บทที่ 27 ศิลาเทพกระบี่ในวิหารเทพกระบี่ (รีไรต์)
เมิ่งฝานจดจ่อเฝ้าดูวิชากระบี่นี้อย่างตั้งใจ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวิชากระบี่นี้แข็งแกร่งมาก เพราะอย่างไรเสียก็เป็วิชาที่รังสรรค์โดยผู้าุโ
ทว่าหลี่ฉางชิงผู้นี้ เห็นได้ชัดว่ายังฝึกฝนวิชากระบี่นี้ไปไม่ถึงขั้นที่ช่ำชองที่สุด
อย่างน้อยจากการประลองรอบแรกเมิ่งฝานก็มองเห็นจุดบอดในวิชากระบี่ของหลี่ฉางชิงถึงสามจุด
ต่อมาในการประลองรอบที่สอง เมิ่งฝานก็ได้เห็นจุดบอดเพิ่มขึ้นอีกสองแห่ง
เมิ่งฝานพาหลิ่วเยียนผิงไปยังสถานที่ว่างเปล่าอันห่างไกลอีกครั้ง เพื่อให้หลิ่วเยียนผิงได้ฝึกฝนอย่างเร่งด่วน
"เ้าบอกว่าเ้าไม่เคยเรียนวิชากระบี่คลื่นตระหนกไม่ใช่หรือ?" หลิ่วเยียนผิงถามด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นเมิ่งฝานพาตนมาที่นี่อีกครั้ง
เมิ่งฝานตอบตรง ๆ ว่า "แม้ข้าจะไม่เคยเรียนวิชากระบี่คลื่นตระหนก แต่นั่นก็ไม่ได้เป็อุปสรรคในการมองหาจุดบอดในวิชากระบี่ของเขา"
"ข้าพบจุดบอดในวิชากระบี่ของเขาที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมดห้าแห่ง จงฟังให้ดี!"
"จุดแรก..."
...
เมิ่งฝานอธิบายอย่างฉะฉาน จนทำให้หลิ่วเยียนผิงถึงกับตกตะลึง
จนถึงตอนนี้นางจึงเพิ่งตระหนักได้อย่างถ่องแท้ว่าเมิ่งฝานนั้นน่ากลัวราวกับปีศาจเพียงใด
ก่อนหน้านี้ตอนที่เมิ่งฝานบอกว่าไม่เคยเรียนวิชากระบี่ปี้ไห่เฉาเซิงและไม่เคยเรียนวิชากระบี่จันทร์กระจ่าง นางคิดว่าเขากล่าวจาเหลวไหล
หากไม่เคยเรียนวิชากระบี่ทั้งสองนี้ จะสามารถรู้จักทะลุปรุโปร่งได้อย่างไร
แต่ตอนนี้นางเริ่มเชื่อขึ้นมาบ้างแล้ว
ศิษย์น้องที่ยืนอยู่ตรงหน้านางผู้นี้ อาจจะไม่เคยเรียนวิชากระบี่ทั้งสองนั้นจริง ๆ
เหตุผลที่เ้าหมอนี่สามารถมองทะลุวิชากระบี่ทั้งสองได้อย่างถ่องแท้ เป็เพราะเขามีความสามารถในการหยั่งรู้ที่น่าใ เพียงแค่ดูวิชากระบี่ไม่กี่ครั้ง ก็สามารถหาข้อบกพร่องและจุดบอดได้
นี่มัน... ปีศาจเกินไปแล้วหรือไม่?
ในโลกนี้มีอัจฉริยะที่มีความสามารถในการหยั่งรู้ที่น่าใเช่นนี้จริง ๆ หรือ?
