ณ พิภพเทพ
“จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณผู้นี้ ไม่กล้าบุกเข้ามาอย่างแน่นอนท่านอย่าได้วิตกไปเลยท่านขุนพลขวา” มหาเทพจอมราชันกล่าว
“ข้าเกรงว่าภพอัสนีจะถูกมารยึดไป หากท่านเอาแต่ปักหลักอยู่บนกำแพงเมืองเพื่อขู่จักรพรรดิ์มารแบบนี้ ด้วยเหตุที่ว่าในตอนนี้ไม่มีเทพองค์ใดมีระดับที่สูงกว่ามารในพิภพนั้นเลย” เทพนิลกาฬกล่าว
“ข้าเชื่อว่าหมากของข้าที่วางไว้ไม่เคยผิดพลาด ลูกข้า สะใภ้ข้า และยังมียัยเ้าเล่ห์อย่างเทพพิรุณนั่น แค่ข้าได้ยินชื่อสามคนนี้ว่าอยู่ด้วยกันข้าก็ไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้ว ฮ่าๆๆๆ” มหาเทพจอมาากล่าว
“รายงาน… รายงาน…” ทหารเทพวิ่งไปกล่าวไปก่อนจะมาคุกเข่าต่อหน้ามหาเทพจอมาา
“ว่ามา” มหาเทพจอมาากล่าว
“ท่านขุนพลขวาให้ข้ามารายงานต่อท่านมหาเทพว่า บัดนี้ทัพของจักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณ กำลังเตรียมตัวเก็บค่ายกลับพิภพมาร สาเหตุเนื่องมาจากองค์ชายใหญ่แห่งพิภพมาราเ็หนักหลังเกิดการต่อสู้กันที่พิภพอัสนี” ทหารเทพกล่าว
“ฮ่าๆๆๆ ข้าบอกแล้วไงท่านไม่ต้องห่วงเลยท่านขุนพลขวา เดี๋ยวข้าต้องไปตบรางวัลซะหน่อยแล้ว” พูดจบร่างของมหาเทพจอมาาก็หายวับไป
ณ เชิงเขานารีนิทรา
“เทพคัทโตะ บัดนี้อาจารย์จะจากเ้าไปแล้ว แต่ข้ายังมีภาระที่จะส่งต่อสู่เ้า 1 ประการ เ้าจะทำเพื่อข้าได้ไหม” เทพัเขียวกล่าว
“ไม่ว่าอาจารย์มีความประสงค์สิ่งใด ข้าพร้อมจะช่วยเหลือทุกสิ่ง ท่านบอกข้ามาได้เลย” เทพคัทโตะกล่าว
“ดี..งั้นเรามานั่งสมาธิหันหน้าเข้าหากัน เ้าจงสำรวมใจนิ่งๆไว้นะ” กล่าวจบเทพัเขียวก็สลายร่างกลายเป็ดวงใสสว่างระยิบระยับลอยเข้ากึ่งกลางหน้าผากของเทพคัทโตะ
เมื่อปราณผนวกกันอย่างสมบูรณ์กลายเป็ปราณจอมเทพ เกิดน้ำวนขึ้นรอบๆตัวเทพคัทโตะ น้ำนี้หมุนเป็เกลียวดังพายุจนมีละอองกระเด็นไปรอบๆ
ร่างเทพาได้เปลี่ยนสภาพเป็ร่างเทพัเขียว ร่างนี้ลักษณะเป็ัตัวสีเขียวมีเขาและหนวดสีแดง มีเกล็ดเป็มรกตสีเขียว ใต้ท้องสีเหลือง มีพายุน้ำวนหมุนโดยรอบตัว เมื่อทุกอย่างสงบลงร่างัก็กลับมาเป็ร่างของชายหนุ่มดังเดิม
“ยินดีด้วยนะ ต่อไปนี้ท่านคือ เทพัเขียว ฉายา เทพแห่งฟ้าดินา” เทพอัสนีย์กล่าว
