เส้นสายสีดำสนิทนับร้อยนับพันที่ขดรัดแน่นอยู่ทั่วร่างบางนั้น มิได้ทำให้เจ้าของร่างตื่นตระหนกสักเท่าใด.. นับตั้งแต่ที่นางรู้ว่าตนต้องลงมาในบึงโลหิตนี้ มู่เชียนก็ได้คิดแผนรับมือกับปราณรัตติกาลเจ้าเล่ห์เหล่านี้ไว้บ้างแล้ว
ก่อนหน้าขณะทดสอบใช้นิ้วจุ่มลงในน้ำ… มู่เชียนได้ลองพยายามใช้ปราณให้น้อยที่สุด เรียกได้ว่าใช้เพียงเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างของตนต้องถูกย่อยสลายไปเท่านั้น .. หากให้นางเรียกใช้ปราณอี้เจ๋อออกมาอย่างเต็มที่จริงๆ ตลอดครึ่งชั่วยามที่ผ่านมา นางคงไม่ต้องทนกับความเจ็บเหล่านั้นหรอก
และด้วยเจตนาจะสงวนปราณสีทองไว้ใช้ในช่วงเวลาคับคับขัน … ถึงยามนี้นางจึงเพิ่งใช้ปราณอี้เจ๋อในร่างไปไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น จนเมื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการแล้ว มู่เชียนก็ไม่คิดออมแรงอีก ดวงตาสีน้ำตาลปรากฏแสงสีทองวาววาบ จากนั้นปราณสีทองปริมาณมหาศาลก็ระเบิดออกมาจากร่างบาง… รังไหมสีดำขนาดใหญ่พลันแตกกระจายออกเป็นของเหลวอีกครั้ง เกิดเป็นพิรุณสีดำสาดซัดไปทั่วบึงน้ำ
ทันทีที่หลุดออกจากพันธนาการ มู่เชียนก็พุ่งร่างฝ่าบ่อโลหิต กลับมายืนบนฝั่งได้โดยไม่มีส่วนใดบุบสลาย เมื่อเห็นพรรคพวกมองมาที่นางเป็นตาเดียว หญิงสาวจึงคลี่ยิ้มกว้างส่งให้อย่างดีใจ ทว่าพวกเขากลับมิได้มีท่าทางยินดีเท่าที่ควร
แท้จริงแล้ว สีหน้าพวกเขาดูแข็งเกร็งอย่างประหลาด จะยิ้มก็ไม่ยิ้ม จะบึ้งก็ไม่บึ้ง ทั้งยังจับจ้องมาที่ร่างของนางอย่างพร้อมเพรียง
มู่เชียนเกิดสังหรณ์ใจว่า ร่างของนางยามนี้คงมีอะไรแปลกเป็นแน่ จึงรีบก้มหน้าลงพิจารณาสภาพของตนเอง และเมื่อได้เห็นหญิงสาวก็พลันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดพวกเขาจึงมีสีหน้าพิกลเช่นนั้น
ตลอดร่างของหญิงสาวถูกอาบด้วยของเหลวสีดำสนิท เสื้อผ้าเปียกโชกเหม็นคาว เส้นผมเรียบลู่ราวดูน่าอนาถ.. มือขาวทั้งสองข้างคล้ายถูกย้อมจนเป็นสีดำสนิท … พอคาดเดาได้ว่า.. ยามนี้ใบหน้าของนางคงดำปิ๊ดปี๋ไม่ต่างกัน ทุกส่วนในร่างคงมีเพียงลูกตาสองข้างและฟันเท่านั้นที่ยังเป็นสีขาวสะอาดดีอยู่
คนบนฝั่งมองร่างหญิงสาวที่จู่ๆโผล่ขึ้นจากน้ำมา ด้วยสภาพเปียกปอนเลอะเทอะไปทั้งตัว รอยยิ้มที่เคยงดงาม … ถึงยามที่ไรฟันขาวกระจ่างตัดกับผิวสีดำเมื่อมนั้น ดูไม่ต่างจากปีศาจสาวที่ปีนขึ้นมาจากนรกเพื่อทวงชีวิต
ยิ่งเมื่อเห็นนางก้มลงสำรวจร่างของตนอย่างไม่แน่ใจ พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกขบขัน ทว่าด้วยสถานการณ์วิกฤตที่นางเพิ่งผ่านมา ทำให้พวกเขาไม่อาจหักใจหัวเราะใส่หน้านางได้ ไหล่ของมู่เฉิงหลินและเสี่ยวจิ้งกำลังสั่นเทาอย่างไม่อาจฝืน..
