แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องจากหน้าต่างกระทบในหน้า แต่เจ้าหญิงลิลิธกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นแต่อย่างใด กลับกันแล้วเธอกลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นยิ่งขึ้นทั้งยังคงหลับตาอยู่ หลังจากที่เธอได้ลองจับน้องชายมาเป็นหมอนข้างเธอก็ติดใจความรู้สึกนี้เป็นอย่างมาก เธอไม่รู้ตัวเลยว่าที่ทุกครั้งน้องชายมานอนข้างเธอเธอจะจับเขามาทำหมอนข้างโดยอัตโนมัติ และเมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้นก็จะพบกับเขาในอ้อมกอดของเธอ แต่แทนที่เธอจะรีบตื่นเธอกลับนอนต่อพร้อมกับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น
แต่วันนี้กลับมาบางสิ่งที่ต่างไปจากทุกที ขณะที่ลิลิธกำลังกอดน้องชายเธออย่างแน่นอยู่นั้นก็ทำจมูกฟุดฟิดสองสามทีก่อนจะลืมตาขึ้น เธอรีบคลายอ้อมกอดแล้วลุกขึ้นนั่งทันที เธอขมวดคิ้วมองน้องชายที่กำลังนอนหลับอย่างมีความสุขก่อนจะก้มลงไปทำจมูกฟุดฟิดที่ใบหน้าไล่ลงมาที่ตัวแล้วไล่กลับขึ้นไปที่ใบหน้าอีกครั้ง คราวนี้เธอขมวดคิ้วซันคิวแทบจะผูกกันผมส่วนแววตาของเธอนั้นก็เป็นแววตาของปลาตายที่ไร้อารมณ์ ริมฝีปากของเธอฉีกยิ้มบางๆ กระแสไฟฟ้าปรากฏขึ้นกลางอากาศทั่วบริเวณจนได้ยินเสียงเปรี๊ยะดังไปทั่ว ลิลิธเรียกชื่อน้องชายด้วยจังหวะที่ช้าๆ และเนิบนาบจนชวนขนหัวลุกว่า
“เออร์...วิน...”
ณ ห้องของสาวใช้เรเวนกำลังแต่งตัวอย่างสบายอารมณ์พร้อมกับฮัมเพลงไปด้วย โซอี้ที่นั่งอยู่บนเตียงกำลังมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ
“เอ่อ...คือว่าคุณเรเวนคะทำไมวันนี้ดูอารมณ์ดีจังเลยค่ะ”
“ก็ไม่มีอะไรหรอกแค่พอนึกว่าเช้านี้จะมีลิงนิสัยเสียตัวหนึ่งถูกลงโทษก็แค่นั้น”
“ลิงนิสัยเสีย?” โซอี้ทวนคำด้วยความสงสัยก่อนจะมีเสียงดังขึ้นจากห้องของเออร์วิน
เปรี้ยง!!!
เจี๊ยก!!!
โซอี้สะดุ้งโหยงหันไปทางผนังที่กั้นห้องเธอจำเสียงนี้ได้ดีที่สุดในโลกว่ามันเป็นเสียงของเออร์วิน และถ้าจำไม่ผิดเธอก็เคยได้ยินเสียงที่เขาร้องแบบนี้มาก่อนครั้งหนึ่ง โซอี้รีบหันมาถามเรเวนว่า
“คุณเรเวนคะเสียงนั่น...”
เรเวนตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ก็เสียงลิงนิสัยเสียถูกลงโทษไง”
“เอ๊ะ? ลิง?” โซอี้รู้สึกสับสน
ในเวลาเดียวกันนั้นภายในห้องของพระราชาอัลเฟรด ราชินีเอลิเซียที่แต่งองค์ทรงเครื่องเรียบร้อยกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งโดยมีหัวหน้าสาวใช้ลาน่าทำการหวีผมให้ ระหว่างที่กำลังรับการปรนนิบัติไปสำรวจรูปโฉมของตนในกระจกไปก็ได้ยินเสียงดังขึ้น ราชินีเอลิเซียเอากางพัดบังริมฝีปากพร้อมกับทำหน้าทะเล้น
“อุ๊ยตายเด็กๆ นี่แรงดีกันจังเลยน้า ฉันล่ะอิจฉาจริงๆ”
หัวหน้าสาวใช้ลาน่ายิ้มแล้วพูดว่า
“องค์ราชินีเองก็ยังไม่ทรงชราเพคะ”
ราชินีเอลิเซียเสตาเป็นมองทางอื่นพูดพร้อมกับหน้าที่เริ่มแดงว่า
“จะเป็นอย่างนั้นจริงเร้อทั้งที่ถูกใครไม่รู้เล่นจนหมดสภาพเป็นประจำ”
ลาน่าที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับใบหน้าที่เริ่มแดง ส่วนของเธอยังคงหวีผมต่อไม่หยุด บรรยากาศเริ่มเงียบในทันใดมีเพียงแค่เสียงการหวีผมเท่านั้นแต่คล้ายกับว่าทั้งสองต่างได้ยินเสียงหัวใจเต้นของกันและกัน ลาน่านั้นเป็นสาวใช้ที่อยู่กับเธอมาตั้งแต่ยังเด็กก่อนที่จะแต่งงานแล้วมาเป็นราชินีที่ไพร์ล็อกด้วยซ้ำ เดิมทีทั้งสองคนมีความสัมพันธ์เป็นแค่นายกับบ่าวแต่พ่ออยู่ด้วยกันมานานและรู้นิสัยกันดีจึงทำให้กลายเป็นคนที่ต่างรักและเชื่อใจของกันและกัน ดังนั้นเธอจึงไม่ลังเลที่จะเลือกลาน่าให้มาเป็นคู่ของสามีบนเตียง แต่ทว่ากลับไม่ใช่มีแค่พระราชาอัลเฟรดเท่านั้นที่ยังมีความต้องการอยู่แม้แต่ราชินีเอริเซียเองก็เช่นกัน เลยทำให้ลาน่าไม่เพียงแต่ต้องทำให้ที่ช่วยปลดปล่อยความต้องการให้พระราชาอัลเฟรดเท่านั้นแม้แต่ราชินีเอลิเซียเองก็ด้วย เพียงแต่ว่าในตอนแรกนั้นเป็นทั้งเธอและลาน่าต่างมีความสัมพันธ์แบบหญิงหญิงแค่เพราะต้องการระบายความต้องการเท่านั้น แต่เมื่อนานวันเข้าความรู้สึกบางอย่างก็เริ่มก็ตัวขึ้นโดยไม่รู้ตัวในใจของทั้งคู่ แม้ว่าในยามปกติจะไม่แสดงออกมาแต่ราชินีเอลิเซียก็มักจะเผยความรู้สึกสนใจในตัวลาน่าออกมาขณะที่ทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน อย่าเช่นการใช้ปากและลิ้นกับดอกไม้ของลาน่า การเผลอมองลาน่าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก หรือแม้แต่การจูบปากกันครั้งแรกราชินีเอลิเซียก็เป็นคนเริ่มก่อน
ด้านลาน่านั้นเธอเองก็ไม่ต่างกันนักแม้ว่าเดิมทีเธอจะมองราชินีเอลิเซียด้วยความเคารพ เทิดทูน ชื่นชม แต่เมื่อได้ผ่านการมีความสัมพันธ์กันหลายครั้งเข้าเธอก็เริ่มรู้สึกหลงใหลในเรือนร่างของเจ้านายของเธอผู้นี้ เพียงแต่ว่าเธอมองว่ามันไม่เหมาะสมหากเธอจะมีความคิดเช่นนั้น แต่บางครั้งเธอก็ไม่อาจหักห้ามใจที่จะเหลือบมองร่างกายราชินีเอลิเซียโดยเฉพาะอกที่ตูมตั้งนั้น ทำให้เธอมักเผลอใส่ความรู้สึกขณะที่มีความสัมพันธ์กันจนราชินีเอลิเซียมีสภาพไม่ต่างกับดินเหลว
ขณะที่บรรยากาศแปลกๆ กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างทั้งสองคน ราชินีเอลิซียก็หุบพักจีบตัดสินใจพูดทำลายความเงียบว่า
“แต่ลิลิธนี่ก็ห่วงน้องชายจังเลยน้าฉันล่ะกลัวจังเลยว่าเธอจะเป็นยังไงถ้าได้รู้ว่าน้องชายที่ตนหวงนักหวงหนามีคู่หมั้นแล้ว”
