บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 62 | เมืองแห่งศิลปะและวิทยาการ วาลอัลล่า 1

            การเดินทางไปยังเมืองวาลอัลล่าได้เริ่มต้นขึ้น กวีเร่งมุ่งตรงไปยังทิศตะวันออกด้วยความเร็วระดับเดียวกับเสือชีตาห์ 

            ดวงตะวันสาดส่องรอดผ่านกลุ่มใบไม้ นับตั้งแต่ที่กวีแยกจากโมมิยะและพวกพ้อง ช่วงเวลาก็ล่วงผ่านไปแล้วราวสามชั่วโมงเศษ

            “เจอแล้ว !!” เสียงของกวีดังก้องกังวานด้วยความดีใจ ในที่สุดเบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏท้องถนนมิใช่ป่าเขาลำเนาไพร

            เปรียบได้ดังโลกใบเก่า ถนนคอนกรีตเรียบเฉียบทอดยาวเป็นแนวขนานกัน ช่างเป็นเรื่องที่น่าฉงนยิ่งนัก ว่าเหตุใดสถาปัตยกรรมของโลกใบนี้จึงคล้ายคลึงกับโลกใบเก่ายิ่งนัก

            เฝ้ารออยู่ริมถนนซึ่งห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้อยู่ราวครึ่งชั่วโมง พบว่ามีรถสัญจรผ่านไปราวสิบคัน กระนั้นแล้ว กลับไม่มีแม้แต่คันเดียวที่จะจอดรับกวีขึ้นไป 

            “คนที่นี่แล้งน้ำใจชะมัด มนุษย์นี่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ต่างกันสักนิด” เสียงบ่นของเขาดังก้องวานประหนึ่งหญิงแก่วัยกลางคน

            ผ่านไปราวห้านาที ห่างออกไปทางทิศตะวันตกปรากฏรถบรรทุกคนโตกำลังเคลื่อนผ่านใกล้เข้ามา

            เมื่อได้โอกาส กวีจึงไม่รอช้าพลันยื่นมือออกไป

            ในท้ายที่สุด รถบรรทุกก็ชะลอความเร็วพลางจอดแนบชิดอยู่ข้างถนนเพื่อมิให้เกะกะการสัญจรของรถที่กำลังจะผ่านมา

            บานกระจกค่อย ๆ เลื่อนลง พร้อมกับรูปลักษณ์ของชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนฉุจึงปรากฏขึ้นพลางกล่าวทักทาย 

            “จะไปไหนพ่อหนุ่ม ?”

            “เมืองวาลอัลล่าครับ”

            “ขึ้นมาสิ ข้าเองก็กำลังจะไปส่งของที่นั่นพอดีเลย”

            พลันได้โอกาส กวีจึงไม่รอช้าและเปิดประตูรถจากอีกฟากโดยปราศจากการรีรอ

            การเดินทางได้เริ่มต้นในเร็วพลัน ช่างนับว่าเป็นโชคดีที่กวีได้พบกับคุณลุงในวันนี้ เพราะแม้ตนจะมีความเร็วดุจดังเสือชีตาห์ ทว่าหนทางข้างหน้ากลับยาวไกลเกินเอื้อมมือ อาจจำต้องใช้เวลาราวหนึ่งหรือสองวันเพื่อเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง 

            “เอ็งโชคดีมากนะที่มาเจอข้า ไม่งั้นคงอดตายเพราะไม่มีร้านสะดวกซื้ออยู่ข้างทางแล้วล่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” คุณลุงกล่าวไปพลางหัวเราะไปพลาง

            ถนนหนทางเชื่อมต่อระหว่างหนึ่งเมืองไปยังอีกหนึ่งเมือง บริเวณนี้คือเขตป่าปราศจากผู้คนอยู่อาศัย จึงมีรถเพียงไม่มากนักที่จะสัญจรผ่านเส้นทางนี้ 

