“หวางเย่ นี่ก็ผ่านมาจะสามวันแล้ว ท่านยังไม่จัดเลี้ยงหลังได้รับตำแหน่งเลยนะ”
เกาเฉินผิงโบกพัดเบา ๆ ขณะมองจางเจี้ยนรินชาให้
“หากท่านยังไม่จัดเลี้ยงอีก ฝ่าบาทจะไม่พอพระทัยเอาได้” เขาหุบพัด เปลี่ยนท่านั่งแล้วเอ่ยเสียงกรุ้มกริ่ม
“เอาเป็นว่าจัดที่โหลวเจียถังดีหรือไม่ ข้าจะไปจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย”
จางเจี้ยนเหลือบมองบัณฑิตเกาแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นอย่างรู้ทัน “ท่านเกาคงไม่ได้ใช้เงินเดิมพันครานั้นจนหมด ช่วงนี้เลยอดไปสังสรรค์ที่ภัตตาคารหรูกระมัง จึงได้ยุให้หวางเย่จัดเลี้ยงในที่แพง ๆ เช่นนั้น”
เกาเฉินผิงใช้พัดโบกไล่เจ้าคนปากมากดังพับ ๆ จางเจี้ยนเอนกายหลบอย่างคล่องแคล่ว ย้ายไปยืนอีกด้านของโต๊ะหนังสือ
จูเกาเซวียนเอ่ยถามทั้งที่ยังก้มหน้าอ่านเทียบอยู่ “เงินเดิมพันอะไร”
จางเจี้ยนรีบหันมาตอบเจ้านายทันที “ก็เงินเดิมพันตอนหวางเย่แต่งงานอย่างไรเล่าขอรับ ท่านเกาทุ่มเดิมพันสุดตัว ว่าหวางเย่จะต้องไปรับตัวเจ้าสาวด้วยตนเอง ตอนนั้นท่านเกาชนะได้เงินมาไม่น้อย กระหม่อมยังนึกเสียดายที่ไม่ได้ลงเงินให้มากกว่านี้”
แววตาคมปลาบตวัดมาทางเกาเฉินผิง อีกฝ่ายกลับยิ้มร่าโบกพัดเป็นจังหวะขณะตอบอย่างใจเย็น “สถานการณ์ยามนั้นบังคับให้ท่านต้องไปรับเจ้าสาวแน่นอน ข้าไม่ลงเดิมพันก็โง่นะสิ”
“ตอนนั้นที่เจ้ามาเกลี้ยกล่อมข้าด้วยสีหน้าขึงขังก็เพราะเงินเดิมพันสินะ” ฮั่นอ๋องถามเสียงเย็น
“ท่านอย่าปรักปรำข้าสิ นี่ต้องเรียกว่า...น้ำมาคลองเกิดต่างหาก ข้าจะไปห้ามมันได้อย่างไร”
จูเกาเซวียนแค่นเสียงในลำคอ “เจ้าไม่กลุ้มใจเรื่องน้องชายตัวน้อยของเจ้าแล้วหรือ”
เกาเฉินผิงหน้าดำราวกับก้นหม้อ “ก็เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ ข้าถึงกระตือรือร้นให้ท่านจัดงานเลี้ยง ข้าจะได้ถือโอกาสเมาแก้กลุ้มเสียเลย”
ฮั่นอ๋องนิ่งไปครู่หนึ่ง พอคิดถึงบัวที่ถูกขุดขึ้นมาจนเกลี้ยงสระ หัวคิ้วก็ขมวดเข้าหากันทันใด กระทั่งตอนนี้พระชายาของเขาก็ยังไม่กลับมา ไม่รู้ว่านางไปพบปะผู้ใดกันแน่
ชายหนุ่มหันไปมองนอกหน้าต่าง ดวงตากลับยิ่งมืดมน
“เช่นนั้นเรื่องจัดเลี้ยงเจ้าก็ไปจัดการแล้วกัน แต่ไม่เอาโหลวเจียถัง”