ลาน่ายิ้มแล้วกล่าวว่า
“เกรงว่าเมื่อวันนั้นมาถึงเจ้าหญิงลิลิธคงได้ลักพาตัวเจ้าชายแล้วหนีไปจากเมืองนี้แน่เพคะ”
ราชินีเอลิเซียถอนหายใจก่อนพูดว่า
“เพราะเหตุนี้ถึงได้ยังไม่ให้เด็กคนนั้นรู้เรื่องนี้น่ะสิ” ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้านึกสนุกแบบเด็กๆ “แต่ไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะลักพาตัวเออร์วินหนีไปหรอกนะแค่อยากเห็นสีหน้าของเจ้าลูกสาวตัวดีเท่านั้นแหละว่าเมื่อรู้เรื่องนี้แล้วจะมีสีหน้ายังไง หุหุ”
ลาน่าเสริมว่า
“เกรงว่าเรเชลเองก็คงไม่ต่างกันนะเพคะถึงภายนอกเธออาจจะต่างจากเจ้าหญิงลิลิธอยู่บ้าง แต่พอเป็นเรื่องเจ้าชายเออร์วินขึ้นมาก็ไม่ต่างอะไรกับเจ้าหญิงลิลิธเลยเพคะองค์ราชินี”
ราชินีเอลิเซียถอนหายใจออกมาแต่แววตาของเธอคล้ายกับกำลังรู้สึกสนุกอยู่
เจ้าหญิงเรเชลกำลังเดินไปที่ห้องของพี่ชายเพื่อชวนให้เขาอาบน้ำกับเธอ ในตอนที่ถ้าได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหญิงใหม่ๆ นั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เธอไม่คุ้นเคย และหนึ่งในนั้นก็คือการอาบน้ำโดยมีข้ารับใช้คอยปรนนิบัติ เจ้าชายเออร์วินพี่ชายเธอที่รู้ในเรื่องนี้ดีก็มักจะมาอาบน้ำกับเธออยู่เสมอ นั่นทำให้เรเชลติดนิสัยชอบอาบน้ำกับพี่ชายมากโดยเฉพาะตอนเช้าที่เธอมักจะมาชวนเขาอาบน้ำแบบนี้เสมอ เพียงแต่ว่าพักหลังมานี้พี่ชายของเธอไม่ค่อยได้อาบน้ำกับเธอเลย ซึ่งสาเหตุนั้นเรเชลกลับโยนทุกอย่างให้เป็นความผิดของลิลิธ สาเหตุแท้จริงเป็นเพราะอะไรเธอไม่รู้แต่เลือกจะโยนไปให้ลิลิธไว้ก่อน
เรเชลรับรู้ได้ถึงความเป็นศัตรูจากผู้เป็นพี่สาวต่างมารดาผู้นี้ ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไมทั้งที่ในตอนที่แต่งตั้งเธอเป็นเจ้าหญิงลิลิธพ่อไม่ได้แสดงความรู้สึกเช่นนี้กับเธอ แต่เรเชลก็ไม่ได้สนใจอะไรแม้ในตอนแรกเธอจะยังรู้สึกหวาดกลัวต่ออีกฝ่ายอยู่บ้าง แต่เมื่อเธอพบว่าเจ้าหญิงลิลิธมักจะมารบกวนเวลาที่เธอได้อยู่กับพี่ชาย ความหวาดกลัวก็เริ่มหายแล้วเริ่มมองเจ้าหญิงลิลิธในฐานะศัตรูเช่นกัน
ขณะที่เรเชลกำลังมองเห็นประตูห้องของพี่ชายอยู่ไม่ไกล ก็มีเสียงดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องของพี่ชายเธอ เรเชลที่ได้ยินเสียงนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องของพี่ชาย
“เสียงของท่านพี่?” เรเชลทำสีหน้าไม่พอใจ “หนอยยัยป้านั่นเข้าไปนอนในห้องท่านพี่ทุกวันไม่พอยังมาทำร้ายท่านพี่อีก”
เรเชลรีบวิ่งไปเปิดประตูดังปังสิ่งที่เธอนั้นกลับทำเอาเธอโกรธสุดขีด ภายในห้องนอนนั้นลิลิธกำลังยืนอยู่บนเตียงมือข้างหนึ่งของลิลิธกำลังจิกผมร่างสีดำเมี่ยมให้มีหน้ามองเธอ แม้ว่าทางล่างจะเป็นสีดำแต่นัยน์ตาสีแดงเพลิงกลับชัดเจน
“นี่ยัยป้าทำไมต้องทำร้ายท่านพี่ด้วยปล่อยท่านพี่เดี๋ยวนี้นะ”
พูดจบเรเชลก็ประกบมือทั้งสองวงแหวนเวทย์มนต์ก็ปรากฏขึ้นที่สองข้างซ้ายขวาของเธอ พร้อมกับมีแขนยักษ์ดินดหนียวยื่นออกมาจากวงแหวนเวทย์มนต์ทั้งสอง
ลิลิธไม่สนใจเรเชลเธอเอาแต่มองน้องชายที่ตอนนี้ตัวดำเมี่ยมแถมยังตื่นเต็มตาแต่วายตาของเขายังฉายความงุนงง
“ท่านพี่ครับนี่มันเรื่องอะไรกัน?”
