จางฝูลู่รีบเข้ามาดึงเฉินอี้ให้เดินตามเขาไปพลางกล่าวแก้ตัวแทน
“แหม ดูสิ โต๊ะเก้าอี้พวกนี้ช่างมิแข็งแรงเอาเสียเลย พอเกิดเหตุชุลมุนขึ้นมานิดหน่อยก็หักพังเสียแล้วพี่ชายท่านนี้มิเป็นอันใดมากใช่หรือไม่ ท่านต้องระวังหน่อยนะเก้าอี้ที่ท่านนั่งขามันมิดี ท่านเห็นใช่หรือไม่” จางฝูลู่เดินพูดไปเรื่อยตามทางคนอื่นๆ จึงพากันก้มดูเก้าอี้ที่ตนนั่งและหันไปพูดคุยกันเองต่อ
จินลี่หยางมองข้าวของที่ล้มกลิ้งเป็นวงกว้างอยู่รอบตัวชายที่สวมหมวกและมีผ้าปิดบังใบหน้าก็รู้สึกแปลกใจยิ่งนักเขามองตามชายหนุ่มสองคนที่พากันเดินออกไปทางประตูหอนางโลมด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
เมื่อเดินออกมาพ้นจากกลุ่มคนแล้วจางฝูลู่ก็หันไปถามเฉินอี้หน้าตาตื่น “อาอี้! เมื่อครู่เจ้าทำอันใดน่ะ”
“เปล่า ข้ามิได้ทำอันใดเลย” เฉินอี้ส่ายหน้าปฏิเสธ
“เช่นนั้นก็คงเป็นผู้พิทักษ์ของเจ้าใช่หรือไม่แต่เจ้าบอกว่านางตามเข้ามามิได้นี่นา”
“มิใช่อาหลิ่ง พลังนี้แข็งแกร่งกว่าของนางมาก” เฉินอี้ตอบ
“ถ้าเช่นนั้นทำไมเหตุการณ์มันถึงได้คล้ายกับที่ร้านบะหมี่เลยล่ะ”จางฝูลู่สงสัย
อาหลิ่งกับหลิวซูเจี๋ยมองไปยังนักพรตที่ยืนอยู่ใกล้ๆกับตนเองด้วยสีหน้าตื่นตะลึง ทั้งคู่มองนักพรตตาค้างอาหลิ่งยังมิรู้ตัวว่าหลิวซูเจี๋ยกระโดดมากอดตนเองด้วยความตกใจ
เฉินอี้กับจางฝูลู่เดินออกมาหน้าหอนางโลมแล้วจางฝูลู่ก็เห็นนักพรตหนึ่งคนกับเด็กชายหนึ่งคนยืนอยู่ท่ามกลางคนที่มามุงดูเหตุการณ์ที่กองทหารรักษาเมืองมาจับคนร้าย
ส่วนเฉินอี้เห็นหลิวซูเจี๋ยสองมือกอดคออาหลิ่งและข้างๆ ทั้งสองคนมีแสงสีขาวสว่างนวลตารูปร่างคล้ายมนุษย์ ยืนอยู่ใกล้ๆวิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสอง
เฉินอี้จึงกระซิบบอกจางฝูลู่ว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหน้านั่นคือคนที่สร้างเกราะพลังคุ้มกันวิญญาณให้ตนในหอนางโลมชิงอ้าย
จางฝููลู่มองนักพรตด้วยแววตาเลื่อมใสทันทีท่านนักพรตยืนอยู่ตรงนี้แต่สามารถส่งพลังเข้าไปด้านในได้นักพรตท่านนี้ต้องเป็นผู้วิเศษแน่ๆ
แต่ก่อนที่จางฝูลู่จะได้เดินเข้าไปกล่าวทักทายเด็กชายที่อยู่ด้านหลังของท่านนักพรตก็ก้าวออกมาหาพวกเขาก่อน
“ตอนนี้ยังมิสะดวกจะพูดคุยกันวันพรุ่งนี้อาจารย์ของข้าขอเชิญให้ท่านไปที่อารามผิงจิ้งที่อยู่ติดชายป่าทางทิศใต้ในยามซื่อ”
ตงฮุ่ยฉือมองเฉินอี้และชำเลืองมองไปทางที่อาหลิ่งและหลิวซูเจี๋ยยืนอยู่
