ตอนที่2 : วิวาท
หงซานร่าย พิรุณเยือกแข็ง อีกครั้งครานี้เขาใช้ปราณรวบรวมจากเดิมเป็หอกน้ำแข็งหลายสิบด้ามให้กลายเป็ผลึกขนาดใหญ่เพียงชิ้นเดียวทางด้าน ไป๋เสวี่ย นอกจากจะร่าย เกราะวารี แล้วยังถ่ายทอดพลังส่วนหนึ่งช่วย หงซานควบคุม พิรุณเยือกแข็ง เพื่อให้ผนึกน้ำแข็งนั้นแข็งแรงพอที่จะสร้างความเสียหายต่อสัตว์อสูรตรงหน้าได้
เมื่อสัตว์อสูรได้สะบัดจนหลุดการพันธนาการของหลานเทียนมันรีบพุ่งตรงมายังหงซานอย่างรวดเร็วเนื่องจากมันััถึงปราณที่รวมตัวกันอย่างเข้มข้นจากทางของหงซานแต่แล้วมันกลับเป็การตัดสินใจที่ไม่ฉลาดเท่าไหร่นักของสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดสูงกว่าสองเมตรมันได้เปิดเผยช่องว่างอันเหมาะแก่การโจมตีของมันให้กับหลานเทียน
“เ้าอ้วน เตรียมยิงล่ะ” กล่าวจบ หลานเทียนกระโจนไปใต้ลำตัวของสัตว์อสูรก่อนซัดสองกำปั้นอัดเข้าบริเวณกลางอกของมันอย่างพอดิบพอดีเสียงกระดูกแตกเลื่อนลั่นไปทั่วบริเวณ โลหิตไหลทะลักออกจากปากและจมูกของสัตว์อสูรทำให้การเคลื่อนไหวของมันหยุดลงทันทีถึงแม้แววตาที่มันจ้องมายังคงแฝงความเกรี้ยวกราดแต่ร่างกายของมันก็ไม่อาจจะตอบสนองความกระหายเืได้อีกต่อไป
“หลานเทียนระวัง” หงซานะโลั่นเป็สัญญาณให้หลานเทียนะโออกจากรัศมีการโจมตีใส่สัตว์อสูรตนนั้นทันทีขณะที่มันกำลังโอดครวญด้วยความเ็ปผลึกน้ำแข็งขนาดใหญ่พุ่งไปที่ปากของมันโดยที่มันไม่ทันตั้งตัวผลึกน้ำแข็งนั้นพุ่งผ่านเพดานปากทะลุไปยังตาข้างขวาของมันห่างแค่เพียงคืบสัตว์อสูรตนนี้ก็จะถูกปลิดชีพโดยผลึกน้ำแข็งทะลุไปยังสมองของมันแต่ด้วยกระดูกและกล้ามเนื้อที่แข็งแรงอีกทั้งยังมีพลังชีวิตที่มากกว่าคนหลายร้อยเท่าอาการาเ็สาหัสของมันก็ยังไม่เพียงพอที่จะคร่าชีวิตของมันไปได้ถึงกระนั้นมันก็ทำได้เพียงหายใจอย่างรวยรินทนรับความเ็ปต่อไปรอคอยเพียงพลังธรรมชาติฟื้นฟูาแ
“ข้าต้องหยุดฟื้นฟูปราณสักครู่ หงซานเ้าต้องช่วย หลานเทียน ไปลำพังระหว่างนี้” ไป๋เสวี่ยนั่งลงขัดสมาธิทันที
“ หลานเทียนระหว่างนี้ข้าจะร่ายโล่วารีให้เ้าแทน” หงซานกล่าวอย่างรีบร้อน
บัดนี้หลานเทียนกลายเป็การต่อสู้ระหว่างเขาเพียงคนเดียวและเกราะวารีกับสัตว์อสูรที่ถึงแม้มันจะาเ็เจียนตายแล้วก็ตามหากแต่เป็การดีกว่าถ้าไม่ประมาทจนเกินไปด้วยการต่อสู้ที่กินเวลานานทำให้หลานเทียนเริ่มมีอาการเหนื่อยล้าแสดงออกมาให้เห็นบ้างแล้วทั้งเตะ ต่อย และเพลงหมัดกว่า หลายสิบชุดหากแต่ละกระบวนท่าที่ออกมาช้าลงกว่าตอนเริ่มสู้ไปมาก
