ตอนที่ 49 คนใจร้าย
เมืองเริ่มต้นเจิ้งโจว
ในระหว่างที่สงครามตีเมืองระหว่างกิลโอเอซิสและกิลอดาเลียกำลังดำเนินไปอย่างตื่นเต้นที่เมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวเองก็มีสงครามเกิดขึ้นเช่นกัน เป็นสงครามระหว่างกลุ่มกบฏ ที่วันนี้สามารถพังประตูเมืองได้เรียบร้อยแล้วหลังจากที่พยายามบุกอยู่หลายวัน
ทหารรักษาการณ์ของเมืองและกลุ่มกบฏต่อสู้กันจนล้มตายไปหลายร้อยคนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองแตกตื่นปิดประตูและหน้าต่างหลบซ่อนอยู่ในบ้านกันอย่างมิดชิดชาวบ้านบางคนพยายามอาศัยความชุลมุมหลบหนีออกจากเมืองแต่ส่วนมากมักจะโดนลูกหลงของสงครามจนเสียชีวิตก่อนหนีพ้นชาวบ้านทุกคนต่างเริ่มโกรธแค้นไฟของสงครามพวกเขาในเวลานี้ได้แต่ภาวนาให้สงครามจบลงโดยเร็ว
มีผู้เล่นที่ได้รับเควสให้ช่วยปกป้องและโจมตีเมืองเป็นเควสที่ผู้นำของทั้งสองฝ่ายมอบให้แต่ผู้เล่นที่อยู่ในเมืองส่วนมากจะเป็นผู้เล่นเลเวลต่ำเนื่องจากเขตนี้เป็นเพียงเมืองเริ่มต้นเท่านั้นผู้เล่นบางคนก็พึ่งเริ่มเล่น บางคนเล่นนานแล้วแต่ไม่มีวิชาต่อสู้แถมส่วนมากจะเป็นผู้เล่นที่เลเวลยังไม่ถึง 100 ย่อมไม่สามารถรับมือกับทหารที่เลเวล 140-150 ได้ โดยเฉพาะทหารยศระดับนายกองที่มีเลเวลอยู่ 160 และยังเป็นทหารที่ได้รับการฝึกฝนการต่อสู้ทำให้ผู้เล่นที่มีแต่เลเวลและถนัดในการต่อสู้กับสัตว์อสูรรับมือได้ยากลำบากจนล้มตายกันคนละหลายครั้ง
เมื่อผู้เล่นเริ่มรู้สึกว่ารางวัลที่ได้จากเควสไม่คุ้มกับที่ต้องเสียไปจึงพากันออฟไลน์หนีหรือไม่ก็หนีออกจากเมืองทำให้ในเวลานี้มีผู้เล่นหลงเหลือไม่กี่คนเท่านั้น
“ท่านกุนซือนี่ใจร้ายเหมือนกันนะ” ปรางจีเอ่ยขึ้น
“นี่มันสงคราม ไม่มีแผนการไหนที่ไม่มีคนเสียสละหรอกนะ”เว่ยเถียน ตอบ
“ถูกแล้วท่านหญิง นี่คือความโหดร้ายของสงครามพวกเราถึงต้องเข้าไปหยุดสงครามให้ได้โดยเร็วยังไงละ” องค์หญิงผิงหยางพูดพร้อมกับมองไปด้านหลัง
พวกเธอทั้ง 3 คนกำลังยืนอยู่บนเนินสูงมองลงไปที่เมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวที่ด้านหลังของพวกเธอมีทหารกว่า 200 นายและยังมีชนเผ่าภูเขาอีก 40 คนที่ติดตามมาด้วยในขณะนี้พวกเธอกำลังรอ ‘สมิท’ ที่จะนำทหารจากหมู่บ้านฮูซามาสมทบอีก200 นายแต่สงครามในเมืองที่พวกเธอกำลังมองอยู่กลับเลวร้ายกว่าที่คิดเนื่องจากกลุ่มกบฏพังประตูเข้าไปได้ไวกว่าที่กุยแกคำนวณเอาไว้ทำให้เวลานี้ชาวบ้านต้องบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
“ท่านหญิงข้าคิดว่าพวกเราควรบุกได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอกองหนุนอีกแล้ว”องค์หญิงผิงหยาง พูดกลับเว่ยเถียน
เว่ยเถียนพยักหน้าคล้ายเข้าใจเธอชักกระบี่ชูขึ้นพร้อมกับตะโกนว่า
“เคลื่อนทัพ! บุกเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้มากที่สุด!”
