ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    13 พวกเราล้วนครอบครัวเดียวกัน

    “ ไอ มิส ยู ทู ฮันนี่   ซียูอะเกนเล้เถอะ เทค แคร์”               อาหลงกล่าวอำลาโฉมงามนามฉินอี้เซียน  พร้อมกับเรียกให้ทางหอมาคิดเงิน หลังจากจ่ายเงินเสร็จก็เดินออกมาหน้าหอพร้อมกับแม่นางฉินและเยี่ยนเอ๋อ              “ คุณชาย ท่านรู้มั้ยว่าท่านเป็นบุรุษคนแรกที่พี่ฉินให้เกียรติเดินมาส่งถึงหน้าหอ ท่านโชคดีมาก ๆ รู้มั้ยเจ้าคะ”               เยี่ยนเอ๋อเอ่ยกับชายหนุ่ม ในขณะที่ฉินอี้เซียนเองยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าที่เปี่ยมสุข และใช้สายตาส่งฮัสแบนด์หรือคุณชายเสียมหลอ            “ ขอบใจมากแม่นางเยี่ยนเอ๋อ  เอ่อ...ฮันนี่รักษาตัวด้วย แล้วพบกันใหม่”            อาหลงกล่าวขอบใจพร้อมกับรอยยิ้ม รวมทั้งเอ่ยลาโฉมงามแห่งหอหงส์ดรุณ ก่อนจะรีบเดินทางกลับโรงเตี๊ยมเพื่อพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้ยังมีนัดประชุมกับลูกจ้างแต่เช้า                         ณ โรงเตี๊ยมแสงดาว                  “ ท่านอาจารย์ ท่านกลับมาแล้ว สาวงามหอหงส์ดรุณเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”          อาห่าวเดินเข้ามารับเถ้าแก่หนุ่มที่เพิ่งกลับมาจากท่องราตรี พร้อมกับเดินไปส่งเขาที่ห้องพัก          “ ก็ดี นับได้ว่าไม่ทำให้ข้าผิดหวัง ขอบใจเจ้ามากอาห่าวที่นำทางข้าไปหาสาวงามแห่งหงส์ดรุณ  เจ้าไปพักผ่อนเถอะ”          เสียมหลอหลงเอ่ยขอบใจ พร้อมบอกให้เสี่ยวเอ้อหนุ่มน้อยไปพักผ่อน ในขณะที่ตัวเขาเองถอดรองเท้า ก่อนจะขึ้นเตียงนอน         “ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ  นะโมตัสสะ ภะวะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ......”         ชายหนุ่มนั่งคุกเข่าพร้อมพนมมือ ก่อนจะท่องนะโมสามจบเพื่อเริ่มต้นการทำสวดมนต์ทำวัตรเย็นที่เขาทำเป็นกิจวัตรทุกคืนตั้งแต่สมัยยังอยู่ในโลกปัจจุบันที่เขาจากมา        โดยเขาใช้เวลาเกือบ 2 เค่อ( 30 นาที) ในการสวดมนต์ ก่อนจะปิดท้ายด้วยคาถาชินบัญชร และบทแผ่เมตตา   จากนั้นเขาใช้เวลาในการเตรียมหัวข้อที่จะประชุมพรุ่งนี้ และแผนการในการปรับปรุงโรงเตี๊ยมแสงดาว รวมทั้งทบทวนชีวิตตนเองในวันนี้ อีกหนึ่งชั่วยามก่อนจะเข้านอนในยามจื่อ(23.00 – 24.59 น.)                 “อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านอาจารย์  วันนี้ท่านตื่นมาออกกำลังกายแต่เช้าเลยนะขอรับ”          อาห่าวเอ่ยทักทายเสียมหลอหลงที่กำลังฝึกยุทธ ออกกำลังกายตั้งแต่เช้า โดยเขาตื่นนอนมาออกกำลังกายตั้งแต่ยามเหม่า(05.00-06.59 น.)           “ อรุณสวัสดิ์อาห่าว  อ้อ เจ้าอย่าลืมกำชับทุกคนว่ายามเฉิน(07.00-08.59 น.)ให้มาประชุมพร้อมกันที่ห้องอาหารด้านล่างนะ”            อาหลงเอ่ยกำชับลูกจ้างหนุ่ม ก่อนจะกลับห้องไปอาบน้ำแต่งตัว หลังจากที่เขาออกกำลังกายมาได้ประมาณ 2 เค่อ             “ บันทึกชัยชนะ และความสำเร็จในชีวิตของข้า ...