บทที่ 58 ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบกอบโกยผลประโยชน์
ที่จริงไม่ใช่ว่าสายตาของเขาไม่ดี แต่เป็นเพราะมะเขือเทศชนิดนี้เองที่ถูกระบบประเมินว่าด้อยคุณภาพ
ยังไงก็ตาม หลังการสังเคราะห์ มะเขือเทศภายนอกดูไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าความจริงแล้วมันแตกต่างกัน
สีแดงอมชมพูที่เปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เขานึกถึงมะเขือเทศที่เคยปลูกในสวนหลังบ้านตอนเด็ก ๆ
ไป๋เยี่ยหยิบมะเขือเทศลูกนั้นไปล้างให้สะอาดแล้วกัดกิน
อืม... ใช่แล้ว ต้องเป็นแบบนี้สิ
รสชาติเปรี้ยวอมหวานชวนน้ำลายสอกับกลิ่นหอมของมะเขือเทศที่หวนชวนให้คิดถึงอดีต ช่างแตกต่างจากมะเขือเทศในท้องตลาดทุกวันนี้ที่จืดชืดราวกับคนละโลก
จากนั้นไป๋เยี่ยก็นำไข่ไก่และมะเขือเทศอีกสองสามลูกมาสังเคราะห์ เพื่อทำเมนูไข่เจียวมะเขือเทศ ด้วยวัตถุดิบที่ธรรมดาในสายตาของระบบ
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมเสร็จสรรพ ไม่นานไข่เจียวมะเขือเทศก็ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ
รสชาติของไข่เจียวนั้นนุ่มละมุนลิ้น ผสานกับความเปรี้ยวอมหวานของมะเขือเทศ เมื่อทั้งสองอย่างผสานกัน กลับกลายเป็นความอร่อยที่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ
แม้จะไม่ได้อร่อยเลิศเลอถึงขั้นสุดยอด แต่ต้องยอมรับว่ารสชาตินั้นดีกว่าที่เคยกินมาอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อคิดได้ดังนั้น…
ไป๋เยี่ยก็ตักข้าวสวยใส่ชามใบใหญ่ จากนั้นก็ราดไข่เจียวมะเขือเทศลงบนข้าวสวย และเริ่มลงมือรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยด้วยความเพลิดเพลิน
ไป๋เยี่ยกินมื้อนี้อย่างมีความสุขมาก แม้ว่าหลังกินเสร็จแล้วก็ยังรู้สึกอยากกินอีก
การเปิดใช้งานโมดูลใหม่ ทำให้ไป๋เยี่ยคิดถึงวิธีการหาเงินเพิ่มและลดค่าใช้จ่ายได้จริง ๆ
เมื่อมันสามารถสังเคราะห์ได้ นั่นก็หมายความว่านี่เป็นช่องโหว่ที่สามารถเจาะเข้าไปได้นี่นา
ตอนเช้าที่เขาไปตลาดขายส่ง เขาได้เก็บเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าของแผงไว้บ้าง
เมื่อเป็นแบบนั้น เขาก็จะไปอีกรอบ อีกอย่างพวกข้าวสาร บะหมี่ น้ำมันพืช และวัตถุดิบอื่น ๆ เขาก็ยังต้องซื้อในปริมาณมาก เนื่องจากตลาดสดที่เขาไปก่อนหน้านี้ราคาค่อนข้างสูง วัตถุดิบพวกนี้เขาเลยซื้อมาแค่เพียงเล็กน้อย
ไป๋เยี่ยขับรถไปที่ตลาดขายส่งที่เขาไปเมื่อเช้า
แม้จะบอกว่าเป็นตลาดเช้า แต่นั่นก็หมายถึงแค่พวกผักและเนื้อสัตว์เท่านั้น ส่วนพวกน้ำมันพืชจะเปิดทำการตลอดทั้งวัน
พืชผักนั้นยังสามารถซื้อได้ทุกวัน แต่พวกข้าวสาร บะหมี่ และน้ำมันพืช ไม่เพียงแต่ใช้ในปริมาณมาก ต้องกักตุนสินค้าและซื้อครั้งละหลายร้อยกิโล
ไป๋เยี่ยสอบถามราคาจากร้านขายส่งน้ำมันพืชทุกร้าน และในที่สุดก็เจอร้านที่ถูกที่สุด ราคายังถูกกว่าราคาต่ำสุดที่ไป๋เยี่ยเคยซื้อได้อีกด้วย
ข้าวสารจินละ 1.3 หยวน ส่วนแป้งสาลียิ่งถูกกว่า จินละ 1.2 หยวน ซึ่งเป็นราคาที่เจ้าของร้านกระซิบข้างหูหลังจากเห็นเขามีสีหน้าไม่พอใจว่าแพง
ว่าแล้วไป๋เยี่ยก็ขอตรวจสอบสินค้าทันที เจ้าของร้านหยิบถุงมาให้เขาสองถุง ขณะเดียวกันผลการประเมินธัญพืชทั้งสองชนิดก็ปรากฏขึ้นในสายตาของไป๋เยี่ย
[ข้าวสารด้อยคุณภาพ] หมายเหตุ : ข้าวเก่าที่ขายไม่ออก
[แป้งสาลีด้อยคุณภาพ] หมายเหตุ : แป้งสาลีรสชาติแย่
