ปรมัตถ์แห่งปรมาจารย์

    บท 42 ทัณฑ์สวรรค์จรดปฐพี

    ทั้งสองขึ้นรู้สึกแปลกใจที่วันเวลาผ่านไปถึงสองปี ในขณะที่อยู่ภายในกลับรู้สึกว่านานเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น รู้สึกสับสนถึงความแปลกทีี่ไม่น่าจะเป็นไปได้


    "น่าจะเป็นมิติแห่งมังกร ที่สร้างมิติแห่งเวลาขึ้นมาในเจดีย์" ลู่ซือกล่าวกับอ้ายเหม่ย


    "ในยามนี้ สำนักต่าง ๆ ทั้งในซีแดนและจากที่อื่น ต่างมาเฝ้าสังเกตการต่อเนื่อง เนื่องจากระยะเวลานานถึงสองปีแล้ว ทำให้ข่าวคราวแพร่กระจายออกไปทั่วสารทิศ รวมถึงเรือเหาะบรรพกาลที่ยังลอยอยู่เช่นเดิม วงแหวนแห่งรังสียังคงแรงกล้า แต่จนบัดนี้ ก็ยังไม่มีใครเข้าไปได้" จ้าวสำนักกล่าว


    "อันที่จริงก็มีคนพยายามจะเข้าไปด้วยวิธีต่าง ๆ แต่ว่าสุดท้ายก็เสียชีวิต" อาวุโสสำนักต่างช่วยกันเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


    "อ้ายเหม่ย .... ข้าคิดว่าเจ้าจะไม่ออกมาเสียแล้ว" ป๋อเหวินรีบเดินเข้ามาหาอ้ายเหม่ย


    "มีคนบอกว่าพวกเจ้าออกมากันแล้ว ข้าสองคนก็รีบมาเลย" ฉู่เสินกล่าวเสริม


    ในเวลานั้นเอง ลมเริ่มพัดแรงมากขึ้น เมฆดำครึ้มไปทั่วซีแดน ฟ้าร้องดังสนั่น 


    "ไม่เหมือนเป็นลมฝนธรรมดาเลย"


    "ข้าก็คิดเช่นกัน"


    "บรรยากาศมันแปลก ๆ นะ"


    เสียงผู้คนเริ่มซุบซิบมากขึ้น เจ้าสำนักมองขึ้นไปบนฟ้าเห็นพายุฟ้าคะนองอย่างรุนแรง ก็ครุ่นคิด 


    "หรือจะเป็นทัณฑ์สวรรค์"


    "หากแต่ทัณฑ์สวรรค์ ไยดูน่ากลัวเช่นนี้ ในตอนที่ข้ารับทัณฑ์สวรรค์ ยังไม่ดูรุนแรงเช่นนี้เลย" เจ้าสำนักกล่าวออกมา


    "แล้วจะเป็นทัณฑ์สวรรค์ของใครกัน"


    "ดูแล้วน่าจะพุ่งมาที่เขายอดที่ห้านี้" รองเจ้าสำนักกล่าวเสริม


    "ข้าเองก็ไม่แน่ใจ"


    "หรือว่า ... จะเป็นพวกเจ้า" เจ้าสำนักพลันหันมามองลู่ซือและอ้ายเหม่ย แต่ก็สั่นหัว "ไม่น่าจะเป็นพวกเจ้า เพราะดูแล้วมันจะเป็นพิบัติใหญ่ทีเดียว" เจ้าสำนักยังคงกล่าวปฏิเสธเหตุที่จะเป็นทั้งสองคน


    "ลู่ซือ"


    "ลู่ซือ"


    "ลู่ซือ"


    เสียงตะโกนดังลั่นดังมาจากทางอีกด้าน ลู่ซือหันไปก็พบว่าเป็นจงฮวาน้องสาวของตนและหนิงเซียน วิ่งมาทางที่ตนเองยืนอยู่ ด้านหลังก็มีจงหมานและจงซื่อ หนานซื่อวิ่งตามกันมา 


    "เจ้ายังอยู่ดีใช่ไหม" จงฮวากล่าวพลันร้องไห้ดีใจที่พบเห็นอีกครั้ง


    "ตอนนั้น ข้าได้ยินเรื่องราวที่เจ้าหายเข้าไปในเจดีย์เป็นเวลานาน ข้าสองคนแวะมาดู มานั่งรอเจ้าหลายต่อหลายครั้ง จนแทบจะถอดใจแล้ว"