หนึ่ง ข้าเป็นผู้ชนะเลิศเพียงหนึ่งเดียวจากหลายร้อยหลายพันล้านจนได้เกิดเป็นมนุษย์”                                                                                                                   “ สอง ...ข้าเป็นหัวหน้าห้องตอนชั้นประถมศึกษา”“ สาม...ข้าชนะการเลือกตั้งประธานนักเรียนตอนชั้นประถมศึกษา”             ชายหนุ่มอาบน้ำไปพลาง พร้อมกับทบทวนบันทึกชัยชนะและความสำเร็จในชีวิตที่ผ่านมาของเขา รวมทั้งในโลกที่เขาจากมา เพื่อเป็นการกระตุ้นและเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเองว่าตัวเขาเองก็มีดีพอที่จะบรรลุเป้าหมายใดก็ได้ที่เขาต้องการ ขอเพียงแค่เขามุ่งมั่น ยืนหยัด และไม่ล้มเลิกไปซะก่อน         “ สิบห้า....ข้าสอบพรีเอ็นทรานซ์ วิชาภาษาอังกฤษ ได้คะแนนอันดับที่หนึ่งของจังหวัด”      “ ยี่สิบเอ็ด....ข้าเป็นประธานชมรมภาษาอังกฤษตอนชั้นม.ปลาย”       “ ยี่สิบเจ็ด ....ข้าเรียนจบปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ เอกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง”       “ ยี่สิบแปด ...ข้าได้บวชเพื่อทดแทนพระคุณของพ่อและแม่”      “ ยี่สิบเก้า ....ข้าแต่งงานมีคู่ชีวิตที่น่ารักและแสนดี คอยอยู่เคียงข้างข้าเสมอ”      “ สามสิบ .... ข้าเป็นพ่อที่โชคดี มีลูกสาวและลูกชายที่น่ารัก ฉลาด แข็งแรง สดใส และเป็นเด็กดี”           หลังจากทบทวนเสร็จทั้งสามสิบข้อ ซึ่งล้วนเป็นความสำเร็จในโลกปัจจุบันที่เขาจากมา อาหลงก็อาบน้ำเสร็จพอดี และแต่งตัวด้วยชุดบัณฑิตสีฟ้าเช่นเดิม       “ 20 สุดยอดกิจวัตร ปฏิวัติชีวิต พิชิตความสุขและความสำเร็จในชีวิต”      “ หนึ่ง ....ข้าตื่นนอนแต่เช้าอย่างสดชื่นและเปี่ยมพลัง”     “ สอง .....ข้าออกกำลังกายอย่างมีความสุขในทุก ๆ วัน”    “ สาม ....ข้ารับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเอง 100% เต็ม โดยไม่บ่นหรือกล่าวโทษสิ่งใด”         ชายหนุ่มเริ่มทบทวนกิจวัตรสู่ความสำเร็จที่เขารวบรวมขึ้นจากการที่อ่านหนังสือมานับหลายร้อยเล่ม และนำมาลงมือเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นในทุก ๆ วัน”    “ เก้า...ข้าลงมือทำทันที เท่าที่ทำได้ในทุกเรื่อง”   “สิบ ....ข้าใช้เวลาทุกนาทีอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด”  “ สิบสาม ....ข้าพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นทีละนิด ในทุก ๆ วันและทุก ๆ ด้าน”  “ สิบห้า ...ข้ามีสติและตอบสนองต่อทุกเหตุการณ์อย่างสร้างสรรค์”  “ สิบเจ็ด....ข้าทบทวนชีวิตตนเอง และวางแผนงานล่วงหน้าทุกคืนก่อนนอน ”“ สิบเก้า ...ข้าสวดมนต์ ทำวัตรเย็นทุกคืนก่อนนอน” “ ยี่สิบ ....ข้าสำนึกคุณ และขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่ข้ามี และสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตของข้า”         ชายหนุ่มทบทวนเสร็จพร้อมกับแต่งตัวเสร็จพอดี  ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเตียง พร้อมกับทบทวน 20 สุดยอดเป้าหมายในชีวิตเป็นขั้นตอนสุดท้าย         “ 20 สุดยอดเป้าหมายในชีวิตของข้า ....หนึ่ง  ข้าก่อตั้งที่ปรึกษาพยากรณ์ เพื่อช่วยให้คำปรึกษากับผู้คนให้ผ่านพ้นปัญหาและความท้าทายไปได้ด้วยดี”        “ สอง ....ข้าก่อตั้งศาลาเอื้ออาทร เพื่อช่วยรักษาอาการป่วยให้กับผู้ป่วยที่ยากไร้ไม่มีเงินรักษา”        “ สาม ....ข้าก่อตั้งสำนักผู้ก่อการดี เพื่อสร้างเครือข่ายของผู้คนที่รักความเป็นธรรม และช่วยผดุงความเป็นธรรมให้กับยุทธภพ”         “ สี่ ......ข้าก่อตั้งสำนักตักศิลา เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ได้มีโอกาสเล่าเรียนอย่างเต็มที่ และนำความรู้ไปช่วยพัฒนาบ้านเมืองต่อไป”         “ ห้า ....ข้าก่อสำนักนวัตกรรม เพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้คนได้ใช้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น”             อาหลงเอ่ยทบทวนเป้าหมายห้าข้อแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารับปากไว้กับอาจารย์ทั้งห้าแห่งหุบเขายอดเซียน....             “ สิบห้า ....ข้าก่อตั้งสำนักประกันภัย เพื่อช่วยให้ผู้คนได้มีหลักประกันที่มั่นคงสำหรับครอบครัวที่ตนเองรัก”            “ สิบเจ็ด ...ข้าสร้างความเท่าเทียมในสังคม ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีให้มีสิทธิเท่าเทียมกัน”           “ สิบเก้า ....ข้าสร้างรัฐสวัสดิการ ให้ราษฎรทั่วไปได้มีชีวิตที่มั่นคงและมีหลักประกันที่ดีในการดำรงชีวิต”            “ ยี่สิบ ....ข้าเป็นผู้นำในการปฏิรูปบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน”           ชายหนุ่มเอ่ยทบทวนเป้าหมายข้อสุดท้าย ก่อนจะมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เป็นอาห่าวนั่นเองที่ขึ้นมาแจ้งเถ้าแก่หนุ่มว่าลูกจ้างทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้วที่ห้องอาหาร  ซึ่งอาหลงได้บอกให้อาห่าวลงไปรอด้านล่าง ก่อนที่เขาจะตามลงไปสมทบทีหลัง                                           “ อรุณสวัสดิ์ ทุก ๆ คน “           เสียมหลอหลงกล่าวทักทายลูกจ้างทุกคนที่มารวมตัวกันในห้องอาหารของโรงเตี๊ยม  ก่อนจะแนะนำตัวเองกับทุก ๆ คน พร้อมกับให้ทุก ๆ คนได้แนะนำตนเองบ้างทีละคน           “ ข้าชื่ออาเปา เป็นหัวหน้าพ่อครัวที่นี่ขอรับ”         บุรุษร่างท้วม อายุอานามราวสี่สิบเศษคำนับ พร้อมเอ่ยแนะนำตนเองต่อเถ้าแก่ใหม่ ก่อนที่คนอื่น ๆ จะทยอยแนะนำตนเองบ้าง  โดยลูกจ้างในโรงเตี๊ยมมีทั้งหมด 8 คน ซึ่งมีอาเปาหัวหน้าพ่อครัวที่เพิ่งแนะนำตัวเป็นคนแรก ส่วนผู้ช่วยพ่อครัวมีสองคนชื่ออาจั่วและอาฉู่  เสี่ยวเอ้อมีทั้งหมด 4 คนคืออาห่าว อาเสิ่น อาหวัง และอาตง รวมทั้งยังมีแม่บ้านที่มีหน้าที่คอยดูแลความสะอาดชื่อป้าหงอีกหนึ่งคน       “ เอาล่ะ อาเปา เจ้าและผู้ช่วยไปนำอาหารที่ข้าให้เตรียมไว้ออกมาตั้งโต๊ะได้เลย”          