ถึงเวลาปิดฉากสังหารสัตว์อสูรตนนี้แล้วหลานเทียนจึงใช้พลังกายทั้งหมดที่มีรวบรวมไปที่ฝ่ามือกระแทกไปยังหอกน้ำแข็งที่คาอยู่ในปาก ส่งให้มันทะลุขึ้นไปยังกะโหลกของหมาป่าทำให้มันตายลงทันที
“ขอบใจมากเสวี่ยเอ๋อร์หากไม่ได้โล่วารีของเ้าช่วย คงเป็ข้าเองที่สิ้นชีพ” หลานเทียนกล่าวพลางยิ้มร่าเนื้อตัวเปราะเปื้อนไปด้วยเืของหมาป่า
“ขอบใจร่างกายอันแข็งแกร่งผิดมนุษย์ของเ้าเถอะ”ไป๋เสวี่ย ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬ และซีดลงเล็กน้อยจากการใช้พลังปราณไปมากโข
“หากไม่ได้หอกน้ำแข็งที่เ้าสร้างถึงแม้นางจะใช้ปราณบางส่วนช่วยเ้าควบคุมก็เถอะแต่เพราะสิ่งนั้นทำให้เราปลิดชีพมันได้ ข้าไม่ได้ลืมเ้านะเ้าอ้วน” หลานเทียนกล่าวทั้งสามต่างเดินมาประคองซึ่งกันและกันพลางหัวเราะเสียงไปตลอดทางเดินกลับบ้าน
"หลานเทียน หงซาน ไป๋เสวี่ยถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้ว อืม พวกเ้าไปล้างเนื้อล้างตัวเสียก่อน กลิ่นคาวคลุ้งไปหมด”หวังหย่ง ถึงแม้จะเป็ห่วง แต่ก็ข่มใจไม่ออกไปช่วยเมื่อทั้งสามชำระร่างกายเรียบร้อย ก็มานั่งรวมกันที่ห้องครัวเช่นเดิม โดยมีหงซานที่นอนฟุบลงไปบนโต๊ะด้านไป๋เสวี่ยนั้นกำลังทำแผลให้หลานเทียนโดยมีหวังหย่งกำลังเตรียมน้ำสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มพูนพละกำลังและลมปราณไว้ให้ทั้งสามคน
“ท่านปู่...ข้าไม่เป็ไร...ข้าแข็งแรงมาก”หงซานกล่าวพลางมองลงไปในถ้วยสมุนไพรสีเขียวเข้มหน้าตาดูไม่เป็มิตรเท่าใดนัก
“ไม่ได้ นี่เป็สมุนไพรที่ส่งเสริมการทำงานของร่างกายพวกเ้าเพิ่งต่อสู้มามันจะฟื้นพลังให้พวกเ้า"หวังหย่งกล่าวเสียงแข็งและจ้องเขม็งทางหงซานจึงไม่มีทางเลือกค่อยๆละเมียดจิบน้ำสมุนไพรพลางแสดงสีหน้าเหยเกทุกครั้งที่ริมฝีปากัักับถ้วยยา
“ท่านปู่อุตส่าห์ตั้งใจ ถึงรสชาติมันจะแย่ก็เถอะ” ไป๋เสวี่ยกล่าวเสร็จก็ซดหมดถ้วยรวดเดียวและรีบดื่มน้ำตามทันที
"เ้าไม่เห็นจำเป็ต้องพูดถึงรสชาติมันเลย เสวี่ยเอ๋อร์ ฮ่าฮ่าฮ่า ดูสิ ท่านปู่เสียใจแย่แล้ว" หลานเทียนที่ดื่มมันจนหมดไปก่อนแล้วกล่าวขึ้นพลางหัวร่อชอบใจแม้ตัวหวังหย่งก็อดหัวร่อไม่ได้
ด้วยความเหนื่อยล้าทั้งสามก็ปล่อยให้ราตรีผ่านพ้นไปอย่างแช่มช้ายังคงหลับตาพริ้มแม้ดวงตะวันกำลังจะสาดแสงแห่งรุ่งอรุณมอบความอบอุ่นแก่ผืนพิภพในไม่กี่อึดใจ
.....