เฮ! เฮ! เฮ!
อัญเชิญเจ้าดำ! อัญเชิญแมนดารินน้อย!
ปรางจีอัญเชิญสัตว์อสูรที่สามารถต่อสู้ได้ออกมาทั้งสองตัวปรากฏเสือดำตัวใหญ่ขึ้นข้างๆ เธอพร้อมกับเป็ดที่มีลักษณะคล้ายกับนกเป็ดน้ำแมนดารินแต่ทว่าในเวลานี้กลับตัวใหญ่กว่าในตอนที่ต่อสู้กับกิลมังกรผงาดมากขนหลากสีของมันโดดเด่นขึ้นมาก เมื่อถูกอัญเชิญออกมามันก็ไปเกาะอยู่บนหลังของเสือดำเสือดำพุ่งทะยานวิ่งนำหน้าคล้ายต้องการเปิดทางให้กับกองกำลังขององค์หญิงผิงหยางและเว่ยเถียน
ในขณะนั้นเองพวกเธอทั้งสามคนไม่รู้เลยว่ากุยแกยืนอยู่ไม่ไกลและคอยแอบมองพวกเธออยู่ตลอดเวลาเมื่อเขาเห็นทั้งสามคนตัดสินใจบุกเข้าไปในเมืองโดยไม่รอให้สมิทมาสมทบตามแผนเขาก็ยิ้มขึ้นพร้อมกับกางพัดโบกไปมาคล้ายกับกำลังรู้สึกดีใจ
‘แม่นางเว่ยเถียนและองค์หญิงไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ’กุยแกคิดในใจ
ตามจริงกุยแกนั้นไม่ได้กะเวลาผิดพลาดแต่อย่างใดเพราะกบฏ ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของเขาเอง การพังประตูของกบฏที่ทำได้ในวันนี้ย่อมเป็นแผนของเขาเช่นกันเพียงแต่เขาไม่ได้บอกให้ทุกคนรู้เพราะเขาต้องการใช้ภารกิจนี้สืบทราบลักษณะนิสัยของเว่ยเถียนและองค์หญิงผิงหยางซึ่งเธอทั้งสองคนเป็นคนนำทัพและยังเป็นแม่ทัพในอนาคตของกิลด้วยเขาที่เป็นกุนซือย่อมต้องคิดแผนการเพื่อฝึกปรือสภาพจิตใจโดยเฉพาะเว่ยเถียนเธอเป็นแค่คนทั่วไปไม่ใช่มนุษย์ที่เคยทำสงครามมาแล้วอย่างองค์หญิงผิงหยางกุยแกจึงส่งจดมหายให้สมิทมาสมทบช้าไปครึ่งวันเพื่อทดสอบการตัดสินใจของเว่ยเถียนนั่นเอง
เมื่อสงครามที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดทหารและผู้เล่นที่เริ่มอ่อนล้า แต่ทว่าจู่ๆกลับปรากฏทัพมือที่สามบุกจู่โจมเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้ทั้งกลุ่มกบฏและทหารรักษาการณ์ของเมืองตกใจจนลนลาน พวกเขาถูกทหารเพียง 200 กว่านายบุกฝ่าเข้าไปในเมืองได้อย่างง่ายดายผ่านทางประตูที่ถูกทำลายเอาไว้
องค์หญิงผิงหยางเมื่อเข้าสู่สงครามบุคลิคเรียบร้อยของเชื้อพระวงศ์ก็หายไปเวลานี้เธอที่อยู่บนหลังม้าไม่ต่างจากแม่ทัพที่น่าเกรงขามเธอดูคล้ายกับเทพสงครามไม่ต่างจากแม่ทัพผู้ชายเลยแม้แต่น้อยส่วนเว่ยเถียนที่เป็นผู้เล่นเลเวลสูง เธอย่อมแตกต่างจากผู้เล่นทั่วไปมากนักเธอบุกฝ่าเข้าไปพร้อมกับองค์หญิงผิงหยางทำให้ทหารและกลุ่มกบฏต่างพากันล้มตายกันเป็นแถว
