เมื่อกลับมาถึงบ้าน ไป๋ฉีได้บอกกล่าวเรื่องที่อาจารย์ฝากมาให้พ่อแม่ได้รับรู้ ก่อนที่จะเข้าไปฝึกยังชั้นใต้ดิน และพยายามเลื่อนขั้นไปสู่ระดับขนพลขั้นกลางเพราะการแข่งขันที่ผู้บัญชาการอู่ชิงพูดไว้กำลังจะมาถูกแล้ว ดังนั้นเขาจำเป็นต้องมีพลังมากขึ้นอีกหน่อยเนื่องจากคู่ต่อสู้ครั้งนี้มีระดับแม่ทัพอยู่ด้วย ไป๋ฉีไม่อยากพ่ายแพ้หมดรูปในการแข่งขันนี้ เพราะกลัวว่าจะเสียชื่อไปถึงอาจารย์ของเขา
"อีกนิดเดียว!"
ผ่านมาพักใหญ่ชายหนุ่มตะโกนออกมาเสียงดัง แรงดึงดูดมากมายมหาศาลเผยรูปลักษณ์ที่เป็นออร่าสีดำทมิฬอยู่รอบตัวดูน่าพิศวงยิ่ง ไป๋ฉีตอนนี้เหลืออีกเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น เขารวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายและระเบิดมันออกมาจนในที่สุดก็ก้าวสู่ระดับขนพลขั้นกลางได้สำเร็จ
"ปั้ง!"
"ขุนพลขั้นกลาง สำเร็จแล้ว!"
ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมา ใบหน้าฉายแววตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก ขุนพลขั้นกลางในวัยสิบแปดย่างสิบเก้าปี นี่คือระดับเทียบเท่ากับอัจฉริยะทั่วไปของราชวงศ์ในรุ่นเดียวกันแล้ว แม้จะมีกลุ่มคนพิเศษที่มีระดับสูงถึงขุลพลขั้นปลายเหมือนพวกโรสอยู่ด้วย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าคนเหล่านั้นฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ไม่เหมือนกับเขาที่พึ่งกลับมาฝึกฝนได้ไม่ถึงปี
"ไม่ๆๆนี่ยังไม่เพียงพอให้ฉันชนะการแข่งขันได้ หรือฉันควรจะเปิดเผยธาตุสายฟ้าดี"ไป๋ฉีครุ่นคิดเรื่องไปพักใหญ่ ใช่! เขาต้องการนำชัยชนะมาให้กองกำลังและอาจารย์ แต่หากเปิดเผยว่าตัวเองมีพลังแฝดนั้นจะนำพาความวุ่นวายมาให้
ในตอนนี้ด้วยฐานะร้อยเอกของหน่วยมังกรขาวและนักวิจัยโพชั่นมันก็สร้างปัญหาให้เขามากมายแล้ว นี่ถ้าหากทั้งโลกรู้ว่าเขาคือเสี่ยวฉี เป็นศิษย์ของอู่จินหยาง แถมยังมีพลังแฝดละก็ไม่รู้เลยมันจะวุ่นวายขนาดไหน
"เอาเป็นว่าถ้าจำเป็นค่อยใช้ก็แล้วกัน ดอกทานตะวันหยางงั้นหรือ มันเป็นสมบัติระดับไหนกัน ราชวงศ์ทั้งสิบถึงอยากได้มันขนาดนี้"ไป๋ฉีบ่นออกมาก่อนจะเดินออกจากห้องฝึกฝนไป
ในเวลาเดียวกัน ในศูนย์วิจัยหลักของประเทศฮิลล์การ์เด้น เกิดความตื่นตระหนกและเสียงฮือฮากันยกใหญ่ เหตุผลที่ทำให้พวกเขาเป็นเช่นนี้ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องอื่นใดนอกจากการเปิดตัวของโพชั่นจากหญ้าปีศาจม่วงของไป๋ฉีนั่นเอง