ลิลิธไม่ตอบเพียงแค่ยิ้มแต่กลับมีดวงตาปลาตาย ซึ่งนั่นกลับสร้างความรู้สึกสยองให้กับเออร์วินอย่างบอกไม่ถูกเรียกได้ว่าต่อให้เผชิญหน้ากับอัศวินศักดิ์สิทธิ์เขาก็ยังไม่รู้สึกอย่างนี้
ลิลิธไม่ตอบแต่สร้างหอกสายฟ้าจากกลางอากาศก่อนจะพุ่งมันเข้าปะทะกับกำปั้นดินที่ทำชกดเข้ามา ผลคือเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วพร้อมกับกำปั้นดินที่แหลกละเอียด ทว่าเรเชลกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกหรือหวาดกลัว เธอเพียงสบถว่า “ชิ” สั้นๆ ก่อนที่กำปั้นดินที่ที่แหลกละเอียดนั้นจะกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว
ลิลิธเหลือบมองน้องสาวต่างมารดาในใจของเธอรู้สึกไม่ชอบน้องสาวต่างมารดาคู่นี้เป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพราะชาติกำเนิดแต่เป็นเพราะว่านับแต่ที่เธอคนนี้ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าหญิง เวลาที่เออร์วินมีให้เธอก็น้อยลงเพราะมักเอาเวลาไปใส่ใจดูแลเด็กคนนี้ ทั้งการช่วยฝึกอบรมมารยาทขออยู่ข้างๆ ไม่ให้รู้สึกหวาดกลัวอย่างการเล่านิทานก่อนนอน จนแม้ว่าตอนนี้เธอก็เริ่มชินกับสถานะของเจ้าหญิงแต่ก็ยังมีบางอย่างที่เธอมักใช้ความใจดีของน้องชายเธอให้ช่วยอยู่ดูแลเธอเสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันทำให้ลิลิธรู้สึกว่าเรเชลเป็นเด็กเจ้าเล่ห์ที่หมายจะแย่งเออร์วินไปจากเธอ และนั่นคือเหตุผลที่ลิลิธมักจะมองในเรเชลโดยสายตาที่เป็นศัตรูเสมอมา
ด้านเรเชลเองก็เช่นกันเธอมองตอบกลับไปด้วยสายตาที่ท้าทาย จริงอยู่ว่าเมื่อก่อนเธออาจเคยเคารพยำเกรงและหวาดกลัวในตัวพี่สาวต่างมารดาคนนี้อยู่บ้าง แต่ในเมื่อพี่ชายต่างมารดามาเกี่ยวข้อง เธอก็พร้อมเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอย่างไม่หวาดกลัว
“ยัยป้าปล่อยท่านพี่เดี๋ยวนี้นะ”
ลิลิธเหลือบมองเรเชลก่อนจะหันกลับมาสนใจเออร์วินเห็นว่าเขายังทำสีหน้าไม่เข้าใจเธอก็รู้สึกหงุดหงิด
“พี่ก็รู้สึกสงสัยว่าเธอมักแอบไปไหนตอนกลางคืนคนเดียวแต่พี่ก็ไม่เคยถามเธอเลยเพราะพี้ชื่องใจเธอเสมอแต่ไม่นึกเลยว่าจะแอบไปหาผู้หญิง”