เสือดำของปรางจีเองก็สามารถข่มขวัญได้อย่างดีไม่ว่ามันจะกระโจนไปตรงไหนตรงนั้นก็แตกฮือออกพร้อมกับปรกฎทหารเสียชีวิตทันทีมีผู้เล่นบางคนที่พยายามจู่โจมเสือดำแต่ก็ต้องเจอกับเวทมนตร์ที่เจ้าเป็ดน้อยปล่อยออกมาซึ่งเจ้าเป็ดปล่อยเวทย์ได้ทั้งหมด 4 ธาตุ! ถึงแม้จะเป็นเวทมนตร์ระดับต่ำแต่เป็ดน้อยกลับยิงเวทย์ออกได้ทันทีโดยไม่ต้องร่ายทำให้ประสานการจู่โจมกับเสือดำได้อย่างดีเป็ดน้อยที่เกาะอยู่บนหลังเสือดำที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วทำให้เจ้าเสือดำคล้ายกับติดป้อมปืนเวทมนตร์อยู่บนหลัง
“ท่านหญิง แม่นางปรางจี พวกท่านไปจับเจ้าเมืองตามแผนส่วนข้าจะนำทัพช่วยเหลือชาวบ้านกับจัดการผู้นำกบฏ เองค่ะ”องค์หญิงผิงหยางพูดเสร็จก็โบกมือเป็นสัญญาณให้ทหารช่วยเปิดทางที่ไปจวนเจ้าเมือง
“ตกลง! ปรางจีไปกันเถอะ” เว่ยเถียนหันมากล่าวกับปรางจี
บนเนินที่กุยแกกำลังยืนอยู่เวลานี้สมิทได้มาถึงแล้วเขาเดินมายืนข้างๆกุยแก
“ท่านไม่มาไวไปหน่อยหรือท่านสมิท” กุยแกเอ่ยถาม
“ขอโทษทีข้าไม่เคยนำทัพมาก่อนปกติข้าไปไหนมาไหนคนเดียวจะไปกะเวลาให้พอดีเหมือนท่านได้อย่างไร” สมิท พูดพลางเอามือเกาหัวของตัวเอง
“ฮ่าๆๆ งั้นท่านก็ลงไปช่วยแม่นางทั้งสามเถอะขอรับข้าจะต้องเดินทางไปเมืองอู๋โจวแล้ว อีก 3 วันกลุ่มของนายท่านน่าจะออกเดินทางเช่นกัน”กุยแกเอ่ย
“เฮ้ๆ ไม่อธิบายหน่อยหรือว่าทำไมสามคนนั้นถึงไม่รอข้าน่ะ” สมิทถามอย่างสงสัย
“ข้ากะเวลาผิดเหมือนกันนะขอรับ ข้าขอตัวก่อนนะขอรับท่านสมิท”กุยแก พูดจบก็ขึ้นนั่งบนหลังม้าและควบจากไปทันที
‘ทหารแค่ 200 คนกุนซือที่เคยนำทัพกว่าหมื่นคนหรืออาจจะแสนคนเนี่ยนะจะกะเวลาผิด’ สมิทคิดอย่างเคลือบแคลง
แต่ว่าเขาไม่มีเวลามาหาคำตอบอีกแล้วเพราะเขาต้องรีบนำทัพไปช่วยสาวทั้งสามคนโดยเร็วถึงเขาจะไม่บ้าความเป็นสุภาพบุรุษแบบอลาโน่แต่เขาก็เป็นผู้ชายเช่นกันย่อมมีศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายจะให้ผู้หญิงสามคนมาทำสงครามแล้วผู้ชายมัวแต่ไปทำอย่างอื่นเห็นทีจะไม่ได้เมื่อคิดได้สมิทจึงรีบโบกมือให้กองทัพจากหมู่บ้านฮูซาบุกลงไปช่วยทัพของหมู่บ้านหยู่เปิงทันที
…….