เสียงควบม้าดังขึ้นเมื่อมองออกไปทางหน้าต่างก็เห็นฝุ่นควันคลุ้งอยู่เื้ักลิ่นสมุนไพรตลบอบอวลหอมฟุ้งอยู่รอบกายหอยาแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณที่หลานเทียนอาศัยอยู่ราวยี่สิบกิโลเมตรเสียงพูดคุยดังขึ้นจากภายในหอยา
“ท่านจะ เอาสมุนไพรเหล่านี้ไปสิ้นเปลืองกับเด็กที่ไม่มีพลังปราณไปถึงเมื่อไหร่กันาุโอี้” หมอยาสมุนไพรกล่าวพลางส่ายหัว
หวังหย่งหัวร่อพลางกระแอมเสียง
“หึ่ม หลานข้าไม่เคยหยุดฝึกฝนทั้งยังพยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆที่ข้าสอนอย่างไม่ลดละข้าเพียงแต่หวังให้ปกป้องตัวเองได้เท่านั้น ไม่ได้หวังสูงไปมากอะไร”
“ดูท่านไม่กังวลอะไรเลยนะ” หมอยากล่าว
“ฮ่าฮ่า ดูเหมือนว่าเ้าจะคิดมากกว่าข้าอีกนะเ้าหมอหากแต่ข้าเชื่อในความพยายามของหลานข้าเท่านั้น”
หวังหย่งยิ้มอย่างร่าเริงก่อนกระโจนขึ้นอาชาและควบออกไปอย่างรวดเร็วทิ้งเพียงฝุ่นฟุ้งกระจายไปรายทาง
ทุกครึ่งเดือนหวังหย่งจะออกไปซื้อยาสมุนไพรแต่เช้าตรู่กินเวลาประมาณครึ่งชั่วยาม
....
“ท่านปู่ วันนี้ท่านคงเหนื่อยมากแล้วหลังจากนี้ข้าจะไปเตรียมน้ำและฟาง ให้ม้าของท่านเอง” ไป๋เสวี่ยพลางจูงม้าไปยังคอกใกล้ๆ บ้านกลิ่นสมุนไพรหลากชนิด ล่องลอยมาจากภายในบ้านยิ่งนานยิ่งทวีความเข้มข้นของกลิ่น หอมหวนรัญจวนไปทั่วอาณาบริเวณ
“หลานเทียน ข้าเตรียมสมุนไพรไว้แก่เ้าแล้วรีบมาก่อนมันเย็น” หวังหย่ง ะโด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นเป็ที่สุด หลานเทียนได้ยินดังนั้นจึงรีบวิ่งมาจากลานฝึกทันที ใจกลางบ้านจากเป็โต๊ะอาหารบัดนี้กลับกลายเป็ถังไม้ใบใหญ่ ขนาดพอดีตัว เขารีบจัดแจง ถอดเสื้อเผยให้เห็นกล้ามเนื้อชัดเจนที่ถถูกขัดเกลามาอย่างดีก่อนลงไปแช่ไม่นานด้วยกลิ่นที่ทำให้ผ่อนคลายทำให้เข้าผล็อยหลับไปในที่สุด
เวลาผ่านไปกว่าสองชั่วยามหลานเทียนลืมตาตื่นขึ้นตอนนี้ร่างกายของเขารู้สึกเบาหวิวราวขนนกเส้นเืเส้นเอ็นต่างซึมซับสมุนไพรเข้าไปทำให้ปลอดโปร่งโล่งสบาย
เมื่อลืมตานั้น ก็เป็เวลาเดียวกันกับหงซานและไป๋เสวี่ยกลับมาจากการฝึกวิชาพอดี ปู่เองก็เตรียมอาหารรอทั้งสามไว้แล้ว