อาหลงบอกให้ทางห้องครัวนำอาหารเช้าออกมาตั้งโต๊ะ ซึ่งแต่ละเมนูล้วนเป็นอาหารชั้นดีและมีราคาแพง ยากนักที่ลูกจ้างที่นี่จะมีโอกาสได้ลิ้มลอง  จากนั้นอาหลงจึงชวนทุกคนให้นั่งลงทานอาหารด้วยกัน         “ บ่าวมิกล้าหรอกขอรับ เชิญเถ้าแก่ทานตามสบาย พวกเราจะเข้าไปทานในครัวขอรับ”           อาเปา หัวหน้าพ่อครัวเอ่ยปฏิเสธเพราะไม่กล้าตีตนเสมอนายจ้าง แต่อาหลงไม่ยินยอม ยังยืนยันที่จะให้ทุกคนร่วมทานอาหารด้วยกัน พร้อมกับจะได้คุยเรื่องงานไปด้วย   หลังจากที่ทุกคนอิดออดอยู่สักพัก แต่เมื่อเห็นท่าทีที่จริงใจของเถ้าแก่หนุ่มจึงยอมนั่งลงร่วมโต๊ะด้วยในที่สุด       “ เนื่องจากพี่หู่และอาซ้อต้องไปจัดการธุระสำคัญ เลยไม่ได้ร่วมทานมื้อเช้าพร้อมกับพวกเรา วันนี้ข้าขอเป็นตัวแทนเพื่อร่วมหารือกับพวกเราทุกคน”         เถ้าแก่หนุ่มเอ่ยกับลูกจ้างทุกคน ซึ่งอาหู่กับฮูหยินต้องไปจัดการเรื่องหนี้สินที่ค้างกับเจ้าหนี้  โดยมีหวังฮั่นที่ได้รับมอบหมายจากใต้เท้าหลิวเป็นผู้ออกหน้าและพาไป             “ พวกเรากินไปพลาง คุยไปพลางก็แล้วกัน”            เสียมหลอหลงบอกให้ทุกคนลงมือทานไปด้วยกัน พร้อมกับบอกเล่าแผนการในการพลิกฟื้นโรงเตี๊ยมแสงดาวแห่งนี้ให้กับทุกคนฟัง            ใจความสำคัญก็คือ เขาจะเปลี่ยนโฉมที่นี่ใหม่ โดยจะเพิ่มเมนูอาหารแปลก ๆ ใหม่ ๆ รวมทั้งมีการแสดงขับกล่อมผู้ที่มาทานอาหารให้เจริญอาหารมากขึ้น  อีกทั้งที่หน้าร้านเขาจะทำซุ้มอาหารฟาสท์ฟู้ดสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกนั่งทานที่ร้านได้นำไปทานระหว่างทางด้วย  ในส่วนของโรงเตี๊ยม เขาจะเพิ่มร้านค้าและร้านบริการอื่น ๆ ภายในโรงเตี๊ยม คล้าย ๆ ศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านเสื้อผ้า ร้านขายของใช้ประมาณร้านสะดวกซื้อ  ร้านขายยา หรือแม้แต่กระทั่งร้านนวดสำหรับผู้ที่ต้องการคลายปวดเมื่อย            ซึ่งแต่ละอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อม และตัวเขาเองก็ต้องการลูกจ้างเพิ่มอีกหลายตำแหน่ง ดังนั้นจึงขอให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อนำพาโรงเตี๊ยมแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรืองในอีกไม่นาน             จากนั้นอาหลงจึงแจ้งทุกคนให้ทราบถึงค่าจ้างและรายได้ที่ทุกคนจะได้รับ รวมทั้งการที่ทุกคนจะได้เป็นหุ้นส่วนของโรงเตี๊ยมด้วยคนละ 1 %  ส่วนที่เหลือจะเป็นของอาหลงกับจางหู่ถือคนละ 46% เท่ากัน  ซึ่งเมื่อได้ฟังแล้วต่างคนต่างแทบไม่อยากเชื่อว่าพวกตนจะมีส่วนในการเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ด้วย            “ พวกเราทุกคนคือเจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนตั้งใจทำงานและให้บริการลูกค้าให้ดีที่สุด  เมื่อสิ้นเดือนเราจะสรุปผลกำไรทั้งหมด สมมุติสิ้นเดือนนี้โรงเตี๊ยมเรามีกำไร 1,000 ตำลึง ส่วนของพวกเจ้าแต่ละคนก็คือ 10 ตำลึง แต่ข้าจะแบ่งให้พวกเจ้าก่อนครึ่งหนึ่งคือคนละ 5 ตำลึง ส่วนที่เหลือข้าจะเก็บสะสมไว้ให้ทุกคน เมื่อครบหนึ่งปี ข้าจะจ่ายเงินส่วนนี้ให้ทุก ๆ คนได้รับเงินก้อนโตนี้ไปฉลองกับครอบครัว ดีมั้ยทุกคน?”         