หมู่บ้านหยู่เปิง
“เราจะออกเดินทางในอีก 3 วันส่งข่าวให้มอนจีกับฮิเดโยชิกลับมาจากการสำรวจภูเขาได้แล้วละ” ทีชหันมาพูดกับดาร์คที่กำลังยืนดูอลาโน่ที่เปิดเว็บบอร์ดอ่านผลของสงครามวันแรกอย่างตั้งใจ
“หืม...นั่นสินะ เดี๋ยวข้าจัดการให้” ดาร์คทีได้ยินทีชพูดขึ้นรับคำ
“ว่าแต่หมอนั่นจะไม่เป็นไรแน่เหรอ เงินตั้ง 30 ล้าน แล้วผลสงครามวันแรกก็ดูเหมือนว่า 1 ใน 7มหาจอมเวทจะพ่ายแพ้ด้วยนี่” ทีช ถามอย่างเป็นห่วง
“เท่าที่ดูจากข่าวในเว็บบอร์ดดูเหมือนแม่ทัพในประวัติศาสตร์จะเก่งกว่ามหาจอมเวทนิดหน่อยเท่านั้นข้าว่าบางทีหมอนั่นอาจจะเสียเงินจริงๆ แล้วละ” ดาร์ค พูดพร้อมกับส่ายหัว
“เฮ้อ...ยังไงฝากด้วยละดาร์คข้าขอออกไปข้างนอกสักครู่”ทีชพูดจบก็ลุกขึ้นเตรียมตัวไปล็อกเอ้าท์
.......
ร้านคาเฟ่ Admiration
เมื่อติ๊กลงมาข้างล่างก็เป็นเวลาช่วงเย็นของวันแล้วแต่วันนี้กลับยังมีลูกค้าอยู่ในร้านค่อนข้างมากซึ่งทุกคนนั้นมาเพื่อดูถ่ายทอดสดร่วมกับเพื่อนๆ ของพวกเขานั่นเอง ติ๊กหันไปมองหน้าจอทีวีก็พบกับภาพที่กิลโอเอซิสกำลังส่งทหารออกไปสำรวจรอบกำแพงเมืองเพื่อหาช่องทางบุกในวันพรุ่งนี้
“อ้าว...พี่ติ๊ก พี่ลงมาไม่ทันดูตอนดวลแล้วละ” ต๋องทักพร้อมกับยิ้มให้
“พี่เปิดดูในเว็บบอร์ดอยู่เห็นเขาบอกว่าสู้กันมันมากเลยนี่ไว้พี่ไปหาดูคลิปย้อนหลังเอาก็ได้ เอ่อว่าแต่ฮิวโก้เป็นอะไรไปน่ะ” ติ๊กถามอย่างสงสัยเพราะฮิวโก้กำลังทำปากขมุบขมิบคล้ายกับกำลังบ่นอะไรอยู่คนเดียว
“อ๋อ...หมอนั่นเอาแต่ด่าพวกมหาจอมเวทว่าหน้าไม่อายไร้ศักดิ์ศรีที่ยื่นมือเข้าไปยุ่งกับการดวลนะสิครับ”ต๋องอธิบาย พร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ
“หืม...หมอนั่นเป็นผู้เล่นทำไมไม่เชียร์ฝ่ายผู้เล่นละอีกอย่างจอมเวทคนนั้นเป็นผู้หญิงด้วยอย่างหมอนั่นเนี่ยนะจะเชียร์ผู้ชาย...อย่าบอกนะว่าหมอนั่นเล่นพนัน?”ติ๊กที่นึกถึงอลาโน่ขึ้นมาจึงเอ่ยถาม
“ใช่เลยครับหมอนั่นแทงว่ากิลโอเอซิสจะชนะภายใน 10 วัน แถมเล่นไปตั้งสามหมื่น!” ต๋อง ยิ้มแห้ง
“สามหมื่น! ฮ่าๆๆ ไอ้อ้วนนี่!” ติ๊กตกใจที่ลูกน้องในชีวิตจริงของตนเป็นคนบ้าเหมือนอลาโน่แต่เขาเองก็พูดไม่ออกเพราะเขารู้สึกแต่ทีแรกแล้วว่าสองคนนี้มีอะไรคล้ายๆ กันโดยเฉพาะความบ้า
“เฮ้อ...ช่างเถอะ แล้วหวานได้ออกจากเกมมาพักบ้างมั้ย” ติ๊กถามถึงหวาน
“ยังเลยครับเห็นพี่หวานบอกว่าวันนี้น่าจะลงมาทีเดียวช่วงหัวค่ำเลยครับ เพราะติดภารกิจของกิล”ต๋อง ตอบ
“เอ่อ...หวานเขาติดภารกิจสำคัญจริงๆ นั่นแหละเอาเป็นว่าวันนี้พวกเราหนุ่มหล่อทั้งสามเก็บร้านกันเองแล้วกันนะ” ติ๊กที่รู้แผนของกุยแกดีอธิบายกับต๋อง
“ไม่มีปัญหาหรอกครับพี่แต่เปลี่ยนเป็นหนุ่มหล่อสองคนได้มั้ยครับ พี่อย่าเอาเจ้าอ้วนมารวมด้วยเลยครับผมรู้สึกเหมือนตัวเองตกต่ำลงยังไงไม่รู้สิ” ต๋อง พูดติดตลก
“ฮ่าๆๆๆๆ นายก็ว่าไป ในเกมหมอนั่นชื่อ เหิ่นซ่วยเลยนะ ฮ่าๆๆๆ”ติ๊กหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
‘เฮ้อ...ว่าแต่ผมพี่นั่นแหละหัวเราะอะไรขนาดนั้น’ ต๋องแอบคิดในใจ
.....