“ขอให้ทุกท่านมิต้องเป็นห่วง อาจารย์ของข้าเพียงต้องการพูดคุยด้วยเท่านั้นมิได้คิดร้ายอันใด ข้าและอาจารย์ของข้าต้องขอตัวก่อน”
ตงฮุ่ยฉือกล่าวจบก็เดินตามนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อไปมิได้รอให้อีกฝ่ายได้สนทนาซักถามใดๆ เลย
จางฝูลู่ยืนงงอยู่พักหนึ่งเฉินอี้ยืนมองอาหลิ่งที่เพิ่งรู้ตัวว่าถูก หลิวซูเจี๋ยกอดอยู่ก็โวยวายใส่เขาไม่หยุด นี่เขาคิดไปเองหรือเปล่านะว่านักพรตกับศิษย์ของเขามองเห็นอาหลิ่งกับหลิวซูเจี๋ย
เมื่อกลับถึงบ้านอาหลิ่งถามเฉินอี้เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหอนางโลมชิงอ้ายเฉินอี้เล่าเรื่องทั้งหมดให้อาหลิ่งฟังและกล่าวว่าหากมิได้เกราะคุ้มภัยของนักพรตผู้นั้น เห็นทีคราวนี้เขาคงจะแย่แล้วจริงๆ
เฉินอี้นึกถึงแสงสีขาวที่ล้อมรอบตัวเขาราวกับครอบแก้วและระเบิดออกจนเหล่าวิญญาณที่ประสงค์ร้ายทั้งหลายกระเด็นออกไปคนละทิศละทาง ในใจก็พลางคิดว่านักพรตผู้นี้อาจจะมีคำตอบให้กับหลายๆ คำถามของเขาก็เป็นได้
วันต่อมาเฉินอี้แต่งกายเสร็จเรียบร้อยแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวออกไปที่อารามผิงจิ้งตามที่ท่านนักพรตได้นัดหมายเอาไว้ แต่นั่งรอจางฝูลู่จนเกือบหมดยามเฉินแล้ว เขาก็ยังไม่มา
เฉินอี้จึงปิดบ้านและตัดสินใจเดินไปหาจางฝูลู่ก่อนเพื่อดูว่าเขามีปัญหาอันใดกับลุงจางและป้าจางหรือไม่เพราะเฉินอี้เกรงว่าท่านลุงและท่านป้าจะจับได้ว่าจางฝูลู่แอบเข้าหอนางโลมกับตนและจางฝูลู่จะถูกดุด่าลงโทษ
เมื่อไปถึงบ้านของจางฝูลู่ป้าจางบอกว่า เมื่อตอนเช้าเถ้าแก่ฉินให้คนมาตามจางฝูลู่ไปโรงไม้ตั้งแต่ยามเหม่าเห็นว่ามีเรื่องเร่งด่วนเกี่ยวกับบัญชีเก็บไม้ จึงต้องรีบออกไป
เฉินอี้จึงกล่าวขอบคุณป้าจางและเดินไปอารามผิงจิ้งเพียงคนเดียว โดยมีอาหลิ่งคอยนำทางให้เขา
ทางไปอารามมิต้องเดินผ่านเข้าไปในเมืองตลอดเส้นทางฝั่งหนึ่งเป็นต้นไม้และทุ่งหญ้า อีกฝั่งหนึ่งเป็นคลองเลียบไปตลอดทางถือว่าบรรยากาศใช้ได้ทีเดียว
เฉินอี้เดินตามอาหลิ่งหูก็คอยฟังเสียงลมพัดกระทบกับสิ่งต่างๆ เสียงนกร้องหลากหลายเสียงก้องกังวานผสมกับเสียงฝีเท้าของเขาที่ย่ำไปบนพื้นหญ้า ก็ทำให้เฉินอี้รู้สึกรื่นรมย์ไม่น้อย
ยามลมพัดผ่านมาคราใดก็หอบเอากลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้มาด้วย ลมที่สัมผัสผิวกายช่างทำให้สบายตัวเหลือเกิน