ชายหนุ่มเอ่ยอธิบายให้ทุกคนได้เข้าใจอย่างละเอียด โดยที่แต่ละคนมีสีหน้าตื่นเต้นดีใจเป็นอันมากกับข่าวดีที่เพิ่งได้ยินได้ฟัง         “ ถ้าหากโรงเตี๊ยมของเราเจริญรุ่งเรืองตามที่ข้าคาดการณ์ไว้ พวกเราก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกเดือนละ 5 ตำลึง  รวมทั้งตอนสิ้นปีพวกเราก็ได้เงินสะสมก้อนโตอีกคนละ 60 ตำลึง เท่ากับว่าพวกเราจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกปีละ 120 ตำลึง  ว่ายังไงเถ้าแก่เปา เถ้าแก่ห่าว อยากได้รายได้เช่นนี้หรือไม่?”          อาหลงเอ่ยแซวลูกจ้างทั้งสองอย่างอารมณ์ดี พร้อมสังเกตเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของลูกจ้างแต่ละคน           “ อยากได้สิขอรับเถ้าแก่ พวกข้าไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะมีโอกาสดี ๆ เช่นนี้  แค่มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกแค่เดือนละ 1 ตำลึง พวกข้ากับทุกคนที่บ้านก็ดีใจมากที่สุดแล้ว ขอบคุณท่านมาก ๆ ขอรับ”          อาเปา หัวหน้าพ่อครัว พร้อมอาห่าวและลูกจ้างคนอื่นๆ พร้อมใจกันคุกเข่าคำนับขอบคุณชายหนุ่มผู้เป็นเหมือนพระมาโปรดของพวกตน          “ เอาล่ะ ทุกคนลุกขึ้นเถอะ พวกเราล้วนครอบครัวเดียวกัน มิต้องเกรงใจไป มาทานข้าวกันต่อเถอะ อีกสักพักพี่หู่กับอาซ้อก็คงจะกลับมาแล้ว”          เสียมหลอหลงเข้าไปประคองอาเปา อาห่าว และคนอื่น ๆ ให้ลุกขึ้นเพื่อทานข้าวกันต่อ โดยที่แต่ละคนตอนนี้ล้วนแต่หลั่งน้ำตาด้วยความยินดีอย่างล้นพ้น          “ อาหารถูกปากมั้ยเถ้าแก่เนี้ย”          อาหลงเอ่ยแซวป้าหง แม่บ้านที่ตอนนี้กลายเป็นเถ้าแก่เนี้ย เจ้าของหุ้นส่วน 1% อย่างอารมณ์ดี ก่อนที่นางจะพยักหน้าตอบด้วยน้ำตา พร้อมกับบอกว่าตั้งแต่เกิดมานางยังไม่เคยทานอาหารที่มีรสชาติอร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยมาก และไม่เคยทานมาก่อนเช่นกัน            “ เป็นยังไงบ้างทุกคน ข้ากับฮูหยินคงไม่ได้มาช้าไปใช่มั้ย?”            จางหู่พร้อมกับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากปรากฏตัวขึ้น หลังจากที่ไปสะสางเรื่องหนี้สินกับเจ้าหนี้เป็นที่เรียบร้อย จากนั้นจึงนั่งลงร่วมทานอาหารพร้อมกับทุก ๆ คนด้วยบรรยากาศที่ชื่นมื่น             “ เอาล่ะ ทุก ๆ คน ข้าก็ได้แจ้งให้ทุกคนได้รับทราบในสิ่งที่ต้องรู้กันแล้ว ถ้าพวกเราร่วมแรงร่วมใจกัน ข้าเชื่อพวกเราจะได้รับสิ่งดีๆ ที่ข้าได้แจกแจงให้ฟังอย่างแน่นอน”             เสียมหลอหลงกล่าวย้ำ พร้อมกับหันไปสบตาลูกจ้างที่พ่วงตำแหน่งหุ้นส่วนแต่ละคนอย่างช้า ๆ ก่อนจะกล่าวต่อไปอีกด้วยท่าทีที่จริงจัง           “ แต่ถ้าแต่ละคนไม่ร่วมแรงร่วมใจกัน ผลประโยชน์และรายได้ที่ข้ากล่าวไปข้างต้นก็จะเป็นเพียงแค่อากาศธาตุ นอกนี้พวกเราแต่ละคนก็อาจจะต้องหางานใหม่ด้วย”