[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 156 ปราบปรามผู้สืบทอดวิชามาร ยังมีคุณค่าอันใดหลงเหลืออยู่อีกหรือ

    ตอนที่ 156 ปราบปรามผู้สืบทอดวิชามาร ยังมีคุณค่าอันใดหลงเหลืออยู่อีกหรือ

            “มิเสียทีที่เป็นศิษย์มรรคาฉางเกอ! เมื่อเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เช่นนี้ กลับเพียงแต่ลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะให้คำมั่น ความเสียสละเพื่อผู้คนในใต้หล้าเช่นนี้ ทำให้ข้านับถืออย่างสุดหัวใจ!”

            ชื่อหลิงถึงกับลุกขึ้นยืน สีหน้าเต็มไปด้วยความนับถือ

            คำกล่าวนี้มาจากส่วนลึกของหัวใจ ไร้ซึ่งเจตนาอื่นใดแอบแฝง

            เย่หลางเทียนเองก็กล่าวด้วยความเคารพ “การกระทำของศิษย์มรรคากู้นั้นเปรียบเสมือนกับการดึงโทสะของเย่หลิงมาสู่ตนเอง เฮ้อ ข้าเป็นทายาทตระกูลเย่แท้ๆ กลับยังมิกล้ายืนหยัดถึงเพียงนี้ ข้านั้นเทียบกับศิษย์มรรคาฉางเกอมิได้เลยเสียจริง”

            “ศิษย์มรรคากู้สามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ต้องห้ามแห่งยุคได้นั้นย่อมมิใช่เรื่องบังเอิญ” ทายาทแห่งสระวิญญาณอมตะที่ซ่อนอยู่ในกลุ่มหมอกดำอันลึกลับทอดถอนหายใจอย่างลึกซึ้ง

            “ดีจริงๆ! คุณหนูของเราจะมีทางรอดแล้ว! มีท่านกู้ฉางเกอออกโรงเช่นนี้ นางจะต้องพ้นภัยเป็นแน่แท้”

            เหล่ารุ่นเยาว์แห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางตื่นเต้นจนมิอาจปิดบังความดีใจได้

            พวกเขารู้ดีว่าเรี่ยวแรงของตนนั้นมิอาจช่วยเหลือสิ่งใดได้เลย

            คำประกาศของกู้ฉางเกอทำให้เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้เลิศล้ำต่างโล่งอก ก่อนเผยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังและความฮึกเหิม

            เพราะหากต้องแบกรับภารกิจหนักหนานี้ไว้เอง ย่อมจะต้องเผชิญกับการแก้แค้นจากผู้สืบทอดวิชามารเป็นแน่

            แม้แต่ทายาทแห่งตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นหนึ่งในยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ก็ยังถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม

            เหล่าผู้ที่ส่งเสียงตะโกนสนับสนุนในยามนี้ หากเผชิญหน้ากับผู้สืบทอดวิชามารจริงๆ แล้ว ก็คงจะวิ่งหนีเร็วกว่าผู้ใด

            ทว่ากู้ฉางเกอกลับก้าวออกมายืนเป็นผู้นำในการปราบปรามครั้งนี้

            ความกล้าหาญนี้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองมิอาจเทียบเคียงได้

            “แท้จริงแล้ว เรื่องที่เย่หลิงถูกเผ่าพันธุ์ในยุคเซียนโบราณไล่ล่า ข้ามีข้อสันนิษฐานบางอย่างที่ยังมิอาจแน่ชัดได้” เย่หลางเทียนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

            “โอ้ เชิญว่ามาเถิดศิษย์มรรคาเย่” กู้ฉางเกอยิ้มบางเบา

            ถ้อยคำนี้ดึงดูดความสนใจจากทุกคนในทันที

            “ข้าคิดว่าเย่หลิงอาจจะไปแตะต้องบางสิ่งของเผ่าพันธุ์เหล่านี้เข้า พวกท่านลองคิดดูเถิด ผู้สืบทอดวิชามารเช่นเขา เหตุใดจึงต้องไปใกล้ชิดกับเขตแดนที่เผ่าพันธุ์เหล่านี้อาศัยอยู่ด้วยเล่า”