เกาเฉินผิงเหลือบมองเทียบที่ถูกโยนไปด้านข้างก็ยิ้มกว้าง “แค่จัดพอเป็นพิธีเท่านั้นให้คนไปแจ้งก็พอ ผู้ใดอยากมาก็มาไม่อยากมาก็แล้วไป ไม่ต้องเขียนเทียบเชิญให้ยุ่งยาก จะได้แก้ปัญหาเรื่องเทียบเชิญเหล่านี้ไปในตัวด้วย ข้าน้อยจะไปจัดการให้เดี๋ยวนี้”
พูดจบเกาเฉินผิงก็ลุกขึ้นโบกพัดอย่างคุณชายเจ้าสำราญเดินออกไปจากห้อง พอเป็นเรื่องสังสรรค์ เขาก็ทำอะไรว่องไวเสียยิ่งกว่าทหารเสียอีก
สุ่ยอวิ๋นโหลวตั้งอยู่ริมคลองใกล้ประตูตะวันออก กลางวันเป็นหอสุรารับรองพ่อค้า ยามค่ำเสียงพิณดังคลอเหนือสายน้ำ แม้จะไม่ใช่หอคณิกา แต่จูเกาเซวียนก็ยังมองด้วยสายตาคับข้องอยู่นาน
“นี่คือ... ร้านที่เจ้าตั้งใจหามาหรือ ?”
เกาเฉินผิงยิ้มพยักหน้า “แม้จะบอกว่าเป็นงานเลี้ยงฉลองรับตำแหน่ง แต่ถือโอกาสเลี้ยงตอบแทนผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย พวกท่านเพิ่งผ่านศึกปราบปรามความไม่สงบแดนเหนือกลับมา ได้ผ่อนคลายความตึงเครียดเสียบ้าง แค่กินอาหาร ดื่มสุรา ฟังดนตรีไม่มีอะไรเสียหาย”
เขาหันมามองฮั่นอ๋อง ก่อนหรี่ตาถาม “ท่านกลัวอะไร ?”
จูเกาเซวียนปรายตามองคนตั้งคำถาม หางคิ้วชี้ขึ้นเล็กน้อยราวกับถูกสบประมาท ก่อนจะก้าวเข้าไปในร้านโดยไม่พูดอะไรอีก
ข้าหรือจะกลัว ชีวิตนี้ข้าเคยกลัวผู้ใดกัน !
ทั้งร้านถูกเหมาสำหรับงานเลี้ยงรับตำแหน่งฮั่นอ๋อง ทันทีที่เขาปรากฏกาย แขกเหรื่อก็หยุดชะงัก พากันวางจอกสุรา แล้วหันมาประสานมือคารวะ
“ขอแสดงความยินดีกับฮั่นหวางเย่ !”
จูเกาเซวียนประสานมือคารวะกลับ ก่อนจะเดินไปนั่งที่ตำแหน่งประธาน ด้านหลังคือระเบียงริมน้ำ ลมพัดผ้าม่านโปร่งพลิ้วไหว หลังจากเขานั่งลงทุกคนก็นั่งตามสบาย ปล่อยให้สาวงามขยับเข้ามารินสุรา
กลิ่นแป้งประทินผิวโชยมาปะทะใบหน้า จูเกาเซวียนขมวดคิ้ว เอนกายหลบเรียวแขนที่ยื่นเข้ามารินสุราอย่างแนบชิด ร่างกายของสตรีนางนี้ไหวโอนราวกับไร้กระดูก พอเขาเอนหลบไปด้านหลังนางก็เสียหลักล้มลงมาบนตักของเขา
ท่ามกลางสายตาของแขกเหรื่อมากมายที่กำลงรอชมภาพสาวงามล้มลงในอ้อมแขนวีรบุรุษ เข่าข้างหนึ่งของฮั่นอ๋องจู่ ๆ ก็ยกขึ้น ร่างนุ่มนิ่มที่ล้มพับลงมากระแทกถูกเข่าแข็ง ๆ ของเขาเต็มแรงก่อนจะกระเด้งกลับราวกับลูกบอลถูกเตะกระเด็น
เคร้ง !
