บทที่ 37 แผนร้ายไหลออกมาไม่หยุด
การใส่ร้ายประเภทนี้… ถงฮั่วมีสีหน้าเฉยเมย ข่งมี่เสวี่ยคนนี้ลงมือทำอะไร เธอก็ไม่รู้สึกแปลกใจสักนิด
พริบตาเดียวถงฮั่วก็โยนกระเป๋าสตางค์เข้าไปในพื้นที่มิติ
เขตพักอาศัยเยาวชน
ถงชุนชู่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ทั้งน้อยใจทั้งโกรธเคือง
ถงฮั่วทำกับเขาแบบนี้ได้อย่างไร! เขาเป็นน้องชายแท้ ๆ ของเธอนะ!
เธอไม่กลัวหรือว่าจะเตะเขาจนพิการไปจริง ๆ?
ถงชุนจิ้งเคยได้รับความเจ็บปวดแบบนี้มาก่อน จึงพูดด้วยความเห็นใจว่า “เธอคิดว่าเป็นเพื่อนกับพวกชาวบ้านแล้วจึงไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตา แล้วนายจะไปหาเรื่องเธอทำไม?”
ถงชุนชู่กัดฟันกล่าวว่า “ผมไปหาเรื่องเธอที่ไหนกัน!”
ข่งมี่เสวี่ยเม้มปากแล้วเล่าเรื่องที่ถงฮั่วขโมยกระเป๋าสตางค์ให้ฟัง
เมื่อวานกู้จินเยว่เป็นคนไปรับข่งมี่เสวี่ยและพื้นที่ตรงนั้นก็เป็นจุดที่ถงฮั่วไปทำงานจริง ๆ
กู้จินเยว่ขมวดคิ้วแน่น “เธอไม่ใช่คนแบบนั้น”
ถงชุนชู่พูดประชด “แล้วตอนนี้ที่เธอถึงทำ มีอะไรที่เธอเคยทำมาก่อนบ้าง?”
ข่งมี่เสวี่ยพูดด้วยความรู้สึกผิด “ฉันผิดเอง ถ้าไม่ใช่เพราะฉันไม่มีแรง ถ้าไม่ใช่เพราะฉันลืมเอากระเป๋าสตางค์ออกมา เรื่องก็คงไม่...”
ถงชุนชู่พูดอย่างโกรธเคือง “เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับพี่มี่เสวี่ย? ใครจะไปรู้ว่าตอนนี้เธอถึงขนาดทำเรื่องขโมยของแบบนี้ได้!”
ข่งมี่เสวี่ยยังรู้สึกผิดอยู่ดี “แล้วจะทำยังไงดี? เงินกับคูปองที่พี่กู้ให้มาทั้งหมดอยู่ในนั้น...”
กู้จินเยว่ขมวดคิ้ว เขาไม่ชินกับการกินอาหารรวม จึงทำอาหารกินกันเองกับพี่น้องตระกูลถง
ข่งมี่เสวี่ยพักอยู่ด้วยชั่วคราว เธอรับหน้าที่ทำอาหารให้พวกเขาทั้งสามมื้อ
ดังนั้น กู้จินเยว่จึงให้เงินข่งมี่เสวี่ยไปร้อยกว่าหยวนและให้คูปองทั้งหมดที่มีกับข่งมี่เสวี่ย
เงิน เขาพอจะมีอยู่บ้าง แต่ไม่มีคูปองเหลือแล้ว
หากไม่ได้คูปองคืนมา พวกเขาคงจะใช้ชีวิตต่อไปลำบาก
“ไปเอากลับมาเถอะ!”
ถงชุนชู่ไม่พอใจ “เธอไม่ยอมรับ แถมยังบอกให้พวกเราไปแจ้งความ! แสดงว่าเธอมั่นใจว่าพวกเราจะไม่ไปแจ้งความสินะ?”
กู้จินเยว่ก็ไม่อยากส่งถงฮั่วไปทรมานที่ไร่ แต่จะปล่อยเรื่องนี้ไปก็ไม่ได้
ข่งมี่เสวี่ยน้ำตาไหลออกมา “หรือว่าฉันจะไปขอร้องเธอดี? อย่างมากฉันคุกเข่าให้เธอก็ได้!”
สีหน้าของถงชุนชู่เปลี่ยนไป “ทำไมต้องทำเหมือนว่าเราเป็นหนี้เธอด้วย ในเมื่อเธอขโมยของไปก็ไปแจ้งความสิ! เธอกล้าจะส่งพวกเราไปที่ไร่ แล้วทำไมพวกเราถึงจะส่งเธอไปที่นั่นด้วยไม่ได้? ไม่แน่ว่าถ้าไปปรับปรุงตัวที่ไร่สักสองสามวัน คงจะปรับปรุงตัวได้แล้วก็ได้!”