“เอ๊ะ?” เออร์วินอุทานอย่างงุนงงไม่เข้าใจว่าพี่สาวพูดเรื่องอะไร ‘หาผู้หญิงเราไปหาผู้หญิงตั้งแต่เมื่อไร’ เขารู้สึกสับสนจนลืมไปว่าลิลิธกำลังพูดเรื่องนี้ต่อหน้าเรเชล
“เอ๊ะ?” เรเชลอุทานเมื่อได้ยินว่าพี่ชายแอบออกไปหาผู้หญิงตอนกลางคืน แต่เธอก็มีแก้ตัวให้เขาว่า “พูดอะไรออกมาน่ะคุณป้าท่านพี่ไม่ใช่คนแบบนั้นซะหน่อย”
เออร์วินอยากพยักหน้าเห็นด้วยกับน้องสาวแต่เพราะผมของเขายังคงถูกลิลิธจับไว้จึงเปลี่ยนป็นพูดว่า
“ใช่แล้วครับท่านพี่ผมไม่ใช่คนแบบนั้นซะหน่อยท่านพี่ก็น่าจะรู้จักผมดีไม่ใช่เหรอครับ”
ลิลิธกลับยังคงรอยยิ้มบวกสีหน้าปลาตายไว้เช่นเดิมทั้งยังถามว่า
“พี่ก็อยากเชื่อเธอนะแต่กลิ่นน้ำหอมบนตัวของเธอมันชัดเจนซะขนาดนั้นยังจะป็นอะไรได้อีก”
เออร์วินนิ่งค้างทวนคำว่า
“กลิ่นน้ำหอม?” พร้อมกับสงสัยว่าตนไปได้กลิ่นน้ำหอมมาได้ยังไง แต่เมื่อเห็นลิลิธยังคงเอาแต่เงียบก็รู้ว่าตนคงไม่ได้ฟังผิด เออร์วินลองย้อนนึกดูก็นึกอะไรขึ้นมาได้เมื่อวานนี้แม่ของเขาทำจมูกฟุดฟิดใส่เขาแล้วก็ทำหน้าแปลกๆ พร้อมกับบอกว่าเขาโตแล้ว ส่วนเรเวนนั้นที่โดนเขาแหย่เล่นก็จะให้เขาอาบน้ำและเอาคืนด้วยการขัดหลังให้ ตอนนั้นเรเวนก็ทำจมูกฟุดฟิดใส่เขาเช่นกันทั้งยังบอกด้วยว่าจะซวยเอา ตอนนั้นเขาก็สงสัยในการกระทำของทั้งสองแต่เลือกจะไม่คิดอะไรมาก พอมาย้อนนึกดูตอนนี้ก็พอเดาออกได้แล้วว่าเป็นเพราะทั้งสองคนได้กลิ่นน้ำหอมจากตัวเขา แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นกลิ่นน้ำหอมติดตัวเขามาได้ยังไง เออร์วินลองทบทวนความจำเมื่อคืนว่าเขาไปทำอะไรมาก็รู้ได้ทันที
‘ซิลวี่!’ เออร์วินมั่นใจว่าเป็นเธอไม่ผิดแน่ก็เล่นกอดแนบชิดเขาซะขนาดนั้น ขณะที่เขากำลังคิดว่าจะแก้ตัวยังไงดี เรเชลน้องสาวของเขาก็ทวนคำอย่างสงสัย
“กลิ่นน้ำหอม?” เธอสลายแขนดินแล้วขึ้นมาบนเตียงก่อนจะทำฟุดฟิดใส่เขาซึ่งลิลิธกลับไม่ได้มีท่าทีขัดขวาง แต่เออร์วินกลับงุนงงกับการกระทำของเธอ
‘นี่ผู้หญิงรอบตัวเราเป็นอะไรกันไปหมดตั้งแต่ท่านแม่ เรเวน เรเชล ต่างก็พากันมาทำจมูกแบบนี้กับตัวเรา’ เออร์วินคิดในใจก่อนจะเหลือบมองพี่สาว ‘คงไม่ใช่ว่าท่านพี่ก็ได้กลิ่นน้ำหอมด้วยวิธีนี้หรอกนะ
“กลิ่นไหม้” เรเชลพูดออกมาก่อนจะทำจมูกฟุดฟิดอีกรอบ ทันใดนั้นสีหน้าเธอก็เปลี่ยนไปกลายเป็นไร้อารมณ์แววตาที่เคยสดใสของเธอกลับเป็นแววตาของปลาตายพูดว่า “กลิ่นน้ำหอมของผู้หญิง” ก่อนจะทำจมูกฟุดฟิดอีกรอบ “ไม่ใช่ของท่านแม่เอลิเซีย”