            เย่หลางเทียนเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบ

            ถ้อยคำนี้ทำให้สีหน้าของข่งหยาง หวังอู๋ซวง และทายาทแห่งสระวิญญาณอมตะแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย

            กู้ฉางเกอแสดงท่าทางครุ่นคิด

            ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย “ศิษย์มรรคาเย่หมายถึง…”

            เย่หลางเทียนสบตาเขาแล้วพยักหน้า “เป้าหมายของเย่หลิงอาจเป็นการค้นหาผู้เลิศล้ำที่พลัดหลงจากเผ่าพันธุ์เหล่านี้ หรือไม่ก็สุสานโบราณ…”

            เฮือก!

            เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นพร้อมกัน

            เมื่อเย่หลางเทียนกล่าวเตือน หลายคนก็เริ่มคิดไปในทิศทางเดียวกัน

            เพียงแต่บางคนนั้นยังมิได้ตระหนักถึงข้อสันนิษฐานนี้

            กู้ฉางเกอมองเย่หลางเทียนแวบหนึ่ง ก่อนจะลอบชื่นชมในใจ

            การเรียกเขาว่าศิษย์มรรคาเย่นั้นก็นับว่ามิได้สูญเปล่า

            คำกล่าวของเย่หลางเทียนช่วยลดความยุ่งยากในการชักจูงของเขาลงไปมิน้อย

            เรื่องนี้ทำให้แน่ใจได้ว่า ความผิดฐานเป็นผู้ฝึกวิชามารนี้จะติดตัวเย่หลิงไปจนชั่วชีวิต

            “ค้นหาสุสานโบราณ...นี่มัน...”

            เมื่อถ้อยคำของเย่หลางเทียนดังขึ้น ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจผู้คน

            รอบตัวบังเกิดความเย็นยะเยือกจนแทบจะสั่นสะท้าน

            หากเย่หลิงกระทำเช่นนั้นจริง พลังฝีมือของเขาในยามนี้ก็คงลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง

            ด้วยความน่าสะพรึงกลัวของวิชามารที่สามารถฝืนลิขิตสวรรค์ เย่หลิงย่อมก้าวเข้าสู่ขอบเขตอันห่างไกลเกินกว่าผู้ใดจะจินตนาการได้

            “เย่หลิงในยามนั้นมิได้แยกไปไกลจากพวกเรานัก ทว่านี่อาจจะเป็นแผนการที่เขาวางเอาไว้ก็เป็นได้”

            ชื่อหลิงกล่าวด้วยท่าทีที่ยังคงสงสัยในถ้อยคำของเย่หลางเทียน

            เพราะนางเคยอยู่ร่วมกับเย่หลิง และเห็นการกระทำของเขาในตลอดช่วงที่ผ่านมา

            “ถ้อยคำของศิษย์มรรคาเย่นั้นมีเหตุผล ทว่าข้าเห็นควรจะให้เรื่องนี้จบไว้เพียงเท่านี้ก่อน”

            “พรุ่งนี้เราควรเริ่มค้นหาเย่หลิงในพื้นที่รอบๆ มิควรมองข้ามแต่ละหมู่บ้านโบราณ หากพบกับชนเผ่ายุคเซียนโบราณเข้า จงพยายามเอ่ยพูดคุยด้วยเหตุผล เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของพวกเรา…” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากลับเผยท่าทีปวดหัวเล็กน้อย

            ท่าทางนี้ราวกับเขารู้สึกเป็นกังวลต่อพลังของเย่หลิง ที่อาจจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

            เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ผู้คนต่างก็รู้ว่าปัญหานี้อาจจะยิ่งซับซ้อนกว่าเดิม

            การที่เย่หลิงลอบเข้ามาในดินแดนเซียนโบราณ

            สุสานโบราณเหล่านี้เปรียบได้กับบ่อเกิดแห่งพลังสำหรับเขา

            หลังจากหารือกันอีกครั้ง ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันเพื่อไปพักผ่อน และเตรียมพร้อมสำหรับการลงมือในวันถัดไป