ใบหน้าแดงก่ำของพวกเขาทำให้มู่เชียนแค่นเสียงออกมา ก่อนจะเอ่ยด้วยความหวังดีว่า “….กลั้นหัวเราะมากไป ไม่ดีต่อสุขภาพนะ..”
เพียงเท่านั้น เสี่ยวจิ้ง มู่เฉิงหลิน ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน ในนั้นมีความโล่งใจแฝงอยู่จนนางรู้สึกได้ มู่เชียนส่ายหน้าอ่อนใจก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเช่นกัน ขณะที่ลวี่ซานถงนั้นเพียงแค่มีรอยยิ้มบางเท่านั้น และเมื่อเทพอสูรจิ้งจอกส่งโถที่บรรจะน้ำศักดิ์สิทธิ์ไว้เต็มส่งให้มู่เชียนอย่างรู้หน้าที่
“ซานถง เจ้าดีที่สุดที่สุดเลย” เสียงหวานเอ่ยออกมาอย่างซาบซึ้งใจ หากมิใช่ว่าตัวของนางเลอะเทอะปราณมืด มู่เชียนคงโผเข้ากอดเทพจิ้งจอกที่แสนดีผู้นี้ไปแล้ว
ขณะที่พวกเขาทุกคนเริงร่ากับการกลับมาของนาง ฟู่เจี่ยอีกลับแตกต่างออกไป ท่านหญิงจากต้าเยว่มิได้มีท่าทีสนุกสนานหรือขบขันแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามกำลังคลอคลองด้วยหยาดน้ำตา
ร่างระหงคุกเข่าคารวะมู่เชียน ก่อนจะโขกศีรษะลงอย่างนอบน้อม … นอกจากองครักษ์หู่ทั้งห้า หนึ่งราชเลขา และหนึ่งมหาอำมาตย์แล้ว ฟู่เจี่ยอีคือผู้ที่จงรักภักดีต่อเยว่เทียนหงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ครึ่งอสูรนางนี้ถูกเลี้ยงดูมา พร้อมกับความเชื่อที่พี่ชายและตระกูลฟู่ปลูกฝังว่า
‘เยว่เทียนหงคือเจ้าชีวิต..!’
พวกเขาต้องมอบความจงรักภักดีให้กับองค์ชายสี่ รวมถึงปกป้องเขาด้วยชีวิต กระทั่งฐานะของเยว่เทียนหงกลายมาเป็นรัชทายาทพวกเขาก็ยังอยู่เคียงข้าง ยิ่งเมื่อฝ่าบาทขึ้นครองราชบัลลังก์ ความภักดีนั้นได้หยั่งรากลึกจนกลายเป็นความศรัทธาและนับถืออย่างแรงกล้าแล้ว
ความฝังใจนั้น ถึงขั้นที่ว่าหากฝ่าบาททรงรับสั่งให้ตาย.. พวกเขาทั้งหลายย่อมยินดีชักกระบี่ออกมาเชือดศีรษะของตนเองได้โดยไม่ลังเลใจ .. ทั้งยังจะพยายามระวังอย่างดี มิให้เลือดของตนกระเด็นไปถูกร่างของพระองค์ได้แม้เพียงนิด