"องค์ราชาครับ เราได้ข้อมูลของนักวิจัยที่ชื่อไป๋ฉีแล้วครับ"ในห้องทำงานขนาดใหญ่ นักวิจัยคนหนึ่งได้นำข้อมูลของไป๋ฉีมาให้กับชายในชุดหรูหราสีขาวลายดอกบัวสีทองที่นั่งอยู่ตรงกลางห้อง เขามีชื่อว่ายูจิน เป็นราชาแห่งฮิลล์การ์เด้น ฉายาเทพสงครามแห่งการเยียวยา
"ไป๋ฉี อายุสิบแปดปีระดับขุนพลขั้นต้น ลูกชายของพ่อที่เป็นเจ้าของสวนผลไม้เล็กๆกับแม่ที่เป็นหมอ ชนชั้นธรรมดา ไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่ แต่พื้นฐานพลังกับเข้าขั้นอัจฉริยะแถมมีเป็นนักวิจัยอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ดราก้อนเอ็มไพร์ช่างได้เพชรน้ำงามไปจริงๆ ต่อไปฮิลล์การ์เด้นของฉันคงจะมีคู่แข่งทางการค้าแล้วสินะ"ยูจินกล่าว สายตาจับจ้องไปที่ภาพไป๋ฉีด้วยความสนใจ
เนื่องจากฮิลล์การ์เด้นเป็นแหล่งรวมของนักวิจัยโพชั่น การที่มีนักวิจัยดาวรุ่งจากประเทศอื่นปรากฏตัวขึ้นมาแถมผลงานของอีกฝ่ายยังเหนือล้ำเอามากๆ หญ้าปีศาจม่วงที่ฮิลล์การ์เด้นวิจัยมาหลายปีแต่ไม่ประสบความสำเร็จ กลับโดนเด็กคนหนึ่งสร้างจนประสบความสำเร็จแถมยังกลายเป็นโพชั่นฟื้นฟูขั้นกลาง นี่จะไม่ทำให้พวกเขาแตกตื่นได้อย่างไร
เช้าวันต่อมาที่บ้านของไป๋ฉี ตอนนี้โรสได้ขอตัวเดินทางกลับไปยังประเทศของเธอแล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอเองก็เป็นหนึ่งในตัวแทนของ เดอะ ฟินิกซ์ ที่จะเข้าแข่งขันอย่างแน่นอน
แถมก่อนไปยังบอกแฟนหนุ่มอีกว่าเมื่อเจอกันในสนามห้ามไป๋ฉีอ่อนข้อให้เธอโดยเด็ดขาด แน่นอนว่าไป๋ฉีก็ตอบรับเธอไปเช่นเดียวกัน เพราะเขาเองก็อยากจะรู้ว่า เวลาที่โรสเอาจริงนั้นเธอจะน่ากลัวขนาดไหน
เมื่อส่งโรสกลับประเทศแล้วไป๋ฉีก็เข้าไปหาอู่จินหยางในทันที เนื่องจากวันนี้เป็นการนัดรวมตัวกันของกลุ่มผู้เข้าแข่งขันของตระกูลอู่ในโลกเสมือนจริง เดอะ คอสมิค นี่แสดงให้เห็นแล้วว่าทุกคนที่ได้รับเลือกย่อมมีคอสมิคฟรอสทุกคนไป
สาเหตุที่ว่าทำไมถึงต้องเรียกรวมกันก่อนที่จะแข่งขันเช่นนี้ แน่นอนว่าจะต้องเป็นการแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับการประลอง และละลายพฤติกรรมของทุกคนเพื่อให้เวลาทำงานร่วมกันจริงๆจะได้ไม่มีปัญหา
ทั้งไป๋ฉีและอู่จินหยางล็อกอินเข้ามาใน เดอะ คอสมิค ผู้เป็นอาจารย์อย่างอู่จินหยางก็พาชายหนุ่มไปยังตึกเสมือนซึ่งเป็นแหล่งรวมของผู้ที่มีคอสมิคฟรอสของอาณาจักรดราก้อนการ์เด้นในทันที และตรงไปยังห้องรับรองห้องหนึ่งซึ่งเมื่อเปิดประตูสิ่งที่เห็นคือ อู่ชิง อู่จินหลิน ซุนหรง และยังมีผู้ชายอีกสามคนที่หน้าตาหล่อเหลาไม่แพ้กันแต่อายุไม่น่าจะเกินสามสิบปี
เมื่อไป๋ฉีเดินเข้ามานั้นทุกคนในที่นี้ต่างมองมาที่เขาในทันที โดยเฉพาะซุนหรงที่แววตาของเธอนั้นค่อนข้างเต็มไปด้วยความหลากหลาย
ในตอแรกเธอมองไป๋ฉีเป็นคู่แข่งมาโดยตลอดและพยายามพัฒนาไล่ตามอีกฝ่ายให้ทัน แต่ทว่าเธอเองก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพัฒนาได้ไวและมีความหลากหลายขนาดนี้
ด้วยพรสวรรค์ในการต่อสู้และตำแหน่งนักวิจัยที่พึ่งได้มาสดๆร้อนๆเมื่อวานนี้ มันก็ราวกับว่าระหว่างเธอและเขามันช่างห่างชั้นกันเหลือเกิน จนเธอรู้สึกท้อที่จะไล่ตาม แต่ใครจะคิดกันว่าภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เธอท้อถอยนั้น ราชวงศ์อู่จะส่งหนังสือหมั่นหมายระหว่างเธอกับไป๋ฉีมา
แน่นอนว่าซุนหรงรู้ทันทีว่าหัวโจกเรื่องนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากแม่ของเธอเองซึ่งก็ไม่รู้ว่าไปถูกอกถูกใจอะไรไป๋ฉีจนอยากได้เป็นลูกเขยตอนไหน ส่วนตัวของเธอนั้นไม่ได้ปฏิเสธอะไร เพียงแค่ยังปรับอารมณ์ไม่ถูกว่าจะมองไป๋ฉีในฐานะคู่แข่งหรือฐานะคู่หมั้นดีก็เท่านั้น
"ในเมื่อมากันครบแล้วก็นั่งลง ฉันจะบอกกติกาฟังครั้งเดียว"อู่ชิงกล่าว ไป๋ฉีและอู่จินหยางก็นั่งลงยังที่ว่างในทันใด
อู่ชิงกวาดสายตามอง เมื่อเห็นว่าทุกคนพร้อมแล้วเขาจึงได้อธิบายกฏ กติกา ของการประลองออกมา
"การแข่งขันที่พวกเธอจะเจอคือการเซอร์ไวเวอร์แบบทีมห้าคน ซึ่งจะมีทั้งสิ้นสิบทีมด้วยกันที่จะเข้าร่วม ส่วนสนามการแข่งขันเหล่าราชาของแต่ละประเทศจะช่วยกันออกแบบที่ซึ่งไม่มีทางรู้ได้ว่าจะเป็นแบบไหน ส่วนตำแหน่งของพวกเธอแต่ละคนฉันได้จัดเอาไว้แล้ว ซึ่งจะมีดังนี้"
"หัวหน้าทีมอู่ตี้ เป็นลำตัวมังกรคอยสั่งการ อู่เทียนหางมังกร อู่ถงปีกขวา ไป๋ฉีปีกซ้าย และสุดท้ายคือหัวมังกรซุนหรง"
"เอ่อ.....คุณอาอู่ชิงครับ การจัดตำแหน่งแบบนี้มันดูแปลกๆไปหน่อยหรือเปล่าครับ ตอนนี้พวกเรามีแม่ทัพหนึ่งคน ผู้บัญชาการสองคน แล้วก็ขุนพลสองคน หากจะจัดตำแหน่งจริงๆต้องให้คนที่มีตบะน้อยที่สุดเป็นลำตัวและหางไม่ใช่หรือ"ชายที่ชื่ออู่ตี้กล่าวถาม
อู่ชิงจึงยกยิ้มและกล่าวอธิบาย "การที่ให้ทั้งไป๋ฉีและซุนหรงเป็นหัวและปีกซ้ายนั้นก็สาเหตุเพราะเมื่อพวกเขารับมือไม่ไหว รุ่นพี่อย่างพวกนายก็จะสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ แต่หากให้พวกเขาอยู่บริเวณหางและลำตัวนั้นจะทำให้ทีมหละหลวมทางด้านหลังในทันที ซึ่งถ้าหากโดนโจมตีจากทางด้านหลังขึ้นมา แนวหน้าอย่างพวกเธอจะสังเกตุเห็นและลงมาช่วยได้ทันหรือ นั่นไม่มีทางเป็นไปได้และมันจะนำไปสู่ความเสียหายใหญ่ของการแข่งรูปแบบทีม"
เมื่อได้ยินคำตอบที่ชัดเจนแจ่มแจ้งขนาดนี้ แน่นอนว่าทุกคนย่อมเข้าใจ นี่คือการประลองแข่งขันแบบทีมจะสู้อย่างเอาแต่ใจไม่ได้ เพราะรูปแบบทีมนั้นสำคัญ