กลับมาที่เมืองเริ่มต้นเจิ้งโจว
ในเวลานี้องค์หญิงผิงหยางกำลังบุกเข้าไปหาผู้นำของกลุ่มกบฏเพราะถ้าต้องการจบสงครามต้องจับหัวหน้าเมื่อเธอเข้าถึงตัวผู้นำกลุ่มกบฏเธอไม่รอช้าดาบในมือก็ตัดหัวของผู้นำกลุ่มกบฏทันที พร้อมกับตะโกนขึ้น
“จงฟัง! ข้าคือ องค์หญิงผิงหยางตอนนี้หัวหน้าของพวกเจ้าตายแล้ว! หยุดสู้กันเดี๋ยวนี้!”
กลุ่มกบฏตกใจที่จู่ๆก็มีองค์หญิงโผล่มาแล้วยังบุกเข้าไปตัดหัวของหัวหน้าพวกเขาอีกพวกเขาพากันโยนอาวุธทิ้งลงพื้นพร้อมกับก้มหัวหมอบลงกับพื้นด้วยความกลัวเพราะผู้หญิงตรงหน้ามีศักดิ์เป็นองค์หญิง
ในโลกโบราณนั้นชาวบ้านมักหวาดกลัวเชื้อพระวงศ์และพวกขุนนางอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วแต่การประกาศตัวขององค์หญิงผิงหยางในครั้งนี้อาศัยจังหวะที่ได้เปรียบหลังจากการสังหารผู้นำของพวกเขาแล้วเท่านั้น
เพราะในความเป็นจริงเวลานี้องค์หญิงผิงหยางไม่ได้เป็นองค์หญิงอีกแล้วแต่เป็นเพียงขุนพลหรือแม่ทัพที่มีผู้เล่นเป็นเจ้านายอีกอย่างระบบสงครามเต็มรูปแบบยังไม่ได้เปิดใช้งาน จึงยังไม่มี NPC ที่เป็นเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่จะมาสร้างอำนาจในแผ่นดินแต่ทว่าท่วงท่าสง่างามขององค์หญิงรวมกับหัวของผู้นำกลุ่มกบฏในมือเธอที่กำลังชูขึ้นกลับทำให้กลุ่มกบฏพากันหวาดกลัวโดยไม่ทันคิดว่าโลกในตอนนี้ยังไม่มีราชวงศ์ที่มีอำนาจ
ในขณะเดียวกันเว่ยเถียนกับปรางจีที่ฝ่ามาถึงจวนเจ้าเมืองทั้งคู่บุกเข้าไปอย่างง่ายดายเพราะเหล่าองครักษ์ของเจ้าเมืองไม่สามารถรับมือกับเจ้าดำและแมนดารินน้อยได้เลย
เว่ยเถียนและปรางจีนำตัวเจ้าเมืองออกมาสมทบกับองค์หญิงผิงหยางทำให้กลุ่มทหารรักษาเมืองและกลุ่มกบฏที่เห็นเจ้าเมืองต่างหยุดต่อสู้กันทันที สมิทที่นำทัพมาอีก 200 คนได้สั่งให้ตีวงล้อมพวกทหารรักษาการณ์และกลุ่มกบฏเอาไว้เสียงของสงครามที่เงียบลงทำให้ชาวบ้านแอบเปิดหน้าต่างออกมาดูก็พบว่ามีกองกำลังลึกลับออกมาช่วยหยุดสงคราม และในทันใดนั้นเอง
“เจ้าเมืองที่เลวทรามของพวกเจ้าถูกจับแล้วเวลานี้พวกเจ้าไม่ต้องกลัวว่าจะมีชีวิตที่ยากลำบากอีก สงครามได้จบลงแล้วและพวกข้าจะทำให้ความสงบสุขกลับคืนสู่เมืองนี้อีกครั้ง” องค์หญิงผิงหยาง พูดขึ้นโดยที่เธอใช้คำว่าพวกข้า ซึ่งหมายถึงกิล Admiration