ไม่ว่าหลิ่วเยียนผิงจะเชื่อหรือไม่ แต่อัจฉริยะประเภทนี้ได้มายืนอยู่ตรงหน้านางแล้ว ยืนอยู่ตรงหน้านางในร่างมนุษย์เช่นนี้
"อย่าเหม่อ ตั้งใจฟัง!" เมิ่งฝานดุหลิ่วเยียนผิงเบา ๆ เพื่อให้นางดึงสติกลับมา
หลิ่วเยียนผิงมองเมิ่งฝานแล้วลอบถอนหายใจในใจ
หลังจากพบกับเมิ่งฝานในครั้งก่อนนางได้ลองสืบหาข้อมูลของเขา
จึงรู้ว่าเขาเป็ศิษย์สายงานจิปาถะที่ถูกส่งตัวมายังหอคอยกระบี่เพื่อเป็ศิษย์เฝ้ากระบี่
ที่สำคัญที่สุดคือ คนผู้นี้มีรากปราณขยะ
ศิษย์อัจฉริยะที่มีความสามารถในการหยั่งรู้ที่ฝืนลิขิต์ แต่กลับมีรากปราณขยะ
กล่าวได้เพียงว่าในขณะที่์เปิดหน้าต่างบานหนึ่งให้แต่กลับปิดประตูบานใหญ่ไว้อย่างสนิท
นี่ไม่รู้จะบอกว่ายุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมดี!
ครู่ต่อมา การประลองระหว่างหลิ่วเยียนผิงและหลี่ฉางชิงก็เริ่มต้นขึ้น
เมิ่งฝานเฝ้าดูการประลองนี้อย่างเงียบ ๆ ครั้งนี้สภาพจิตใจของเขาสงบลงมาก ไม่ได้คาดหวังว่าหลิ่วเยียนผิงจะชนะได้จริง ๆ
เพราะถึงแม้จะแพ้เขาก็ยังได้หินิญญาสิบก้อนมา
เพียงเท่านี้ก็พอใจแล้ว!
ในที่สุด หลิ่วเยียนผิงก็แพ้การประลอง
แม้ว่าในระหว่างการประลอง นางจะมีหลายครั้งที่เกือบจะกดดันหลี่ฉางชิงได้ แต่ทุกครั้งก็ขาดไปเพียงนิดเดียว
ช่วยไม่ได้ ช่องว่างของฝีมือนั้นมีอยู่จริง
แม้ว่าเมิ่งฝานจะบอกจุดบอดในวิชากระบี่ของหลี่ฉางชิงแก่นาง แต่นางกลับไม่สามารถนำจุดบอดนั้นมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อย่างไรก็ตาม หลิ่วเยียนผิงก็มีความสุขมากแล้ว เพราะในสถานการณ์ปกตินางคงถูกหลี่ฉางชิงจัดการจนพ่ายแพ้ในชั่วพริบตา
แต่ผลปรากฏว่านางกลับยันไว้ได้นานและถึงขั้นเคยเป็ฝ่ายได้เปรียบเล็กน้อยถือว่าฝีมือสูสีกัน
แม้สุดท้ายจะแพ้ไปเพียงกระบวนท่าเดียว แต่นางก็พอใจแล้ว
"หินิญญาสิบก้อนข้าไม่ได้ลืมของเ้า" หลิ่วเยียนผิงที่ลงจากลานประลอง มอบหินิญญาสิบก้อนให้เมิ่งฝานทันที
นางรู้ว่าเมิ่งฝานรอสิ่งนี้อยู่
"น่าเสียดายเล็กน้อย หากมีเวลาเตรียมตัวมากกว่านี้และเ้าศึกษาจุดบอดในวิชากระบี่ของเขาให้มากขึ้น บางทีอาจจะชนะเขาได้จริง ๆ " เมิ่งฝานกล่าวอย่างเสียดาย
"ฮ่า ๆ คนเราจะโลภเกินไปไม่ได้ การประลองสำนักครั้งนี้ข้าถือว่าสร้างชื่อเสียงได้ไม่น้อยแล้ว" หลิ่วเยียนผิงกล่าวพลางยิ้ม
เมิ่งฝานพยักหน้าเห็นด้วย
การที่หลิ่วเยียนผิงสามารถเอาชนะหยางเสี่ยวฮวาและยังสามารถรับมือกับหลี่ฉางชิงได้นานขนาดนี้ ถือว่าทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมากแล้ว
น่าเสียดายที่ตนเองไม่มีโอกาสเข้าร่วมการประลอง
ด้วยระดับบำเพ็ญเพียรในตอนนี้ เขาได้ก้าวข้ามระดับของศิษย์สายงานจิปาถะไปแล้ว ควรจะเข้าร่วมการประลองของศิษย์สายนอก
ด้วยความเชี่ยวชาญในวิถีกระบี่ของเขา การประลองครั้งนี้ต่อให้เจอศิษย์ขั้นเลี่ยนชี่ระดับหกหรือเจ็ด เขาก็ยังมีกำลังพอจะสู้ได้
ไม่แน่ว่า อาจมีความหวังที่จะคว้าอันดับหนึ่งในห้าสิบของศิษย์สายนอกมาครอง
เมิ่งฝานส่ายหัว สลัดความคิดที่ไร้ประโยชน์เหล่านี้ออกจากสมอง
นกที่โผล่หัวออกมามักถูกยิงก่อน ตนเองตั้งใจฝึกฝนอยู่ที่หอคอยกระบี่อย่างสงบเช่นนี้ก็ดีแล้ว
วันหนึ่ง จะต้องทำให้ทุกคนตกตะลึงอย่างแน่นอน!
