เงากระบี่ใต้อักษร

    บทที่ 6.เหตุซ้ำซ้อนในอาราม (5)

            ฟางเสวี่ยเฟยหมุนร่าง ตีลังกากลางอากาศหลายตลบเพื่อลดทอนแรงกระแทกที่ได้รับ กระทั่งพลิ้วกายลงยืนอย่างมั่นคงมันทั้งตื่นตระหนกทั้งประหลาดใจ

     

           ในสภาวะกระบี่สุดล้าเช่นนั้น คนชุดดำทั้งห้ายังชิงจู่โจมคงความได้เปรียบไว้อีกครั้ง!

     

           ก่อนฟาดฝ่ามือ ฟางเสวี่ยเฟยคิดทำร้ายพวกมันคนหนึ่ง เพื่อคลายสภาพถูกปิดล้อมจากนั้นค่อยจัดการคนที่เหลือ ทว่าเวลานี้ นอกจากมันไม่ได้เปรียบยังถูกลมปราณกระแทกย้อน แทบกระอักโลหิต ไม่ทราบกลยุทธ์ค่ายกระบี่อันยอดเยี่ยมยิ่งนี้ เป็นของค่ายสำนักใด มันไม่คุ้นตามาก่อนเลย

     

           เจ้าของกระบี่ร้ายกาจทั้งห้าเล่ม เป็นบุรุษท่าร่างปราดเปรียวแต่งชุดดำโพกหน้าด้วยผ้าสีดำ แววตาทั้งห้าคู่ทอประกายดุดันทั้งชุดทั้งกระบี่ที่ใช้ ไม่มีสัญลักษณ์ใด บ่งบอกแหล่งที่มาของพวกมัน

     

           มือกระบี่ทั้งห้าเมื่อทราบว่า ฝ่ามือของพวกมันประสบผลรีบปรับเปลี่ยนกระบวนท่า จู่โจมกระบี่ต่อเนื่อง

     

           ทั้งห้ากระจายเป็นวงกลมโอบล้อม สลับสับเปลี่ยนตำแหน่งกันมิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ประกายจุดแต้มนับไม่ถ้วน อันเกิดจากปลายกระบี่สั่นพลิ้วระยิบระยับ ครอบคลุมจุดสำคัญ ทั่วร่างฟางเสวี่ยเฟย

     

           ฉับพลัน ประกายเหล่านั้นพุ่งวาบ จู่โจมเข้าใส่ฟางเสวี่ยเฟยดุจดาวตก!

     

           การประสานกระบี่ของทั้งห้าร้ายกาจยิ่งเพลงกระบี่มีแต่กระบวนท่ารุกอย่างดุดัน ทุกกระบี่ทุ่มเทใช้จนสุดกำลังไม่เหลือทางถอยให้กับตนเอง คล้ายยินดีตายตกพร้อมศัตรู

     

           ทั้งยังปรับเปลี่ยนตำแหน่ง สลับกันเข้าจู่โจมต่อเนื่องรวดเร็วลำพังฝีมือแต่ละคน ก็ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง ทั้งห้าสามารถนับเป็นมือกระบี่ชั้นแนวหน้าในยุทธจักรได้อย่างแน่นอน

     

           ฟางเสวี่ยเฟยตั้งรับมิตอบโต้ ทางหนึ่งลอบกรุยชีพจร ให้กลับสู่สภาวะปกติอีกทางลอบศึกษา ค่ายกระบี่บุรุษชุดดำ คมกระบี่ฉวัดเฉวียนเฉียดร่างมันไปมาหลายครั้ง กระนั้นฟางเสวี่ยเฟยยังกุมสมาธิมั่น

     

           นี่มิใช่ค่ายกระบี่ ซึ่งคิดขึ้นเพื่อตายตกพร้อมศัตรูแน่ เพราะแม้ยามจู่โจมจะคล้ายยินดีแลกชีวิตแต่ไหนเลยสามารถปลิดชีวิตพวกมันคนใดได้

     

           ที่แท้ในช่วงเวลาพริบตา กระบี่พุ่งจู่โจมใส่เป้าหมาย ต้องมีประกายกระบี่ไม่น้อยกว่าสองสาย สอดเข้ามาสกัดกั้น คอยคุ้มครองอยู่เรื่อยไป สลับสับเปลี่ยนกันเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง

     

           ดังนั้นผู้ซึ่งใช้กระบี่ ในตำแหน่งรุกจึงไม่ลังเล ใช้ท่ากระบี่รุกจู่โจมได้อย่างสุดกำลัง มิต้องคอยพะวงป้องกันตัวเอง

     

           มันยิ่งวิเคราะห์ยิ่งงุนงง...