ไป๋เยี่ยไม่ใช่พ่อค้าคนกลางที่เห็นแก่ตัว ถึงแม้เขาจะซื้อธัญพืชที่ถูกที่สุด แต่เขาก็มีระบบสังเคราะห์ ท้ายที่สุดแล้วมันก็จะกลายเป็นธัญพืชที่ดีมีคุณภาพ
ระบบไม่ได้สนใจว่าข้าวสารหรือแป้งสาลีเหล่านี้จะเป็นของเก่าหรือไม่ ตราบใดที่นำเข้าสู่โมดูลสังเคราะห์ก็จะสามารถรวมกันเป็นระดับที่สูงขึ้นได้
เท่ากับว่าไป๋เยี่ยใช้เงินเพียงสองหยวนกว่าก็ซื้อข้าวดี ๆ ได้แล้ว
เมื่อเห็นไป๋เยี่ยซื้อข้าวสารหนึ่งพันจินและแป้งสาลีหนึ่งพันจินโดยไม่ลังเล เจ้าของร้านก็ยิ้มออกมา แถมยังยื่นบุหรี่ให้เขาหนึ่งมวนด้วยความเต็มใจ
“น้องชาย ทำโรงอาหารของโรงเรียนหรือเปล่าเนี่ย? โรงเรียนประถมหรือมัธยม? ถ้าอยากได้ข้าวสารแป้งสาลีแบบนี้อีก บอกพี่ได้เลย มีของแน่นอน”
ไป๋เยี่ยยิ้มแห้ง ๆ
เขาไม่ได้อธิบายว่าตัวเองไม่ได้ทำโรงอาหาร แต่พอคิดว่ามีคนซื้อธัญพืชด้อยคุณภาพแบบนี้ให้เด็กกิน เขาก็รู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาในใจ
คนอื่นไม่มีความสามารถพิเศษแบบเขา นั่นมันก็เท่ากับเป็นการทำร้ายผู้อื่นไม่ใช่เหรอ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ไป๋เยี่ยก็พยายามผ่อนคลายสีหน้า “เดี๋ยวผมจะมาซื้อบ่อย ๆ นะครับ พี่ซ่ง ช่วยดูแลการจัดหาให้ผมด้วยนะครับ”
เจ้าของร้านชะงักไป จากนั้นก็ยิ้มกว้างกว่าเดิมและคิดว่าตัวเองทายถูกแล้ว “น้องไป๋วางใจได้เลย พี่จะจัดหาให้นายเป็นคนแรก”
เจ้าของร้านและลูกน้องช่วยกันขนข้าวสาร แป้งสาลีสองพันจินที่ไป๋เยี่ยซื้อมาไว้ข้างรถ
ไป๋เยี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พี่ซ่งพอจะมีเพื่อนคนอื่นแนะนำไหมครับ? พวกเนื้อสัตว์ ปีก ไก่ ไข่ ผัก อะไรก็ได้ ขอแค่ราคาถูก ๆ”
เจ้าของร้านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็แนะนำคนให้ไป๋เยี่ยจริง ๆ แถมยังให้เบอร์โทรศัพท์มาด้วย
ไป๋เยี่ยกล่าวขอบคุณ หลังจากพวกเขากลับไปแล้ว เขาก็เข้าไปนั่งลงในรถและเริ่มลงมือทำบางอย่าง
การที่รถตู้เก่า ๆ ของเขาลากข้าวสารกลับไปถึงสองพันจิน คาดว่าคงจะเสียกลางทางเสียก่อน ดังนั้นเขาเลยจัดการสังเคราะห์ธัญพืชพวกนี้ในรถเลยจะดีกว่า
ข้าวสารกับแป้งสาลีอย่างละหนึ่งพันจิน ซึ่งบรรจุในถุงใหญ่ขนาดห้าสิบจิน
สำหรับความเป็นไปได้ในการสังเคราะห์ทั้งถุง จริง ๆ แล้วไป๋เยี่ยก็ไม่แน่ใจนัก แต่ก็จะลองดูสักตั้ง
เมื่อถุงข้าวสารสองถุงเข้าไปอยู่ในระบบเรียบร้อยแล้ว ไป๋เยี่ยก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก การสังเคราะห์ได้ทีละมาก ๆ จะดีที่สุด เพราะถ้าต้องมานั่งสังเคราะห์ทีละจินคงจะยุ่งยากน่าดู
ไป๋เยี่ยทำการสังเคราะห์ทีละสองถุง ในพริบตาเดียวธัญพืชสองพันจินก็เหลือเพียงหนึ่งพันจิน ข้าวสารกับแป้งสาลีเหลืออย่างละห้าถุง
ติ๊ง! สังเคราะห์ [ข้าวสารระดับปกติ] หมายเหตุ : ข้าวใหม่ต้นฤดู
ติ๊ง! สังเคราะห์ [แป้งสาลีระดับปกติ] หมายเหตุ : แป้งสาลีธรรมดา
โอเค แค่ระดับปกติก็เพียงพอแล้ว
ธัญพืชหนึ่งพันจินก็ไม่น้อย ไป๋เยี่ยจึงขนธัญพืชกลับไปที่บ้านเช่าก่อน ตอนขากลับ บังเอิญเจอลุงเจียงเจ้าของบ้านพอดี แถมยังให้รถเข็นมือสองกับไป๋เยี่ยอีกด้วย
“เอาอันนี้ไปใช้ก่อนก็ได้ ยังไงซะพวกเราก็ใช้แค่ตอนเก็บผักกาดขาวกับมันฝรั่งไว้กินหน้าหนาวเท่านั้น ถ้าจะใช้เมื่อไหร่ค่อยมาขอยืม”
“ขอบคุณครับลุงเจียง!” ไป๋เยี่ยกล่าวขอบคุณ “เย็นนี้ผมเลี้ยงข้าวเย็นคุณลุงกับคุณป้าเจียงนะครับ”