“แล้วมารพยัคขาวหายไปไหน ทำไมยังไม่ปรากฎตัวเลย” เทพพิรุณกล่าว
“ข้าใช้ตาที่สามตรวจดูแล้วพบว่าขณะที่ถ้ำกำลังถล่ม มารพยัคขาวได้กลับเข้าไปยังเมืองเมฆอัคคี เพื่อช่วยกันกับชาวเมืองสร้างผนึกเพื่อป้องกันเขานารีนิทราถล่มลงมาทับเมือง” เทพอัสนีย์กล่าว
“คงจะต้องใช้เวลาอีก 4-5 ปีกว่าเมืองเมฆอัคคีจะมั่นคง หวังว่าพวกเราคงจะเตรียมตัวรับมือมารพยัคขาวได้ทันนะ” เทพพิรุณกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะลองสนธิพลังเพื่อฟักไข่ท่านแม่ดูนะ” เทพอัสนีย์กล่าวแล้วก็ชวนเทพเหมันต์สนธิพลัง คราวนี้เกิดความเข้าใจจนต่างคนต่างกลายร่างเป็ร่างเทพต้นกำเนิด โดยร่างเทพอัสนีย์ มีลักษณะเป็อากาศมีเมฆหมอกสีขาวปกคลุมโดยรอบ มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบและส่งเสียงกระหึ่ม เหมือนฝนจะตก มีพายุหมุนโดยรอบตัว ร่างเทพเหมันต์มีลักษณะเป็ไอเย็น มีเมฆหมอกน้ำแข็งสีขาวปกคลุมโดยรอบ มีเกล็ดหิมะ มีพายุหมุนโดยรอบตัว และส่งเสียงหวีดหวิว เหมือนพายุหิมะ ร่างเทพทั้งสองค่อยๆมารวมกันจนกลายเป็ร่างใหม่มีลักษณะเป็กลุ่มเมฆหิมะ ที่อัดแน่นด้วยสายฟ้า รูปร่างคล้ายตุ๊กตาหิมะ ส่งกระจายพลังความร้อนและความเย็นควบคู่กันไป ร่างนี้ได้เดินไปโอบกอดไข่น้ำแข็งไว้ ชั่วอึดใจน้ำแข็งก็สลายออก ปรากฏเทพัน้ำแข็ง อยู่ในอ้อมกอดของตุ๊กตาหิมะ
“ข้าถือกำเนิดขึ้นใหม่แล้ว” เทพัน้ำแข็งกล่าว
“ท่านแม่ ยินดีด้วย” ลูกเขยกับลูกสาวซึ่งกลับสู่ร่างปกติแล้วกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน
“วังน้ำแข็งของข้าเป็อย่างไรบ้าง” นางถามกับลูกเขย
“ถล่ม พังพินาศหมดแล้ว หุ่นพยนต์ทั้งหลายในนั้นล้วนถูกฝังอยู่ใต้ดินจนหมดสิ้นแล้ว” เทพอัสนีย์กล่าว
“บัดนี้ข้าไม่เหลืออะไรแล้ว” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้า
“ท่านแม่ยังมีข้าไง ไปอยู่กับข้าเถอะนะ” เทพเหมันต์กล่าว
“ได้สิลูกรัก” นางกล่าวพลางส่งยิ้มให้ลูกสาว
“งั้นพวกเรากลับสำนักเทพอัสนีย์กันก่อนเถอะนะ” เทพเหมันต์กล่าว
ณ หอประชุมศิลาขาว สำนักเทพอัสนีย์
“ข้าเรียกพวกเ้าทั้ง 3 สำนัก กับอีก 1 พรรค มาในครั้งนี้เพื่อจะแจ้งข่าวสำคัญ” มหาเทพจอมาากล่าวบนเวที