ชาวบ้านที่เห็นว่าองค์หญิงและพวกพ้องของเธอยื่นมีเข้าช่วยเหลือจึงพากันเดินออกจากบ้านด้วยท่าทีหวาดกลัวแต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าองค์หญิงผิงหยางและพวกพ้องของเธอไม่มีท่าทีคุกคามแต่กลับยิ้มให้อย่างจริงใจพวกเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่านี่คือเรื่องจริง สงครามที่คร่าชีวิตและพรากคนรักของพวกเขาไปได้จบลงแล้วน้ำตาแห่งความปลื้มปีติได้ไหลออกมาเพราะพวกเขารู้แล้วว่าคำภาวนาของพวกเขาส่งให้องค์หญิงและพวกของเธอมาช่วยเหลือพวกเขาแล้วและในทันใดนั้นเอง ปรากฏผู้ชายคนหนึ่งเดินออกจากกลุ่มชาวบ้านแล้วร้องตะโกนขึ้นพร้อมกับคุกเข่าลงคำนับ
องค์หญิงผิงหยางจงเจริญ!
เมื่อมีคนเริ่มตะโกนชาวบ้านที่เหลือก็พากันตะโกนตาม
องค์หญิงผิงหยางจงเจริญ! องค์หญิงผิงหยางจงเจริญ!
เสียงดังกระหึ่มไปทั่วเมืองชาวบ้านที่ยังหลบซ่อนต่างพากันออกมาสรรเสริญองค์หญิงผิงหยางทุกคนต่างโค้งคำนับไปทางองค์หญิงเว่ยเถียน และปรางจีปรางจีและเวียเถียนที่ไม่คิดว่าจะได้พบกับเหตุการณ์แบบนี้ต่างรู้สึกขนลุกซู่พวกเธอทั้งสองคนเริ่มมีความรู้สึกว่าเกม LC ต่างจากเกมทั่วไปมากจริงๆ เพราะในเวลานี้ชาวบ้านที่เป็น NPCตรงหน้าพวกเธอดูไม่ต่างจากมนุษย์จริงๆ เลยพวกเธอรับรู้ความรู้สึกที่ชาวบ้านกำลังรู้สึกได้อย่างดีความรู้สึกแบบนี้ทำให้พวกเธอทั้งสองคนน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวองค์หญิงผิงหยางที่เห็นเจ้านายของตนก็ยิ้มขึ้นเล็กน้อยเธอยกมือขึ้นเพื่อให้เสียงเงียบลง และกล่าวขึ้นว่า
“พวกท่านกลับเข้าบ้านและใช้ชีวิตตามปกติเถิดพวกข้าจะจัดการกับกลุ่มกบฏเหล่านี้เอง พวกท่านมิต้องกังวลต่อจากนี้เมืองนี้จะอยู่ในความดูแลของพวกข้าและพวกข้าให้สัญญาว่าเมืองแห่งนี้จะเต็มไปด้วยแสงแห่งวันใหม่แสงที่จะทำให้ทุกคนพบแต่ความสงบสุข”เมื่อพูดจบเธอก็กระโดดขึ้นบนหลังม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม ที่ดูคล้ายกับเชื้อพระวงศ์
‘การแสดงชั้นเลิศ! เหมือนกับที่โบราณว่าไว้จริงๆพวกเชื้อพระวงศ์นั้นใส่หน้ากากกันทุกคน!’ สมิท อดคิดในใจไม่ได้เพราะในเวลานี้บุคลิกของแม่ทัพที่น่าเกรงขามกลับกลายเป็นบุคลิกของเชื้อพระวงศ์หรือราชินีผู้สูงศักดิ์อีกครั้ง
องค์หญิงผิงหยางที่กำลังขี่ม้ากลับจวนเจ้าเมืองเธอมองดูบรรยกาศของชาวบ้านที่กำลังตื่นเต้นดีใจที่สงครามจบลงบ้างก็กำลังเศร้าที่พวกเขาเสียครอบครัวไป เธอมองผ่านคนเหล่านี้พร้อมกับคิดในใจ
‘ท่านกุนซือ...ท่านคงเจ็บปวดในใจมากใช่หรือไม่...เพราะทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาจากแผนการของท่านเอง...แต่สำหรับข้า...คิดว่าท่านเป็นคนที่เสียสละมากกว่าเป็นคนใจร้าย…หรือว่าเป็นข้าเองที่ใจร้ายเหมือนกับท่านกันแน่’
เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวเกิดจากฝีมือกุยแกซึ่งวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่เดินทางมากับทีชในตอนแรกเพราะกุยแกต้องการครอบครองเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวตั้งแต่แรกแล้วเพราะเมืองนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับหมู่บ้านหยู่เปิงและหมู่บ้านฮูซา
แผนการของกุยแกเริ่มตั้งแต่มาถึงเมืองโดยกุยแกเข้าไปตีสนิทนายกองและติดสินบนเจ้าหน้าที่ในเมืองเอาไว้หลายคนพยายามปลุกปั่นนายกองและเจ้าหน้าที่ทีละนิดเพียงแต่แผนการกลับดำเนินได้ราบรื่นกว่าที่คิดเพราะกิลหมีดุดันพ่ายแพ้แก่มอนจีและกิลมังกรผงาดกลับเลือกที่จะทอดทิ้งเมืองกุยแกจึงสามารถใช้เรื่องราวของเจ้าเมืองคนใหม่ที่นิสัยไม่ดีเป็นข้ออ้างได้ง่ายยิ่งขึ้นเพราะหากว่ากิลมังกรผงาดยังดูแลเมืองอยู่แผนนี้อาจต้องใช้เวลามากขึ้น
และเมื่อทำการชักจูงให้นายกองก่อกบฏเรียบร้อยกุยแกกลับส่งองค์หญิงและทหารมาโดยให้พวกเธอทำทีเหมือนกับว่าเข้ามาช่วยเหลือชาวเมืองทำให้องค์หญิงสามารถซื้อใจชาวบ้านได้อย่างง่ายดายเพราะเธอเองมีสถานะเป็นถึงองค์หญิงอยู่แล้วจึงทำให้ชาวบ้านไว้ใจได้ง่ายยิ่งขึ้น
ในตอนแรกแผนของกุยแกคือให้ดาร์คหรือสมิทเป็นคนยกทัพมาแต่ทว่าเมื่อเว่ยเถียนและองค์หญิงที่ออกมาช่วยทีชปรากฏตัวกุยแกจึงเปลี่ยนแผนทันทีและนี่คือเหตุผลที่กุยแกเคยพูดเอาไว้ว่า ‘ในเมื่อมีสถานะขององค์หญิงให้ใช้ข้าย่อมนำมาใช้โดยไม่ให้เสียเปล่า’
เมื่อสรุปเรื่องราวทั้งหมดนั่นหมายความว่ากุยแกเป็นคนทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนและก็เป็นคนช่วยเหลือเองด้วยและทุกสิ่งที่ทำก็เพื่อยึดครองเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจว นี่คือเหตุผลที่กุยแกไม่อาจบอกแผนการทั้งหมดให้กับสมาชิกกิล Admiration รับรู้ได้จึงมีเพียงฮิเดโยชิและองค์หญิงผิงหยางที่เดาออกซึ่งองค์หญิงผิงหยางนั้นพึ่งเดาออกเมื่อตอนที่รู้ว่าเมืองมีกบฏเกิดขึ้นแต่เธอที่ผ่านสงครามมามากย่อมรู้ว่าวิธีเหล่านี้คือเรื่องปกติที่สงครามในสมัยก่อนมักใช้กันซึ่งจะมองว่าโหดร้ายก็ได้ แต่สำหรับเธอคำว่าสงครามย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดีอยู่แล้วสงครามก็คือสงครามไม่ว่าจะอวดอ้างความดีสักเท่าไหร่สุดท้ายคนดีที่ว่าก็ต้องเหยียบย่ำคนอื่นขึ้นไปอยู่ดีนั่นเอง
องค์หญิงผิงหยางจึงมองว่าการที่กุยแกยอมทำเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเองโดยไม่บอกคนอื่นนั้นเป็นการเสียสละอย่างหนึ่งแต่สำหรับเธอที่รู้แผนการแต่ไม่เอ่ยห้ามและยังคงปฏิบัติตามนั้นย่อมต้องเป็นคนใจร้ายเสียเอง
.......
