกส่งตัวมารับคัดเลือกแล้ว ไม่ว่าจะหน้าตาความสามารถ สกุลเบื้องหลัง ล้วนเหมาะสมถ้าได้เข้ามาให้วังหลวงจะเป็นกำลังสำคัญให้เหลียงไท่เฟยได้อีกคน
“หากพวกเราทำเพียงแค่เขียนฎีกาทูลหรือส่งให้กรมวังตรวจสอบ”ดวงตาของหญิงสาวเปล่งประกายยิ่งกว่าเปลวเทียนในห้องเรือน“..สุดท้ายก็อาจลงเอยด้วยฮ่องเต้ทรงปลงพระทัยและไว้ชีวิตนางถึงจะลดขั้นแต่ก็มีสิทธิ์เก็บไว้ข้างกายเช่นเดิมต่อให้รู้ว่านางโกหกทรงอาจจะยกโทษให้นางก็เป็นได้หากพระองค์พอใจสตรีคนนั้นมาก”
“แม้ความผิดเทียมฟ้าก็อาจหลุดลอยหากจับใจผู้ถืออาญาสิทธิ์” นางว่าเสียงราบเรียบ“เช่นนั้นต้องให้เรื่องนี้ใหญ่หลวงสมกับโทษของนางเราต้องมิปล่อยให้เหตุเกิดจากคนสามคน กลายเป็นเพียงเรื่องของสตรีที่ปิดบังฐานะเข้าคัดเลือกแต่ต้องโยงให้พัวพันทุกเรื่อง”
เหลียงไท่เฟยคิ้วกระตุกเล็กน้อยริมฝีปากยกขึ้นบางๆ “เจ้าคิดจะให้วังหลังคลุ้งกลิ่นคาวงั้นหรือ?”
“ใช่เจ้าค่ะ..อย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราอยู่แล้ว..” หว่านเยวี่ยยิ้มมุมปากอ่อนๆ “ข่าวต้องแพร่ไปทั้งตำหนักในข่าวที่ว่า..ชิงเฟยผู้นี้ไม่ใช่ธิดาของหัวหน้าเผ่าซาเฟิงแต่เป็นตัวปลอม เรื่องที่มีคนลอบเปลี่ยนตัวกลางทางข่าวว่าซาเฟิงสมคบกับซีเป่ยยอมส่งหญิงปลอมเข้าหาฮ่องเต้เพราะต้องการส่งสืบสายสัมพันธ์ แล้วทำทีข้อหานี้ว่า ‘สุจริต’ ต่อแผ่นดิน”
เสียงของหญิงสาวยังคงนุ่มนวลแต่สิ่งที่นางกล่าวกลับแหลมคมยิ่งกว่าคมมีด “เมื่อข่าวแพร่กระจายความน่าเชื่อถือย่อมสั่นคลอน วังหลังจะไม่เงียบสงบอีกส่วนราชสำนักเมื่อลือกันว่าซาเฟิงร่วมมือกับซีเป่ยที่ยิ่งกำแหง ส่งหญิงปลอมตัวเข้าวังองค์ฮ่องเต้ก็ทรงมิอาจนิ่งเฉย เรื่องตำหนักในก็จะต้องถูกสาวออกไปตำหนักหน้า”
เหลียงไท่เฟยเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วทอดสายตามองหลานสาวนิ่ง“เจ้าวางกลแยบยลนัก หว่านเยวี่ย”
“ขอเพียงแมลงตัวเล็กพาโรคร้ายเข้าจวนบ่าวไพร่ก็ไม่อาจอยู่เฉยได้ หากเรื่องนี้แพร่หลายต่อให้ชิงเฟยไม่มีผิดอื่นใดก็ต้องมีผู้เสนอให้สอบสวน” น้ำเสียงนางนิ่งเรียบดั่งผู้วางหมากลึก
“เช่นนั้น..” เหลียงไท่เฟยยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆแววตาเยือกเย็น “เราจะไม่ทูลด้วยฎีกาก่อนข้าจะให้พี่ชายข้าในราชสำนักเป็นผู้หยั่งกระแสให้พวกเขากล่าวถึงเรื่องนี้กลางท้องพระโรงในนามของ ‘ความห่วงใยต่อความมั่นคง’ สอดเรื่องเผ่าซาเฟิงเข้าไปอีกแรง ถ้าเกี่ยวโยงกับซีเป่ยได้ยิ่งดี..”