    "เจ้ารู้ไหม นี่มั่นสองปีเข้าไปแล้ว" จงฮวาพูดไปสะอื้นไป ทุบลู่ซือไป


    "ข้าคิดว่าจะเสียพี่ชายไปเสียแล้ว" จงฮวาสะอื้นแล้วเข้าไปกอดลู่ซือด้วยความคิดถึง


    "ข้าไม่เป็นไร ความจริงแล้ว ข้าอยู่ด้านในสองคน แต่เวลามันต่างกัน ด้านในผ่านไปเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น แต่เมื่อกลับออกมา มันกลายเป็นสองปีไปแล้ว ข้าก็ไม่รู้จะทำยังไง แต่ยังไง ข้าก็ขอโทษที่ทำให้พวกเจ้าเป็นห่วง เป็นกังวลนะ" ลู่ซื่อกอดจงฮวาด้วยความซึ่่้งใจ และก็มองไปทางหนิงเซียนที่ยืนยิ้มอยู่ใกล้กัน แม้ว่านางจะไม่ได้กล่าวอะไรมาก แต่ความดีใจที่แสดงออกทางสายตา น้ำตาที่คลอเบ้า มีหรือที่ลู่ซือจะดูไม่ออก 


    ในเวลาไล่เลี่ยกัน ...


    "เจ้ายังมีชีวิตอยู่อีกหรือ น่าจะ...ไปซะ"


    "คราวนี้เจ้าไม่รอดแน่" อีกเสียงที่ดังเข้ามา หาใช่ใครอื่น นั่นคือ ฮุ่ยหมิงและพวก ที่เดินมาพร้อมกับรองเจ้าสำนักอีกคนหนึ่ง


    "ข้ายังไม่ตาย ไม่ต้องกังวลไป" ลู่ซือตอบกลับไปทันที


    "งั้นก็ดี เจ้ามีคดีที่ทำร้ายศิษย์ข้าและพวก ข้าสอบสวนแล้ว เจ้ามีความผิด จะต้องถูกลงโทษ" 


    "จับตัวมันไป" รองเจ้าสำนักหานเยี่ยนสั่งการ


    ฮุ่ยหมิงและพวกกำลังจะเดินเข้าไปจับ แต่ก็ไม่ลืมเหตุการณ์ที่พวกตนบาดเจ็บ ก็ยังมีความกลัวระแวงอยู่ จึงแสดงท่ากล้า ๆ กลัว ๆ ออกมา


    "หยุดได้แล้ว" 


    "พอได้แล้ว"


    "เจ้าเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้อาวุโส แต่เจ้ากลับฟังความข้างเดียว"


    "ข้าได้สอบสวนร่วมกับอาวุโสท่านอื่นและศิษย์ในเหตุการณ์ มันไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้ารับรู้" เจ้าสำนักเอ่ยออกมา


    "เปรี้ยง ๆ ๆ "


    "โฮก ฮาก "


    "วี๊ด ๆ "


    "เสียงอะไรกันอะ นอกจากเสียงฟ้า"


    "ทำไมดังพร้อมกัน ไล่ ๆ กันไม่หยุดเลย"


    เสียงเปรี้ยง ๆ  ๆ ของฟ้าดังและผ่าลงมากลางยอดเขาที่ห้า และผ่าลงมาที่ลานหน้าเจดีย์ต่อเนื่องกันและหนักขึ้น ๆ ผู้คนเริ่มวิ่งเข้าไปหลบในโถงห้องด้านในกันหมดด้วยความหวาดกลัว


    ในขณะที่เสียงฟ้าผ่าลงมาที่ลานด้านหน้า ทำให้เกิดเป็นหลุมรอย แตกตามแรงกระแทกของฟ้า แสดงความโกรธเกรี้ยวไม่หยุด ในเวลานั้นเองก็มีเสียงร้องโฮกฮาก พร้อมร่างเงามังกรพุ่งขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง มังกรตัวเดิมแต่คาบดาบไว้ด้วย


    หลายสำนัก หลายผู้คนต่างเห็นภาพนี้ ความโลภกลับมาอีกครั้ง


    "ใครได้ดาบเล่มนั้นไป ถือว่าเป็นผู้โชคดี ได้วาสนาจากสวรรค์" ผู้คนตะโกนร้องก้องออกไป 


    "โฮก ....." เสียงมังกรดังสนั่นลั่นลงมาจากฟ้า พุ่งเข้ามาที่ลู่ซือ พร้อมกับรัดตัวลู่ซือขึ้นไปบนฟ้าอย่างรวดเร็ว ภาพที่เกิดขึ้นรวดเร็วเกินจะคาดคิด ที่สำคัญคือ ไม่คาดคิดว่า มังกรจะบินลงมาที่ลู่ซือแล้วรัดตัวนำขึ้นไปบนฟ้า