อาหลิ่งที่นำอยู่ด้านหน้าหันมามองเฉินอี้ที่เดินตามอยู่ข้างหลัง ใบหน้ามีประกายของรอยยิ้มก็มองเขาอย่างเอ็นดู
“ชอบทางเส้นนี้เสียแล้วสิ คราวหลังคงต้องเดินมาบ่อยๆ”เฉินอี้กล่าวและยิ้มให้อาหลิ่ง
“ได้สิ หากอยากมาอีกเมื่อใด ข้าจะพาเจ้ามาเอง” อาหลิ่งยิ้มตอบให้เขา
เฉินอี้ย่างเท้าเดินไปพลางก็มองหน้าอาหลิ่งใบหน้างดงามที่เขาคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก จนบัดนี้นางก็มิได้มีสิ่งใดเปลี่ยนไปเลยรอยยิ้มของนางยังคงเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นสำหรับเขาเสมอ
“หากมิมีเจ้า ข้าก็คงเป็นคนตาบอดไปแล้วจริงๆ”
“เฉินอี้” อาหลิ่งหยุดเดินและมองหน้าเขา
“อีกไกลไหมนี่” เฉินอี้ยิ้มจนตาหยีและเดินเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
อาหลิ่งมองหน้าเขาแล้วยิ้ม“ใกล้ถึงแล้วล่ะ”
*****
กองทหารรักษาเมือง
“พี่จิน มีม้าเร็วมาส่งจดหมายถึงท่านขอรับ” เหอผิง ลูกน้องของจินลี่หยางนำจดหมายปิดผนึกมายื่นให้ เมื่อเขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องทำงาน
“อืม ขอบใจ” จินลี่หยางรับจดหมายมาจากเหอผิงเมื่อเห็นว่ามันส่งมาจากผู้ใดก็โยนจดหมายลงบนโต๊ะอย่างมิได้ใส่ใจ
ส่วนเหอผิงเห็นอาการลูกพี่ของตนก็อดอยากรู้อยากเห็นมิได้
“พี่จิน มิอ่านหรือขอรับ” เหอผิงกล่าวเบาๆ พลางชำเลืองมองจดหมาย
“ยังไม่ว่าง” จินลี่หยางกล่าวห้วนๆหยิบดาบมาพกไว้ที่สายรัดเอวและเดินออกจากห้องไป
เหอผิงจึงเดินตามลูกพี่ของตนพลางลอบส่ายหน้ายิ้มๆ
เหอผิงกล้าเรียกจินลี่หยางอย่างสนิทสนมเพราะเขากับจินลี่หยางรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี
ก่อนจินลี่หยางจะมารับตำแหน่งหัวหน้ากองทหารรักษาเมืองเขาเคยเป็นทหารองครักษ์รักษาเมืองมาก่อน
ทหารองครักษ์รักษาเมืองเป็นหน่วยของทหารที่อยู่ในสังกัดของกรมกลาโหมเป็นสถานที่ฝึกฝนทหารองครักษ์ในเมืองหลวงให้มีความพร้อมและพละกำลังและยังเป็นจุดที่ใช้ในการรับข่าวสารการสั่งการของหน่วยที่ถูกเลือกในการตรวจตรารอบเมืองหลวง
แม้จินลี่หยางจะดูเป็นคนหัวดื้อและหยิ่งทะนงแต่ความจริงแล้วเขามิใช่คนแบบนั้น
เท่าที่เหอผิงรู้จักกับจินลี่หยางมาเขาเป็นคนไม่ถือตน รักพวกพ้อง กล้าลุย กล้าเสี่ยง กล้าทำในสิ่งที่คนอื่นมิกล้า
จนตอนนี้จินลี่หยางอายุย่างเข้ายี่สิบสี่ปีแล้วแต่ก็ยังมิคิดจะหาภรรยามาดูแลการบ้านการเรือน
ดูจากที่จินลี่หยางมิคิดจะสนใจจดหมายนั่นคนที่ส่งมาคงจะเป็นใต้เท้าจินอีกแล้วกระมัง