หน้าประตูสำนักอัสนีปรากฎร่างเทพ 5 ท่านในท่าทางที่ดูอิดโรย ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างทหารเทพวิ่งมาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวกับเทพทั้งห้าว่า “ท่านมหาเทพจอมาาเชิญทุกท่านที่หอประชุมศิลาขาว”
“บัดนี้เทพเหมันต์และเทพัเขียวได้สิ้นชีวิตจากพิภพนี้ไปแล้ว แต่ยังมีเทพทั้งสองรุ่นใหม่ถือกำเนิดขึ้นแทน เชิญเทพทั้งสองบนเวที ณ บัดนี้” มหาเทพจอมาากล่าวบนเวที
เทพทั้งสองขึ้นเวทีแล้วโค้งคำนับคนที่นั่งอยู่ในหอประชุมนั้น
“ต่อไปนี้เทพสุญตาก็คือเทพเหมันต์ เทพคัทโตะก็คือเทพัเขียว” มหาเทพจอมาากล่าว
“เชิญเทพท่านใหม่อีก 2 ท่านบนเวที เทพ 2 ท่านนี้คือเทพพิรุณ และอีกท่านเดิมคือราชินีน้ำแข็ง แต่ปัจจุบันคือเทพัน้ำแข็ง” มหาเทพจอมาากล่าวแนะนำอีก 2 เทพ
“เชิญเทพอัสนีย์ขึ้นบนเวที” มหาเทพจอมาากล่าวจบเทพอัสนีย์ก็เดินมาประชิดตัวแล้วกระซิบถามว่า ท่านพ่อท่านมาด้วยตัวเองได้แล้วหรือ”
“ได้แล้วๆ พ่ออุตส่าห์ ขโมยมุกวายุทมิฬมาจาก จักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณ มุกชนิดนี้มันจะดูดปราณมหาเทพให้หมดไป ดีที่พ่อไหวตัวทันจึงให้ปราชญ์ิญญาไปขโมยมา แล้วปรับปรุงจนมันแค่ป้องกันไม่ให้พลังข้าออกมามากเกินไปเท่านั้น พ่อพกสิ่งนี้ติดตัวก็มาโลกนี้ได้ตลอดเวลา ส่วนจักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณเมื่อของสิ่งนี้หายไป ก็ไม่กล้าบุกเข้าเมืองมาโจมตีเหล่าเทพ ได้แต่ปักหลักอยู่นอกเมืองเท่านั้น ฮ่าๆๆๆ”
“ท่านพ่ออยู่เหนือผู้อื่นอย่างน้อยก้าวนึงเสมอเลยนะ” เทพอัสนีย์กล่าว
“เ้าก็ดูเอาไว้ ต่อไปต้องทำให้ได้อย่างพ่อนะ ทำได้เมื่อไหร่พ่อจะแต่งตั้งเ้าเป็รัชทายาททันที” มหาเทพจอมาากล่าว
“บัดนี้เ้าสำนักอัสนีได้เสียชีวิตลงในาเทพกับมารครั้งนี้ ข้าจึงขอแต่งตั้งเ้าสำนักคนใหม่ เชิญเทพเหมันต์คุกเข่า”
เทพเหมันต์เดินมาคุกเข่าลงด้านหน้ามหาเทพจอมราชัน
จากนั้นมหาเทพจอมราชันได้ชักกระบี่เทพครองพิภพ ซึ่งเป็กระบี่เทพอาญาสิทธิ์ของาาแห่งพิภพเทพออกมา พลางแตะที่ไหล่ซ้ายและย้ายมาที่ไหลขวาแล้วนำไปแตะที่บนศรีษะเทพเหมันต์ พลางกล่าวว่า “บัดนี้ข้าในนามาาแห่งพิภพเทพ ขอแต่งตั้งให้เทพเหมันต์เป็เ้าสำนักเทพอัสนีย์ควบคู่ไปกับตำแหน่งพระชายาอัสนีเหมันต์ และรั้งตำแหน่งรองแม่ทัพใหญ่ในพิภพเทพสืบไป”