    ผู้คนเริ่มคาดคิดต่างๆ นานา จะดีหรือร้ายยากจะคาดเดา ลู่ซือที่อยู่บนมังกร ไม่ได้มีความตกใจใด ๆ เพราะรู้ตั้งแต่อยู่ในเจดีย์แล้วว่า จะต้องโดนทัณฑ์สวรรค์ที่รุนแรง มันคือ ทัณฑ์สวรรค์จรดปฐพี และครั้งนี้จะเป็นครั้งที่สี่ที่จำได้นับจากห้วงวัฏะก่อนที่ผ่านมา



    "ทัณฑ์แห่งสวรรค์จรดปฐพี" เจ้าสำนักนึกขึ้นมาได้ ทัณฑ์ในตำนาน ไม่เคยพบพานมาก่อนในชีวิต หากแต่มีบันทึกในสำนัก


    "เป็นไปได้อย่างไร ทัณฑ์ที่หนักหนาสาหัส ทำลายได้ทั้งดินแดน จะมาปรากฏที่สำนักข้า"


    "เป็นไปได้อย่างไร ที่มาเกิดกับศิษย์สำนักข้า" เจ้าสำนักกล่าวออกมาด้วยความตกใจ ผู้คนรอบข้างได้ยินก็ตกใจตามกันไป


    "ฮ่า ฮ่า ทัณฑ์ในตำนาน เจ้าไม่รอดแล้วคราวนี้" ฮุ่ยหมิงหัวเราะออกมาทันทีที่รู้ความจริง


    ลู่ซือก็รับรู้ได้เช่นกัน ในวัฏะก่อน เหตุการณ์เช่นนี้ ประสบพบเจอหลายครั้ง แต่ละครั้งพบกับความเจ็บปวดแสนสาหัส ในครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน แม้จะรู้ว่า ความเจ็บปวดนี้จะมาพร้อมกับความแข็งแกร่งในภายหลัง แต่ก็ยังต้องกัดฟันด้วยความอดทน


    "พลังฟ้าดินคราวนี้รุนแรงหนักหนายิ่งนัก ข้าต้องก้าวขึ้นสู่ระดับวิถีจักรพรรดิให้ได้" ลู่ซือกัดฟันทนกับความเจ็บปวดที่ได้รับจากฟ้าที่ผ่าลงมาแทบจะทุกจุดบนร่างกาย ขนเซียนและเกล็ดมังกรกิเลนบนร่างกาย ช่วยรับแรงปะทะจากพลังฟ้าดินหรือจะต้องเรียกว่าทัณฑ์สวรรค์จรดปฐพีได้พอสมควร หากแต่ก็ยังทำให้ทะลุเข้าไปยังเนื้อด้านในได้  แรงปะทะหลายครั้งสุดท้ายขนและเกล็ดมังกรกิเลนก็แตกกระจาย พลังฟ้าดินเป็นอะไรที่รุนแรง นับแต่อดีตมาพลังฟ้าดินก็เกิดคู่กันมาตลอดและมีต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้


    พลังฟ้าดินยังคงฟาดใส่ลู่ซือไม่หยุด ในที่สุดก็กระแทกเข้าไปที่หน้าท้องขอลู่ซืออย่างแรง ทันใดนั้น ร่างกายลู่ซือก็ร้อนขึ้นมาทันที จุดจักระมังกรมีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง ร่างของลี้เฟยกระแทกไปมาตามแรงภายในจักระมังกร ผู้คนมากมายมองดูจากด้านล่างหันมองหน้ากันอย่างหวาดกลัว


    ร่างของลู่ซือกระแทกไปมาบนท้องฟ้า สลับกับฟ้าที่ผ่ามายังร่างของลู่ซือซ้ำแล้วซ้ำเล่า พลังเจตจำนงช่วยหลอมรวมพลังฟ้าดินที่รุนแรงไว้ได้ แต่ก็ยังเกิดที่จะต้านทาน ในที่สุดพลังงานสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากจักระมังกรของลี้เฟย กลายเป็นมังกรทองที่งดงาม บนหัวมีเขาเล็ก ๆ และดวงตาสีฟ้า เลื้อยพาดผ่านขึ้นไปบนท้องฟ้าที่สูงขึ้นไป