ติ้ง!
เสียงจากระบบดังขึ้นกับสมาชิกกิล Admiration อีกครั้ง
[กิลของท่านได้ผ่านเงื่อนไขจากระบบทำให้กิลของท่านสามารถครอบครองเมืองเริ่มต้นเจิ้งโจวได้โปรดให้หัวกิลหรือรองหัวหน้ากิลยื่นเรื่องตรวจสอบกับระบบ]
ทันใดนั้นเอง เสียงของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ติ้ง!
[รองหัวหน้ากิลเว่ยเถียนได้ยื่นเรื่องกับระบบขอเป็นผู้ครองครองเมืองเริ้มต้นเจิ้งโจวระบบกำลังทำการตรวจสอบ]
ติ้ง!
[รองหัวหน้ากิลเว่ยเถียน ได้ยื่นเรื่องกับระบบขอก่อตั้งเมือง‘จ้านลู่’ ระบบกำลังทำการตรวจสอบ]
“จ้านลู่? เฮ้ มังกี้บอยจ้านลู่แปลว่าอะไรหรือ” อลาโน่หันไปถามหมิง
“อืม...น่าจะหมายถึง ‘กลยุทธ์’ พี่เว่ยเถียนคงหมายถึงพวกเราที่ใช้กลยุทธ์ในการสร้างเมืองนี้ขึ้นมานะครับพี่อลาโน่ก็รู้นี่ครับว่าพวกเราอาศัยแผนการของท่านกุนซือจนรวมหมู่บ้านเข้าด้วยกันได้และสุดท้ายก็สร้างเมืองขึ้นมาได้จริงๆอีกอย่างพวกเรายังทำได้โดยที่ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ” หมิงคิดสักพักก็อธิบายขึ้น
“เป็นอย่างที่ท่านหมิงกล่าวจริงๆ ขอรับแต่ความหมายของคำวว่ากลยุทธ์นั้นไม่ได้สื่อได้เพียงเท่านั้นหรอกนะขอรับในอนาคตคำนี้จะหมายถึงพวกเราที่ทำสงครามด้วยกลยุทธ์ชั้นเลิศอีกด้วยแม่นางเว่ยเถียนช่างตั้งชื่อได้ถูกใจข้าจริงๆ ขอรับ ฮ่าๆๆ” ฮิเดโยชิ ที่กลับมาพร้อมกับมอนจีเอ่ยขึ้น
“กลับมาแล้วเหรอครับท่านแม่ทัพเป็นอย่างไรบ้างครับการสำรวจรอบนี้” หมิงเอ่ยถาม
“ไม่พบเจออะไรเป็นพิเศษขอรับท่านหมิง” ฮิเดโยชิตอบ
“ว่าแต่แผนของท่านกุนซือสุดยอดจริงๆ พวกเราพึ่งจะตั้งกิลมาแค่ 1เดือนแต่กลับมีเมืองขนาดเล็กในครอบครองทีเดียวถึง 2 เมือง!” หมิงเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงภูมิใจ
ฮิเดโยชิที่เห็นหมิงพูดขึ้นไม่ตอบแต่เพียงยิ้มให้เท่านั้นเพราะเขารู้ว่าเมื่อพวกเขาเดินทางไปสมทบกับกุยแกที่เมืองอู๋โจวเมื่อไหร่คนเหล่านี้จะต้องตกใจยิ่งกว่านี้แน่ๆ เพราะในตอนที่เขาและองค์หญิงผิงหยางเข้าใจแผนของกุยแกนั้นทั้งเขาและองค์หญิงต่างตกใจมากเช่นกัน