            นับตั้งแต่ที่สังคมเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ หลายต่อหลายอาณาจักรก็เริ่มต้นเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเพราะมิอาจปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่กำลังแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน จากอาณาจักรกลายเป็นประเทศ หลากหลายอาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองเมื่อยุคอดีตจำต้องพบกับปัญหาค่าเงินเฟ้อจนต้องกลายเป็นรัฐที่ล้มละลายก็มีมากนัก 

            ทว่าทุกสิ่งก็เป็นดั่งที่โบราณว่าไว้ มีรุ่งโรจน์ก็ต้องมีร่วงโรย และเมื่อมีผู้ร่วงโรยก็ต้องมีต้นอ่อนที่พร้อมผลิใบเพื่อรอวันรุ่งโรจน์ในยุคถัดไป  

            “เมืองวาลอัลล่าถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะและวิทยาการ ข้าเองแม้จะไม่ได้เป็นชาววาลอัลเลี่ยนตั้งแต่ต้นกำเนิด แต่ข้าก็มีวันนี้ได้ก็เพราะย้ายถิ่นฐานมายังที่นี่” คุณลุงเปล่งวาจาด้วยแววตาราวกับกำลังภาคภูมิใจ

            ในช่วงแรกเริ่มนับตั้งแต่ยุคการล่าอาณานิคม วาลอัลล่านั้นยังเป็นประเทศเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางของทวีปวาลอัลล่า 

            พวกเขาปราศจากทรัพยากรล้ำค่า ไร้ซึ่งกำลังหรือยุทโธปกรณ์จะไปต่อกรกับผู้ใด

            ถึงกระนั้น นับตั้งแต่สิ้นสุดยุคการล่าอาณานิคมและบรรดาประเทศน้อยใหญ่ต่างได้รับอิสรภาพเมื่อราวสิบเอ็ดปีก่อน ในขณะที่ประเทศแทบทั้งหมดล้วนยังคงยืดมั่นในระบอบการปกครองรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมืองวาลอัลล่ากลับประยุกต์ใช้ความรู้ที่ประเทศอินดูเอลได้เผยแพร่ จนสามารถตั้งตนเป็นรัฐซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเป็นรัฐแรกของโลก โดยมีชายผู้มีนามว่าอลาดินเป็นผู้ริเริ่มแผนการพัฒนาประเทศและการแปรเปลี่ยน 

            “ชื่อเต็มของท่านคืออลาดิน อลาบามัค ท่านคือชายผู้มีเกียรติ ทุกคนในเมืองล้วนต่างเลือกท่านให้เป็นประธานาธิบดีเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งแรก ซึ่งเมื่อการเลือกตั้งจบลง ท่านอลาดินก็ได้รับคะแนนเสียงอันท่วมท้นถึง89%จากคะแนนเสียงทั้งหมด” ลุงกล่าว

            อลาดินคือชายผู้เปรียบได้ดังนักเล่นแร่แปรธาตุอย่างแท้จริง ในช่วงเวลาเพียงห้าปีนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งในวันแรก อลาดินไม่เพียงนำระบอบการปกครองในปรับใช้ในประเทศของตนเอง ทว่ายังรวมไปถึงบรรดานวัตกรรมที่จะสามารถเปลี่ยนโลกในอีกสิบให้หลัง 

            “แต่ถึงอย่างนั้น ก็ใช่ว่าการดำเนินแผนการในครั้งนี้จะราบรื่นไปซะทุกอย่างหรอกนะ ในตอนแรกที่ท่านอลาดินเริ่มต้นแผนการพัฒนาประเทศในรูปแบบของท่าน พวกประเทศรอบนอกก็มักจะมองว่าท่านเป็นเพียงคนโง่ เพราะการลงทุนไม่เพียงมีความเสี่ยง แต่ทว่ายังทำให้ประเทศจำต้องติดหนี้สาธารณะอย่างมหาศาล”

            ในขณะที่ลุงบอกเล่า กวีก็รับฟังอย่างนิ่งสงบโดยไม่แม้แต่จะปริปาก 

            “แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เลย เพราะหากวิเคราะห์งบดุลให้ดี จะพบว่าไม่เคยมีปีใดที่ตัวเลขผลสรุปเป็นลบเลยแม้แต่ปีเดียว ท่านอลาดินไม่ใช่คนเขลาอย่างที่คนอื่นพูดกัน ท่านเป็นคนที่มีหัวก้าวไกล แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะทำอะไรเกินตัวจึงดำเนินการทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง”