“แล้วข่าวลือ?” ฮูหยินจากสกุลเฉินถามต่อ
“ข้าจะให้ผู้อื่นจัดการ” สตรีบนตั่งตัวใหญ่เอ่ยอย่างแผ่วเบาริมฝีปากขยับช้าๆ ดั่งน้ำที่ไหลไม่เร่งรีบแต่กัดเซาะได้ลึก “คนของสกุลเหลียงเราไม่ควรออกหน้าให้สายลับของพวกพ่อค้า หรือพวกบ่าวเก่าในเรือนอื่นปล่อยข่าวแทนพอให้พวกนางในตำหนักหลังรู้สึกไม่ปลอดภัย ย่อมมีคนขุดหาความจริงมาเอง”
“ส่วนทางกรมวังข้าจะเขียนจดหมายไม่เป็นทางการให้หัวหน้าเก่าของกรมดูแลฝ่ายตรวจสอบจัดทำบัญชีซ้ำเพื่อดูว่าสตรีนางนี้มีเรื่องใดน่าสงสัยอีกบ้าง หากไม่มีก็เป็นหาหลักฐานอีกชิ้นมาเสริมไม่ใช่เรื่องยากแล้วค่อยยื่นเรื่องหลังไฟลุกโชติช่วงแล้ว ทีนี้ชิงเฟยก็ไม่อาจจะอยู่ต่ออีกได้”
เหลียงหว่านเยวี่ยหัวเราะน้อยๆ“ถ้ามิใช่หลานของท่านอา หลานคงไม่เชื่อว่าท่านจะเก็บความขุ่นข้องได้เนิ่นนานเช่นนี้แล้วเพิ่งลงมือ”
เหลียงไท่เฟยมองหลานสาวแล้วแย้มยิ้มบาง“บางสิ่งยิ่งหมักนานยิ่งรสกลมกล่อมแม้สุรารสดี หากรินเร็วเกินไปย่อมขื่นขม”
ภายในห้องทรงงานแสงโคมทองส่องอาบบนโต๊ะไม้จันทน์ยาวที่วางแผนที่ผืนใหญ่ผืนหนึ่งอยู่ตรงกลางผืนผ้าหนาหนักถูกคลี่ลงเหนือโต๊ะเป็นลวดลายเส้นภูเขาและเส้นทางลำน้ำเส้นบางแสดงเป็นถนนหลวง เส้นหนาแสดงเป็นพรมแดนระหว่างแคว้นด้านบนมีหมุดแกะสลักสีแดงและน้ำเงินปักไว้ตามตำแหน่งต่าง ๆ
บุรุษในชุดคลุมสีม่วงยืนอยู่ด้านหัวโต๊ะดวงหน้านิ่งขรึม คิ้วกระบี่เรียวยาวขมวดเล็กน้อยตลอดเวลา เขาคือเทียนหลงฮ่องเต้ซึ่งตั้งแต่สามวันก่อนหลังประชุมท้องพระโรงในยามเฉินสิ้นสุดลงทุกวันก็ไม่เคยกลับไปยังตำหนักบรรทมจนกว่าจะยามซวี วันนี้ก็เช่นกัน
ด้านซ้ายของโต๊ะยาวคือแม่ทัพแดนเหนือเก่อเหยียนร่างสูงใหญ่หนวดสีดำน้ำตาลสั้นเรียงตัวราวขนแปรงดวงตาลุ่มลึกมองแผนที่อย่างชัดถ้อยถี่ถ้วน เสียงทุ้มของเขาเอ่ยอย่างชัดเจน“ทูลฝ่าบาทหลังจากที่ข่าวกรองแจ้งมาซีเป่ยตอนนี้เริ่มระดมทัพหลักไว้ที่ปากเขาซือจิน สันเขาสูงล้อมรอบสามด้านการเข้าตีตรงนี้มีแต่จะเสียเปรียบ เว้นแต่..เราจะตีเข้าด้านตะวันตกเฉียงเหนือทางหุบเขาเจิ้งอวี้”