“เมื่อวานที่พวกเ้าสังหารสัตว์อสูรได้ โดยปกติแล้วข้าจะเป็คนเอามันไปขายที่ทำการหมู่บ้านครั้งนี้พวกเ้าก็เอาไปขายแทนข้าแล้วกัน ถือว่าเปิดหูเปิดตาบ้าง เอาไปแค่เขี้ยวและขนของมันก็พอ” หวังหย่งกล่าวจบทั้งสามมองหน้ากันโดยตาเป็ประกาย ยิ่งเ้าอ้วนถึงกับะโโลดเต้นอย่างดีใจรัตติกาลผ่านไปอย่างแช่มช้าทำเอาหงซานนอนกระสับกระส่ายด้วยความตื่นเต้น
....
เช้าวันรุ่งขึ้นทั้งสามรีบช่วยกันนำเขี้ยวและขนใส่ถุงที่ปู่ของพวกเขาได้ชำแหละทิ้งไว้ให้แล้วก่อนเดินทางเข้าหมู่บ้านระยะทางประมาณครึ่งลี้ก็ถึงที่ทำการด้วยความที่ยังเช้าอยู่มากเมื่อมาถึงที่ทำการภายในนั้นมีลักษณะเป็ห้องโถงขนาดใหญ่ สร้างจากไม้ทั้งหลังมีโคมไฟห้อยส่องให้ภายในส่งให้ห้องสว่างพอสมควรตรงกลางนั้นมีโต๊ะหนึ่งตัวพร้อมเก้าอี้อยู่เกือบกึ่งกลางห้องการตกแต่งภายในล้วนเรียบง่ายอย่างยิ่ง พวกเขานั่งรอที่ม้านั่งยาวริมห้องสักพัก
“โอ พวกเ้า.. หลานของ หวังหย่ง รึ อืม โตขึ้นมาก มีเหตุอันใดเล่าจึงพากันมาแต่ตะวันรุ่ง” ผู้นำหมู่บ้านกล่าวพลางหรี่ตามองลักษณะของเขาเป็ชายชราหน้าตาใจดีผู้หนึ่งดูไม่มีพิษสงอันใด
“ใช่แล้วท่านาุโพวกข้านำขนและเขี้ยวของ สัตว์อสูรหมาป่ามาขาย” หงซานกล่าวพลางยกถุงหนึ่งขึ้น
“อ้อ ย่อมได้ ่นี้พวกมันออกมามากเป็พิเศษ ข้าได้ข่าวจากทหารจากในเมืองน่ะ” ผู้นำหมู่บ้านกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกก่อนหยิบถุงผ้าทั้งสองไปตรวจตราและชั่งก่อนนำถุงผ้าเล็กเท่ากำปั้นที่ใส่กษาปณ์มาจำนวนหนึ่งมอบให้กับ หงซานทั้งสามต่างพากันตื่นเต้นและรีบนับเหรียญอย่างตั้งใจ ไม่นานเมื่อออกมาจากที่ทำการภายนอกจากเงียบกริบบัดนนี้ก็กลายเป็ตลาดที่คนเดินพลุกพล่านแล้ว
ในตลาดที่อึกทึกวุ่นวายคับคั่งไปด้วยผู้คนทั้งพ่อค้าแม่ขาย อีกทั้งลูกค้าที่เลือกซื้อสินค้าหรือแม้กระทั่งผู้ที่เดินชมตลาดเพื่อความครื้นเครงมีชายชราสวมใส่ด้วยเสื้อเก่าคร่ำคร่าร่องรอยปรุขาดผสานด้วยรอยเย็บปะไปทั่วทิ้งตัวนั่งทรุดอยู่มุมหนึ่งของถนนด้วยใบหน้าที่มอมแมมด้วยฝุ่นโคลนทำให้ไม่สามารถเห็นหน้าตาที่แท้จริงได้ชัดเจนนักเห็นเพียงแค่แววตาคมกล้าของผู้กร้านโลก และรอยแผลแห่งกาลเวลาที่ฝากทิ้งไว้เป็อนุสรณ์ทั่วทั้งสรรพางค์ขณะนั่งอยู่เขาได้จ้องมองไปยังเมฆที่ลอยเลื่อนกลางท้องนภาด้วยความโศกาอาดูร