            ส่วนชื่อหลิงนั้นกลับเลือกที่จะอยู่ต่อเพื่อพูดคุยบางอย่างกับกู้ฉางเกอ

            นางกล่าวเล่าให้เขาฟังถึงการตัดขาดความสัมพันธ์กับเย่หลิง พร้อมทั้งแสดงความสงสัยต่อพฤติกรรมของเขา

            กู้ฉางเกอพยักหน้ารับฟังด้วยความเข้าใจ

            เขาแสร้งแสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยนาง ก่อนจะกล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง

            “มิว่าจะอย่างไร ยามนี้ชื่อเสียงของเย่หลิงในฐานะผู้สืบทอดวิชามารก็คงมิมีทางลบล้างไปได้ ต่อให้เราทั้งคู่จะเชื่อใจเขามากถึงเพียงใด ทว่าก็กลับไร้ความหมายไปเสียแล้ว” กู้ฉางเกอทอดถอนหายใจอย่างมีชั้นเชิง

            “ยามนี้เย่หลิงนั้นมีข้อสงสัยมากมายอยู่ในตัว การปฏิเสธว่าเขามิมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิชามารนั้นก็คงจะมิง่ายดายนัก” ชื่อหลิงกล่าวขึ้น

            กู้ฉางเกอพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

            ถ้อยคำนั้นดูเหมือนจะทำให้นางผ่อนคลายลงบ้าง

            มินานนัก ชื่อหลิงก็เอ่ยล้อเลียนขึ้นพร้อมรอยยิ้มบาง “ช่วงนี้ข้าได้ยินข่าวของศิษย์มรรคากู้มามิน้อยเลยทีเดียว ทั้งการบดขยี้เหล่าสิ่งมีชีวิตในยุคเซียนโบราณ และแย่งชิงโชควาสนาของคนรุ่นเยาว์ จนทำให้ชื่อเสียงของท่านเสียหายไปมิน้อย”

            น้ำเสียงของนางนั้นแฝงความหยอกล้อ ไร้ซึ่งเจตนาจะตำหนิใดๆ

            นางเพียงแต่ต้องการหาเรื่องสนทนากับเขาเท่านั้น

            ในสายตาของนาง การกระทำของกู้ฉางเกอนั้นย่อมมีเหตุผลเสมอ

            อีกทั้งในโลกที่ผู้อ่อนแอต้องพ่ายแพ้ต่อผู้แข็งแกร่ง การแย่งชิงโชควาสนาเช่นนี้หาใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดไม่

            กู้ฉางเกอยิ้มบางเมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เจ้าเอ่ยเช่นนี้คงจะเป็นเพราะเข้าใจข้าผิดไปแล้ว โชควาสนาเหล่านั้น เมื่อไปตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกเขา ก็มักจะมิอาจรักษาไว้ได้ สุดท้ายก็ย่อมถูกเผ่าพันธ์ุในยุคเซียนโบราณแย่งชิงไป อีกทั้งยังอาจถึงขั้นต้องสังเวยชีวิต”

            “ดังนั้น แทนที่จะปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น สู้ให้ข้าแย่งชิงไปเสียเองจะยังดีกว่า อย่างน้อยพวกเขาก็ยังอาจจะรักษาชีวิตไว้ได้”

            แน่นอนว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นเพียงข้ออ้างที่เขากุขึ้นมาอย่างไร้ความจริงจังเท่านั้น

            ในยามที่เขาช่วงชิงโชควาสนา ก็ย่อมจะมิใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้อยู่แล้ว

            ผู้ใดกล้าขวางทางเขา ก็ย่อมต้องถูกบดขยี้อย่างไร้ปรานี

            ทว่าเมื่อชื่อหลิงได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น นางกลับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นไหว “ที่แท้ศิษย์มรรคากู้ก็เคยคำนึงถึงเรื่องเช่นนี้จริงๆ ด้วย...”