ถัดจากเขาคือแม่ทัพหนุ่มแห่งกองซ้ายเล่าซือผิงรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวมีริ้วแดงๆ จากแดดสนามรบ ใบหน้าคมคายดั่งหยกแกร่งเขายกมือแนบอกทำความเคารพก่อนกล่าว “หากเช่นนั้นข้าน้อยขออาสานำทัพจากกองซ้ายตีเข้าทางหุบเขาเจิ้งอวี้ทิศทางนั้นแคบแต่คุ้มครองได้ง่าย หากตั้งค่ายที่นั่นอาจตรึงกองกำลังซีเป่ยให้ออกจากแนวซือจินเพื่อรับศึกด้านข้างได้”
แม่ทัพกองขวาถังลี่ซานชายวัยกลางที่โด่งดังจากการศึกที่เซี่ยจื่อเมื่อสิบปีก่อนสวมเสื้อเกราะครึ่งตัวทับเสื้อคลุมสีน้ำตาลไหม้ ก้มหน้าเล็กน้อยก่อนกล่าว “ขอฝ่าบาทโปรดพิเคราะห์หากกองซ้ายออกรบ กองขวาจักต้องเคลื่อนไหวให้รับกัน มิฉะนั้นหากอีกฝ่ายล่อให้กองซ้ายเข้าสู้เดี่ยวๆแล้วหันมาล้อม กำลังเราจะเสียหายมาก”
โม่เหวินหานยืนนิ่งริมโต๊ะสายตามิได้ละจากหมุดหินหยกที่ปักไว้ตรงซือจินและเจิ้งอวี้เขาเลื่อนปลายนิ้วขวากรีดลงตามแนวแม่น้ำสายยาวทางตะวันตกเฉียงใต้ น้ำเสียงต่ำเย็น“แม่น้ำปู้ซินยังจับน้ำแข็งเพียงบางส่วนในเวลานั้นถ้าตีจากเจิ้งอวี้แล้วไม่ยึดหัวสะพานปู้ซิน..พวกมันสามารถตัดกำลังเสบียงจากด่านซีไห่ได้”
ชายร่างเล็กกว่าผู้อื่นก้าวเข้ามาร่วมคือหลัวไท่ข่ายฝ่ายที่ปรึกษายุทธศาสตร์ประจำราชสำนัก ยกพัดกระดาษที่พับอยู่ขึ้นชี้ช้าๆ พลางกล่าว“หากใช้กองทัพหลักเข้าปะทะตรงอีกด้านควรใช้กองเบาเข้าตีแนวเสบียงของศัตรูทางด้านเหนือ ป่วนเส้นลำเลียงให้ระส่ำแล้วให้กองขวาตั้งมั่นไม่รุกบีบศัตรูให้ถอยลึกเข้าแนวป่าหลี่ซาน”
แม่ทัพเก่อเหยียนเซิ่งพยักหน้าสีหน้าเคร่งขรึม “เช่นนั้นต้องใช้กองลอบโจมตีที่คุ้นพื้นที่ข้าน้อยแนะนำให้นำทัพ ‘เหยียนเพ่ย’ ที่เคยลาดตระเวนแถบพรมแดนซีเป่ยมาหลายปีมีแม่ทัพหลงป๋อเป็นผู้นำ ขุนพลรองคือหยางหลานเฟิงคนพื้นที่ของที่นั่นคุ้นเส้นทางดีนัก”
โม่เหวินหานพยักหน้าเบาๆเขาจำหลงป๋อได้ แม้ไม่ใช่สายเลือดขุนนางใหญ่ แต่ความเด็ดขาดเชิงกลศึกนั้นน่าชม ดวงตาของฮ่องเต้ทอดมองหมุดสีน้ำเงินบนผ้าแผนที่
“การระดมเสบียงจะใช้ด่านไหนเป็นหลัก?” น้ำเสียงของฮ่องเต้ราบเรียบ
หลัวไท่ข่ายเปิดพัดโบกช้าๆ“ใช้ด่านต้าหลินเป็นศูนย์กลางระยะห่างถึงหน้าค่ายไม่เกินสี่ร้อยลี้ มีเส้นทางขนส่งสี่สายแต่อาจถูกลอบโจมตีระหว่างทาง จำต้องเตรียมขบวนเสบียงแยกออกเป็นสองชุดหมุนเวียนห่างกันครึ่งวันจะปลอดภัยกว่า”
นายกองเล่าซือผิงกล่าวเสริม“ขอฝ่าบาทโปรดให้กองเสบียงมีองครักษ์ขี่ม้าเร็วเพิ่มอีกหนึ่งกองคัดจากพลฝึกพิเศษในเมืองหลวง ทัพหน้าจะคล่องตัวขึ้นมาก”
ถังลี่ซานขมวดคิ้วเล็กน้อยกล่าวเสียงต่ำ “เสบียงพอก็จริงแต่หากศัตรูตีป่าหลี่ซานได้ ทัพหลวงจะถูกล้อมแบบหุบปากกรรไกรต้องระวังอย่าให้ทัพตะวันตกของซีเป่ยแฝงตัวมาตีโอบ”
“คนของซีเป่ยยามนี้กล้าเสี่ยงนักพวกมันไม่ห่วงรากฐานหลังเมืองหลวงพวกมันแล้ว..” โม่เหวินหานเอ่ยช้าๆคิ้วกระตุกเล็กน้อย “..เพราะคงคิดจะย้ายเมืองหลวงมาพื้นที่จินหยางแล้ว”
คำว่าสุดท้ายทำให้ทั้งห้องเงียบลงชั่วขณะไม่มีผู้ใดกล้าสบตาโอรสสวรรค์ตรงๆ หากแต่ในใจต่างเข้าใจความวุ่นวายในแคว้นซีเป่ยไม่อาจเกิดเองได้ทั้งหมดหากไม่ใช่เพราะสัญญาลับจากบางหัวเมืองชายแดน ผู้ที่เคยประกาศสวามิภักดิ์ต่อแผ่นดินจินหยางและขุนนางที่รับสินบนไม่คำนึงถือประโยชน์ใดๆ นอกจากพวกตน
“ให้กองซ้ายเตรียมพร้อมในเจ็ดวันกองขวาประจำมั่นด่าน กองลอบโจมตีเราจะออกคำสั่งพิเศษพรุ่งนี้จัดคนแฝงเข้าแคว้นซีเป่ยในนามพ่อค้าเส้นไหมให้สายลับปล่อยข่าวการรวมทัพของเรากลับไป..แต่อย่าให้รู้ว่าตีจากเจิ้งอวี้” สุ้มเสียงสุดท้ายของโม่เหวินหานกลับกลายเป็นเย็นเฉียบกว่าที่ผ่านมาดวงตาคมกริบยิ่งกว่าเก่า คล้ายเห็นกระดานรบทั้งหมดล่วงหน้าแล้ว “คืนนี้เพียงเท่านี้ก่อนส่วนท่านที่ปรึกษาอยู่ก่อน เราจะประชุมเรื่องจัดทัพและแม่ทัพกับท่านอีกสักครู่”
หลัวไท่ข่ายยิ้มบางก้มรับคำสั่งเสียงฝีเท้ากระเบื้องดังแผ่วในห้องทรงงาน หลังการประชุมอันยาวนานได้สิ้นสุดลงเหล่าแม่ทัพและนายกองต่างพากันค้อมศีรษะถอนตัวออกไปทีละคน
โม่เหวินหานยังคงยืนอยู่ริมโต๊ะใหญ่ที่มีแผนที่ผืนยาวปูอยู่ดวงตาคมลึกทอดมองเส้นทางเดินทัพและหมุดหยกหลากสีบนผืนผ้าเส้นริ้วที่ลากจากแดนเหนือยาวลงมาจิงเหยียนจนถึงแนวป่าหลี่ซานดูประหนึ่งเครือเถาวัลย์พันแน่นซ่อนพิษ
“ท่านที่ปรึกษาหลัว” น้ำเสียงของเขาเอ่ยขึ้นช้าๆโดยไม่หันกลับไป
หลัวไท่ข่ายขยับเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นก่อนจะหยุดอยู่ใกล้โต๊ะวางแผน ตรงข้ามองค์เหนือหัวใบหน้าเรียบสงบของเขายังคงเหมือนเดิม