“หลบไป หลบทางให้ท่านชายหลี่เฉียงเดี๋ยวนี้!!” เสียงรถม้าควบมาด้วยความเร็วพร้อมเสียงะโจากวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง หลี่เฉียงผู้นี้เป็บุตรสุดที่รักของหลี่จวินอดีตทหารปลดประจำการจากเมืองหลวงอิทธิพลของเขาครอบคลุมหมู่บ้านนี้อย่างเบ็ดเสร็จแม้หลี่เฉียงจะสร้างแต่ความวุ่นวายให้กันหมู่บ้านหากกลับไม่มีใครกล้าปริปากบ่นแม้เพียงคำเดียวด้วยความที่ว่าหลี่จวินนั้นมีระดับพลังต่อสู้ถึงระดับปราณพิภพขั้นต้นเขานั้นจึงไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดแม้แต่ผู้นำหมู่บ้านผู้ซึ่งมีพลังระดับปราณสร้างฐานขั้นปลายยังต้องให้ความเคารพยำเกรงแก่เขาอย่างสูง
ในขณะที่รถม้าที่ขับควบมาด้วยความเร็วผู้คนต่างหลบทางให้กับรถม้ากันด้วยความพร้อมเพรียงเว้นเพียงแต่ชายชราผู้นั้นซึ่งเขาไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวอันใดออกมาเลยชายหนุ่มร่างกายกำยำสองคนผู้ควบขับรถม้าเห็นดังนั้นโทสะจึงคุกรุ่นขึ้นพร้อมกับความคิดที่ว่าโดนดูิ่เหยียดหยามเขาจึงหยุดรถที่ข้างเคียงแล้วถือแส้หนังอสรพิษดำทมิฬสะท้อนแสงแวววาวลงมา
“ไม่ได้ยินที่พวกข้าพูดหรือไงเ้าเฒ่าโสโครก!”ชายหนุ่มทางด้านขวาะโพร้อมจ้องมองด้วยดวงตาราวกับจะกลืนกินชายชราผู้นั้นเด็กหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างสำอาง บางเพรียว ตาเล็กหยีแววตาแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งทะนงตน เดินลงจากรถม้าพร้อมบ่นขึ้นว่า
“เห็นทีมันจะหูหนวกตาบอดไปแล้วถึงกับไม่ยำเกรงข้าหลี่เฉียงผู้นี้!” ชายชราเพียงแค่หันหน้ามองเพียงชั่ววูบแล้วจึงลุกยืนขึ้นเตรียมจะเดินจากไป
“กล้าเดินหนีข้าเชียวรึ เอาแส้มา!”หลี่เฉียงสั่งลิ่วล้อด้วยโทสะที่อัดแน่นเต็มอกขณะที่แส้กำลังถูกเงื้อขึ้นนั้น
“หยุดเดี๋ยวนี้!” เสียงอันเกรี้ยวกราดดังมาจากด้านหลังหลานเทียนกล่าวขึ้นพร้อมใบหน้าหงุดหงิด
“เสวี่ยเอ๋อร์ หงซานพวกเ้าช่วยคุ้มครองผู้าุโให้ทีเห็นทีข้าต้องสั่งสอนให้คนเรารู้จักการเคารพผู้อื่นบ้างแล้ว”
ชายชราชะงักเท้าพร้อมมองมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ในใจของเขานั้นคิดอะไรอยู่ไม่มีผู้ใดทราบได้