            กู้ฉางเกอหันหน้ามองนางเล็กน้อย ทว่าก็มิได้กล่าวสิ่งใด

            เขาอดคิดในใจมิได้ว่า นางช่างมีจินตนาการสร้างสรรค์จนเกินเหตุเสียจริง ถึงขั้นหลงเชื่อในคำกล่าวอันลอยลมเช่นนี้ได้

            หรือบางที หัวสมองของนางอาจจะขาดบางสิ่งไปจริงๆ

            …

            ข่าวการชุมนุมปราบปรามผู้สืบทอดวิชามารที่นำโดยกู้ฉางเกอ พร้อมทั้งการมีส่วนร่วมของเหล่ายอดอัจฉริยะผู้เลิศล้ำจากสำนักมรรคาสูงสุด สำนักอมตะนิรันดร์ และผู้กล้ารุ่นเยาว์จากทั่วหล้า ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งดินแดนเซียนโบราณในเวลามินาน

            เพียงการปรากฏตัวของผู้สืบทอดวิชามารก็สร้างความสะพรึงกลัวพอตัวอยู่แล้ว

            ทว่าการที่กู้ฉางเกอยินดีขึ้นมาเป็นผู้นำเพื่อต่อต้านนั้น ก็กลับยิ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนมิน้อย

            เรื่องนี้นับว่ามีความสำคัญยิ่งต่อโลกบำเพ็ญเพียร หากบรรลุผลสำเร็จนั้นย่อมเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่สูงสุด

            เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์จากทั่วทุกสารทิศต่างมุ่งหน้าเข้าร่วมการชุมนุมปราบปราม เพื่อขจัดภัยพิบัติและปลิดชีวิตผู้สืบทอดวิชามาร

            เหตุการณ์นี้ถึงขั้นดึงดูดความสนใจจากชนเผ่ายุคเซียนโบราณ

            แม้แต่เผ่ามังกรโบราณที่เคยเรียกร้องให้กู้ฉางเกอคืนซากมังกรนั้น ก็ยังรีบออกมาสืบหาความจริง

            สุดท้าย เผ่าพันธุ์ยุคเซียนโบราณต่างก็ลงความเห็นว่า ครั้งนี้กู้ฉางเกอนั้นเอาจริง

            พวกเขาจึงมองเห็นโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้

            เหล่าผู้กล้ารุ่นเยาว์จากชนเผ่าเซียนโบราณจึงเริ่มรวมตัวกันเพื่อต่อต้านกู้ฉางเกอ

            ในดินแดนของเผ่ามังกรโบราณ

            ผู้อาวุโสท่านหนึ่งถึงกับใช้ตรามังกรแท้ออกคำสั่งให้ชนเผ่าอื่นๆ ส่งตัวผู้กล้ารุ่นเยาว์ของพวกเขาออกมาร่วมการปราบปรามกู้ฉางเกอในครั้งนี้

            ช่วงเวลานี้ การต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายได้เริ่มลุกลามขึ้น จนทำให้ดินแดนเซียนโบราณเข้าสู่ความโกลาหล

            เหล่าผู้บำเพ็ญจากสำนักในโลกภายนอกเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

            บางคนถึงกับคาดการณ์ว่า ดินแดนเซียนโบราณอาจเกิดสงครามใหญ่ในมิช้า

            โดยเฉพาะเมื่อกู้ฉางเกอเป็นผู้ก่อความวุ่นวาย จนทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องล้มตายกันอย่างหนัก

            ถึงขั้นที่ศิษย์บางสำนักถูกล้างบางจนสิ้นในดินแดนแห่งนี้

            …

            เทือกเขาไป่เหิง

            แนวป่าทึบทอดยาวเขียวขจี เปี่ยมด้วยพลังอันเก่าแก่และเงียบสงบ เถาวัลย์ทอดตัวราวกับม่านหมอก บดบังซากปรักหักพังโบราณที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

            เยวี่ยหมิงคงปรากฏกายขึ้นในที่แห่งนี้

            ขณะนี้ นางกำลังนำคนของตนจัดเตรียมพื้นที่ จารึกอักขระค่ายกลและติดตั้งวัตถุวิเศษไว้ในหลากหลายจุด