ครั้งที่ฟู่เจี่ยอีได้พบมู่เชียนคราแรก.. เป็นรับสั่งจากฝ่าบาทให้คอยดูแลปกป้องนาง ทั้งยังไม่อนุญาตให้บุรุษใดล่วงล้ำ … ความหวงแหนและเอาใจใส่เช่นนั้น ทำให้ฟู่เจี่ยอีหลงคิดไปว่า เป็นเพราะความเสน่หาอันมากล้นที่พระองค์มีให้อย่างไร้เงื่อนไข
ใจส่วนลึกยังนึกไม่พอใจ .. เหตุใดพระองค์จำเพาะต้องมาหลงใหลธิดาเทพยุทธ์ผู้เป็นศัตรูด้วย ! ทว่าด้วยใจภักดีต่อนาย จึงได้เพียงเพียรทำทุกอย่าง เพื่อให้นายเหนือหัวมีความสุขเท่านั้น
ทว่าเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดสตรีนางนี้นานวัน ฟู่เจี่ยอีก็ยิ่งชื่นชมในสติปัญญา และความมีน้ำใจ ธิดาเทพยุทธ์ผู้นี้ไม่เคยแสดงท่าทางว่าตนยิ่งใหญ่เหนือใคร ทั้งยังคอยปกป้องคนของตนอย่างดีเสมอ ยามเผชิญหน้าศัตรู นางจะพุ่งกายไปอยู่ด้านหน้า .. ยามต้องแบกรับ นางก็จะยื่นมือออกไปกวาดภาระทั้งหมดมาไว้ในอ้อมแขน .. ทว่ายามแบ่งปันชัยชนะ นางกลับคิดถึงตนเองเป็นลำดับสุดท้าย
และนั่นเองทำให้ฟู่เจี่ยอีรู้สึกได้ว่า สตรีนางนี้คู่ควรแล้วที่ยืนอยู่เคียงข้างฝ่าบาทของพวกนาง เป็นราชินีแห่งแคว้นต้าเยว่
แต่กระนั้นในสายตาของฟู่เจี่ยอี สิ่งที่เยว่เทียนหงทุ่มเทเพื่อมู่เชียนก็ยังมากมายนัก สตรีสกุลฟู่เผลอคิดไปว่า นายหญิงสมควรต้องแสดงความซาบซึ้งและทุ่มเทอะไรเพื่อฝ่าบาทบ้าง อย่างน้อยก็ควรพูดคุยกับเขาทุกวัน ไม่ควรหลงลืมทิ้งขว้าง ทำให้บุรุษที่ดีต่อนางเพียงนั้นต้องระคายใจ
ทว่าเหตุการณ์ในวันนี้ทำให้นางรู้แล้วว่า ฝ่าบาทมิใช่ผู้เดียวที่ทุ่มเทเพื่อความสัมพันธ์ ความจริงใจที่นางมีให้พระองค์… ควรแล้วที่ฝ่าบาทต้องหวงแหนและรักใคร่นางเพียงนั้น !
“ขอบคุณนายหญิงที่ช่วยเหลือฝ่าบาท พสกนิกรแคว้นต้าเยว่เป็นหนี้บุญคุณท่าน.. ข้าขอเป็นตัวแทนของพวกเขาคารวะท่านแล้ว !! ” เอ่ยจบร่างระหงก็ก้มลงโขกศีรษะคารวะนางอีกหลายครั้ง
โทษนางไม่ได้ที่นางจะซาบซึ้งใจเพียงนั้น ….
ลูกแก้วอสูรธาตุแสงมีประโยชน์ต่อการกำราบธาตุมืดในร่าง … สำหรับเยว่เทียนหงถือเป็นยาต่อชีวิตโดยแท้ !
หนึ่งปีก่อน..พระชนนีมีคำสั่งไปทั่วแผ่นดิน ให้ตามหาลูกแก้วอสูรธาตุแสงมาให้ได้ แม้ผู้ใดมีเบาะแสจะได้รั้งตำแหน่งจ้าวมณฑล .. และหากสามารถนำออกมามอบให้.. สมบัติมหาศาลที่ต้าเยว่จะตอบแทนให้นั้น เพียงพอที่จะซื้อแคว้นต้าหนานทั้งแคว้นได้เลยทีเดียว
แม้มีรางวัลล่อใจเพียงใด แต่กลับไม่มีใครที่สามารถตามหาแม้เพียงเบาะแสของมันออกมาได้ เพราะเพียงแค่สัตว์อสูรระดับมหาราชันย์ยังแทบไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาหลายร้อยปี ประสาอะไรกับลูกแก้วอสูรของพวกมัน การจะได้ครอบครองนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้..ลูกแก้วอสูรในมือของมู่เชียนลูกนี้มีค่ามากเพียงใด คงไม่ต้องพูดถึงอีก…
ทว่าธิดาเทพยุทธ์ผู้นี้…ไม่เพียงสืบหาเบาะแสของมันได้ นางยังกล้าเสี่ยงอันตรายลงไปในบ่อโลหิตอาถรรพ์ เพื่อนำมันขึ้นมาให้ฝ่าบาทด้วยตนเอง… มิเช่นนั้น ต่อให้คนทั้งต้าเยว่ทราบว่ามันอยู่ที่นี่ ก็ไม่มีผู้ใดสามารถเก็บมันขึ้นมาได้อยู่ดี
สิ่งที่นางทำในวันนี้ …นับได้ว่านางคือผู้มีพระคุณต่อแคว้นต้าเยว่แล้ว
ขณะที่ฟู่เจี่ยอีโขกศีรษะอย่างซาบซึ้งไม่หยุดนั้น มู่เชียนกลับมีสีหน้าอึดอัดใจอย่างมาก “เจี่ยอี อย่าทำเช่นนี้ ลุกขึ้นเถิด…เร็วเข้า” มู่เชียนได้แต่เอ่ยปากห้ามปราม นางไม่สามารถเข้าไปประคองหญิงสาวผู้นั้นได้ เพราะร่างกายของตนเองยังอาบไปด้วยปราณสกปรก หากเข้าใกล้ผู้ใดนอกจากจะเหม็นคาวแล้วยังเป็นอันตรายอีกด้วย
ปนิทานอันยิ่งใหญ่ของฟู่เจี่ยอี ทำให้มู่เชียนรู้สึกละอายใจอย่างมาก การกระทำทั้งหมดนั้น นางมิได้ทำเพื่อพสกนิกรต้าเยว่เสียหน่อย …. แล้วจะให้เชิดหน้ารับการคารวะจากพวกเขาได้อย่างไร จู่ๆหญิงสาวก็รู้สึกขัดเขินในใจ เพราะเหตุผลที่นางเสี่ยงอันตรายนั้นเรียบง่ายกว่านั้น…
แค่เพราะ ‘รัก’ คำเดียวเท่านั้น
“อย่าบอกเขาล่ะ…” มู่เชียนเอ่ยย้ำหลังจากที่ฟู่เจี่ยอียอมหยุดโขกศีรษะ ฟู่เจี่ยอีพยักหน้ารับอย่างสุภาพ ทว่าในใจนาง … กำลังลอบยิ้มพลางคิดว่า ฝ่าบาทต้องทรงอยากทราบเรื่องนี้แน่นอน…
มู่เชียนเข้าไปชำระล้างร่างกายในมิติกำไล หลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยจึงมีเวลาพิจารณาลูกแก้วชิ้นนั้น ลูกแก้วอสูรธาตุแสงที่ควรเปล่งประกายสุกสว่าง กลับหม่นจางราวกับทำจากแก้วธรรมดา ภายในลูกแก้วมีจุดสีเทาจางๆกระจายอยู่ทั่วไป
“คงได้รับปราณธาตุมืดแทรกซึมเข้าไป ก่อนนำไปใช้จะต้องชำระล้างสักหน่อย” มู่เชียนเอ่ยกับตนเองเบาๆ มือเรียวปล่อยปราณสีทองสุกสว่างลงไปในลูกแก้ว หมายจะขับไล่ปราณชั่วร้ายนั้นออกไป ยามนี้นางยังอยู่ในมิติกำไล ปราณบริสุทธิ์ด้านในมิติทำให้งานของนางง่ายขึ้นมาก
“วูบบ..”
จู่ๆ ลูกแก้วอสูรนั้นก็มีความเคลื่อนไหว… แสงสีเงินอมส้มกลุ่มหนึ่งพลันพุ่งวาบออกมา เสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถงรับรู้ถึงเหตุการณ์ประหลาด ต่างก็ปรากฏตัวเข้ามาในมิติทันที ทั้งสองยืนขวางอยู่หน้ามู่เชียนอย่างระแวดระวัง
เบื้องหน้าของพวกเขาคือเงาร่างจางๆ ของสตรีแรกรุ่นนางหนึ่ง ด้านหลังของนางมีปีกสีส้มขนาดใหญ่ยักษ์ ทั้งสูงและกว้างกว่าเจ้าของร่างหลายเท่าตัว
“วิญญาณอสูร เผ่าหงสา” ซานถงเอ่ย ท่าทางของเขาและเสี่ยวจิ้งผ่อนคลายลงมาก ด้วยท่าทางที่เป็นมิตรของวิญญาณตรงหน้า
‘คุณหนูน้อย’ กังวานเสียงแผ่วเบาจากวิญญาณทำให้มู่เชียนนึกขึ้นได้ นี่คือเสียงที่นำนางไปพบกับลูกแก้วอสูรนั่น
“ที่แท้ก็เป็นเจ้าที่ช่วยข้าเมื่อครู่ เจ้าคือเจ้าของลูกแก้วนี่หรือ ?” หญิงสาวเอ่ยถาม พลางส่งยิ้มให้วิญญาณอสูรตรงหน้าอย่างขอบคุณ
รอยยิ้มของนางคงทำให้วิญญาณหงสาคิดถึงบางอย่าง ดวงตาโปร่งแสงปรากฏอารมณ์คิดถึงพาดผ่าน ‘มิได้เจ้าค่ะ ข้าเพียงอาศัยอยู่ด้านในเพื่อให้รอดพ้นจากการถูกปราณมืดกลืนกินเท่านั้น’ ดวงตาของหงสายังคงจ้องมองที่มู่เชียนด้วยสายตาอบอุ่นและยินดี
‘ท่านช่างเหมือนนายหญิงหลินซานซานนัก !’
ชื่อสตรีที่หลุดจากปากของอสูรสาว.. ทำให้มู่เชียนรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาด เพราะ ‘หลินซานซาน’ ผู้นั้นคือมารดาของนางและมู่เฉิงหลิน !
“เจ้ารู้จักมารดาของข้า ?!”
‘ข้าชื่อลี่เอ๋อ เป็นสัตว์อสูรในพันธะสัญญาของมารดาท่าน’ หงสายิ้มเอ่ยออกมาอย่างเศร้าๆ
“เหตุใดเจ้ามาอยู่ในถ้ำนี้ … มารดาของเข้าเล่า ?” มู่เชียนเอ่ยถามเสียงสั่นเทา
นับแต่อายุได้หนึ่งขวบมู่เชียนและมู่เฉิงหลินก็กลายเป็นเด็กกำพร้า.. บิดาหายสาบสูญไปอย่างปริศนา ส่วนมารดาที่ออกไปตามหาเขาก็หายตัวไปเช่นกัน ความจริงเกี่ยวกับบิดามารดาเป็นสิ่งหนึ่งที่ค้างอยู่ในใจพวกนางสองพี่น้องมาเกือบยี่สิบปี
ยามนี้จู่ๆมีโอกาสได้รู้เรื่องราวของพวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะแสดงความร้อนรนออกมา
‘บิดาของท่าน.. มู่เหวินป๋อ กาลนั้นถือเป็นบุรุษที่มีพรสวรรค์อย่างมาก ด้วยปราณธาตุไฟบริสุทธิ์ เพียงอายุไม่ถึงยี่สิบปีก็สำเร็จปราชญ์ยุทธ์ ถือเป็นยอดอัจฉริยะลำดับต้นๆของทวีปกลาง ต่อมาเขายังประสบความสำเร็จคว้าชัยชนะในการประลองห้าแคว้น ความโดดเด่นของเขายิ่งทวีขึ้นไปอีก ไม่มีผู้ใดในห้าแคว้นไม่รู้จักชื่อของเขา… และบางที…ด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกหมายตาโดยคนอันตรายกลุ่มนั้น…..’
#ทิ้งปมเล็กๆเอาไว้ พอให้คิดถึงกัน มะรืนเจอกันน้าาาา จุ้ฟฟฟฟ ….