บทที่ 52 อาชาล่าวิญญาณ กระต่ายนักล่า
ชายหน้าม้าและสาวน้อยตาโตมองลู่เฉิงเฟิงด้วยความตกตะลึง ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ชายหนุ่มตรงหน้าสามารถรับลูกธนูที่มีพลังน่ากลัวด้วยมือเปล่าได้ เป้าหมายน่ากลัวกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก
“พี่ชายเก่งจังเลยค่ะ ไม่ทราบว่าคุณจะรับลูกธนูสามดอกได้ไหมคะ?”
คราวนี้สาวน้อยตาโตเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ดึงลูกธนูสามดอกออกมาพร้อมกัน โก่งคันธนูและยิงในคราวเดียว
แต่ลู่เฉิงเฟิงเร็วกว่าเธอ
แสงวาบขึ้น
ทั้งสองคนรู้สึกถึงความหนาวเหน็บจนสะท้าน และตอบสนองพร้อมกัน
ชายหน้าม้าหลบไปอยู่หลังรถคันหนึ่ง มีเสียงฉึกดังขึ้น เขาหันไปมอง ที่ตัวรถข้าง ๆ มีรูทะลุที่เกิดจากของมีคมเพิ่มขึ้นมา
พลังน่ากลัวมาก มีดบินที่คนขว้างสามารถเทียบเท่ากับเครื่องจักรได้
สาวน้อยตาโตก็หลบไปอยู่หลังรถตู้ข้าง ๆ เช่นกัน
ลู่เฉิงเฟิงหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาแปลกใจอยู่บ้าง สาวน้อยตาโตหลบได้ นั่นเป็นเพราะเขาประเมินส่วนสูงของเธอผิดไป มีดบินเลยหัวเธอไป แต่ที่เขาไม่คาดคิดคือชายหนุ่มหน้าม้าก็หลบได้เช่นกัน
‘ไม่เสียแรงที่เป็นนักฆ่าระดับ SSS คงต้องมีดีบ้างล่ะ’ ลู่เฉิงเฟิงหัวเราะเย็นชา ‘คิดว่าหลบหลังรถแล้วจะรอดเหรอ?’
เขาสะบัดมือ พริบตานั้น เงาเย็นเยียบก็พุ่งออกจากมือเสียงดัง “เคร้ง!” ประกายไฟแลบแปล๊บ มีดบินปะทะกับกะทะล้อรถ เปลี่ยนทิศทางไป
ชายหนุ่มหน้าม้าที่หลบอยู่หลังรถร้องครางอย่างเจ็บปวด แม้เขาจะพยายามหลบแล้ว แต่ขาของเขาก็ถูกกรีดเป็นแผลเหวอะหวะ เลือดไหลทะลัก
“นายเป็นอะไรรึเปล่า”
สาวน้อยตาโตถามด้วยความเป็นห่วง
“ฉันไม่เป็นไร”
ชายหนุ่มหน้าม้าพูดพลางฉีกชายกางเกงออกครึ่งหนึ่ง พันแผลลวก ๆ จากนั้นก็ชักปืนออกมาจากเอว แล้วพูดตัวเลขออกมาชุดหนึ่ง
ลู่เฉิงเฟิงยกยิ้มมุมปาก นั่นคือรหัสนักฆ่า
ชายหนุ่มหน้าม้าพูดขึ้นว่า “งานนี้มันเสี่ยงเกินไป ถอนตัวก่อน ค่อยหาโอกาสใหม่”
“คิดจะไปไหน” ลู่เฉิงเฟิงเย้ยหยัน ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อย มีดบินในมือพุ่งเฉียดใต้ท้องรถออกไป
“โอ๊ย!” ชายหนุ่มหน้าม้าร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด มีดบินปักอยู่ที่เท้าของเขา จมลึกลงไปหลายเซนติเมตร
โชคดีที่รองเท้าช่วยลดความแรงของมีดบินไว้ได้บ้าง ไม่อย่างนั้นฝ่าเท้าของเขาคงโดนเจาะทะลุไปแล้ว
“นายเป็นอะไร” เสียงหวานใสของสาวน้อยตาโตเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
ชายหนุ่มหน้าม้าฝืนความเจ็บปวดบอกรหัสลับเป็นชุดตัวเลข บอกให้เธอหนีไปก่อน เขาจะยื้อลู่เฉิงเฟิงเอง
สาวน้อยตาโตตอบกลับเป็นรหัสชุดตัวเลขเช่นกัน บอกว่า “จะไปก็ไปด้วยกัน”
ทันใดนั้น เธอก็โผล่ออกมาจากหลังรถ กลิ้งตัวไปกับพื้นพร้อมกับยิงธนูสามดอก เสียงแหวกอากาศพุ่งตรงไปหาลู่เฉิงเฟิง
ลู่เฉิงเฟิงยกมือขึ้น เขวี้ยงมีดบินออกไปสามเล่ม
“เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!”