“เ้าเด็กไม่รู้ที่ต่ำที่สูง เ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็ใคร” หลี่เฉียงกล่าวขึ้นพร้อมส่งสัญญาณให้พวกพ้องล้อม หลานเทียน ไว้
“ข้าไม่รู้และไม่สน แต่พวกเ้าต้องขออภัยต่อท่านผู้าุโ เพราะความเสียมารยาทของเ้า!” หลานเทียนกล่าวขึ้นพร้อมตั้งท่าเตรียมต่อสู้
หลี่เฉียง เพียงแค่นเสียงตอบไป “ฮึ!”
เมื่อเห็นว่าพวกพ้องอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบแล้วหลี่เฉียง จึงหวดแส้เข้าที่หลานเทียนโดยไม่พูดจาปราศรัยอันใดอีกเงาแส้ที่ฉวัดเฉวียนได้ตวัดเข้าที่ใบหน้าของ หลานเทียนพร้อมกับหมัดที่พุ่งมาจากด้านหลังหลานเทียนได้เบี่ยงหัวหลบแส้พร้อมกับใช้ฝ่ามือหยุดหมัดของศัตรูด้านหลังไว้แล้วจับมันทุ่มเข้าใส่ศัตรูอีกคนที่กำลังพุ่งเข้ามาทางด้านข้างอย่างจังด้วยกำลังกายที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักการทุ่มครั้งนี้จึงทำให้ศัตรูทั้งสองสลบไสลไปทันทีเมื่อเห็นว่าลูกน้องเสียทีอย่างง่ายดายเช่นนั้น หลี่เฉียง จึงทวีความโกรธมากขึ้นเงาแส้ที่ออกมาจึงมีความดุดันและรวดเร็วมากขึ้นเช่นกัน
“ม่านวารี!” หลี่เฉียงะโขึ้นพร้อมด้วยการปล่อยทักษะปราณที่ได้รับการถ่ายทอดจากบิดาแส้ตวัดขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับละอองน้ำซ่านกระเซ็นเป็ม่านหมอกที่บดบังทัศนวิสัยของ หลานเทียน จนสิ้นเสียงแส้ตัดผ่านสายน้ำพุ่งตรงสู่ใบหน้าละเอียดเนียนดั่งหยกสลักของ หลานเทียนเมื่อรู้สึกตัวก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว แส้นั้นกระชั้นชิดจนไม่อาจหลบได้พ้นโลหิตหลั่งไหลเป็แนวยาวบนพวงแก้ม
“ฮ่าฮ่า ไม่มีทั้งพลังปราณไม่มีทั้งอาวุธ น่าสมเพชจริงๆ” การต่อสู้ดำเนินไปในลักษณะนี้อีกครู่ใหญ่ร่องรอยโลหิตนับไม่ถ้วนปรากฏอยู่บนใบหน้าของ หลานเทียนพร้อมด้วยเสียงเยาะเย้ยอย่างสะใจจาก หลี่เฉียง
“ถ้าเ้ายอมกราบและเลียเท้าข้าข้าอาจจะยอมไว้ชีวิตชั้นต่ำของเ้าก็ได้” แส้หนังอสรพิษที่ผ่านน้ำเปรียบได้กับหวายที่ผ่านการแช่น้ำก่อนการหวด ความรุนแรงนั้นเป็ที่จินตนการได้ ถ้าหากการต่อสู้ยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ใบหน้าของ หลานเทียนอาจจะไม่หลงเหลือเค้าเดิมอีกเมื่อเห็นเพื่อนถูกกระทำย่ำยีอย่างต่อเนื่อง ร่างกายอ้วนฉุของ หงซาน จึงเริ่มขยับ