            พลังวิญญาณในบริเวณแห่งนั้นหนาแน่น ล้อมรอบไปด้วยหินศักดิ์สิทธิ์ ทุกพื้นที่ต่างประดับด้วยอักษรโบราณที่เปล่งประกายสีทองอันเลือนราง ล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่า

            เมื่อค่ายกลนี้เริ่มทำงาน แสงเซียนจะพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า ปกปิดความลับแห่งดินแดนนี้ เพื่อให้เยวี่ยหมิงคงถ่วงเวลาและหลีกเลี่ยงการดึงดูดความสนใจจากเหล่าผู้บำเพ็ญที่อาจเข้ามาก่อกวน

            ในขณะเดียวกัน นางก็ได้รับข่าวเรื่องการชุมนุมเพื่อปราบปรามเย่หลิงที่นำโดยกู้ฉางเกอ

            “เย่หลิงผู้นี้นับว่าโชคร้ายมาหลายชาติแล้วกระมัง ถึงได้ไปสร้างศัตรูกับคนอย่างกู้ฉางเกอ มิเพียงแต่ต้องเป็นแพะรับบาปให้กับเขา ทว่ายามนี้ยังถูกนำพาคนมาปราบปรามเขาอีก ข้าเล่าอยากจะรู้จริงๆ ว่าเย่หลิงจะโกรธเกรี้ยวจนกระอักโลหิตหรือไม่ ยามนี้มิมีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าแท้จริงแล้วกู้ฉางเกอคือผู้สืบทอดวิชามาร ทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือของเขา ราวกับโลกนี้เป็นเพียงหมากรุกให้เขาเล่น...”

            เยวี่ยหมิงคงหาได้มีความเห็นใจเย่หลิงไม่

            นางกลับสนใจเจตนาของกู้ฉางเกอเสียมากกว่า

            หนึ่งในนั้นย่อมเป็นการแย่งชิงโชควาสนาจากเย่หลิง

            ส่วนอีกสิ่งหนึ่ง…นางก็มิอาจจะคาดเดาได้

            “ข้าก็ได้พบกับประตูเซียนแล้ว ยังดีที่ยามนี้ยังมิมีผู้ใดทันสังเกตเห็น สิ่งนี้แต่เดิมก็ควรจะเป็นของข้าอยู่แล้ว...”

            เยวี่ยหมิงคงจ้องมองไปยังประตูหินโบราณที่ตั้งอยู่ในส่วนลึกของเทือกเขา มันถูกประดับไว้ด้วยลวดลายมากมาย

            ภูผาอันยิ่งใหญ่เสียดฟ้า เถาวัลย์ศักดิ์สิทธิ์และต้นไม้เซียนเติบโตสูงตระหง่าน เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งเซียน

            นางพยายามมองผ่านรอยแยกของประตูนั้น เพื่อมองไปยังหนทางเบื้องหลัง ทว่าม่านหมอกบางๆ นั้นกลับบดบังไว้เสียสิ้น

            ในเสี้ยววินาทีนั้น แสงละอองนับมิถ้วนพลันโปรยปรายออกมาจากเบื้องหลังประตูเซียน พาเอาสัญลักษณ์มรรคาเซียนติดตัวมา

            สัญลักษณ์เหล่านั้นแทรกซึมเข้าสู่ร่างนาง ราวกับกำลังหลอมกายนางให้เป็นร่างเซียน

            พลังอันศักดิ์สิทธิ์นี้เกินกว่าจะเปรียบเทียบได้กับอักขระทั่วไป แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่

            เยวี่ยหมิงคงมั่นใจแล้วว่านี่คือสถานที่ตั้งของประตูเซียน

            ทว่าด้วยพลังของนางในยามนี้นั้น จึงยังมิอาจเปิดประตูนี้ได้

            นางจึงเหลือเพียงสองทางเลือกเท่านั้น ก็คือรอให้ประตูเซียนเปิดเองเพื่อเผยโอกาสแห่งการบรรลุเซียน

