ราชันเพลิงผลาญพิภพ

    อสูรแมลงกินคน

    ภายในห้อง ฟางเฉินเริ่มหลอมรวมโลหิตอสูรระดับ 5 ที่มีสายเลือดมังกรทันที สายเลือกเริ่มถูกดูดซับเข้าไปในร่างกายของฟางเฉินอย่างช้า ๆจากนั้น โดยไม่รู้ตัวกลิ่นอายบนร่างของฟางเฉินเริ่มมีกลิ่นอายของมังกรเล็กน้อยแล้วฟางเฉินใช้เวลา 1 เดือนในการหลอมรวมเลือดอสูรระดับ 5 และยกระดับกายามังกรให้ถึงขั้นที่ 5 แต่ว่าฟางเฉินก็ไม่ได้ดีใจนักเพราะกายามังกรขั้นที่ 5 ช่วยให้ฟางเฉินไร้เทียมทานในระดับปฐพีเท่านั้น แต่ศัตรูของฟางเฉินในตอนนี้ล้วนแข็งแกร่งกว่าระดับปฐพีทั้งสิ้น“ไม่เป็นไร ข้าต้องฝึกฝนการปรุงยาระดับปฐพีก่อน” ฟางเฉินคิดจากนั้นฟางเฉินก็ได้ฝึกฝนการปรุงยาอย่างบ้าคลั่ง จากสมุนไพรจำนวนมากที่ฟางเฉินมีก็ถูกใช้ไปจนหมด แต่ไม่นานพวกซวนนู่ก็ได้นำสมุนไพรระดับปฐพีของตัวเองมาให้กับฟางเฉินฝึกฝน สำหระบพวกซวนนู่เม็ดยาระดับปฐพีไม่มีประโยชน์กับพวกตนแล้ว“อืม ไม่เลวเลยจริง ๆ ฝึกฝนปรุงยายังไม่ถึงเดือนก็เริ่มปรุงยาระดับปฐพีขั้นต้นได้แล้ว และอีกไม่นานก็คงปรุงเม็ดยาระดับปฐพีขั้นสูงได้” เมิงซานกล่าว“นี่มันระดับอัจฉริยะไปแล้วถ้าตำหนักปรุงยารู้เข้าคงได้ร้อนรนกันบ้างแน่” หยวนมู่กล่าวจากนั้นอีกครึ่งเดือนฟางเฉินก็ปรุงเม็ดยาระดับปฐพีขั้นสูงได้จริง ๆ ฟางเฉินใช้สมุนไพรแทบทั้งหมดในการปรุงยาระดับปฐพีจนหมด เมื่อเห็นว่าตัวเองฝึกฝนการปรุงยาจนพอแล้วฟางเฉินก็เริ่มบ่มเพาะพลังต่อ ด้วยเม็ดยาที่ปรุงขึ้นมันเพียงพอแล้วที่ฟางเฉินจะทะลวงระดับได้อีกขั้นด้านนอกตำหนักพวกหยวนมู่ต่างทำหน้าที่ของตัวเองเพราะตอนนี้พวกเขายังไม่มีหน้าที่ต้องทำอะไร และในตอนนั้นเองราชาเซียนเต้าจีก็กลับมา“ท่านอาจารย์กลับมาแล้ว!!!!!” ซวนนู่ที่กำลังนั่งศึกษาค่ายกลก็กล่าวขึ้น“อืม การประชุมค่อนข่างเคร่งเครียดอย่างมากดังนั้นเลยใช้เวลาเป็นเดือน” ราชาเซียนเจ้าจีกล่าว“แล้วตกลงทางนิกายจะจัดการเรื่องนี้ยังไง” หยวนมู่กล่าว“ก่อนอื่น น้องเล็กของพวกเจ้าละ” ราชาเซียนกล่าว“อ้อ ศิษย์น้องเล็กกำลัง...