“ข้าจะไม่ยอมให้เพื่อนข้าถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียวแน่”เขาบ่นขึ้นแล้วก้าวเท้าออกไป มืออันอ่อนนุ่มข้างหนึ่งได้จับที่บ่าของหงซานแล้วหยุดมันไว้
“ข้าไม่เชื่อว่าหลานเทียนจะแพ้ให้กับคนที่ดีแต่อ้างชื่อบิดา ข่มเหงรังแกชาวบ้านแบบมัน!” ไป๋เสวี่ยกล่าวขึ้นในแววตาแฝงไว้ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าต่อสหายที่กำลังเผชิญหน้ากับอันตรายอยู่ข้างหน้าหลังจากโดนฟาดไปหลายครา หลานเทียนได้มีความเข้าใจต่อกระบวนท่าศัตรูมากขึ้นมันหัวเราะขึ้นแล้วจึงกล่าวด้วยเสียงอันเ็ปว่า
“เ้าได้ทำให้ข้านั้นยิ่งมีความกระหายในพลังมากขึ้นแม้ข้าไม่มีพลังปราณในการสู้กับเ้า ข้าก็จะเอาชนะด้วยพลังกายและความเพียรของข้า”เห็นในความไม่ยอมแพ้ของหลานเทียนหลี่เฉียงจึงเริ่มมีความหวาดหวั่นในจิตใจ มันฟาดแส้แรงขึ้นทุกครา
“ข้าจะปิดปากเน่าเหม็น ของเ้าเสีย”มันตั้งใจจะฟาดปากของ หลานเทียนให้เป็แผลจนไม่อาจต่อปากต่อคำกับมันได้อีก แต่สิ่งที่มันหวังกลับไม่เป็เช่นนั้นแส้ที่หวดมาที่หน้าถูกคาบไว้ในปากของ หลานเทียนพร้อมหมัดทั้งสองข้างที่พุ่งออกไปตามแนวของแส้กระแทกเข้าสู่ทรวงอกของ หลี่เฉียงอย่างจัง คนกับแซ่กระเด็นไปคนละทิศทางมันนอนร้องโอดโอยอยู่ที่พื้นพร้อมกับแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“เป็ไปไม่ได้เ้าเห็นข้าในม่านวารีนี้ได้อย่างไร เป็ไปไม่ได้!” หัวสมองยังคงมึนงงจากสิ่งที่เกิดขึ้นเสียงของ หลานเทียน จึงดังขึ้นว่า
“แม้ข้าจะมองไม่เห็นเ้า แต่แส้ของเ้าก็ย่อมออกมาจากตัวเ้า”สิ้นเสียงลงหลี่เฉียงนั้นเต็มไปด้วยความหวาดผวาหน้าซีดเผือดดั่งกระดาษ ม่านหมอกละอองน้ำเริ่มสลายตัวหลานเทียนย่างก้าวอย่างเชื่องช้าไปหาหลี่เฉียง
“ถ้าเ้าทำอะไรข้าแม้เพียงน้อยนิดท่าน หลี่จวิน พ่อของข้าจะตามล่าเ้าและตระกูลเ้าอย่างแน่นอน” หลังจากความพ่ายแพ้มันก็แสดงความขลาดเขลาและใช้อำนาจของพ่อในการปกป้องตัวเองอย่างเช่นเคย
“ข้าบอกแล้วว่าเ้าจะต้องขอขมาท่านผู้าุโก่อน”หลานเทียน กล่าวขึ้นโดยปราศจากความเกรงกลัวในอำนาจเถื่อนใดแล้วจึงจับหลี่เฉียงที่อ่อนแรงเต็มทนนั่งคุกเข่าต่อหน้าชายชรา