ในตอนที่เรเชลได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหญิงนั้นองค์ราชินีเอลิเซียก็ได้รับสั่งให้เธอเรียกว่าเธอว่าแม่แทนที่จะเรียกว่าองค์ราชินีเหมือนที่ผ่านๆ มา แม้ว่าตอนแรกเธอจะเผลอหลุดเรียกว่าองค์ราชินีอยู่บ่อยครั้งและไม่กล้าเรียกอีกฝ่ายว่าท่านแม่ แต่พอนานวันเข้าเธอก็เริ่มหลอมรวมกับศักดิ์ฐานะเจ้าหญิงก็สามารถเรียกราชินีเอลิเซียว่าท่านแม่เอลิเซียได้อย่างคุ้นเคย แต่อาจมีบางครั้งที่ที่เผลอหลุดเรียกอีกฝ่ายว่าราชินี
เรเชลที่ยืนยันกลิ่นน้ำหอมได้ก็เริ่มหันมามองพี่ชายตน
“ท่านพี่คะพอบอกได้มั้ยคะว่าท่านพี่ไปได้กลิ่นน้ำหอมนี้มาได้ยังไง” นับว่าเรเชลยังเหลือทางถอยให้เขาบ้างเพราะเธอถามเขาว่าไปได้กลิ่นน้ำหอมนี่มายังไง ไม่ใช่ถามว่าได้มาจากใคร แต่ทว่าเรเชลยังพูดต่ออีกว่า “แต่ถ้าท่านพี่จะตอบว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครก็จะดีมากเลยค่ะจะได้ช่วยประหยัดเวลาหนูไปเยอะ”
“ฮะ?” เออร์วินอุทานออกมาเพราะแบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับพี่สาวเขาเลยแม้แต่นิด ก่อนจะพบว่าขณะที่เรเชลกำลังจ้องหน้าเขาวงแหวนเวทย์มนต์วงหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่กลางอากาศ แขนยักษ์ที่สร้างจากดินเหนียวทั้งแขนยื่นออกมาจากวงแหวนเวทย์มนต์นั้น เขาเหลือบมองแขนยักษ์ดินเหนียวก่อนจะถามว่า “เอ่อ...เรเชลครับไม่ทราบว่าแขนนี่”
เรเชลตอบด้วยหน้าที่ไร้อารมณ์ว่า
“เอาไว้อัดคนเจ้าชู้ค่ะ”
“ฮะ?” เออร์วินอุทานอีกรอบพลางเหลือบไปที่ประตูที่เชื่มระหว่างห้องของเขากัยห้องของเรเวน พบว่าประตูได้มีการแง้มนิดหนึ่งแล้วเรเวนก่อนยื่นหน้าออกมาสายตาของเธอมองมาทางเขาพร้อมกับริมฝีปากที่ยิ้มเล็กน้อย เออร์วินก็รู้ว่าเธอคนนี้กำลังสะใจในสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ในขณะนี้
ในเช้าวันนั้นในบริเวณใกล้เคียงกับห้องของเออร์วินจะได้เสียงดังออกมาว่า
“ไม่เดี๋ยวฟังผมอธิบายก่อน โอ๊ย! มันไม่ใช่อย่างที่น้องคิดนะ แอ้ก! คือว่ามัน เจี๊ยก! ผมอธิบายได้ โอ๊ย!” เป็นอย่างนี้ไปจนกว่าจะได้เวลามื้อเช้า