ตอนบ่าย ขณะที่ถงฮั่วกำลังทำงานอยู่ในไร่ ตำรวจหวังจากสถานีตำรวจกับถงชุนจิ้งก็กลับมาด้วยรถแทรกเตอร์ของชุมชน
พอมาถึงหมู่บ้าน นอกจากตำรวจหวังกับถงชุนจิ้งแล้ว ก็ยังมีชายร่างสูงโปร่งสวมแว่นตากรอบทอง เสื้อเชิ้ตสีเขียวอ่อน กางเกงสีเขียวทหาร และเสื้อแจ็กเก็ตสีดำมาด้วย
“นั่นใครน่ะ? หล่อจัง!”
“หล่อกว่าเยาวชนกู้ที่เพิ่งมาอยู่ที่เขตพักอาศัยอีก!”
“ผู้ชายที่ดูเป็นผู้ใหญ่มีเสน่ห์กว่าเยอะ พวกเด็ก ๆ ที่ยังไม่ประสีประสาพวกนั้นมีอะไรน่าดูกัน!”
“ดูจากกระเป๋าเอกสาร รองเท้าหนัง แว่นตากับท่าทางแล้ว ดูยังไงก็เป็นข้าราชการ!”
“ดูสิ! หัวหน้าหน่วยเฉิงกับนักบัญชีซุนรีบเข้าไปต้อนรับแล้ว!”
...
กู้ซือมาที่หน่วยหงหนิวเพื่อสำรวจสถานการณ์รอบ ๆ ดูว่าสามารถบุกเบิกที่ดินได้มากแค่ไหน และมาเพื่อง้อหญิงสาวที่กำลังโกรธเขาอยู่ด้วย
แต่ไม่คิดว่าระหว่างทาง เขาจะได้เจอกับตำรวจหวังที่เคยเจอกันมาก่อนหน้านี้
พอถามถึงได้รู้ว่าคนที่อยู่ข้าง ๆ ตำรวจหวังก็คือพี่ชายคนรองของเธอคนนั้น ถงชุนจิ้ง
แล้วถงชุนจิ้งไปที่สถานีตำรวจเพื่อแจ้งความ แถมยังแจ้งความน้องสาวแท้ ๆ ของตัวเองถงฮั่วข้อหาลักขโมย!
หลังจากที่เรียกทั้งสองคนขึ้นรถแทรกเตอร์ กู้ซือก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ตำรวจหวังรู้สึกว่าในการเจอกันครั้งนี้ หัวหน้าชุมชนกู้เย็นชากว่าครั้งก่อนมาก
ถงชุนจิ้งพยายามที่จะตีสนิทกับกู้ซือหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ เขาหัวเสียจนหน้าแดง
หัวหน้าหน่วยเฉิงเพิ่งรู้ว่าตำรวจหวังมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อะไร ที่แท้ก็เป็นเพราะเยาวชนนักเรียนก่อเรื่องอีกแล้ว! แถมยังดึงตำรวจมาที่หมู่บ้านอีก!
หลายปีที่หมู่บ้านของพวกเขาจะมีตำรวจมาสักครั้ง แต่เยาวชนนักเรียนพวกนี้สามวันดีสี่วันไข้ ก็เรียกตำรวจมาแล้ว ถ้าคนที่ไม่รู้เรื่องมาได้ยินก็คงจะคิดว่าหน่วยหงหนิวเป็นแหล่งมั่วสุมไปแล้วแน่
“เรื่องนี้ฉันยังไม่เคยได้ยินใครพูดถึงเลย เป็นเรื่องเข้าใจผิดหรือเปล่า? สหายถงฮั่วมาอยู่ที่หมู่บ้านของพวกเราสองเดือนแล้ว ทำงานคล่องแคล่ว ขยันขันแข็ง แถมยังเป็นคนซื่อ ๆ ไม่เคยมีใครบอกว่าเธอมือไวเลยนะ”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาของหัวหน้าชุมชนกู้ หัวหน้าหน่วยเฉิงก็รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว แต่เขาไม่รู้เรื่องนี้จริง ๆ
หัวหน้าหน่วยเฉิงเหลือบมองถงชุนจิ้งด้วยสายตาเย็นชา นี่มันอะไรกัน! คนที่แจ้งความกลับเป็นพี่น้องของตัวเอง! เดรัจฉานชัด ๆ !
