เสียงเคี้ยวใบไม้ดังทำลายความเงียบเจียงลี่หยูและหลินฮุ่ยกำลังนั่งเหม่อลอย เคี้ยวใบไม้รสข้าวโพดต้มด้วยใบหน้าปลาตายความเบื่อหน่ายแผ่ซ่านออกมาจนแทบจะจับต้องได้
หงหนิงเห็นภาพความอดอยากในวิมานทองคำแล้วก็อดรนทนไม่ได้นางจึงเอ่ยเสนอขึ้นมาด้วยความหวังดี "นายหญิงเจ้าคะ... ในเมื่อเบื่ออาหารนักเหตุใดพวกเราไม่ลองเข้าไปกินอาหารเหลาในโรงเตี๊ยมขึ้นชื่อของเมืองซานตงดูเล่าเจ้าคะหรือจะให้พวกคนใช้ไปซื้อมาก็ได้"
เจียงลี่หยูหยุดเคี้ยวใบไม้ ถอนหายใจยาวพรืด"ข้าก็อยากไปอยู่หรอก แต่ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าเดินทะเล่อทะล่าเข้าไปในเมืองแล้วโดนพวกทหารยามหรือขุนนางหน้าเลือดขอตรวจป้ายหยกประจำตัวขึ้นมามันจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากน่ารำคาญเสียเปล่าๆ ส่วนพวกคนรับใช้นั่นก็เคยเป็นศพมาแล้วทั้งนั้น ขืนให้เข้าเมืองไป มีหวังชาวเมืองหัวใจวายตาย"
แล้วนายหญิงแห่งวิมานเคลือบทองก็นิ่งไปครู่หนึ่ง “ส่วนเจ้าเอง ถ้าให้ออกไปซื้อข้าวของตามลำพัง มีหวังถูกฉุดไปทำชำเราหรือไม่ก็ไปโผล่อยู่หอนางโลมแหงๆ หน้าตาดึงดูดเสียขนาดนั้น
หงหนิงยืนนิ่งใช้ความคิดเช่นกัน ก่อนจะระบายยิ้มบางๆออกมา "ในเมื่อนายหญิงรำคาญการถูกตรวจสอบแต่ก็ยังอยากเดินเล่นในเมืองให้สำราญใจ เช่นนั้นก็แค่ปลอมตัวเป็น 'คุณหนูผู้สูงศักดิ์จากแคว้นอื่น' ก็สิ้นเรื่องแล้วนี่เจ้าคะสันดานพวกทหารและขุนนางย่อมกลัวเกรงผู้มีอำนาจพวกมันไม่มีทางกล้ากระทำเสียมารยาทกับสตรีที่ดูมียศถาบรรดาศักดิ์อย่างแน่นอนและก่อนจะไป ก็แก้ไขหน้าตาพวกคนรับใช้ชายทั้งแปดด้วยข้าคิดว่านายหญิงคงทำได้ง่ายดายอยู่แล้วเจ้าค่ะ"
เจียงลี่หยูขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยแทรกขึ้นมาทันควัน"ฟังดูเข้าที... แต่จะให้ปลอมเป็นคุณหนูแบบไหนล่ะแล้วมาจากจวนตระกูลใดถึงจะดูแนบเนียน"
สาวใช้ป้ายแดงผู้มีใบหน้าเหมือนนักร้องเกิร์ลกรุ๊ปนิ่งคิดอีกครั้งก่อนจะตอบกลับอย่างฉะฉาน "นายหญิงมีนามว่า 'เจียงลี่หยู'เช่นนั้นก็สวมรอยเป็นคุณหนูจาก 'ตระกูลเจียง'ไปเลยสิเจ้าคะ แม้จะมีใครตั้งคำถามหรือสนใจอยากรู้ว่าตระกูลเจียงมาจากที่ใดความลึกลับที่สืบหาต้นตอไม่ได้นี่แหละเจ้าค่ะ จะยิ่งทำให้พวกเขาหวาดระแวงคิดจินตนาการไปไกล และไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามกับพวกเรา"
แปะ! แปะ!
เจียงลี่หยูตบมือฉาดใหญ่นัยน์ตากลมโตทอประกายวาววับด้วยความถูกใจ "ยอดเยี่ยม!แผนการเอาความลึกลับไปข่มพวกหน้าโง่นี่มันช่างเข้าท่าจริงๆข้าเห็นดีเห็นงามด้วยที่สุด! ดูเหมือนเจ้าจะฉลาดกว่าข้าอีกนะหงหนิง"
หลังจากนั้น เจียงลี่หยูก็ใช้เวลาอยู่พักใหญ่จัดการนำขี้ข้าชายทั้งแปดเข้าช่องเก็บของและปรับแก้ใบหน้าของพวกมันทิ้งโดยไม่ให้เหลือเคล้าเดิมก่อนจะนำออกมาปล่อยบริเวณลานกว้างแล้วกอดอกดูผลงานด้วยความรู้สึกชื่นชมในฝีมือตัวเอง
‘สมกับที่ฉันเคยเล่นเกมมาก่อนการสร้างหน้าตาตัวละครหลายๆ ตัว แบบลวกๆ น่ะ มันเรื่องขี้หมาสำหรับฉัน เอาสิจงสรรเสริญท่านเจียงลี่หยูผู้นี้เสียเถอะ’
เมื่อได้ข้อสรุปเรื่องแผนการเดินทางที่แน่นอนหงหนิงก็สวมวิญญาณผู้จัดการฝ่ายก่อสร้างทันทีอดีตคุณหนูใหญ่จัดการชี้นิ้วสั่งการศพชายฉกรรจ์ทั้งแปดนายให้นำเศษไม้และท่อนซุงแถวนั้นมาประกอบเป็นเกี้ยวโดยสารด้วยทักษะการเป็นเจ้านายคนและคุ้นชินกับการออกคำสั่งมาทั้งชีวิตโครงสร้างของเกี้ยวจึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว
ทว่า...ด้วยความที่เหล่าลูกมือล้วนเป็นซากศพสมองกลวงประหนึ่งมีแต่ขี้เลื่อยอัดอยู่ข้างในสภาพเกี้ยวที่ประกอบออกมาจึงดูโย้เย้ บิดเบี้ยวและอัปลักษณ์จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นโลงศพติดคานหามเสียมากกว่า!
ในขณะที่ลานหน้าจวนกำลังวุ่นวายอยู่กับการสร้างเกี้ยวจู่ๆ มู่เหยียน สาวใช้ซากศพอีกนางที่กำลังยืนบีบนวดลาดไหล่ให้เจียงลี่หยูอยู่ก็พลันตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ มือที่กำลังออกแรงนวดหยุดชะงักราวกับถูกสับสวิตช์ปิดระบบ
"ข้าจำเรื่องทุกอย่างได้แล้ว..."มู่เหยียนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบน้ำเสียงของนางราบเรียบและเยือกเย็นประหนึ่งผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น
เจียงลี่หยูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยมุมปากกระจับสีชมพูระเรื่อกระตุกเป็นรอยยิ้มบางๆ และเข้าใจเหตุการในทันทีพลางคิดในใจอย่างขบขันขึ้นว่า 'อืม... ใช้งานจนคุ้มค่าแรงในที่สุดมู่เหยียนก็ฟาร์มเลเวลอัปเกรดจนปลดล็อกความทรงจำได้อีกคนแล้วสินะ'
"นายท่าน... ขอบคุณท่านมากที่ทำให้ข้ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง"มู่เหยียนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิมพร้อมกับสองมือที่กลับมาลงน้ำหนักบีบนวดลงบนลาดไหล่เนียนละเอียดของนายหญิงต่อไปอย่างนุ่มนวลราวกับว่าการระลึกชาติได้นั้นเป็นเพียงเรื่องปรกติธรรมดาประหนึ่งตื่นมาแล้วพบว่าวันนี้อากาศดี
เจียงลี่หยูหรี่ตาลงเล็กน้อยทอดมองใบหน้าที่ยังคงนิ่งสงบของสาวใช้ซากศพผ่านเงาสะท้อนจากกระจกทองเหลืองความสงสัยผุดขึ้นมาในหัว... เหตุใดสตรีนางนี้ถึงไม่โวยวาย ร้องไห้ฟูมฟายหรือตกใจกลัวเหมือนที่หงหนิงเป็นเลยสักนิด ทั้งที่เพิ่งรับรู้ว่าตนเองตายไปแล้วซ้ำยังถูกขุดขึ้นมาจากหลุม ชุบชีวิตให้กลายเป็นเพียงขี้ข้ารับใช้เยี่ยงนี้อีก
"ดูเหมือนเจ้าจะไม่ตกใจเลยสินะมู่เหยียน" สตรีผู้งดงามปานล่มเมืองเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใคร่รู้
"ข้าไม่ตกใจหรอกเจ้าค่ะ"มู่เหยียนตอบกลับอย่างหนักแน่นแววตาของนางทอประกายเย็นเยียบทว่าแฝงไว้ด้วยความโล่งใจอย่างลึกซึ้ง"ที่สำคัญ... ชีวิตทาสที่ถูกทารุณทุกเช้าค่ำจนตาย ได้จบลงไปเสียที"
คำตอบนั้นทำเอาเจียงลี่หยูถึงกับชะงักนิ่งดวงตาเบิกโพลง...
ตลกร้ายชะมัด! การถูกปลุกชีพมาเป็นศพเดินได้ เพื่อคอยรับใช้คนอื่นโดยไม่มีเงินเดือนกลับกลายเป็นสวัสดิการชีวิตที่ประเสริฐกว่าตอนที่นางยังมีลมหายใจเสียอย่างนั้น!
"อยากเล่าไหมว่าเจ้าตายเพราะอะไร..."เจียงลี่หยูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย "แต่ถ้ายังไม่อยากเล่าข้าก็ไม่บังคับหรอกนะ"
"ตอนนี้หม่อมฉันยังไม่สะดวกเพคะ..."มู่เหยียนเอ่ยตอบสรรพนามที่หลุดออกจากปากอย่างลืมตัวบ่งบอกถึงเบื้องลึกเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาสายตาของนางทอดมองออกไปนอกเรือน จับจ้องไปยังผลงานเกี้ยวหน้าตาพิลึกพิลั่นที่หงหนิงและเหล่าขี้ข้าชายทั้งแปดกำลังร่วมกันสร้างอย่างทุลักทุเล
เจียงลี่หยูแย้มยิ้มจางๆนางไม่คิดจะเซ้าซี้หรือคาดคั้นสิ่งใดให้มากความจึงเอ่ยทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามวิสัยปลาเค็มผู้รักความสงบ
"ไว้เจ้าอยากเล่าตอนไหนข้าจะคอยรับฟังเอง"
มู่เหยียนที่มีใบหน้าสวยงามไม่แพ้หงหนิงในตอนนี้ยิ้มอย่างอ่อนโยน สองมือยังคงบีบนวดผู้เป็นนายอย่างแผ่วเบานัยน์ตาฉายแววเศร้าสร้อยเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับผู้เป็นนายขึ้นว่า “เพคะ”