กล่าวจบก็มีสายฟ้าฟาดลงมายังกระบี่ กำเนิดปราณจอมเทพซึมซับเข้าไปภายในร่างเทพเหมันต์ จากนั้นได้พระราชทาน “มุกกำเนิดเซียน” หลอมเข้ากับร่างเทพเหมันต์ ทำให้เกิดพลังที่สูงและสติปัญญาก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย
“เ้ามีอะไรจะกล่าวหน่อยไหม” มหาเทพจอมราชันกล่าว
เทพเหมันต์พยักหน้าแล้วเดินออกมากล่าวกับทุกคนว่า “วันนี้ข้าได้รับเกียรติให้ดำรงค์ตำแหน่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็ผู้นำในพิภพแห่งนี้ สิ่งที่ข้าจะทำเป็สิ่งแรกคือยกเลิกชุดประจำสำนัก ต่อไปนี้ข้าจะทำเข็มกลัดรูปสายฟ้า ให้ศิษฐ์ของสำนักกลัดไว้ที่หน้าอกด้านซ้ายแทน ส่วนชุดก็แล้วแต่ใครจะชอบแบบใด”
พูดจบก็มีเสียงปรบมืออย่างยาวนาน ปนกับเสียงโห่ร้องแสดงความยินดี
“นี่ก็ถือได้ว่า เ้าได้ใจพวกเขาแล้วนะ นับว่าข้าดูคนไม่ผิด” มหาเทพจอมาากระซิบที่ข้างหูเทพเหมันต์
“เอาละๆ เงียบๆกันก่อน าเทพกับมารครั้งนี้ ข้ายกความดีความชอบให้ เทพาาของพวกเ้า ดังนั้นข้าจะเลื่อนขั้นให้เขาเป็มหาาาแห่งประจิม ซึ่งเป็ 1 ใน 4 คนโปรดแห่งพิภพเทพ และยกระดับพิภพนี้ โดยผนวกพิภพนี้เป็เมืองปราการเทพ อยู่รอบนอกของแดนเทพ ต่อไปนี้มหาาาแห่งประจิมถือเป็เ้าเมืองบริวารของพิภพเทพ พวกเ้าจะได้รับของวิเศษโดยค้นหาได้จากหุบเขาิญญาเทพ ซึ่งจะเปิดผนึกให้เข้าทุกๆ 5 ปี สำหรับมหาาาแห่งประจิมจะมีของวิเศษที่ข้าส่งให้ทุกๆปี” เสียงปรบมือยิ่งดังขึ้นอีก ทุกคนล้วนต่างยินดี
“สำหรับพระราชวังของอ๋องคนใหม่ ข้าขอประกาศยก “พระราชวังอัสนีดารา” มีประตูทางเข้าถูกซ่อนไว้ในห้องก่อกำเนิดปราณฟ้าดิน ภายในเขาโภคาบรรพตใต้สำนักอัสนีแห่งนี้ มีเพียงผู้ที่เป็ระดับเทพแท้เท่านั้นถึงจะหาประตูมิตินี้พบ”
“เป็พระมหากรุณาธิคุณ ขอพระองค์อายุยืนหมื่นปี หมื่นๆปี” ทุกคนคุกเข่ากล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน
“ทุกท่านเชิญลุกขึ้นเถอะนะ บัดนี้ข้าขอแต่งตั้งอ๋องคนใหม่ เชิญเทพอัสนีย์คุกเข่า”
เทพอัสนีย์เดินมาคุกเข่าลงด้านหน้ามหาเทพจอมราชัน