    มังกรตัวเดิมยังคงพุ่งขึ้นไปยังทิศทางของฟ้าที่กำลังผ่าลงมา เหมือนจะหิวกระหายกับพลังฟ้าดิน เขาบนหัวทั้งสองข้างเหมือนเป็นสื่อล่อให้สายฟ้าพุ่งผ่านเข้ามาใส่อยู่ตลอดเวลา เมื่อฟ้าฟาดลงมาคราใด ร่างกายของมังกรก็จะยืดขยายออกมาใหญ่โต ปีกเล็ก ๆ เริ่มขยับขยายออกใหญ่ขึ้น เสียงร้องโฮกดังออกมา พร้อมคลื่นพลังที่กดทับลงมาด้านล่าง


    มังกรตัวนี้พลันหลอมรวมกับมังกรที่ว่ายวนอยู่บนยอดเขาที่ห้า กลายเป็นมังกรสีทองอร่ามตัวขนาดมหึมา ลู่ซือตระหนักรู้ได้ทันที มังกรตนนี้ คือ จิตเจตจำนงของมังกรเผ่าพันธุ์มังกรดาวจันทารา เผ่าพันธุ์ดาวจันทาราที่อยู่ไกลออกไปอีกมิติจักรวาล และเป็นเผ่าพันธุ์มหามิตรของจักรพรรดิมังกรบิดาลี้เฟยในวัฏะก่อนนี้


    มังกรทองยังคงบินวนไปวนมารับกระแสฟ้าดินอย่างต่อเนื่อง  ลู่ซืออยู่ตรงกลางของการบินวนไปมา กระแสฟ้าดินที่ถูกฟาดส่งมาเข้าที่ลู่ซือเริ่มน้อยลง แต่กระแสฟ้าดินที่ได้รับกลับเป็นพลังฟ้าดินที่หลอมรวมจากมังกรจันทาราส่งเข้ามาที่จักระมังกรของลู่ซือแทน


    เวลาเดินผ่านไปถึงหนึึ่งวันหนึ่งคืน ท้องฟ้าในยามกลางวันก็มืดมิด ในยามกลางคืนก็ยิ่งมืดมิด มีเพียงเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฟ้าแลบที่ทำให้เกิดแสงบนฟากฟ้าเท่านั้น  ในที่สุดก็ผ่านพ้นวันพร้อมท้องฟ้ายามเช้าที่สดใส แสงอาทิตย์สาดส่องลงมา พร้อมกับทัณฑ์ฟ้าดินก็หายไปในเวลาไล่เลี่ยกัน การหลอมรวมทำให้เกิดเป็นร่างมังกรสุริยันจันทาราในที่สุดก็บินหายไปในท้องฟ้าเป็นจุดเล็ก ๆ แล้วพุ่งกลับเข้าไปในจักระมังกรของลู่ซือทว่าในขณะที่พุ่งกลับมาเป็นเพียงพลังแสงเล็ก ๆ ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็น 


    ลู่ซือกลับลงมาด้านล่างหน้าสำนักอย่างสะบักสะบอม แขนขากล้ามเนื้อฉีกขาด เส้นเอ็นอยู่ในท่าที่ผิดตำแหน่ง ดังนั้นจึงพร้อมใช้จักระกิเลนดึงพลังปราณเส้นเอ็น รักษากล้ามเนื้อ เส้นเอ็นและกระดูกอย่างรวดเร็ว กระดูกที่แตกหัก เส้นเอ็นและอวัยวะที่เสียหายที่ฉีกขาด ถูกปราณเอกภพเข้าไปเติมเต็มและสมานให้หายในเวลาไม่นาน กล้ามเนื้อและแผลที่ฉีกขาดขยับเข้าหากัน ต่างเริ่มสมานเข้าด้วยกัน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับหมื่นที่มองดูด้วยความสนใจ


    พลังเอกภพที่ลู่ซือใช้ คือ พลังวิชาที่ได้จากรากฐานวิชาเจตจำนงเคลื่อนที่ ที่ฝึกฝนและร่ำเรียนในวัฏะเดิม เมื่อครั้งอยู่สำนักแห่งจักรวรรดิฝูซี และในครั้งนี้ ลู่ซืิอได้ตระหนักรู้และจดจำวิชานี้ได้ก่อนเดินทางมาดินแดนหยวนอามารแล้ว


    "เปรี้ยง ..." เสียงฟ้าผ่าลงมาที่ลู่ซืออย่างแรง


    คล้ายกับเรื่องปรมัตถ์แห่งปรมาจารย์ ที่คุณอ่าน