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น เกิดประกายไฟกระจายไปทั่ว ธนูทั้งสามดอกถูกปัดร่วงหล่นลงพื้น
สาวน้อยตาโตโจมตีอย่างต่อเนื่อง ยิงธนูอีกสามดอกเข้าใส่ลู่เฉิงเฟิง
ชายหนุ่มรีบหลบฉาก แต่ในจังหวะนั้นเอง ชายหน้าม้าก็ยื่นหัวออกมาจากหลังรถ ยกปืนขึ้นยิงสามนัดรวด บังคับให้ลู่เฉิงเฟิงต้องหลบไปหลังเสา
‘ฝีมือยิงปืนเยี่ยมมาก คาดการณ์วิถีการเคลื่อนไหวของฉันได้ล่วงหน้า นี่มันน่าสนใจแล้วสิ’ ลู่เฉิงเฟิงคิด
ขาและเท้าของชายหนุ่มหน้าม้าบาดเจ็บสาหัส วิ่งไม่ได้ ที่น่าหนักใจตอนนี้คือสาวน้อยตาโต ฝีมือยิงธนูของเธอทำให้เขาเปิดหูเปิดตา
ลู่เฉิงเฟิงอ้อมมายังรถที่อยู่ข้าง ๆ ย่องเข้าหาสาวน้อยตาโตอย่างเงียบเชียบ
สาวน้อยตาโตมือถือธนู คันธนูถูกดึงจนสุด สายตาจับจ้องไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
ทันใดนั้นเอง แสงวาบวาววับก็ปรากฏขึ้น
สาวน้อยตาโตกลิ้งตัวหลบ ลูกศรพุ่งผ่านราวกับแสงเลเซอร์ เสียง ‘เคร้ง’ ดังขึ้น มันชนเข้ากับมีดบินของลู่เฉิงเฟิงจนร่วงลงพื้น
อย่างไรก็ตาม ลู่เฉิงเฟิงไม่คิดจะให้โอกาสเธอได้ดึงลูกศรออกจากแล่งธนูที่สะพายอยู่ด้านหลัง ร่างกายของเขาพุ่งเข้าหาเธอด้วยความไวแสง หมัดของเขาพุ่งตรงไปที่ศีรษะของเธอโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ศัตรูก็คือศัตรู ความเมตตาเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงความตายได้
ใครจะรู้ สาวน้อยตาโตผู้นั้นก็ชกหมัดโต้กลับออกมาเช่นกัน
“ปัง!”
หมัดทั้งสองข้างปะทะกัน เสียงทุ้มต่ำดังลั่น คลื่นพลังกระจายออกไปทุกทิศทาง
สาวน้อยตาโตส่งเสียงคราง ร่างกายบอบบางของเธอกระเด็นลอยไปไกล กลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ พร้อมกับเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด
ลู่เฉิงเฟิงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เพราะภายในร่างกายของสาวน้อยตาโตผู้นี้ ก็มีพลังนั้นเช่นกัน
แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา เขาก็ต้องพุ่งตัวหลบไปด้านหลังรถยนต์อย่างรวดเร็ว หลบกระสุนที่พุ่งมาทางจุดที่เขายืนอยู่เมื่อครู่นี้
ชายหนุ่มหน้าม้าหันปลายกระบอกปืนไปยังที่ซ่อนของลู่เฉิงเฟิง พร้อมเอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่า “เธอ เป็นยังไงบ้าง”
“ฉันเจ็บจังค่ะ” สาวน้อยตาแป๋วเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวด น้ำตารื้นคลอหน่วยตา
ทันใดนั้น เธอก็หันไปมองยังที่ซ่อนของลู่เฉิงเฟิง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานปนสะอื้นว่า “พี่ชายคะ พี่เป็นใครเหรอ”
ลู่เฉิงเฟิงปรายตามองเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามว่า “พวกเธอ รู้จักสิบสองนักษัตรทมิฬไหม”
สีหน้าของชายหนุ่มหน้าม้าและสาวน้อยตาแป๋วแปรเปลี่ยนไปในทันที แววตาฉายแววตกตะลึง
“แกเป็นใคร ทำไมแกถึงรู้จักสิบสองนักษัตรทมิฬ” ชายหนุ่มหน้าม้าถามอย่างระแวดระวัง
ลู่เฉิงเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มเจื่อน ๆ ดูเหมือนเขาจะเดาถูก ทั้งสองคนนี้เป็นสมาชิกของสิบสองนักษัตรทมิฬ
“ฉันคือตัวแทนของปีขาล” ลู่เฉิงเฟิงกล่าว
ชายหนุ่มหน้าม้าและสาวน้อยตาโตทำสีหน้าประหลาดใจ ร้องออกมาพร้อมกันว่า “นายคือพยัคฆ์โลหิตงั้นเหรอ”
“ใช่”
ชายหนุ่มหน้าม้ามีสีหน้าตื่นเต้น “ฉันคืออาชาล่าวิญญาณ”
“ฉันคือกระต่ายนักล่า” สาวน้อยตาโตรีบพูดต่อ
มุมปากของลู่เฉิงเฟิงกระตุกสองสามที นี่มันน้ำท่วมวัดราชามังกรชัด ๆ *[1]
แต่เจ้าสองคนนี้ก็สมควรแล้ว พวกเขามาปรากฏตัวที่เหยียนเฉิงแบบนี้ แน่นอนว่าต้องมาฆ่าเขา
เขาหันหลังเดินออกมาจากหลังรถ
อาชาล่าวิญญาณก็วางปืนลงเช่นกัน
กระต่ายนักล่าลุกขึ้นยืน ปัดสะโพกเล็ก ๆ ของตัวเองพลางจ้องเขม็งไปที่ลู่เฉิงเฟิงด้วยความไม่พอใจ “ทำไมนายไม่บอกฉันตั้งแต่แรกว่านายเป็นพยัคฆ์โลหิต”
ลู่เฉิงเฟิงได้แต่ยืนงงกับสิ่งที่ได้ยิน
“ถึงฉันจะเป็นพยัคฆ์โลหิตที่หัวไม่ค่อยไว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าฉันจะป่วยจนต้องไปตะโกนบอกใครต่อใครว่าฉันเป็นพยัคฆ์โลหิตนะ”
สาวน้อยตาโตเดินเข้ามาใกล้ มองลู่เฉิงเฟิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะเผยสีหน้าดีใจ “ไม่คิดเลยว่า พยัคฆ์โลหิตจะเป็นผู้ชายที่หล่อขนาดนี้ แต่เสียดายที่ใจร้ายกับผู้หญิงไปหน่อย สะโพกฉันนี่ช้ำไปหมดแล้ว เจ็บมากเลยรู้ไหม”
ลู่เฉิงเฟิงยิ้มมุมปาก “งั้นให้ฉันช่วยนวดให้ไหมล่ะ”
สาวน้อยตาโตเบิกตากว้าง ก่อนจะทำหน้าไม่พอใจ “ทำไมนายถึงเก่งกว่าพวกเรามากขนาดนี้ พวกเราร่วมมือกันสองคนยังสู้ไม่ได้เลย”
“ก็ช่วยไม่ได้นี่ครับ ผมมันเก่งมาแต่เกิด”
“นี่ พวกนายสองคนคุยกันสนุกเชียว หันกลับมามองคนเจ็บบ้างก็ได้นะ”
อาชาล่าวิญญาณบ่นอย่างหัวเสีย
ทั้งสองคนรีบเดินเข้าไปหาอาชาล่าวิญญาณ ที่ขาของเขามีบาดแผลสาหัส เลือดไหลนองเต็มพื้น
“มา เดี๋ยวฉันพยุงนายนั่งก่อน” ลู่เฉิงเฟิงยื่นมือออกไป แต่จู่ ๆ ก็คว้าปืนในมือของอาชาล่าวิญญาณมาจ่อเขาไว้ สาวน้อยตาโตตกใจอย่างมาก แต่ยังไม่ทันได้ตอบโต้ มีดบินที่แวววาวก็จ่ออยู่ที่ลำคอของเธอเสียแล้ว
“อย่าขยับ” เสียงของลู่เฉิงเฟิงเย็นชา แทบจะสังหารคนได้ด้วยน้ำเสียง
อาชาล่าวิญญาณจ้องลู่เฉิงเฟิงเขม็ง “พยัคฆ์โลหิต แกต้องการจะทำอะไร”
แววตาของลู่เฉิงเฟิงน่าเกรงขาม พูดเน้นทุกคำ “ยอมสวามิภักดิ์ หรือว่า… ตาย! เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง!”
อาชาล่าวิญญาณชะงักไป
ส่วนสาวน้อยตาโตนั้นไหวพริบดี ร้องด้วยความตกใจ “นะ นะ นาย เจ้าไม่ใช่พยัคฆ์โลหิต แต่คือมังกรสะเทือนเวหาใช่ไหม”
ลู่เฉิงเฟิงหัวเราะเย็นชา “ตอบถูกแล้ว แต่ไม่มีรางวัล รีบเลือกเข้า เวลาของฉันมีจำกัด”
อาชาล่าวิญญาณถอนหายใจอย่างจนใจ “เอาล่ะ ยอมแล้ว ต่อไปนี้จะยอมฟังคำสั่งนาย”
ลู่เฉิงเฟิงมองไปทางสาวน้อยตาโต “แล้วเธอละ”
สาวน้อยตาโตทำหน้าไม่ยอม “นายขี้โกง ฉันไม่ยอม”
“ไม่ยอมก็ไม่เป็นไร ฉันน่ะถนัดที่สุดแล้วในการโน้มน้าวใจผู้หญิง ถ้าตอนนั้นเธอยังไม่ยอม ฉันก็คงต้องฆ่าเธอเสีย”
สาวน้อยตาโตมองลู่เฉิงเฟิงด้วยความหวาดกลัว “ฉะ ฉัน ยอมแล้ว ฉันฟังคุณ”
[1] น้ำท่วมวัดราชามังกร เป็นสำนวนจีน เปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่คนในครอบครัวหรือคนในกลุ่มเดียวกันทะเลาะกัน หรือทำร้ายกันเอง