“ถ้าเ้าไม่อยากเจ็บตัวอีกโขกศีรษะเดี๋ยวนี้!” หลี่เฉียงไม่อาจดิ้นรนอย่างไรได้จึงได้แต่กัดฟันกรอดพร้อมกับก้มลงกราบชายชราด้วยน้ำตานองหน้าความอัปยศสุมอยู่เต็มอก
“แล้วสักวันเราจะได้เห็นดีกันพ่อข้าจะต้องจับเ้าถลกหนัง เลาะเส้นเอ็นแน่นอน” มันเก็บความคิดนี้ไว้ด้วยความเคียดแค้นชิงชังหลานเทียนเห็นมันคุกเข่าขอขมาจึงแย้มยิ้มแล้วพูดกับสหายของมันว่า
“นอกจากจะโขกศีรษะแล้วข้าว่าเ้าสมควรต้องซื้อยาสมานแผลอีกจำนวนหนึ่งด้วย” ทั้งสองคนหัวเราะลั่น
“ฮ่าฮ่า สมกับเป็เ้าเสียจริงยังยิ้มได้แม้โลหิตจะเกรอะกรังทั่วใบหน้า” ว่าแล้วจึงพากันเดินจากไปทิ้งชายชราไว้เื้ัโดยที่ไม่รู้เลยว่าชายชรานั้นได้มองเขาอย่างมีลับลมคมใน
ณ จวนตระกูลสาขาตระกูลหลี่อันใหญ่โตเปรียบเทียบกับบ้านหลังน้อยรอบข้างเป็ดั่งมวลผกางามงดชูช่อเด่นสง่ารายล้อมด้วยวัชพืชอันไม่น่ามอง เสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อมในห้องโถง ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเอะอะวุ่นวายจากเบื้องนอก
“มีอะไรกัน ช่างขัดความสุขข้าเสียจริง”ชายชราหน้าตาเหี้ยมเกรียม แต่งตัวฟุ้งเฟ้อกล่าวขึ้นองครักษ์คนหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็ว ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงลมหายใจถี่หนักจากความเหนื่อยล้า
“เรีย...เรียนนายท่าน นา...นา...นายน้อยแย่แล้ว!” หลี่จวิน ตบโต๊ะด้วยเสียงอันดังโผลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปด้วยความเร็ว สิ่งที่เขาพบเห็นนั้นทำให้เขาแทบลมจับภาพลูกชาย น้ำตานองหน้า ทรวงอกช้ำเืจากซี่โครงที่หักและสติที่พร่าเลือนจากความอับอายเกินจะทนรับ
“ท่านพ่อ ท่านต้องล้างแค้นให้ข้า มันรังแกข้า เหยียดหยามข้าต่อหน้าผู้คนทั้งตลาด” หลี่เฉียงกล่าวต่อพ่อมันด้วยสายตาน่าสงสารประดุจดั่งเป็ผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกระทำย่ำยีด้วยความอยุติธรรม
“ไม่ต้องกลัวไปลูกรัก ใครที่มันทำร้ายเ้า มันจะต้องชดใช้เป็ร้อยเท่า...พ่อบ้านจงฟัง นำกำลังคนไปสืบถึงที่อยู่ของมันมาเสียข้าจะเหยียบบ้านมันให้แบนราบแล้วหักกระดูกโสโครกของคนในตระกูลมัน!!” ผู้มีฝีมือระดับปราณสร้างฐานขั้นกลางและขั้นต้นราวสิบคนได้แต่งกายด้วยชุดรัดรูปสีดำ และออกสืบเสาะไปในหมู่บ้านอย่างทันที