จากนั้นมหาเทพจอมราชันได้ชักกระบี่เทพครองพิภพ ซึ่งเป็กระบี่เทพอาญาสิทธิ์ของาาแห่งพิภพเทพออกมา พลางแตะที่ไหล่ซ้ายและย้ายมาที่ไหลขวาแล้วนำไปแตะที่บนศรีษะเทพอัสนีย์ พลางกล่าวว่า “บัดนี้ข้าในนามาาแห่งพิภพเทพ ขอแต่งตั้งให้เทพอัสนีย์เป็มหาาาแห่งประจิม และรั้งตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ในพิภพเทพสืบไป”
กล่าวจบก็มีสายฟ้าฟาดลงมายังกระบี่ กำเนิดปราณจอมเทพซึมซับเข้าไปภายในร่างเทพอัสนีย์ จากนั้นได้พระราชทาน “มุกิญญามหาเทพ” หลอมเข้ากับร่างเทพอัสนีย์ ทำให้เกิดพลังที่สูงและสติปัญญาก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย
“เ้ามีอะไรจะกล่าวหน่อยไหม” มหาเทพจอมราชันกล่าว
เทพอัสนีย์พยักหน้าแล้วเดินออกมากล่าวกับทุกคนว่า “วันนี้ก่อนทุกท่านจะเดินทางกลับ ข้าขอเลี้ยงอาหารและสุรากับทุกท่าน ขอทุกท่านจงมีความสุขโดยทั่วกัน” เทพอัสนีย์กล่าว
“เป็พระมหากรุณาธิคุณ ขอพระองค์อายุยืนหมื่นปี หมื่นๆปี” ทุกคนคุกเข่ากล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน
“ไม่ต้องมากพิธี ทุกคนลุกขึ้นเถอะ” เทพอัสนีย์กล่าว
“มหาาาแห่งประจิม เป็ 1 ใน 4 คนโปรดของพิภพเทพนี่มันยังไงกัน ท่านผู้เฒ่าหยั่งรู้ได้โปรดชี้แนะ” นางมารบูรพาถามผู้เฒ่าหยั่งรู้
“อาจารย์ข้า ปราชญ์ิญญา เคยเล่าให้ข้าฟังว่าสมัยนานมาแล้ว พิภพเทพมีเมืองบริวารอยู่ 4 เมืองล้อมรอบใน 4 ทิศ ป้องกันมิให้ผู้ใดบุกเข้าไปในเมืองพิภพเทพได้โดยง่าย เ้าเมืองทั้ง 4 จึงถือว่าเป็คนโปรดแห่งพิภพเทพ มีตำแหน่งดังนี้
1. ปราชญ์อุดร เป็พ่อมดอาจารย์ของท่านปราชญ์ิญญาและท่านมหาเทพจอมาา
2. ภมรทักษิณ เล่ากันว่าเป็ผู้มากฝีมือจากเผ่าภูติจากพิภพภูติ
3. นาคินบูรพา เล่ากันว่าเป็ผู้มากฝีมือจากเผ่านาคาจากพิภพนาคราช
4. มหาาาแห่งประจิม เป็น้องชายของมหาเทพจอมราชันองค์ก่อนถูกจักรพรรดิ์มารฆ่าตาย ตอนามารและเทพเมื่อนานมาแล้ว ตำแหน่งนี้จึงว่างลงเป็เวลานานมาก เพราะยังขาดผู้มีความสามารถในการปราบมาร เมื่อครั้งล่าสุดที่มารมาล้อมพิภพเทพก็จะเข้าตีทางประตูทิศตะวันตกนี่แหละ เพราะด้านนี้ไม่มีเมืองปราการกั้นไว้ ท่านมหาเทพจอมราชันจึงต้องขึ้นไปนั่งกันท่าบนกำแพงเมือง จักรพรรดิ์มารเมื่อเห็นท่านมหาเทพจอมราชันก็ไม่กล้าเข้าตีได้แต่ตั้งค่ายล้อมไว้เท่านั้น คราวนี้เมื่อมีการแต่งตั้งมหาาาแห่งประจิม จึงได้ดึงพิภพอัสนีไปเป็เมืองปราการด่านหน้าในทิศตะวันตก เมื่อมารบุกมาก็ต้องรบกับเราก่อนยังไงล่ะ” ผู้เฒ่าหยั่งรู้กล่าว