ไม่ใช่แค่หัวหน้าหน่วยเฉิง แต่ชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ ก็มองถงชุนจิ้งด้วยสายตาเย็นชา แถมยังแฝงไปด้วยความรังเกียจ
ถงชุนจิ้งก็รู้สึกได้ว่าเขาไม่ควรไปแจ้งความ ชาวบ้านพวกนี้ปกติจะไม่ไปหาตำรวจ นอกจากจะสุดวิสัยแล้วจริง ๆ เพราะชาวบ้านถือว่าเรื่องดี ๆ ไม่ควรแพร่งพราย เรื่องไม่ดีก็ไม่ควรให้คนอื่นรู้ไปทั่ว และอาจทำให้หน่วยเสื่อมเสียชื่อเสียง เมื่อถึงเวลาที่ต้องประเมินหน่วยดีเด่นก็จะลำบาก
ครั้งก่อนเป็นเพราะเกี่ยวข้องกับหัวหน้าชุมชน ครั้งนี้ก็เป็นเรื่องของเยาวชนนักเรียนไม่กี่คน พวกเขาไม่เพียงไม่ได้แจ้งหน่วย แต่ยังไปก่อเรื่องถึงหัวหน้าชุมชนอีก...
ตำรวจหวังยังจำเยาวชนนักเรียนถงฮั่วคนนี้ได้ ตอนนั้นความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอจึงทั้งดีและร้ายปะปนกันไป ด้านดีคือเธอมีจิตสำนึกสูงส่ง มีความคิดที่ถูกต้อง ด้านไม่ดีคือเธอเป็นคนใจดำ เพราะพี่น้องตระกูลถงคือพี่น้องแท้ ๆ ของเธอ
ครั้งนี้ตำรวจหวังเห็นว่าถงชุนจิ้งมาแจ้งความว่าถงฮั่วขโมยของ ในใจจึงรู้สึกสับสนไม่น้อย
“เรียกทุกคนมาสอบถามให้ชัดเจนก่อนเถอะ” ตำรวจหวังเหลือบมองหัวหน้ากู้ เห็นว่าเขาไม่พูดถึงเรื่องงาน ทั้งยังไม่ยอมไปไหนก็รู้ว่าเขาต้องการจะเข้ามาแทรกแซงแล้ว
ถงฮั่วกับข่งมี่เสวี่ยและคนอื่น ๆ มาถึงที่สำนักงานใหญ่ไล่เลี่ยกัน
เมื่อเห็นตำรวจหวัง ถงฮั่วก็รู้ว่าข่งมี่เสวี่ยกับพวกไปแจ้งความแล้ว
ชนบทไม่เหมือนในเมืองที่ทุกอย่างจะเป็นไปตามกฎหมาย ชาวบ้านส่วนใหญ่ยึดถือคติว่าการมีเรื่องให้น้อยดีกว่ามีเรื่องให้มาก การทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก การทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นไม่มีเรื่องอะไร
แถมทุกหน่วยก็ต่างแย่งชิงตำแหน่งหน่วยดีเด่น นี่คือเกียรติของส่วนรวม ชาวบ้านจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก คนที่ชอบสร้างเรื่องจึงเป็นที่ไม่ชอบใจของพวกชาวบ้าน
กู้จินเยว่เห็นอาของเขาก็ตกใจ อามาที่หน่วยหงหนิวได้ยังไงกัน?
หรือว่าจะมาดูเขา?
ตั้งแต่กู้จินเยว่มาอยู่ที่นี่ก็เป็นเวลาครึ่งเดือนแล้ว กู้จินเยว่ก็หลบเลี่ยงมาตลอด ไม่ยอมไปพบอาของเขา
ไม่คิดว่าวันนี้ทั้งสองคนจะได้มาเจอกันในสถานการณ์แบบนี้
ขณะที่กู้จินเยว่กำลังจะทักทาย กู้ซือก็เบือนหน้าหนี กู้จินเยว่ที่กำลังจะเอ่ยคำทักต้องกลืนคำพูดกลับไป
อาหมายความว่ายังไง? ไม่อยากจะเปิดเผยความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนต่อหน้าคนอื่นงั้นเหรอ?
ข่งมี่เสวี่ยเห็นกู้ซือก็รีบเรียกออกมาด้วยความดีใจ “อากู้คะ!”
เสียงนี้ดังมาก เหมือนกับว่าเธออยากให้คนอื่นรู้ว่าเธอรู้จักหัวหน้าชุมชนหลงผิงมากแค่ไหน!
“อาครับ!” เมื่อเห็นว่าข่งมี่เสวี่ยเรียกแล้ว กู้จินเยว่ก็ต้องเรียกตาม
กู้ซือพยักหน้าเบา ๆ สีหน้าดูเย็นชาและห่างเหิน
ถงฮั่วเหลือบมองกู้ซือ แล้วเม้มริมฝีปาก น้ำตาคลอเบ้า ก้มหน้าลง
การกระทำของกู้ซือชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาของเขาลึกซึ้งขึ้น มองกู้จินเยว่ ข่งมี่เสวี่ย ถงชุนชู่ และถงชุนจิ้งทีละคน เมื่อสายตาของเขาจับจ้องไปที่ใครก็พาลให้คนคนนั้นรู้สึกเหมือนหลังแข็งทื่อขึ้นมา