สตรีนางนั้นล้มหงายหลังขาชี้ขึ้นฟ้าอย่างไม่เป็นท่า ขณะที่ฮั่นอ๋องกำลังนั่งชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง จอกสุราในมือแตกละเอียด บรรยากาศรื่นเริงพลันหยุดชะงัก
นับตั้งแต่เข้าร่วมสงครามปีนั้น นิสัยระวังภัยของเขารุนแรงมากก็จริง แต่ส่วนมากมักจะมีปฏิกิริยากับภัยที่ขยับเข้ามาใกล้ตัวยามเผลอ แค่หญิงรินสุราคนหนึ่งไม่อาจทำให้เขาป้องกันตัวรุนแรงเพียงนี้แน่นอน
เพียงแต่เมื่อครู่จู่ ๆ ภาพใบหน้าของซูอันหนิงก็แวบขึ้นมา มือเท้าของเขามันก็ขยับไปเอง แต่การทำเรื่องให้เอิกเกริกเช่นนี้อาจทำให้งานเลี้ยงหมดสนุกเอาได้ เขาจึงครุ่นคิดจนหัวคิ้วชนกันก่อนจะแสร้งหัวเราะออกมาแก้เก้อ
“แป้งประทินผิวของนางทำให้ข้านึกถึงเรื่องที่ลืมไปแล้วขึ้นมา...”
“ฮ่า ๆ เป็นเช่นนี้เอง ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าฮั่นหวางเกลียดมารยาสตรีเป็นที่สุด” ขุนศึกผู้นั้นชูจอกขึ้น กล่าวต่อไปว่า “หญิงรินสุราก็สมควรรินแค่สุรา อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย”
ฮั่นอ๋องยิ้มรับก่อนจะเอ่ยกับผู้ดูแลร้านเสียงเรียบ “หลงจู้ไม่ต้องให้ใครมารินสุราแล้ว เปลี่ยนจอกสุราใหม่ให้เปิ่นหวางก็พอ”
หลงจู้รีบให้คนเข้ามาลากสตรีนางนั้นที่กำลังร้องห่มร้องไห้ราวกับดอกสาลี่ต้องสายฝนออกไป ยกจอกสุราใบใหม่มาเปลี่ยนแล้วมอบสุราหมักสิบปีให้เป็นการขออภัย
หลังกอบกู้สถานการณ์กลับมา ฮั่นอ๋องก็ชูจอกสุราขึ้น
“วันนี้ข้าจัดเลี้ยงเพื่อขอบพระทัยในพระมหากรุณาของฝ่าบาท และถือโอกาสขอบคุณทุกท่านที่ทำงานหนักเพื่อแผ่นดิน วันนี้ดื่มกินเต็มที่ เชิญ !”
ทุกคนชูจอกสุราแล้วดื่มจนหมดจอก จากนั้นเสียงดนตรีก็บรรเลงขึ้น สาวงามเรียงแถวออกมาร่ายรำ
บรรยากาศงานเลี้ยงดำเนินไปอย่างคึกคัก เสียงหัวเราะประสานกับเสียงพิณและกลิ่นสุรา สาวงามร่ายรำอ่อนช้อยอยู่กลางโถง ขุนนางและแม่ทัพผลัดกันเข้ามาคารวะ ชนจอกกับฮั่นอ๋องไม่ขาดสาย
เกาเฉินผิงนั่งเอนกายอย่างสบายใจ ข้างกายมีแม่นางคนงามนั่งเคียงข้าง มือหนึ่งถือจอกสุรา อีกมือถือพัดโบกเบา ๆ เหลือบมองฮั่นอ๋องนั่งหลังตรง จิบสุราคำเล็กราวกับกลัวว่าจะหมดเร็วเกินไป
จวนฮั่นอ๋อง
เวลาเดียวกันนั้น มีสาวใช้จากเรือนหน้าเข้ามารายงาน ฟังจบชางอิงก็แหวกม่านเข้าสู่ห้องชั้นใน ยอบกายแล้วจึงเอ่ยรายงานพระชายาที่กำลังสางผมอยู่หน้าคันฉ่อง