เมิ่งฝานเตือนตนเองในใจว่า ต้องอดทนต่อความโดดเดี่ยวให้ได้
หลังจากหลิ่วเยียนผิงแพ้ให้แก่หลี่ฉางชิง การประลองของนางในวันนี้ก็สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์
ส่วนเมิ่งฝานยังคงเฝ้าดูการประลองของผู้อื่นต่อไป ในการประลองสำนักครั้งนี้ เขาได้เห็นวิชากระบี่มากมายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เพราะเมื่อศิษย์สู่ซานฝึกฝนจนถึงขั้นเจินอู่แล้วก็น้อยครั้งที่จะกลับไปยังหอหยั่งรู้กระบี่ ดังนั้นวิชากระบี่หลายอย่างเมิ่งฝานจึงไม่สามารถพบเห็นได้ในหอหยั่งรู้กระบี่
การประลองสำนักครั้งนี้ เรียกได้ว่าทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตาอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ เมิ่งฝานยังได้เห็นการประลองของหลี่เสวี่ยโหรวด้วย
แม่นางน้อยหลี่เสวี่ยโหรวผู้นี้ มาจากหมู่บ้านเดียวกับเมิ่งฝาน
ตอนที่หมู่บ้านถูกลัทธิมารอินทรี์ล้างบาง มีเพียงเมิ่งฝานและหลี่เสวี่ยโหรวสองคนที่รอดชีวิต จากนั้นจึงได้เข้าสู่สำนักกระบี่สู่ซาน
ใน่เวลานี้ เมิ่งฝานเป็เพียงศิษย์สายงานจิปาถะมาตลอด แต่หลี่เสวี่ยโหรวกลับไต่เต้าจากศิษย์สายงานจิปาถะขึ้นเป็ศิษย์สายนอกและกลายเป็ศิษย์สายในในที่สุด!
เมื่อเทียบกับเมิ่งฝานแล้ว พร์ของหลี่เสวี่ยโหรวนั้นน่าใจริง ๆ!
ในการประลองครั้งนี้ หลี่เสวี่ยโหรวได้รับอันดับที่เจ็ดของศิษย์สายใน
สิบอันดับแรกของสายใน!
แม่นางน้อยผู้นี้เก่งกาจจริง ๆ เมิ่งฝานยิ้มบาง ๆ
เมิ่งฝานเฝ้ามองหลี่เสวี่ยโหรว แต่หลี่เสวี่ยโหรวกลับไม่ได้สังเกตเห็นเมิ่งฝานที่อยู่ในกลุ่มฝูงชน
ช่วยไม่ได้ นางเป็ดั่งบุตรี์ที่โดดเด่นเจิดจรัสอยู่บนเวที
ส่วนเมิ่งฝาน เป็เพียงคนไร้ตัวตนในฝูงชนที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
นอกจากหลี่เสวี่ยโหรวแล้ว เมิ่งฝานยังให้ความสนใจกับอีกคนหนึ่งคนที่เคยคิดจะฆ่าเขาให้ตาย
เฉียนเล่อฉือ
บุตรชายของผู้าุโเฉียน
ก่อนหน้านี้คือเฉียนเล่อฉือผู้นี้สั่งให้ผู้คุมกฎหวังมาจัดการเขา แล้วส่งเขาไปเป็ศิษย์เฝ้ากระบี่ที่หอคอยกระบี่
เพียงแต่เ้าหมอนี่คงคิดไม่ถึงว่าการที่เขาถูกส่งไปหอคอยกระบี่ กลับกลายเป็การได้อยู่ในที่ที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด!
เฉียนเล่อฉือผู้นี้ได้อันดับที่สามสิบแปดของศิษย์สายใน
ไม่ถือว่าสูงมากนัก แต่ก็ติดหนึ่งในห้าสิบของสายในถือว่าเป็บุคคลที่มีหน้ามีตา
สำหรับเฉียนเล่อฉือ เมิ่งฝานเฝ้ามองอยู่ครู่หนึ่งโดยเฉพาะวิชากระบี่ของอีกฝ่าย เมิ่งฝานตั้งใจสังเกตอย่างละเอียด
เพราะเ้าหมอนี่มีความแค้นกับเขา หากวันใดวันหนึ่งคิดจะลอบกัดเขาอีก เขาจะต้องเตรียมพร้อมไว้!
...
ตะวันคล้อยต่ำใกล้จะตกดิน การประลองสำนักจึงสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์
เมิ่งฝานสะบัดแขนเสื้อเตรียมตัวกลับหอคอยกระบี่
ต้องยอมรับว่าวันนี้เขาได้รับประโยชน์มากมาย มากกว่าตอนอยู่ที่หอหยั่งรู้กระบี่หลายสิบเท่า!
ขณะที่เมิ่งฝานกำลังจะออกจากลานกระบี่์ เขาก็พบกับหลิ่วเยียนผิงอีกครั้ง
ไม่สิ ควรจะบอกว่าหลิ่วเยียนผิงตั้งใจมาหาเมิ่งฝานมากกว่า
"ศิษย์พี่หลิ่ว ยังมีธุระอะไรอีกหรือขอรับ?" เมิ่งฝานถามอย่างสุภาพ
วันนี้เขาได้รับหินิญญาจากหลิ่วเยียนผิงถึงสี่สิบก้อน เมิ่งฝานย่อมสุภาพกับหลิ่วเยียนผิงเป็พิเศษ
นี่คือเทพธิดานำโชคของเขานี่นา จะไม่ดูแลให้ดีได้อย่างไร?
หลิ่วเยียนผิงกล่าวกับเมิ่งฝานว่า "ครั้งนี้ข้าไม่มีเื่ให้เ้าช่วย แต่ข้ามาเพื่อช่วยเ้า"
"ช่วยข้า?" เมิ่งฝานสงสัยในใจคิดว่าท่านให้หินิญญาข้านั่นก็คือความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว
"เ้าเคยได้ยินชื่อวิหารเทพกระบี่หรือไม่?" หลิ่วเยียนผิงถาม
วิหารเทพกระบี่?
เมิ่งฝานส่ายหน้าด้วยความมึนงง เื่นี้เขาไม่เคยได้ยินจริง ๆ
หลิ่วเยียนผิงกล่าวว่า "เ้าไม่รู้ก็เป็เื่ปกติ โดยทั่วไปจะมีเพียงศิษย์สายในเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้"
เมิ่งฝานถามด้วยความสนใจ "ในเมื่อศิษย์พี่หลิ่วเอ่ยถึงวิหารเทพกระบี่ โปรดช่วยคลายข้อสงสัยให้ศิษย์น้องด้วย"
หลิ่วเยียนผิงตั้งใจมาบอกเื่นี้กับเมิ่งฝานโดยเฉพาะ ดังนั้นนางจึงไม่ปิดบัง
"ในวิหารเทพกระบี่มีศิลาเทพกระบี่อยู่ชิ้นหนึ่ง ที่มาของศิลาหินชิ้นนี้ไม่มีใครรู้ อย่างน้อยคนที่ข้ารู้จักก็ไม่มีใครรู้
ตำนานเล่าว่าภายในศิลาเทพกระบี่ชิ้นนี้มีกระบี่เทวะซ่อนอยู่ แต่ไม่เคยมีใครสามารถทำลายศิลาเทพกระบี่ชิ้นนี้ได้ ดังนั้นตำนานนี้จะเป็จริงหรือเท็จจึงไม่มีใครรู้"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิ่วเยียนผิง เมิ่งฝานก็ทำหน้ามึนงงไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายบอกเื่นี้กับเขาเพื่ออะไร
ไม่มีใครสามารถทำลายศิลาเทพกระบี่ได้ พิสูจน์ว่าวัสดุของศิลานี้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
"ในเมื่อสำนักกระบี่สู่ซานไม่มีใครทำลายศิลานี้ได้ ข้ายิ่งไม่มีทางทำได้แล้วศิษย์พี่หลิ่วบอกเื่นี้กับข้าเพื่ออะไร?"
"จะรีบร้อนไปทำไม ฟังข้าพูดให้จบก่อน!" หลิ่วเยียนผิงกลอกตาใส่แล้วกล่าวต่อ
"แม้จะไม่มีใครทำลายศิลานี้เพื่อเอากระบี่เทวะออกมาได้ แต่ผู้ที่ได้ััศิลานี้ล้วนสามารถััได้ถึงเจตจำนงกระบี่สายหนึ่ง
ศิษย์หลายคนหลังจากััเจตจำนงกระบี่นี้แล้ว วิชากระบี่ก็มีความก้าวหน้าอย่างมาก
แม้แต่ยอดฝีมือบางคนของสำนักกระบี่สู่ซาน หลังจากััเจตจำนงกระบี่นี้แล้ว ยังสามารถสร้างวิชากระบี่เป็ของตนเองได้อีกด้วย
เนื่องจากพร์และความสามารถในการหยั่งรู้ของแต่ละคนแตกต่างกัน ดังนั้นการหยั่งรู้จากศิลาเทพกระบี่จึงแตกต่างกันไปด้วย
บางคนได้รับประโยชน์มหาศาล บางคนกลับได้รับเพียงน้อยนิด
เ้าเป็คนที่ข้าเคยเห็นว่ามีความสามารถในการหยั่งรู้วิถีกระบี่ที่น่าใที่สุด ดังนั้นข้าจึงคิดว่าเ้าสามารถไปที่วิหารเทพกระบี่ เพื่อหยั่งรู้ศิลาเทพกระบี่นี้ เชื่อว่าจะเป็ประโยชน์อย่างยิ่ง!
เ้าวางใจได้ การหยั่งรู้ศิลาเทพกระบี่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการหยั่งรู้เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับรากปราณ"
หลิ่วเยียนผิงรู้ว่าเมิ่งฝานมีรากปราณขยะ จึงได้เตือนเมิ่งฝานล่วงหน้า
วิหารเทพกระบี่?
ศิลาเทพกระบี่?
หลังจากฟังจบ เมิ่งฝานก็เริ่มสนใจขึ้นมาจริง ๆ
เขาถามด้วยความสงสัยว่า "ศิลาเทพกระบี่นี้ ใคร ๆ ก็สามารถไปหยั่งรู้ได้หรือ?"
ของแบบนี้การจะหยั่งรู้น่าจะมีเงื่อนไขหรือไม่?
หากใคร ๆ ก็ไปหยั่งรู้ได้จะมีเื่ดี ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?
หลิ่วเยียนผิงกล่าวว่า "การหยั่งรู้ศิลาเทพกระบี่ ใคร ๆ ก็ไปได้จริง ๆ แม้แต่ศิษย์สายงานจิปาถะก็สามารถหยั่งรู้ได้ เพียงแต่การหยั่งรู้ศิลาเทพกระบี่แต่ละครั้งต้องส่งหินิญญาหนึ่งร้อยก้อนและหนึ่งครั้งสามารถหยั่งรู้ได้เพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น"
หนึ่งชั่วยาม หินิญญาหนึ่งร้อยก้อน?
นี่มันขูดรีดกันชัด ๆ!
ตอนที่เขาเป็ศิษย์สายงานจิปาถะ เขาไม่เคยมีหินิญญาที่สมบูรณ์แม้แต่ก้อนเดียว
หินิญญาหนึ่งร้อยก้อน นี่มันตัวเลขมหาศาลชัด ๆ
แม้ว่าในตอนนี้เมิ่งฝานจะมีหินิญญาติดตัวถึงสี่สิบก้อนซึ่งนับว่าไม่น้อยเลย แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าหินิญญาหนึ่งร้อยก้อนเป็เื่เพ้อฝัน!
เมิ่งฝานหมดความสนใจทันที
"เยอะเกินไป ไว้รอวันหน้าเมื่อข้ามีหินิญญาแล้วค่อยว่ากันเถอะ"