โม่เหวินหานใช้ปลายนิ้วชี้ไล้หมุดหยกสีทองสามจุดที่ปักอยู่บริเวณแดนเหนือ จิงเหยียน และชายแดนด้านตะวันออก “นอกจากทัพใหญ่แดนเหนือ ข้าอยากให้จิงเหยียนจัดอีกหนึ่งกองแยกจากกองหน้าที่จะโจมตีหุบเขาเจิ้งอวี้ เพื่อค้ำตำแหน่งฐานมั่นกลางสนามรบ”
ที่ปรึกษาหลัวขมวดคิ้วเล็กน้อยใบหน้าที่ยามปกติเรียบนิ่งเริ่มเปลี่ยนเล็กน้อยด้วยความครุ่นคิด “จิงเหยียนตั้งมั่นระหว่างเส้นแม่น้ำและเขาสูงเป็นจุดโยงเสบียงชั้นดี หากให้เป็นฐานหลัก สมเหตุสมผลดีนัก”
โม่เหวินหานไม่ได้ตอบทันทีเพียงเอื้อมมือหยิบหมุดหยกสีน้ำเงินแล้ววางลงอีกจุดตรงชายแดนตะวันออกเสียงแผ่วต่ำดั่งกระซิบก็เอ่ยขึ้น “ส่วนทัพตะวันออกยังเคลื่อนไหวได้อยู่..ต่างจากตะวันตกต้องตึงเอาไว้หากซีเป่ยพลิกกระดานแต่ตะวันออกยังมีอิสระ ข้าจะดึงกองหนึ่งจากที่นั่นเข้ามาเสริมทางจิงเหยียนล่อให้ซีเป่ยคิดว่าเราจะบุกตรงกลาง ขณะที่กองซ้ายโจมตีจากหุบเขา”
หลัวไท่ข่ายนิ่งไปพักใหญ่ก่อนกล่าวช้าๆ“หากเช่นนั้นเฉียนอ๋องควรเร่งกลับไปรวมพล หรือทรงวางผู้ใดร่วมคุมทัพจิงเหยียนหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ทันใดนั้นโม่เหวินหานส่ายหน้า สีหน้ามิได้เปลี่ยนแต่ในดวงตาลึกกลับเต็มไปด้วยแผนการซ่อนเร้น “เฉียนอ๋องไม่ไป”
“พ่ะย่ะค่ะ?” หลัวไท่ข่ายเลิกคิ้วทันที
“ให้เฉียนอ๋องอยู่คุมกองจิ่นอู่ที่เมืองหลวง” ฮ่องเต้กล่าวเรียบ “ทัพใหญ่เคลื่อนไหวสามทิศ จากทัพเหนือพื้นที่ศักดินาจิงเหยียนและทัพตะวันออกหากแต่ละทัพไม่มีผู้นำที่สูงกว่าเป็นศูนย์กลาง ทุกอย่างจะสะเปะสะปะกว่าจะส่งข่าวกลับมาก็สายเสียแล้ว ข้าไม่อาจจะให้สัญญาณจากส่วนกลาง”
คำกล่าวนั้นไม่ใช่เพียงเรื่องการบัญชาทัพ..หลัวไท่ข่ายเป็นคนเฉลียวฉลาดนักเขาเข้าใจทันทีจึงขมวดคิ้วยิ่งขึ้น สีหน้าที่เคยเรียบแปรเปลี่ยนเล็กน้อยความครุ่นคิดหนักแน่นฉายออกชัดจนแม้แต่พัดในมือยังหยุดโบก
“กระหม่อมเข้าใจแล้ว..” เขากล่าวแผ่วเบา “แต่เรื่องนี้เกรงจะใหญ่หลวงเกินกว่าจะเบาใจองค์ชายรัชทายาทของพระองค์ยังไม่มี หากมีอันใดเกิดขึ้นกะทันหันกับพระองค์เกรงว่า..”