            เมื่อวันเวลาล่วงผ่านไป ผลลัพธ์จากการกระทำของอลาดินก็พลันเริ่มต้นผลิดอกออกผล เขาได้แปรเปลี่ยนถ้อยคำดูถูกและการเมินเฉยจากบรรดาผู้คนให้เป็นปุ๋ย และในช่วงเวลาปัจจุบัน เมืองวาลอัลล่ากลับเจริญรุ่งเรืองและมีผู้คนย้ายถิ่นฐานเข้ามาใหม่ในอัตราสามในสิบส่วนต่อปี!

            กวีรับฟังเรื่องเล่าจากคุณลุงด้วยความเพลิดเพลินโดยมิได้จดจ่อกับเส้นทาง โดยที่หารู้ไม่ ว่าเบื้องหน้าของตนได้ปรากฏชานเมืองให้เห็นเป็นภาพราง ๆ จากที่ห่างไกล

            เมื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง แววตาของกวีถึงกับลุกวาวเพราะทิวทัศน์ ณ เบื้องหน้า 

            “นี่ตูอยู่ในลอสเองเจอริสรึไงเนี่ย” เสียงของเขาถูกเปล่งขึ้นด้วยความตกตะลึง กวาดสายตามองรอบกายพบว่าทั่วทุกหนแห่งล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าสูงใหญ่แลดูละลานตา  

            ผังเมืองคล้ายคลึงกับประเทศแถบยุโรปในโลกใบเก่า แตกต่างจากประเทศอินดูเอลที่ราวกับหลุดรอดมาจากนวนิยายตะวันตกยุคกลาง 

            ความแตกต่างนี้ได้สร้างคำถามขึ้นในจิตใจของกวี 

            “ทำทั้งสองประเทศกลับช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้ง ๆ ที่ประเทศอินดูเอลเป็นผู้เผยแพร่ความรู้ทั้งหมดกันครับ ?”

            พลันได้ยินคำถามจากปากชายหนุ่ม คุณลุงคนขับรถจึงเอ่ยตอบกลับไปว่า “ก็จริงอย่างที่เอ็งพูด แม้พวกเขาจะเป็นผู้เผยแพร่รูปแบบสถาปัตยกรรมเหล่านี้ แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาเป็นฝ่ายที่เกลียดมันเสียเอง”

            เท่าที่กวียังคงจำได้ดี อินดูเอลเองก็แลดูมีสถาปัตยกรรมที่คล้ายคลึงกับโรงงานปะปนอยู่บ้างเช่นกัน ถึงแม้จะมีจำนวนเพียงเล็กน้อยจนสามารถนับได้ด้วยนิ้วมือก็ตาม

            รถบรรทุกได้จอดอยู่ริมข้างทาง พร้อมกับใบหน้าของคุณลุงที่หันมาและกล่าวว่า

            “ถึงแล้วพ่อหนุ่ม”

            บริเวณริมทางเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากเดินพลุกพล่าน ยามนี้ดวงตะวันกำลังลอยเดินอยู่เหนือศีรษะ บ่งบอกว่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบันคือยามบ่าย 

            “ขอบคุณครับ” กวีก้มหัวเพื่อกล่าวขอบคุณและลงจากรถในทันที 

            “แล้วเจอกันพ่อหนุ่ม” พลันสิ้นเสียงของคุณลุง รถบรรทุกจึงเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อทำหน้าที่ของตน

             ณ ใจกลางเมืองเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างอันเปี่ยมอารยะ ร้านเสื้อผ้าสมัยนิยม ร้านอาหารที่รวบรวมวัตถุดิบจากหลากหลายท้องถิ่น ผู้คนใส่สูทแลดูเป็นระเบียบเดินพลุกพล่านอยู่ทั่วท้องถนน บางคนนั่งพักพลางจดจ่ออยู่กับอุปกรณ์สื่อสารขนาดพกพา 