“มิน่าถึงได้แจกของวิเศษ หวังจะให้พวกเราไปตายก่อนนี่เอง” มารบูรพากล่าว
“เ้านี่เงียบๆไว้ อย่าพูดแบบนี้ ใครมาได้ยินเข้าเอาไปแจ้งเบื้องบน อาจจะโดนถึงขั้นปะาเลยเชียวนะ” ผู้เฒ่าหยั่งรู้กล่าว
“ข้าแต่ท่านมหาาาแห่งประจิม ข้ามีเื่จะขอท่านสักเื่นึง” เพลิงประจิมกล่าว
“ต่อไปนี้ทุกท่านเรียกข้าว่า “เทพอัสนีย์” ก็แล้วกันนะ ไม่ต้องเรียกตำแหน่ง ท่านเพลิงประจิมมีอะไรจะขอเชิญกล่าว” เทพอัสนีย์กล่าว
“อีก 3 วันข้าจะขอจัดงานประกวดสาวงามประจำพิภพอัสนี เพื่อเป็งานสนุกสนานฉลองตำแหน่งของท่าน โดยงานนี้จะจัดขึ้นที่นี่ ขอท่านโปรดอนุญาตและเชิญทุกคนมาพร้อมกันด้วย” เพลิงประจิมกล่าว
“ทำไมต้องประกวดสาวงามอีก เดิมเราก็มีอยู่ถึง 8 คนแล้วนี่นา” เทพอัสนีย์ถาม
“ข้าแต่ท่านเทพอัสนีย์ การจัดอันดับนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว สาวงามทั้งแปดบางคนก็แต่งงานแล้ว บางคนก็ฝึกวิชามารจนหน้าดำคล้ำไปหมดแล้ว”
“บังอาจ” ยังไม่ทันที่เพลิงประจิมจะกล่าวจบนางมารบูรพาก็ตะหวาดขึ้นเสียงดัง
“โปรดใจเย็นๆท่านฟังเพลิงประจิมกล่าวให้จบก่อน” เทพอัสนีย์ปราม
“ยังไงข้าคิดว่าจะเลือกใหม่ก็ได้ แต่ผู้หญิงทุกคนย่อมต้องมีสิทธิถูกเสนอชื่อไม่ว่าแต่งงานแล้วหรือฝึกวิชามารก็ตาม เพราะการจัดอันดับสาวงามในพิภพอัสนีนี้ แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยมีกฏห้ามแบบนี้มาก่อน” นางมารบูรพากล่าว
“ได้ ข้าเห็นด้วยกับท่านมารบูรพา” เทพอัสนีย์กล่าว
“เช่นนั้นข้าก็ไม่ขัดข้อง แต่รอบนี้ควรเรียงลำดับว่าที่ 1 จะต้องสวยที่สุด ที่ 4 จะต้องสวยน้อยกว่าที่ 1-3” เพลิงประจิมกล่าว
“ได้ ข้าเห็นด้วยกับท่าน” เทพอัสนีย์กล่าว
“แต่รอบนี้ข้าคิดว่าควรจัดแค่ 5 อันดับเท่านั้น ถึงจะดูมีคุณค่าหน่อย” เพลิงประจิมกล่าว
“ตกลง อีก 3 วัน ให้ท่านเพลิงประจิมเป็เ้าภาพจัดงานประกวดสาวงาม ณ หอประชุมศิลาขาว สำนักเทพอัสนีย์ แห่งนี้ขอทุกท่านช่วยกระจายข่าวให้ทุกคนมารวมตัวกันด้วยนะ” เทพอัสนีย์กล่าว
“รับทราบ ขอพระองค์ทรงอายุยืน หมื่นปี หมื่นๆปี” ทุกคนนั่งชันเข่ากล่าวพร้อมกันเสียงดังกึกก้อง