“เกาฮูหยินมาขอพบเพคะ”
ซูอันหนิงชะงักมือไว้เหนือตลับขี้ผึ้ง หันมาถามชางอิง “เกาฮูหยินหรือ...เหตุใดนางจึงมายามดึกปานนี้”
“บ่าวก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ บ่าวเรือนหน้าแจ้งว่านางร้องไห้จนตาแดง หากไม่ได้พบหวางเฟยก็จะไม่ยอมกลับไปเพคะ”
ซูอันหนิงขมวดคิ้ว ขยับตัวลุกขึ้น “อาหนานมาช่วยข้าสวมเสื้อ อาอิงไปเชิญเกาฮูหยินเข้ามา ข้าจะรอที่ศาลาริมน้ำ”
“เพคะหวางเฟย”
เกาฉีซื่อเดินตามสาวใช้เข้ามาตามทางเดินหิน แต่ละย่างก้าวร่างของนางก็จะกระตุกทีหนึ่ง เมื่อมาถึงศาลาริมน้ำ นางก็ถลาเข้ามาฟุบอยู่แทบเท้าซูอันหนิง พร้อมเสียงพูดขาดเป็นห้วง ๆ
“หวางเฟย...ข้า จะ ทำเช่นไร ดี”
ซูอันหนิงประคองนางให้ลุกขึ้นนั่ง รับถ้วยชาจากสาวใช้มาส่งให้นาง “ดื่มชาก่อนแล้วค่อย ๆ พูดว่าเกิดอะไรขึ้น”
เกาฉีซื่อรับถ้วยชามา มือที่กุมถ้วยชาสั่นจนน้ำชาหก ซูอันหนิงต้องรีบยกถ้วยชาออกแล้วใช้ผ้าซับให้จนแห้ง มือของเกาฮูหยินสั่นเทาแต่กลับจับมือนางไว้แน่น
นางมองพระชายาฮั่นอ๋องด้วยดวงตาแดงก่ำ ทว่าแน่วแน่เสียยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ แม้แต่ตอนที่บอกว่าจะหย่าเมื่อตอนบ่าย สีหน้าของนางก็ยังไม่จริงจังเท่าครั้งนี้
“หม่อมฉันคิดได้แล้ว จะต้องหย่าเท่านั้นเพคะ !”
ซูอันหนิงมองอีกฝ่ายอย่างเงียบงัน ตอนนี้นางยิ้มไม่ออกแม้แต่น้อย หรือน้ำแดงดีบัวของนางจะทำให้ชีวิตคู่คนอื่นแตกแยกจริง ๆ
“บอกเหตุผลได้หรือไม่”
แววตาของเกาฉีซื่อหม่นหมอง นางทอดตามองออกไปยังท้องน้ำอันมืดมืด กล่าวช้า ๆ ด้วยเสียงทอดยาว “อยู่กับข้าน้อย เขาเฉื่อยชาไม่กระตือรือร้น แต่วันนี้เขาใช้ข้ออ้างว่าจัดงานเลี้ยงรับตำแหน่งฮั่นหวางเพื่อไปสุ่ยอวิ๋นโหลว”
เสียงของนางเข้มขึ้น ดวงตาเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ “ยามนี้เขากลับไปอิงแอบแนบชิดกับสตรีที่นั่น หากข้าไม่หย่าจะอยู่เป็นภรรยาผู้มีคุณธรรมหรือไร !”
ซูอันหนิงชะงัก ทวนคำช้า ๆ “สุ่ยอวิ๋นโหลว...งานเลี้ยงรับตำแหน่ง ?”
เกาฉีซื่อพยักหน้ารัว ๆ คร่ำครวญต่อไปว่า “ท่านคิดดูสิ น้ำแกงดีบัวจะเข้มข้นเพียงใดก็คงจะคุมกำเนิดไม่ได้กระมัง เขามีข้ออ้างกับข้าต่าง ๆ นานา แต่กลับไปพิสูจน์ความแข็งแกร่งกับหญิงอื่น หม่อมฉันทนไม่ได้หรอกนะ หากคืนนี้เขาสกปรกกลับมาต่อให้ต้องตายหม่อมฉันก็จะหย่า !”