“เราย่อมเข้าใจดี” โม่เหวินหานเอ่ยขัดในทันทีเสียงของเขาหนักแน่นขึ้นประหนึ่งตอกลงดิน “แต่ภายนอกมีศึกเรายังไม่กลัวเรากลัวศึกภายใน”
คำตอบนั้นทำเอาหลัวไท่ข่ายนิ่งเงียบไปทันทีความหมายในวาจานั้นคมกริบยิ่งกว่าคำใด ในเมื่อศัตรูที่เห็นได้ด้วยตาไม่อันตรายเท่าผู้ร่วมชายคาที่ซ่อนเขี้ยวไว้ใต้รอยยิ้ม
“เมืองหลวงต้องมีผู้คุมที่ไว้วางใจ..เฉียนอ๋องไม่ใช่เพียงร่วมสายเลือดแต่คือดวงตาของเราที่ส่องมองดูมาตลอด ให้เขาอยู่คุ้มกันเมืองหลวงดีที่สุด”
หลัวไท่ข่ายพยักหน้าอย่างช้าๆสีหน้าเคร่งครัด “เช่นนั้นกระหม่อมจะเร่งทำแผนกำลังส่งถึงจิงเหยียนภายในสามวันขอรับ”
ก่อนที่อีกฝ่ายจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อประตูไม้บานใหญ่ของห้องทรงงานก็ขยับเปิดออกเล็กน้อยเงาร่างหนึ่งยืนก้มหน้าอยู่ตรงหน้าธรณีประตู หลี่ต้ากงเอ่ย“เจียงเจียขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
โม่เหวินหานยกมืออนุญาตแล้วหันมาเอ่ยกับที่ปรึกษาหลัว“วันนี้ไว้เท่านี้ก่อน”
หลัวไท่ข่ายก็รู้หน้าที่ดีว่าเรื่องต่อไปนี้เขาไม่ควรอยู่รับฟังจึงรีบกล่าวทูลลาหายจากห้องไปทันทีหลังจากนั้นหลี่ต้ากงจึงพาเจียงเจียเดินเข้ามาแสงโคมสะท้อนวาวที่เข็มร้อยตราประจำตำแหน่งแล้วคุกเข่าลงพร้อมค้อมศีรษะอย่างเต็มพิธี“กระหม่อมมีเรื่องเร่งด่วน เวลานี้มีข่าวลือที่กำลังแพร่ในวังหลังเกี่ยวข้องกับชิงเฟย”แล้วองครักษ์ประจำกายก็รายงานคข่าวลือที่แพร่สะพัดให้ผู้เป็นนายเหนือหัวฟัง
สีหน้าโม่เหวินหานเรียบนิ่งความทะมึนแผ่คลุมในแววตาราวเมฆพายุก่อนฟ้าผ่า เขาก้าวไปข้างหน้าช้าๆพลางยืนนิ่งเหนือแผนที่ เสียงเย็นชาตวัดขึ้นเบา “อยู่ๆ จะมีข่าวเช่นนี้ได้อย่างไรต้องมีคนจงใจปล่อยเรื่อง”
นิ้วของเขาเคาะโต๊ะเสียงดังพลันหันไปทางเจียงเจีย“เจ้ารีบตรวจสอบกับศาลกลาง ศาลต้าหลี่กรมวัง กรมพิธีการ ทุกแห่งที่มีชื่อหรือข้องเกี่ยวกับชิงเฟยให้ดูว่ามีฎีกาเกี่ยวกับนางส่งเข้ามาหรือไม่ ถ้ามีให้ดึงไว้ก่อน ยังไม่ต้องนำขึ้น”
เจียงเจียเงยหน้าขึ้น“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบไปทันที”
“เจ้ารีบด้วย เราคาดว่าผู้ที่ปล่อยข่าวลืออาจจะพร้อมแล้วนี่อาจจะเป็นขั้นสุดทายก่อนลงมือ” เสียงสุดท้ายเยือกเย็นหนักแน่นจนเจียงเจียรู้สึกถึงแรงกดดันที่บ่าผู้ปล่อยข่าวลือต้องมีเรื่องในมือถึงกล้าเดินหน้าถึงขั้นนี้