            “ที่นี่คือต่างโลกจริง ๆ สินะ ?” กวีเอื้อนเอ่ยขึ้นลอย ๆ พร้อมความสงสัยที่เพิ่มพูน ทุกสิ่งที่ตนกำลังได้รับชมล้วนสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ณ โลกใบเดิม 

            และในทันใดนั้น 

            “จ๊อกกก”

            เสียงท้องของกวีก้องกังวานประหนึ่งเสียงสัตว์ป่า แลดูว่ายามนี้คงถึงเวลาอาหารเที่ยงแล้วกระมัง

            “จะว่าไป เราเองก็ลืมขอเงินจากเจ้าโมมิยะมันซะด้วยสิ” กวีกล่าวพลางลูบคลำกระเป๋าของตน กระนั้นกลับไร้ซึ่งเงินตราใด ๆ ที่สามารถใช้งานได้จริง ถึงกระนั้น ในช่องเก็บของล่องหนกลับยังมีวัตถุโบราณซึ่งได้รับจากดันเจี้ยนเมื่อคราก่อนเพียงหนึ่งชิ้น 

            “เอาเถอะ ถึงจะน่าเสียดาย แต่ยังไงซะเรื่องปากท้องก็ต้องมาก่อน” 

            กวีตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด แม้จะน่าเสียดายที่ต้องขายวัตถุโบราณระดับสี่ กระนั้นอย่างไรก็ตามเรื่องปากท้องก็จำต้องคำนึงถึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ 

            “ถ้าคิดจะขายวัตถุโบราณล่ะก็ ลองเอาไปขายที่ห้องสมุดรุ่งอรุณสิ ที่นั่นรับซื้อของร้อน และยังอยู่ไม่ไกล แค่เดินลงใต้ไปเพียงไม่ถึงสิบนาทีเอง”

            เสียงของหญิงผู้หนึ่งดังก้องกังวานขึ้นมาทำให้กวีจึงต้องหยุดชะงักการครุ่นคิดลง เมื่อหันกลับไปตามต้นตอของเสียง เขาจึงได้พบกับคุณป้าคนหนึ่งซึ่งกำลังเฝ้าร้านขายขนมริมทางห่างออกไปราวสิบฝีก้าว

            กวีจ้องมองด้วยความสงสัย หรือคุณป้าคนนี้จะเป็นผู้มีพลังจิต เพราะกวีเพียงเปล่งวาจาไม่กี่คำ กระนั้นเธอกลับล่วงรู้ได้ในทันทีว่ากวีต้องการขายสมบัติของตน

            นอกเหนือไปจากนั้น กวียังมีข้อสงสัยอื่นอยู่อีกราวสองข้อ

            .

            < ร้านสมุดบ้าอะไรรับซื้อของร้อนวะ แล้วป้าแกจะหูดีไปไหน >

            .

            กวีครุ่นคิดอยู่เพียงลำพังราวกับตนคือผู้สูงวัย จะเปล่งวาจาออกไปก็เห็นทีว่าจะกระไรอยู่

            ถึงอย่างนั้น คำชี้นำของเธอก็แลดูจะเป็นหนทางเดียว 

            “ขอบคุณครับ” กวีก้มหัวพลางก้าวขอบคุณด้วยท่าทีนอบน้อม

            การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง มุ่งหน้าลงใต้ไปตามคำบอกเล่าของคุณป้า และเมื่อเดินทางได้ราวสิบนาทีเศษ เบื้องหน้าของกวีจึงปรากฏตึกสูงใหญ่ซึ่งสร้างสรรค์ให้แลดูคล้ายคลึงกับหอสมุดใหญ่แห่งวาติกัน

            “ที่นี่สินะ” กวีเปล่งเสียงขึ้นพลางแหงนมองขึ้นไปยังจุดยอดสุด ตึกแห่งนี้มีความสูงเหนือพื้นดินราวห้าสิบเมตร นับตั้งแต่ชั้นแรกจนถึงชั้นสุดท้ายคือสิบชั้น

            กวีไม่รอช้าพลันเร่งฝีเท้าก้าวเดินผ่านประตูทางเข้าเข้าสู่ภายใน 

            ในชั้นแรกเป็นชั้นสำหรับการติดต่อประชาสัมพันธ์ มองไปรอบ ๆ พบเห็นอยู่เพียงพนักงานสาวคอยให้บริการหากมีผู้ใดต้องการใช้งานห้องสมุดแห่งนี้ 

            “มีอะไรให้ดิชั้นรับใช้ดีคะ ?” พนักงานสาวประจำโต๊ะกล่าวทักทาย ในขณะเดียวกัน กวีกลับยังคงตกตะลึงกับความงดงามของสถาปัตยกรรมภายในซึ่งผสมผสานศิลปะร่วมสมัยและยุคกลางได้อย่างลงตัว 

            “เอ่อ.. ก่อนอื่นผมขอสอบถามก่อนได้ไหมครับ ว่าที่นี่มันมีไว้ทำอะไรกันแน่ ?” กวีเริ่มต้นสอบถาม เพราะแม้ตนจะล่วงรู้เป็นอย่างดีว่าสถานที่แห่งนี้คือหอสมุด กระนั้นกลับมีหลายสิ่งที่แตกต่างไปจากหอสมุดทั่วไป 

            พลันได้ยินคำถาม พนักงานสาวจึงเริ่มบอกเล่าเพื่อชี้แจงแถลงไขในข้อสงสัยของเขา

            “ที่นี่คือห้องสมุดนานาชาติค่ะ ซึ่งจะแบ่งออกเป็นสามแผนกใหญ่ๆ เริ่มต้นจากแผนกแรก ‘ห้องสมุดจักรวาล’ แผนกนี้จะเป็นสถานที่รวบรวมและจัดเก็บหนังสือและข้อมูลต่าง ๆ จากทั่วโลก สำหรับข้อมูลทั่วไป ทุกคนจะสามารถเข้าถึงได้ในทันทีโดยใช้เงินเพียงไม่นัก ทว่าหากเป็นข้อมูลลับ ผู้ใช้บริการจำต้องมีใบอนุญาตและเงินจำนวนมากค่ะ”

            “สำหรับแผนกที่สอง พวกเราเรียกมันว่า ‘ห้องสมุดรุ่งอรุณ’ แผนกนี้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรับซื้อวัตถุโบราณที่ผู้ขายต้องการแลกเปลี่ยนเป็นเงินอย่างเร่งด่วน แต่ก็อย่าได้คาดหวังว่าจะได้ราคาขายที่สูงตามราคาประเมินนะคะ”

            เสียงของเธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง มือขวายกแก้วขึ้นพลางกระดกน้ำเสียงดังอึก

            “แล้วราคามันต่างกันแค่ไหนครับ ระหว่างจำนวนเงินที่สามารถขายได้ที่นี่กับราคาประเมินที่คุณพึ่งกล่าวมา ?” กวีเริ่มเปล่งวาจาเพื่อกล่าวถาม

            “โดยทั่วไปแล้ว การซื้อขายวัตถุโบราณให้ได้ราคาจำต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการประเมินราคา โดยราคาประเมินจะขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย อาทิเช่น ความต้องการของผู้ซื้อ ค่าเสื่อมสภาพ ระดับความยากในเก็บรักษา ทำให้ต้องใช้เวลาเป็นอย่างมากในการประเมินจากค่าสถิติหลายอย่าง เพราะแบบนั้น การจะขายวัตถุโบราณให้ได้เงินตามราคาประเมินในทันทีจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ” พนักงานสาวตอบ

            และจึงพูดต่อ

            “แต่ในทางตรงกันข้าม หากท่านนำวัตถุโบราณมาขายที่นี่ พวกเราจะทำการรับซื้อโดยอ้างอิงจากราคาพื้นฐานตามท้องตลาดของวัตถุโบราณแต่ละชนิด แน่นอนว่าราคาจะไม่ได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย”

            กวีเริ่มต้นไตร่ตรองถึงความเป็นไปได้หลายอย่าง แต่ถึงอย่างนั้น ก็ใช่ว่าการขายตามราคาประเมินจะทำให้ได้ราคาดี เพราะข้อมูลที่จะนำมาประกอบการประเมินก็คือข้อมูลในปัจจุบัน ทุกสิ่งสามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งในบางครั้ง การขายในก็ราคาประเมินก็อาจจะได้รับราคาที่สูงกว่าราคาพื้นฐานเกินครึ่งในกรณีที่สินค้าอยู่ในสภาพที่ดีเลิศ แต่ในทางกลับกัน หากช่วงเวลาดังกล่าวสินค้าไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีหรือไร้ซึ่งความสนใจจากอุปสงค์ที่ลดน้อยลง ราคาก็อาจจะต่ำกว่าเกณฑ์เกินกว่าครึ่งได้เช่นกัน

            ถึงกระนั้น ปัจจัยสำคัญในยามนี้มิได้อยู่ ณ เหตุผลดังกล่าว ไม่ว่าสินค้าจะอยู่ในสภาพดีหรือไม่ก็ตาม สุดท้ายแล้วกวีก็จำต้องขายออกไปเพื่อให้ได้เงินสดในทันที

            หนึ่งปัญหาได้ถูกจัดแจง ทว่ากลับยังคงหลงเหลือคำถามอยู่อีกหนึ่ง 

            “แล้วแผนกสุดท้ายคืออะไรกันครับ ?” เมื่อนั้นเขาจึงไม่รอช้าพลันเปล่งเสียงออกไปเพื่อเอ่ยถาม 

            เมื่อได้ยินคำถาม ริมฝีปากของพนักงานสาวจึงเริ่มต้นสั่นไหวพลางเปล่งวาจาขึ้นเพื่อเอ่ยตอบ

            “แผนกสุดท้ายถือว่าเป็นแผนกที่สามารถเข้าถึงได้ยากมากที่สุดค่ะ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าใช้บริการแผนกนี้ได้ ผู้ใดที่ต้องการจำต้องแสดงจดหมายเชิญเพื่อยืนยันว่ามีสิทธิ์เข้าใช้งาน แผนกดังกล่าวถูกเรียกว่าห้องสมุดราตรีค่ะ”

            พลันสิ้นเสียงของพนักงานสาว แววตาของกวีจึงแปรเปลี่ยนท่าทีไปอย่างกะทันหัน

            “อย่าบอกนะว่า” เขาเร่งล้วงมือขวาลงสู่ถุงย่าม ปรากฏพบม้วนกระดาษซึ่งสลักสัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวเอาไว้ในฐานะตราประทับ 

            หากมองดูจากเพียงผิวเผิน ม้วนกระดาษชิ้นนี้มิได้แตกต่างจากม้วนกระดาษทั่วไป ทว่าหากลองเพ่งสายตาเพื่อจ้องมอง จะพบว่าตราสัญลักษณ์ที่สลักเอาไว้กลับแฝงพลังงานอย่างแรงกล้าของผู้ใช้มานา

            “ช่วยตรวจสอบให้หน่อยได้ไหม ?” กวียื่นม้วนกระดาษออกไปเบื้องหน้า แม้จะมิได้ล่วงรู้ถึงวิธีใช้งาน ทว่าหากสิ่งนี้คือสมบัติขององค์หญิงแอนนา อย่างไรก็ตามย่อมเปี่ยมคุณค่าไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

            พนักงานรับเอาม้วนกระดาษมาไว้ในมือ เร่งกวาดสายตาเพื่อตรวจสอบว่าสิ่งนี้คือสิ่งใด 

            พลันจ้องมองได้เพียงชั่วครู่เดียว แววตาของเธอกลับเบิกกว้างประหนึ่งว่าตนกำลังเห็นผีหรืออสูรร้าย 

            “นี่มัน !!” 

            วาจาของเธอบ่งบอกถึงสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน แลดูว่าสมบัติที่แอนนาเคยมอบให้มาจะเปี่ยมไปด้วยมูลค่าอย่างแท้จริง

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน