(จบ)ท่านอาหยุดตามใจข้าเสียที

    บทที่ 48 ไก่ฟ้ากับหงสา

    บทที่ 48 ไก่ฟ้ากับหงสา


    เซวียนเหยียนฟู่มองอาหารที่ถูกเม็ดข้าวและน้ำลายพ่นใส่ ก็ถึงกับวางตะเกียบในมือลงอย่างรังเกียจ


    “ประทานอภัยด้วยเพคะเสด็จอา” อวิ๋นอินอินปิดปาก ทั้งเขินอายทั้งอับอาย “ข้าไม่ได้ตั้งใจเพคะ…”


    เซวียนเหยียนฟู่มองสาวน้อยอย่างเฉยเมย ยื่นมือออกไปหยิบผ้าเช็ดมือสะอาดบนโต๊ะขึ้นมาผืนหนึ่ง เช็ดเม็ดข้าวบนปากและมือของเด็กสาวเบา ๆ แต่หารู้ไม่การกระทำเช่นนั้นทำให้อวิ๋นอินอินกะพริบตาปริบ ๆ รู้สึกประหม่าจนหวาดหวั่นกับความโปรดปรานเบื้องหน้า


    เสด็จอาช่วยข้าเช็ดน้ำลาย! เสด็จอาที่เป็นโรครักความสะอาดถึงกับช่วยข้าเช็ดน้ำลายด้วยตัวเองโดยไม่รังเกียจแม้แต่นิด สวรรค์? นี่ข้าใช่กำลังฝันไปอีกแล้วหรือ?


    “อาหารพวกนี้กินไม่ได้แล้ว เดี๋ยวข้าจะให้คนส่งอาหารว่างยามดึกไปที่ศาลาสวนสน”


    “เพคะ” อวิ๋นอินอินพยักหน้าอย่างเหม่อลอย


    เดี๋ยวก่อน… ทั้งให้อาบน้ำแล้วไปรอเขาที่ศาลาสวนสน อีกทั้งให้คนส่งของว่างไปที่นั่น เสด็จอาคิดจะทำอะไรกันแน่? ตาดวงกลมโตที่เผยสู่ภายนอกค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นลนลาน


    “ข้ากลับไปศาลาสวนสนก่อน เจ้าเองก็รีบหน่อย”


    เซวียนเหยียนฟู่วางผ้าเช็ดมือลง ลุกขึ้นเตรียมจากไป ทว่าทันใดนั้นมือน้อย ๆ ก็คว้าแขนเสื้อเขาไว้อย่างประหม่า เมื่อก้มหน้าลงมอง นางก็กลายเป็นกระต่ายน้อยที่ตื่นตูมตัวหนึ่ง


    “เสด็จอา… ข้า  ข้าเป็นหลานสาวของท่าน… เรื่องเช่นนี้หากลือออกไปคงไม่ค่อยดีนะเพคะ”


    อวิ๋นอินอินก้มศีรษะลง กล่าวอย่างตะกุกตะกัก แม้ว่าตนก็ชื่นชมใบหน้าอันหล่อเหลาของเสด็จอาอย่างมาก และแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดใดกับร่างกายนี้ของนาง แต่ถึงอย่างไรความสัมพันธ์ในฐานะอาหลานก็ตั้งอยู่ตรงนั้น หากเกิดอะไรขึ้นมาจริง ๆ พวกเราคงจะต้องโดนคนประณามเป็นแน่


    ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเซวียนเหยียนฟู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นล้ำลึกอย่างช้า ๆ


    สาวน้อยผู้นี้ดูเหมือนจะเข้าใจสิ่งใดผิดไป เพียงแต่ การแสดงออกของนาง ต่อต้านถึงเพียงนี้เชียวหรือ?


    ชายหนุ่มออกแรงดึงแขนเสื้อของตนกลับมา จากนั้นสาวเท้าออกไปทันที เหลือไว้เพียงคำพูดที่แฝงความหมาย ชวนให้ครุ่นคิดว่า “อย่าให้ข้ารอนาน” 


    อวิ๋นอินอินมองออกไปทางประตูที่ว่างเปล่า ใบหน้าน้อย ๆ ของเด็กสาวก็งอง้ำ


    ทำอย่างไรดี เพื่ออนาคตที่สดใส ข้าจะต้องอุทิศร่างกายน้อย ๆ ของข้าจริง ๆ หรือ?


    หงรื่อเข้าไปในห้องหลังเซวียนเหยียนฟู่จากไปแล้ว ทว่ายามที่นางเห็นอวิ๋นอินอินมีสีหน้ากลัดกลุ้ม นางก็รีบถามอย่างเป็นห่วงว่า “องค์หญิงเพคะ เหตุใดสีหน้าของพระองค์จึงไม่น่าดูเช่นนี้เล่า?”


    “ไม่มีอะไร หงรื่อ… ไป… พวกเรากลับไปอาบน้ำกันเถิด”


    “อ๋า? องค์หญิง พระองค์มิใช่คุ้นชินกับการสรงน้ำก่อนบรรทมหรือเพคะ?”


    ทว่าอวิ๋นอินอินกลับโบกมือ เดินไปทางเรือนกล้วยไม้อย่าไร้เรี่ยวแรง


    นางแช่อยู่ในสระ ก้มหัวมองบริเวณที่เพิ่งพัฒนาเป็นพุทราลูกใหญ่ของตน อดจุ๊ปากสองครั้งไม่ได้ “ดูไม่ออกจริง ๆ ว่า เสด็จอาที่มีต้นทุนดีขนาดนี้ จะมีความชอบที่เรียบง่ายเหลือเกิน”


    พอเห็นหงรื่อนำชุดนอนทั่วไปมา อวิ๋นอินอินก็ยื่นมือดันชุดออกไปด้านข้าง


    “ไป เอาชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีชมพูที่สวยที่สุดชุดนั้นมาเถิด”


    “องค์หญิงเพคะ สวมผ้าโปร่งบรรทมจะไม่สบาย เป็นเด็กดี สวมผ้าต่วนหลับสบายกว่านะเพคะ”


    หงรื่อคิดเพียงว่านางรักสวยรักงาม จึงกล่อมไปคำหนึ่งแล้วก็หยิบชุดนอนขึ้นมาอีก หากแต่อวิ๋นอินอินกลับผลักเสื้อผ้าออกไปอีกครั้ง เงยหน้าขึ้นมองหงรื่อ กล่าวอย่างจนใจยิ่งว่า “สวมชุดนั้นเถิด อีกครู่ข้ายังต้องไปที่ศาลาสวนสนอีก”


    “โอ้ บ่าวเข้าใจแล้วเพคะ”


    หากคิดตามพฤติกรรมในยามปกติของอวิ๋นอินอิน หงรื่อคิดได้เพียงว่าองค์หญิงของตนคงจะไปอวดความงามต่อหน้าท่านอ๋องอีกแล้ว นางจึงนำอาภรณ์ชุดนั้นมาอย่างยิ้มแย้ม หลังจากสวมให้อีกฝ่ายแล้ว นางก็ให้หลานเยว่มาช่วยถักเปียเรียบง่ายที่ยาวถึงเอวให้องค์หญิง


    “หลานเยว่ เมื่อครู่เจ้าไปที่ใดกัน เสด็จอาทรงลงโทษเจ้าใช่หรือไม่?”


    “องค์หญิงทรงล้อเล่นแล้วกระมัง อยู่ดี ๆ ท่านอ๋องจะลงโทษบ่าวด้วยเหตุอันใดกันเพคะ? บ่าวอยู่ที่สวนเสือตลอดเพคะ เพียงแต่วัตถุดิบในการทำเตาอบซาลาเปาที่พระองค์ให้หม่อมฉันเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ล้วนส่งมาทั้งหมดแล้วเพคะ”


    ที่แท้เป็นข้าที่เข้าใจผิดไป อวิ๋นอินอินหัวเราะเบา ๆ นั่นสิ เสด็จอาคงไม่ถึงกับลงโทษคนเพราะเรื่องเล็กแค่นี้หรอก


    เมื่อคิดว่าไม่ช้า ตนก็จะทำเตาอบทรงโดมได้แล้ว อารมณ์ของนางก็ดีขึ้นมาในชั่วพริบตา


    “ข้าจะไปหาเสด็จอาที่ศาลาสวนสน พวกเจ้า… ใครจะไปกับข้า?”


    “ให้หงรื่อไปกับพระองค์เถิดเพคะ บ่าวยุ่งตลอดบ่ายเพิ่งเรียบร้อย ยังเหนื่อยอยู่บ้างเพคะ”


    “ได้ เช่นนั้น หงรื่อ พวกเราไปกันเถิด”


    รอจนอวิ๋นอินอินและหงรื่อจากไป หลานเยว่พลันซวนเซถอยหลังนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านหลัง ม้วนขากางเกงขึ้นมา มองหัวเข่าที่แดงก่ำไปหมด ทอดถอนใจ หยิบยาออกมาและเริ่มลงมือทา


    เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงบ่าย หลานเยว่ก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา ในขณะเดียวกันก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลังจากท่านอ๋องได้ยินว่าองค์หญิงแอบไปหาองค์ชายสามอย่างลับ ๆ จึงได้ทรงพิโรธขึ้นมาอย่างกะทันหัน 


    “องค์หญิง ท่านอ๋องตรัสแล้วว่าให้พระองค์เข้าไปผู้เดียวพ่ะย่ะค่ะ แม่นางหงรื่อกลับไปพักผ่อนที่เรือนกล้วยไม้ก่อนเถิด” อาต้ามองอวิ๋นอินอินพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม 


    เข้าไปคนเดียว? ใจของอวิ๋นอินอินยิ่งหนาวเหน็บ นางหายใจเข้าลึก ๆ เดินเข้าไปด้านใน ราวเห็นความตายดุจดั่งกลับสู่มาตุภูมิ ในยามที่นางมาถึงส่วนในของตำหนักอย่างหวาดหวั่น นางกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเสด็จอา


    “เสด็จอา? เสด็จอาเพคะ?”


    อวิ๋นอินอินลองเรียกไปสองสามคำอย่างลองเชิง ทว่าล้วนไม่มีการตอบสนอง ทำให้นางยิ่งหวาดกลัวขึ้นไปอีก ในสมองเริ่มฉายภาพฉากการฆาตกรรมโรคจิตแบบต่าง ๆ ที่เห็นในหนังไม่หยุด


    อวิ๋นอินอินเอามือกุมหัวใจ แม้แต่น้ำเสียงก็สั่นสะท้าน “เสด็จอา… ทรงอยู่ที่ใดกันเพคะ อย่าทำให้ข้ารู้สึกกลัวสิเพคะ…”


    “ข้าเป็นคนขี้ขลาด… ข้ากลัวนะเพคะ…”


    ในยามที่เซวียนเหยียนฟู่เดินเข้ามาจากด้านนอก สิ่งที่เขาเห็นคือสาวน้อยนั่งกอดเข่าอยู่กับพื้น ตัวสั่นสะท้านร้องไห้กระซิก ทำให้เพียงเสี้ยวลมหายใจ เขารีบมาอยู่ข้างกายของอวิ๋นอินอิน นั่งลงไปประคองไหล่ของเด็กสาวตัวน้อย ในดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล


    “อินอิน เกิดสิ่งใดขึ้น? มีที่ใดไม่สบายกัน?”


    “เสด็จอา… เมื่อครู่ท่านเสด็จไปที่ใดกันเพคะ…” อวิ๋นอินอินเงยศีรษะขึ้นมามองเซวียนเหยียนฟู่อย่างน่าสงสาร


    เซวียนเหยียนฟู่มองเด็กสาวตัวน้อยที่ขอบตาแดงก่ำ หัวใจก็เจ็บปวดขึ้นมา


    “ข้าไปที่หอร้อยตำรา แล้วนี่เหตุอันใดกัน? เจ้าอยู่คนเดียวแล้วกลัวหรือ?” เซวียนเหยียนฟู่ประคองอวิ๋นอินอินขึ้นมา พร้อมพูดหยอกล้อว่า “ยามปกติเจ้าขวัญกล้ามากไม่ใช่หรือ วันนี้เป็นอันใดไป?”


    อวิ๋นอินอินที่เมื่อครู่ยังน้อยใจพลันหน้าแดงขึ้นมา ก้มศีรษะลง จะพูดความจริงไม่ได้เด็ดขาด


    เซวียนเหยียนฟู่เห็นเช่นนั้นก็ก้มหน้าลง จึงได้พบว่าสาวน้อยที่มาพบตนได้แต่งกายงามเป็นพิเศษ มุมปากบางพลันยกยิ้มขึ้น แต่ในยามที่เด็กสาวตัวน้อยเงยหน้าขึ้นมามอง เขาก็พลันเก็บรอยยิ้มกลับไป


    “เสด็จอา ท่าน… ท่านเรียกให้ข้ามา?”


    อวิ๋นอินอินพูดไป จู่ ๆ ก็หน้าแดงขึ้นมา หัวใจที่เดิมยังมีความต่อต้านอยู่บ้าง เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาทำลายล้างผู้คนอีกครั้ง ใจของนางพลันยอมสยบ กระทั่งในส่วนลึกของจิตใจยังมีความกระหยิ่มยิ้มย่อง


    ใบหน้าที่งดงามเช่นนี้ เรือนร่างที่สมบูรณ์แบบเพียงนี้ ช่างเป็นการเอาไก่ฟ้ามาคู่กับหงสาเสียจริง


    เพียงแต่ว่า ข้าเป็นไก่ฟ้า ส่วนเสด็จอาเป็นหงส์น่ะ


    “เจ้าไปนั่งที่โต๊ะอักษรเถิด”


    เอ๋? ทำไมเป็นโต๊ะหนังสือเล่า ควรเป็นบนเตียงไม่ใช่หรือ? หรือว่า เสด็จอาทรงมีรสนิยมประหลาด อวิ๋นอินอินก้มหน้าลง เดินไปถึงข้างโต๊ะหนังสืออย่างเขินอายยิ่ง แต่เป็นเพราะประหม่าเกินไป เท้าข้างหนึ่งจึงได้ไปเกี่ยวเข้ากับขาโต๊ะหนังสือ


    พริบตานั้น ร่างกายของนางก็ร่วงลงไปที่พื้น


    “อ๊า…”


    เซวียนเหยียนฟู่เห็นเช่นนั้น รีบยื่นมือไปดึงนางไว้ แต่คิดไม่ถึงว่าตนใช้แรงมากเกินไป ส่วนสาวน้อยก็เป็นเพราะตกใจมากเกินไป ในยามที่ทั้งมือและเท้าของนางตะเกียกตะกาย เขาและนางก็ล้มลงไปพร้อมกัน


    ในยามคับขัน เซวียนเหยียนฟู่ได้แต่โอบสาวน้อยเข้ามาในอ้อมกอดของตน เพื่อป้องกันไม่ให้นางบาดเจ็บ


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ท่านอาหยุดตามใจข้าเสียที ที่คุณอ่าน