เอ๊ะ!!!!!!!!!” เมิงซวนกำลังจะกล่าวแต่ในตอนนั้นเองคลื่นพลังปราณจำนวนมากก็ถูกดูดเข้าไปในห้องที่ฟางเฉินกำลังบ่มเพราะอยู่พอดี“ดูเหมือนจะทะลวงระดับเสร็จแล้วสินะ” ซวนนู่กล่าว“ท่านอาจารย์ศิษย์น้องสุดยอดมากใช้เวลาแค่เดือนเดียวก็สามารถปรุงยาระดับปฐพีขั้นสูงได้แล้ว” หยวนมู่กล่าว“โอ้ งั้นเหรอ ฮ่า ฮ่า ดูเหมือนว่าตำราที่ข้าเก็บสะสมเอาไว้จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กคนนั้นสินะ” ราชาเซียนกล่าว“มันไม่ใช่แค่นั้นหนะสิท่านอาจารย์ จากที่ข้าเห็นดูเหมือนศิษย์น้องตั้งใจจะศึกษาทั้งค่ายกลและการหลอมอาวุธไปด้วย จากที่ข้าคิดมันจะไม่ทำให้การบ่มเพาะของศิษย์น้องล่าช้าหรอกเหรอ” เหิงซานกล่าว“ไม่หรอกศิษย์น้องเจ้าเป็นคนฉลาด เขารู้ว่าการบ่มเพาะจะเร่งรีบไม่ได้เพราะงั้นเขาจึงต้องการเวลาที่มากกว่าคนทั่วไปในการเสริมรากฐานให้หนาแน่นอย่างถึงที่สุดเสียก่อนและในขณะที่เวลาที่เหลือเขาก็ใช้เวลาในการปรุงยาและหลอมสร้างอาวุธเพื่อฝึกฝนจิตใจไปในตัว” ราชาเซียนเต้าจีกล่าว“อย่างที่ท่านอาจารย์บอกยิ่งการศึกษาค่ายกลยิ่งช่วยให้จิตใจของศิษย์น้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างยิ่งและมันจะเป็นประโยชน์ต่อจิตวิญญาณดวงตาของศิษย์น้องด้วย” ซวนนู่กล่าว“อืม ในเมื่อเฉินเอ๋อไม่ว่างก็ไม่เป็นไร ข้าจะบอกเรื่องที่ข้าประชุมมาให้พวกเจ้าได้รู้ ดูเหมือนว่าพวกอสูรที่โจมตีทวีปใหลรินจะเป็นอสูรที่พวกเราไม่คาดคิดมาก่อน” ราชาเซียนเต้าจีกล่าว“ไม่คาดคิดมาก่อนงั้นเหรอ แล้วพวกมันคือ????” หยวนมู่กล่าว“พวกมันคืออสูรแมลงกินคน” ราขาเซียนเต้าจีกล่าว“อะไรนะ!!!!!!!!!!” ซวนนู่ที่มักจะเยือกเย็นที่สุดยังแสดงสีหน้าตื่นตระหนกและลุกขึ้นยืน“พวกมันคืออสูรชนิดใหนเหรอ” หยวนมู่และเมิงซวนแสดงสีหน้าไม่เข้าใจ“อสูรแมลงกินคนเป็นอสูรประเภทประแมลงที่น่าหวาดกลัวที่สุดเพราะว่าพวกมันอยู่กันเป็นฝูง และไม่ใช่แค่นั้นเปลือกของแมลงกินคนนั้นแข็งอย่างมากซึ่งถ้าไม่ใช่อาวุธระดับเซียนก็แทบจะไม่สามารถเจาะผิวของมันได้เลย และอีกอย่างคมเขี้ยวของพวกมันนั้นคมอย่างถึงที่สุดแม้แต่ร่างของราชาเซียนยังถูกมันกัดกินได้ราวกับขนมหวาน” ซวนนู่กล่าว“แบบนี้ไม่แย่หรอกเหรอ” พวกเมิงซวนกล่าวพร้อมกับใบหน้าที่ซีด“ตอนนี้สภาพของทวีปใหลรินกลายเป็นนรกบนดินไปแล้ว ทุกชีวิตที่อยู่ในนั้นล้วนถูกแมลงชนิดนี้สังหาร และจากข้อมูลที่ได้มา บนทวีปใหลรินน่าจะมีราชินีของพวกมันอยู่ซึ่งราชานีตัวนี้อย่างต่ำก็อยู่ระดับ 10 หรือก็คือ จักรพรรดิอสูรแมลงกินคนยังไงละ” ราชาเซียนเต้าจีกล่าว“บ้าน่า ถ้างั้นเป้าหมายต่อไปของพวกมันไม่ใช่พวกเราหรอกเหรอ” หยวนมู่กล่าว“เฮ้อ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกมันจะเคลื่อนใหวตอนใหนและเพราะแบบนี้ทางนิกายจึงได้ตักเตือนลงมาว่าให้หยุดความขัดแย้งในนิกายลงก่อนไม่อย่างงั้นทางนิกายจะลงโทษขั้นร้ายแรงเพราะงั้นตอนนี้ตำหนักภารกิจและตำหนักปรุงยาคงไม่มายุ่งกับพวกเราซักพัก” ราชาเซียนเต้าจีกล่าว“เห้อ ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจกันแน่” ซวนนู่กล่าวเพราะความสงบทีได้มาอาจจะไม่ยืนยาวเพราะการต่อสู้ครั้งใหม่ที่จะมานั้นมันรุนแรงอย่างมากหลังจากนั้นทางนิกายพฤกษาครามก็เริ่มตื่นตัวและเริ่มลดภารกิจลงเพื่อที่ตะเรียกศิษย์ของนิกายให้กลับมา และไม่ใช่แค่นิกายพฤกษาครามขุมกำลังใกล้นิกายพฤกษาครามก็เริ่มตื่นตัวเองเช่นกันหลังจากเวลาผ่านไปครึ่งปี ในขณะที่ราชาเซียนเจ้าจีกำลังนั่งเล่มหมากรุกกับซนนู่อยู่นั้น ในตอนนั้นเองที่อยู่ ๆก็เกิดการระเบิดที่รุนแรงทำให้ตำหนักของราชาเซียนเต้าจีต้องสั่นสะเทือนค่ายกลที่ถูกติดตั้งเอาไว้ส่องแสงออกมาทันที“เกิดอะไรขึ้น!!!!!!!!!!!!” ซวนนู่กล่าว“มาจากห้องของเฉินเอ๋อ” ราชาเซียนเต้าจีกล่าวด้วยความแปลกใจ“อะไร อะไร เกิดอะไรขึ้น!!!!!!!!” พวกหยวนมู่ที่กำลังดูแลสมุนไพรของราชาเซียนเต้าจีรีบวิ่งมาด้วยใบหน้าแตกตื่นในตอนนั้นเองฟางเฉินเดินออกมาจากตำหนักด้วยใบหน้าที่มอมแมมและในมือของฟางเฉินยังมีลูกเหล็กสีเงินอยู่สองลูก“น้องเล็กเจ้าทำอะไรนี่เจ้าต้องการจะทำลายตำหนักงั้นเหรอ” หยวนมู่กล่าวและเดินยิ้มไปหาฟางเฉิน“น้องเล็กดูหน้าของเจ้าตอนนี้สิมันชั่งเหมือนกับถ่านที่ดำสนิทจริง ๆ ฮ่า ฮ่า” เมิงซานกล่าว“พวกศิษย์พี่อย่างรู้เหรอว่าข้าทำอะไร” ฟางเฉินยิ้มอย่างชั่วร้ายออกมาซวนนู่และราชาเซียนเต้าจียังไม่ได้เข้าไปใกล้ฟางเฉินและยืนดูอยู่ห่างๆทั้งสองนั้นมีสัญชาตญาณที่แหลมคมจึงมองออกในพริบตาว่าลูกเหล็กในมือของฟางเฉินนั้นคืออะไร“อะไรงั้นเหรอศิษย์น้องใหนบอกศิษย์พี่มาสิว่าเจ้าไปทำอะไรมาถึงได้มีสภาพแบบนี้ ฮ่า ฮ่า” หยวนมู่หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

    คล้ายกับเรื่องราชันเพลิงผลาญพิภพ ที่คุณอ่าน