            หรือกล่าวเรื่องนี้กับกู้ฉางเกอ เผื่อว่าเขาอาจจะมีหนทางแก้ไขได้

            เยวี่ยหมิงคงตกอยู่ในความขัดแย้ง

            การมีโชควาสนาอยู่เบื้องหน้าทว่ากลับมิอาจไขว่คว้ามาได้ ทำให้นางแทบอยากจะฟาดประตูตรงหน้าให้พังทลายเสีย

            ทว่าหากกล่าวกับกู้ฉางเกอแล้วเขากีดกันนางออกไป แล้วแย่งชิงทุกสิ่งเอาไว้เอง นางก็นับว่าเสียแรงไปโดยเปล่าประโยชน์

            …

            “น่าชังนัก! กู้ฉางเกอผู้นี้ช่างร้ายกาจเกินผู้ใด ทั้งที่ตัวเขาเองคือผู้สืบทอดวิชามารแท้ๆ ทว่ากลับโยนความผิดมาให้ข้า แล้วยังนำคนมาปราบปรามข้าอีก!”

            ณ เวลานั้นเอง…

            ในหมู่บ้านโบราณอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง ภายในลานบ้านอันทรุดโทรม

            เย่หลิงเผยสีหน้ากราดเกรี้ยวราวกับคลั่ง พร้อมคำรามในใจด้วยความเกลียดชังที่แทบจะล้นทะลักออกมา

            ข้างกายเขาคืออิ่นเหมย

            ผู้ที่เดินทางมาสมทบกับเขาตามคำสั่งของกู้ฉางเกอ ทว่าสิ่งที่นางกระทำนั้น กลับมิทำให้เย่หลิงสงสัยเลยแม้แต่น้อย

            กลับกัน เขายังรู้สึกเสียใจที่ทิ้งนางไว้เบื้องหลังในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ จนบัดนี้ยังคงกังวลว่านางจะเคลือบแคลงใจ

            โชคดีที่อิ่นเหมยกล่าวอย่างเข้าใจว่า นางยังมีวัตถุวิเศษช่วยชีวิตมากมายในยามนั้น จึงรอดมาได้โดยมิเป็นอันตรายใดๆ

            ถ้อยคำนั้นทำให้เย่หลิงยิ่งรู้สึกซาบซึ้ง

            ขณะนี้ เขากำลังจับตัวหนุ่มผู้เลิศล้ำคนหนึ่งที่ถูกส่งมาค้นหาร่องรอยของเขา ก่อนจะสอบถามข้อมูลด้วยสีหน้าอึมครึม

            เหตุการณ์ภายนอกที่เกิดขึ้นทำให้เขาโกรธแค้นจนแทบจะควบคุมตัวเองไว้มิอยู่

            การกระทำของกู้ฉางเกอนั้นยิ่งกว่าการตะโกนโวยวายว่าจับขโมย ได้ทั้งที่ตนเป็นขโมยเองเสียอีก สิ่งนี้ช่างร้ายกาจและวิปลาสจนเกินจะทน

            “ต้องเป็นชื่อหลิงที่เปิดเผยร่องรอยของข้าออกไป มิเช่นนั้นกู้ฉางเกอจะรู้ได้อย่างไรว่าในยามนี้ข้าซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านโบราณแห่งนี้…”

            “ต้องเป็นนังนั่น! ข้าควรจะระแวดระวังนางตั้งแต่แรกแล้ว ว่าชื่อหลิงนั้นร่วมมือกับกู้ฉางเกอ ทว่าข้ากลับเชื่อใจนางจนหมดสิ้น!”

            ใบหน้าของเย่หลิงในเวลานี้มืดมนจนถึงขีดสุด

            ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาเห็นเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรเหินบินข้ามฟากฟ้า สืบค้นหาร่องรอยของเขาในทุกพื้นที่

            นี่น่าชังเสียยิ่งกว่าการถูกตามไล่ล่าจากชนเผ่าเซียนโบราณเสียอีก

            “โชคยังดีที่พวกมันมิรู้ว่าถ้ำที่มหาเทพวัฏสงสารได้มอบไว้ให้กับข้านั้นซ่อนอยู่ในหมู่บ้านโบราณแห่งนี้”

            เมื่อคิดได้ดังนั้น เย่หลิงก็เผยรอยยิ้มเย้ยหยัน

            ก่อนจะลงมือสังหารชายหนุ่มตรงหน้าเพื่อปิดปาก

            “ผู้อาวุโสกุย เจ้ามั่นใจนะว่า ทางเข้าถ้ำอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้…” เย่หลิงเอ่ยถามผู้อาวุโสกุยในจี้ประจำตัวอีกครั้ง แม้ว่าเขาจะมีลางสังหรณ์ว่าสถานที่ที่ตนค้นหานั้นอยู่ในที่แห่งนี้  

            ทว่าหากไร้ซึ่งคำชี้แนะจากผู้อาวุโสกุย เขาก็มิอาจทราบถึงตำแหน่งที่แน่ชัดได้  

            “แน่นอนว่าอยู่ในที่แห่งนี้ ทางเข้าคือบ่อน้ำแห้ง ทว่าข้าขอเตือนเจ้าเอาไว้ก่อนว่า ภายในนั้นเต็มไปด้วยค่ายกลที่มหาเทพทิ้งเอาไว้ แม้แต่ผู้บรรลุขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ก็ยังต้องตายตกหากเมื่อก้าวพลั้งพลาดไป เจ้าจะต้องระวังเอาไว้ให้ดี และหาหนทางผ่านสิ่งเหล่านั้นไปให้ได้”

            เสียงของผู้อาวุโสกุยดังขึ้นจากจี้ ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบงัน เมื่อเย่หลิงได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความเคร่งขรึม

            เขาหันมาพูดกับอิ่นเหมยที่ยืนอยู่ด้านหลัง “อิ่นเหมย อีกสักครู่เจ้าจะต้องตามติดอย่าให้ห่าง เดินตามรอยข้า ห้ามก้าวผิดแม้แต่ก้าวเดียว เข้าใจหรือไม่”

            ถ้อยคำอันหนักแน่นของเย่หลิงทำให้อิ่นเหมยแสดงท่าทีวิตกกังวล ก่อนจะพยักหน้าตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เข้าใจแล้ว เจ้าวางใจเถิด”

            เย่หลิงพยักหน้าด้วยความโล่งใจ โดยมิทันสังเกตเห็นแววตาอันเย้ยหยันวูบหนึ่งในสายตาของอิ่นเหมย

            จากนั้น เย่หลิงจึงเริ่มเดินสำรวจลานเรือนที่อยู่ใกล้เคียง หมู่บ้านแห่งนี้ ที่ทั้งเก่าแก่และดูทรุดโทรมเป็นอย่างมาก

            ทว่าสิ่งมีชีวิตในหมู่บ้านแห่งนี้ได้สูญหายไปนานแล้ว จึงได้กลายเป็นสถานที่ซึ่งรกร้างไร้ผู้คน

            “ดูท่าจะเป็นบ่อน้ำแห่งนี้เป็นแน่แล้ว”

            ในที่สุด เย่หลิงก็พาอิ่นเหมยมาหยุดอยู่ที่วิหารโบราณแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่อันรกร้างไร้ซึ่งสรรพชีวิตมาเนิ่นนาน

            ใต้บ่อน้ำแห้งนั้นถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้แห้งกรัง แผ่กระจายกลิ่นอายอันคุ้นเคยของเย่หลิงออกมา

            นี่คือกลิ่นอายแห่งวัฏสงสาร!

            “ใช่แล้ว ที่นี่ต้องมิผิดแน่”

            ใบหน้าของเย่หลิงเผยความยินดีปนความตื่นเต้น

            ทว่าทันใดนั้น เสียงสายรุ้งแห่งพลังดังสะท้อนก้องมาจากฟากฟ้า มีผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนร่อนลงสู่หมู่บ้านโบราณแห่งนี้เพื่อค้นหาร่องรอยของเขา

            เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังเหล่านั้น สีหน้าของเย่หลิงพลันแปรเปลี่ยนไปในทันที เขาหันไปเอ่ยกับอิ่นเหมยอย่างเร่งร้อนว่า “ตามข้ามาเร็วเข้า”

            ในเวลานี้ หากมิหลบหนีเข้าไปในบ่อน้ำ โอกาสที่จะถูกจับได้นั้นย่อมสูงมาก

            เย่หลิงพุ่งตัวเข้าไปยังบ่อน้ำแห่งนั้นในทันที ก่อนก้าวล้ำหน้าเข้าไปก่อนผู้ใด

            เสียงกรอบแกรบดังขึ้น ใบไม้แห้งกระจัดกระจาย

            พื้นที่ด้านล่างของบ่อน้ำพลันแยกออกเป็นชิ้นๆ ราวกับกำลังเลือนรางเข้าสู่โลกอีกใบหนึ่ง

            เป็นดั่งที่เย่หลิงคาดการณ์ไว้

            ใต้บ่อน้ำแห้งนั้นมิใช่พื้นดินธรรมดา ทว่าเป็นจุดเชื่อมต่อของมิติ

            เมื่อเห็นภาพนั้น อิ่นเหมยก็มิลังเลที่จะติดตามลงไปในทันที

            ทว่าในจังหวะที่นางลงไปนั้น นางได้แอบทิ้งสัญลักษณ์พลังเอาไว้เพื่อเป็นจุดหมาย

            “เมื่อครู่นี้เหมือนจะมีคนอยู่ที่นี่...”

            “ทว่าเหตุใดเพียงพริบตาเดียวก็ได้หายตัวไปแล้ว”

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ค้นหาอยู่ในหมู่บ้านโบราณแสดงความฉงน พวกเขากวาดพลังจิตออกไปไกลนับพันลี้ ทว่ากลับมิพบร่องรอยของเย่หลิงเลยแม้แต่น้อย

            “ช่างเถิด กลับไปรายงานต่อท่านกู้ฉางเกอเถิด เย่หลิงมิได้อยู่ที่นี่”

            พูดจบ พวกเขาก็ล่าถอยออกไปจากหมู่บ้านแห่งนั้น

            ในขณะเดียวกัน ณ ยอดเขาสูงอีกฝั่งหนึ่ง

            กู้ฉางเกอซึ่งนั่งสมาธิอยู่ในอาภรณ์พลิ้วไหว พลันสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาเผยรอยยิ้มที่แฝงความน่าสนใจ

            พลังประหลาดแผ่ซ่านรอบกายจนทำให้ความว่างเปล่าเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนเป็นริ้วคลื่น

            “ผู้ใดก็ได้มาที่แห่งนี้ที” กู้ฉางเกอกล่าวสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

            “ขอรับ นายท่าน!”

            เหล่าผู้ติดตามจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นรอบด้าน ต่างก้มคำนับด้วยความเคารพ

            “มีข่าวแจ้งมาว่า ผู้สืบทอดวิชามารได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว”

            “ยามนี้เขายังอยู่ในซากปรักหักพังแห่งหนึ่ง ห่างออกไปทางทิศตะวันออกสี่หมื่นลี้ จงแพร่กระจายข่าวนี้ออกไปให้ทั่ว”

            รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยนัยแฝงปรากฏบนใบหน้าของกู้ฉางเกอ

            ซากปรักหักพังนั้นในยามนี้ย่อมไร้สิ่งใดหลงเหลืออยู่แล้ว หากจะมีก็คงเป็นเพียงสุสานที่เขาเคยขุดค้น

            “รับทราบขอรับ นายท่าน”

            ผู้ติดตามของเขารีบปฏิบัติตามคำสั่งทันที และหายไปในพริบตา

            “เย่หลิง… เจ้ายังมีคุณค่าอันใดหลงเหลืออยู่อีกหรือ”

            กู้ฉางเกอพึมพำพร้อมกับลุกขึ้นยืน เขาสาวเท้าก้าวเข้าสู่ความว่างเปล่าที่พร่าเลือนเบื้องหน้า ก่อนจะหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย 

     


    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน