บทที่139 ฟ้ากลั่นแกล้ง
ระหว่างทางที่ติดตามการเคลื่อนขบวนทัพของเว่ยซวงเฟยฮุ่ยจวินบังเอิญเห็นเส้นทางสองสายที่ผุดขึ้น มันจึงรั้งฝีเท้าไม่ไปต่อ เส้นทางแรกที่เห็นย่อมเป็นรอยกรีบเท้าม้าแห่งกองทัพซึ่งมุ่งไปส่วนอีกเส้นทางกลับมิได้เห็นด้วยตาเปล่า ทว่ามันสามารถเห็นด้วยการสัมผัสทางมโนคติ เป็นเส้นทางที่เลือนลางแต่ก็ทำให้คนรับรู้ว่ามันคือเส้นทางที่เชื่อมไปสู่กฎเกณฑ์ที่ส่งเสริมมหาวิถีเจ็ดดาราของมันได้!
ตลอดรายทางที่ติดตามกองทัพ ชายหนุ่มก็ได้เห็นได้คิด ได้สัมผัส และได้เข้าใจหลายสิ่งจากทั้งคน และธรรมชาติ สัจธรรมดีชั่ว ขาวดำยากแบ่งแยกแต่พวกมันล้วนดำรงอยู่ด้วยกันอย่างลงตัวไร้สิ้นสุด
จิตดีแต่ถูกบังคับให้ชั่ว ก็กลับกลายเป็นคนชั่ว
จิตดีปฏิเสธชั่ว ก็ถูกชั่วกลืนกิน
จิตดีหากไร้พลังหนุนเสริมย่อมมิอาจเอาชนะจิตชั่วระหว่างนี้มันเองก็ฆ่าคนอย่างไร้ปราณี ฆ่าคนเริ่มไม่ไตร่ตรอง มันเองก็ได้ถูกจิตชั่วครอบงำไปมากแล้วจนพลังแห่งความดีเริ่มถูกกลืนกิน ดีชั่วดำขาวไม่สมดุล มิน่าเล่ามหาวิถีเจ็ดดาราดวงที่สี่ของมันจึงยิ่งดูไกลริบหรี่ทั้งยังหม่นแสงลงไปเรื่อยๆจนมันแทบจะมองไม่เห็น ยิ่งมันตามขบวนกองทัพนี้มากเท่าไหร่ สังหารทหารเลวสนองตอบต่อจิตใจมากเท่าใดมหาวิถีเจ็ดดารา โดยเฉพาะดาราดวงที่สี่ของมันก็คล้ายมอดดับตาม
ยิ่งมันตามกองทัพได้เร็วเท่าไหร่ มันยิ่งเข้าถึงดาราดวงที่สี่ได้ช้าเท่านั้น
“หรือกฎเกณฑ์ที่เราคิดมิตกคือดีเลวสู่สมดุล"
กล่าวไปพลางมันก็หวนนึกไปพลาง ในช่วงที่มันประพฤติดีจิตใจปลอดโล่งไร้จิตสังหาร มันก็เพียงเห็นแสงสว่างจากดาราดวงที่สี่ทว่าก็มิเคยเอื้อมถึงพอช่วงที่ผ่านมามันถูกการกระทำของคนชั่วดึงให้จิตใจดำดิ่ง มุ่งหาจิตสังหาร แสงสว่างก็มัวหมองจางหายและลดลงไปจนมองไม่เห็นสิ่งที่มันกล่าวจึงอาจเป็นกฎเกณฑ์สู่การทะลวงประตูแห่งดาราดวงที่สี่ของมัน
ฮุ่ยจวินไม่ปล่อยให้โอกาสของเส้นทางที่เผยออกได้ว่างเว้นมันนำมหากฎเกณฑ์ที่ผสานรวมจนทะลวงประตูแห่งดวงดาราทั้งสามมาได้ ผสานเข้ากับแนวคิดและกฎเกณฑ์ที่มันพึ่งนึกถึงทันทีซึ่งนี่ก็ทำให้มันเข้าสู่สมาธิดั่งการจำศีลเพื่อฝึกวิชาอย่างไม่รู้ตัว
พื้นฐานการเพิ่มพูนพลังภายนอกคือฝืนร่างกายพื้นฐานของการเพิ่มพูนพลังภายในคือระยะเวลาเพาะบ่มลมปราณ คนที่ฝึกลมปราณมาเยอะ มีช่วงเวลาชีวิตที่ยาวนานความลึกล้ำด้านพลังภายในยิ่งสูงส่ง เพียงแต่พลังร่างกายย่อมเสื่อมสภาพไปตามวัย แต่สำหรับฮุ่ยจวินยิ่งมันแก้ไขแลตีความอันสลับซับซ้อนของกฎเกณฑ์มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งคล้ายคนที่เจนโลกมานานเท่านั้นยิ่งผสานกับหลักเกณฑ์แห่งมหาวิถีเจ็ดดารา มันก็คล้ายได้เพาะบ่มพลังภายในภายใต้กรอบเวลาอันจำกัดแบบเท่าทวีคูณจึงไม่จำเป็นต้องฝึกจนแก่เฒ่า มันก็สามารถมีพลังภายในที่ลึกล้ำเพิ่มพูนได้
มหาวิถีเจ็ดดาราของฮุ่ยจวิน ทำลายขนบธรรมเนียมการฝึกลมปราณในยุคสมัยที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง
ตอนนี้บรรยากาศรอบกายของฮุ่ยจวินยิ่งมายิ่งสงบจนตัวตนที่พริ้มตาอยู่ภายใต้ภวังค์ดูราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หากไม่เพ่งสมาธิหรือใช้ดวงตามองให้ดีมันอาจจะดูเหมือนหินแข็งทื่อก้อนหนึ่งก็มิปาน จึงไม่แปลกที่เหล่าภมรหนอนแมลงจะโบยบินมาเกาะกุมอย่างมากมาย
ฮุ่ยจวินได้เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติแล้วสิ่งใดก็ยากจะดึงสติของมันคืนกลับไป แม้แต่เสียงฝีเท้าม้าซึ่งลากจูงเทียมเกวียนเคลื่อนผ่านไม่ไกลนักก็มิอาจรบกวนสมาธิมันได้เช่นเดียวกับผู้ที่อยู่บนรถม้า หากเพียงนางพินิจมองผ่านม่านมู่ลี่อย่างตั้งใจเสียหน่อยก็จะมองเห็นคนผู้หนึ่งมิใช่ก้อนหินแต่เสมือนม่านมู่ลี่ตัดขาดโลกของคนทั้งสอง หรืออาจเป็นเพราะโชคชะตาตัดขาดโลกของพวกมันเพียงห่างกันแค่ไม่กี่วา พวกมันจึงไม่สามารถที่จะสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของซึ่งกัน
รถม้าคันนั้นเคลื่อนผ่านไปไกลแล้ว เช่นเดียวกับกองทัพที่เคลื่อนเข้าใกล้เมืองอิ๋งซานมากขึ้นเรื่อยๆ ฮุ่ยจวินกลับหยุดก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความเป็นจริงเบื้องหน้าแต่มันพยายามก้าวเดินในเส้นทางแห่งมหาวิถีในหัว วาสนาคนเรามาไม่เลือกช่วงเวลา วาสนาของฮุ่ยจวินก็เปิดออกมาในครานี้แต่สุดท้ายความเข้าใจในกฎเกณฑ์และการแปลงกฎเกณฑ์ให้เป็นหนึ่งในมหาวิถีของมันจะเป็นวาสนาหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของมันแล้ว
.
.
.
ผ่านไปอีกคืนวัน กองทัพใหญ่แห่งแคว้นเว่ยที่นำโดยจักรพรรดิเว่ยซวงเฟยก็บรรลุถึงอาณาเขตเมืองอิ๋งซานส่วนรถม้าของเจียวมิ่งก็ใกล้ออกจากเขตเมืองอิ๋งซานไปแล้วเช่นกัน รถม้าของนางนั้นไม่รีบไม่ร้อนตลอดเวลานางยังคงถ่ายทอดหลักคำสอนให้แก่คนในเมืองไม่ขาดตก นี่ผ่านมาหลายวันแล้วนางค่อยเคลื่อนรถม้าออกและเพราะเป็นเช่นนี้จึงไม่เป็นพิรุธต่อสายตาของอู่ถงที่คอยจับจ้องอยู่ตลอด อีกทั้งจึงเป็นผลให้กองกำลังทหารที่ปิดล้อมรวมถึงคนจากวิหารยุทธ์ล้วนไม่มีใครคิดรั้งนาง ราชโองการห้ามผู้ใดเข้าออก มดแมลงซักตัวก็อย่าได้ละเว้นทว่านางเป็นถึงหัวหน้าหน่วยที่สามของวิหารปัญญาแห่งนิกายเทวะวจนะ เช่นนั้นใครยังจะกล้าขัดขวางอีกอย่างนางก็มิได้มีพิรุธหรือกระทำการอันน่าสงสัยใด ต่อให้เป็นจักรพรรดิเว่ยซวงเฟยมาเองก็คงมิกล้าที่จะรั้งรถม้าของนางให้อยู่ต่อซึ่งในทางกลับกัน การที่นางไม่อยู่นับเป็นเรื่องดีต่อคนวิหารยุทธ์มากกว่า
“เชื่องช้าคือรวดเร็ว ไร้เร่งรีบจึงเร่งรีบคำกล่าวนี้ไม่ผิดเลยจริงๆ"
เส้าเทียนกล่าวไปพลางชื่นชมเจียวมิ่งไปพลาง
เจียวมิ่งแย้มยิ้มน้อยๆ
“หากเร่งรีบจนเกินไปจนลืมภารกิจแน่นอนว่านั่นย่อมมิใช่ตัวข้าและแน่นอนว่าย่อมมิอาจรอดพ้นหูตาของใครบางคน”
เส้าเทียนขมวดคิ้ว
“ยังมีคนที่ทำให้หัวหน้าหน่วยแห่งวิหารปัญญาเช่นท่านต้องกริ่งเกรง"
“ข้ามิใช่ธรรมบาลหรือมหาเทวะ เช่นนั้นจึงมีหลายสิ่งให้ต้องกริ่งเกรงอีกทั้งการเป็นคนที่ยอมกริ่งเกรงเสียบ้าง นั่นย่อมทำให้การใช้ชีวิตง่ายดายขึ้น"
เส้าเทียนคิดตามก่อนผงกศีรษะเห็นพ้อง
“สมแล้วที่เป็นผู้เผยแพร่ศาสตร์คำสอนท่านราวกับเป็นผู้ที่ตรัสรู้ไปแล้วอย่างแท้จริง"
“ข้ามิอาจน้อมรับคำชม เพราะข้านั้นยังเปรียบเป็นเพียงบัวดอกหนึ่งที่เพียงพึ่งโผล่พ้นน้ำเท่านั้น"
ครานี้เส้าเทียนส่ายศีรษะไม่เห็นด้วย
“หากท่านเป็นเพียงบัวพ้นน้ำ คนบนโลกคงเป็นบัวใต้ตมแล้ว"
กล่าวคำนี้ออกมามันก็นึกถึงฮุ่ยจวินผู้มากด้วยเมตตาแลคุณธรรมก่อนถอนคำพูด
“ไม่สิ โลกนี้ยังมีคนเช่นท่านอีกผู้ มิอาจเปรียบมันเป็นบัวใต้ตมได้"
เจียวมิ่งรู้สึกอยากรู้ว่าผู้ใดที่สามารถทำให้บุรุษตรงหน้ายอมรับได้ถึงเพียงนี้จึงไต่ถาม
“พอจะบอกนามอันสูงส่งของคนผู้นั้นได้หรือไม่"
เส้าเทียนทอดสายตามองผ่านช่องหน้าต่าง
“ข้าเองก็ไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามของมันแต่สำหรับข้า มันนับเป็นสหายที่ประเสริฐผู้หนึ่งไว้มีเวลาข้าจะเล่าเรื่องมันให้ท่านฟัง"
“พวกท่านช่างแปลกนัก ขนาดนับถือกันเป็นสหายทั้งที่มีจิตใจที่เชื่อมั่นอย่างสูงสุดต่อกันเพียงนั้น พวกท่านยังไม่รู้จักตัวตนซึ่งกันและกันอีก"
“บางทีคำว่าถูกชะตา ก็ไม่จำเป็นต้องมีคำว่ารู้ทุกอย่างมาเป็นกฎเกณฑ์มิใช่หรือ"
เจียวมิ่งมองหน้าบุรุษหนุ่มแวบหนึ่ง
“ก็ถูกของท่าน"
สนทนามาพักหนึ่ง รถม้าก็ใกล้เคลื่อนผ่านกองกำลังที่โอบล้อมเข้ามาเต็มทีเมื่ออยู่ภายในรถม้าคันนี้ แม้ห่างกับศัตรูเพียงหายใจลดต้นคอก็ราวกับตัดขาดเป็นคนละโลกคนจากวิหารยุทธ์เมื่อรู้ว่ารถม้าคันนี้โดยสารมาด้วยใคร พวกมันก็ไม่อยากเผยตัวให้เรื่องยุ่งยากรถม้าจึงเตรียมออกจากเมืองอิ๋งซานไป
กองทัพใหญ่ของเว่ยซวงเฟยคิดมาฆ่าคนเพื่อสำแดงแสนยานุภาพแต่คนกลับหลุดออกไปได้อย่างง่ายดายแล้ว
“ตอนนี้ข้าเพียงช่วยท่านได้แค่มาส่ง ส่วนลึกๆข้าก็หวังเห็นท่านเปลี่ยนแปลงกลียุคของอาณาประชาราษฎร์แคว้นเว่ยให้ได้ เพราะข้าเชื่อในสามัญสำนึกว่าท่านแตกต่างจากเว่ยซวงเฟย…จากนี้ขอท่านจงอย่าวู่วาม จงอดทนอดกลั้น ทุกสรรพสิ่งมิอาจหนีกาลเวลาเร่งรีบไปก็ใช่ว่าจะสำเร็จ ช้าหน่อยเส้นทางอาจมั่นคงยิ่งกว่า”
เส้าเทียนประสานมือ
“ต้องขอบพระคุณในน้ำใจและคุณธรรมอันสูงส่งของแม่นางข้าเส้าเทียนผู้นี้หากแม้นต้องตายด้วยน้ำมือนิกายเทวะวจนะ แต่ข้าจะไม่มีทางโกรธเคืองท่านแม้เพียงนิดและถ้าหากข้าไม่ตาย ข้าจะขอทดแทนบุญคุณของแม่นางตราบชั่วชีวิต"
เจียวมิ่งพริ้มตาลง
“ข้ามิได้ช่วยเพราะต้องการให้ใครติดค้างบุญคุณเพียงแต่ช่วยท่านหนึ่งคน อาจเท่ากับได้ช่วยคนทั้งแคว้น เช่นนี้ข้าจึงไม่กลัวที่จะช่วย"
เส้าเทียนยิ่งได้สนทนากับสตรีสะคราญโฉมตรงหน้ายิ่งรู้สึกเลื่อมใสแล้วความเลื่อมใสก็เพิ่มพูนเป็นความชอบ เพียงอยู่กับนางบนรถม้าไม่กี่วัน ได้มองเห็นอากัปกิริยาแลทัศนคติตลอดช่วงที่ผ่านมาของนางยิ่งทำให้มันหลงไหลมันกลับมีใจให้สตรีนางนี้ไปแล้ว
“เราท่านต้องได้พบกันอีกแน่ และข้าจะไม่ยอมตายง่ายๆจนกว่าจะถึงตอนนั้น"
รอจนรถม้ากำลังจะผ่านขบวนทัพม้าของราชวงศ์แคว้นเว่ยไปเส้าเทียนเตรียมที่จะอาศัยความมืดแลแมกไม้ใบหญ้าบดบังอำพรางกาย จังหวะนั้นเองท่าร่างของชายหนุ่มก็ต้องชะงักในรถม้าไม่มีใครรั้งมัน นอกรถม้าก็ไม่มีใครพบเจอมัน ทว่ามันได้ฟังคำสนทนาของเหล่าทหารหลายประโยคมันจึงมิอาจจะจากรถม้าคันนี้ไปได้
“จริงหรือ"
“ย่อมแน่นอน ข่าวคราวที่ข้าทราบมาย่อมไม่ผิดพลาด”
“จะเป็นไปได้อย่างไร พวกมันสมควรจะตกตายไปพร้อมกับอดีตจักรพรรดิพระองค์ก่อนแล้ว"
“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ตอนนี้ทหารจับพวกมันเอาไว้ได้แล้วได้ข่าวว่าพวกมันดั้นด้นเข้าสู่เมืองอิ๋งซานเพื่อช่วยคน สุดท้ายจึงถูกจับ"
“องครักษ์ซ้ายขวานอกจากพวกมันไม่ตาย พวกมันก็ยังแฝงตัวเงียบมาอย่างยาวนานการที่มันยอมเปิดหน้าแลกเพื่อมุ่งไปที่อิ๋งซานเช่นนั้นย่อมหมายถึง…”
“ผู้มีวาสนามังกรถูกล้อมอยู่ที่นั่นจริงๆ"
“เช่นนั้นการเคลื่อนมหาสมุทรดับกองไฟก็มินับว่าสูญเปล่าแล้ว"
“ได้ตัวกองกำลังที่แอบแฝง ทั้งยังได้ฆ่าสายเลือดสุดท้ายนี่นับได้ว่าถอนรากถอนโคนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด”
“องครักษ์ซ้ายขวาครั้งหนึ่งเคยรอดได้ครั้งนี้อย่าหวังว่าจะรอด!”
“เจ้าสายเลือดสุดท้ายเองก็เช่นกัน!”
มือของเส้าเทียนกำแน่น ขาที่เตรียมก้าวกระโดดออกจากประทุนรถม้าชะงักกลับมันนึกถึงสององครักษ์ผู้ภักดี สององครักษ์ที่ดูแลมัน ฝึกสอนมัน จนมันมองคนทั้งสองมิต่างจากอาจารย์ตอนนี้คนทั้งสองตกอยู่ในอันตราย เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็คงเกิดขึ้นจากตน ดังนั้นมันยังจะหนีเอาตัวรอดแต่เพียงผู้เดียวได้อย่างไร
เส้าเทียนคืนกลับไปนั่งในตำแหน่งเดิม นัยน์ตาฉายชัดถึงความหนักแน่นเด็ดเดี่ยว
“รบกวนแม่นางให้พาข้ากลับไปแล้ว"
เจียวมิ่งคิดกล่าววาจาทัดทาน แต่เพราะรับรู้ถึงจิตใจแลตัวตนเบื้องลึกของคนผู้นี้เช่นนั้นวาจาของนางที่จะกล่าวออกไปจึงมินับว่าจะเกิดประโยชน์ ปากของนางจึงปิดเงียบแต่ในจิตใจส่วนลึกของนางรู้สึกยอมรับแลชื่นชมในคุณธรรมของบุรุษหนุ่มตรงหน้ามิน้อย ซึ่งก็นับรวมตั้งแต่ตอนที่มันดั้นด้นเสี่ยงอันตรายเพื่อไปเอาเถ้าถ่านนั่นแล้ว
นางมองคนไม่ผิดจริงๆ แต่น่าเสียดายที่คนดีเช่นนี้ฟ้ากลับไม่ส่งเสริมเพราะหากฟ้าส่งเสริม ชีวิตของมันคงไม่เป็นเช่นนี้ และมันคงไม่บังเอิญได้ยินคำสนทนาอย่างเหมาะเจาะเมื่อครู่นี้
ฟ้ามักกลั่นแกล้งคนอย่างแท้จริง!
เสียงทอดถอนใจของเจียวมิ่งดังขึ้นแผ่วเบามือของนางโบกสะบัดเล็กน้อยก่อนสั่งการผู้คุมบังเหียนม้าเบื้องนอก
“กลับอิ๋งซาน"