     

           ค่ายกระบี่นี้จะว่าไป คล้ายใช้หลักสี่สัณฐาน ทว่าเพียงวูบแปรเปลี่ยนเป็นสองสัณฐาน ท่าเท้าเดี๋ยวก้าวตามหลักแผนภูมิแปดเดี๋ยวใช้ท่าเท้าสี่สัณฐาน

     

           จริงอยู่อันวิชาเหล่านี้ ล้วนมีต้นกำเนิดจาก หลักแปรเปลี่ยนหยินหยางเฉกเช่นกันทั้งสิ้น จึงสอดคล้องเสริมอานุภาพ ซึ่งกันและกันได้

     

           กระนั้นการรวมหลักสองสัณฐาน ถึงแผนภูมิแปด ประกอบเป็นค่ายกระบี่อันพิสดารเช่นนี้ นับว่ามิเคยพบเห็นมาก่อนเลย

     

            เนื่องเพราะมันเคยศึกษาค่ายกลกระบี่ของสำนักต่าง ๆ เพื่อเตรียมรับมือ ค่ายกระบี่เจ็ดดาวของสำนักอู่ตังอันถือได้ว่าเป็นสุดยอดค่ายกลกระบี่

     

           ประสบการณ์ในครั้งนั้น ทำให้มันกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญค่ายกลกระบี่โดยไม่รู้ตัว ไม่เช่นนั้นไหนเลย สามารถมองกลยุทธ์ในค่ายกระบี่อันเยี่ยมยอด ของบุรุษชุดดำได้ในเวลาอันสั้น

     

           ทั้งรูปขบวนทั้งพลังฝีมือ บ่งบอกอย่างชัดเจน คนเหล่านี้ต้องถูกฝึกสอนจากผู้เยี่ยมยุทธ์โดยตรง พวกพรรคหรือค่ายสำนักย่อย ไม่มีทางฝึกบุคคลเหล่านี้ได้คาดเดาที่มาพวกมันไม่ออกจริง ๆ

     

           เพียงเสียสมาธิไปครุ่นคิด ที่มาที่ไปคนทั้งห้าชั่วครู่ประกายกระบี่สายหนึ่ง เรียกโลหิตจากแขนมันได้!

     

           มือกระบี่ทั้งห้าเห็นดังนั้น ยิ่งเพิ่มความฮึกเหิมลำพองไม่รีรอให้เสียโอกาส พุ่งทั้งร่างทั้งกระบี่ผ่าอากาศใส่ฟางเสวี่ยเฟยโดยพร้อมเพรียง!

     

           ฟางเสวี่ยเฟยจนใจ ไม่อาจคิดหาวิธีทำลาย ค่ายกระบี่อันรัดกุมนี้ทั้งไม่ทราบพวกมันเป็นผู้ใด? มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของปู้เอี้ยนต้าซือหรือไม่? เหตุใดต้องลอบทำร้ายมัน? เรื่องประดานี้ไม่มีคำตอบทั้งสิ้นต่อสู้ยืดเยื้อต่อไปย่อมไม่เกิดผลอันใด ปุบปับไม่อาจทำลายค่ายกระบี่ก็จำต้องใช้วิธีสุดท้ายแล้ว

     

           ‘เมื่อไม่อาจเอาชัย ก็ถอยหนีดีกว่า’

     

           คิดดังนั้น รีบพลิ้วกายกลับหลัง กระโดดหนีเข้าไปในป่า หลังอารามทันที

     

           บุรุษชุดดำทั้งห้าเห็นดังนั้น ยิ่งไล่ติดตามอย่างไม่ลดละ

     

           ฟางเสวี่ยเฟยทุ่มเทวิชาตัวเบา หลบหนีเข้าไปในแนวป่าสนทึบ ติดเทือกเขาอีกลูก

     

           แม้มันเร่งออกวิ่งอย่างรวดเร็ว ทว่าโสตประสาททุกส่วนจับความเคลื่อนไหวของบุรุษชุดดำทั้งห้า มิปล่อยให้คลาดจากกัน

     

           ทว่าวิ่งไปได้อีกระยะ มันกลับต้องขมวดคิ้วหยุดร่างลงเหลียวหน้ากลับไปด้านหลัง...

     

           บุรุษชุดดำทั้งห้าหายไปแล้ว พวกมันอันตรธานโดยไร้ร่องรอยมิต่างจากตอนที่พวกมันปรากฏตัว

     

           สถานที่ซึ่งบุรุษชุดดำทั้งห้า สลายตัวไปเป็นชายป่าโปร่งเกือบติดเทือกเขาอีกลูก ได้ยินเสียงน้ำจากลำธาร ไหลเอื่อย ๆ อยู่เบื้องหน้า

     

           ฟางเสวี่ยเฟยตัดสินใจเดินต่อไป กระทั่งถึงลำธารแห่งนั้นมันก้มลงล้างหน้าบ้วนปาก มองดูปลาตัวใหญ่แหวกว่าย ในลำธารใสดุจกระจกท้องร้องดังโครกคราก ใช้แรงตั้งแต่เช้าเยี่ยงนี้ รู้สึกหิวโหยยิ่งจริง ๆ

     

           บุรุษหนุ่มคิดจับปลา มากินสักหลายตัว ทว่าความคิดของมันต้องชะงักลงอีกครั้ง เพราะมันรับรู้ถึงประกายคมกล้าสี่สาย พุ่งจับจ้องมาที่ตนเอง!

     

           เมื่อหันกลับไปมอง พบว่ามีบุรุษวัยกลางคนสี่คน สีหน้าเคร่งเครียดชุดแต่งกายเฉกเช่นเดียวกับริวจิ และท่านโยชิอิ หว่างเอวคาดดาบยาวคนละเล่มยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของลำธาร

     

           บรุษหนุ่มจึงเข้าใจ

     

           ‘มือกระบี่ทั้งห้ายอมจากไป เพราะมีคนจัดการแทนพวกมันนี่เอง’

     

           หนึ่งในบุรุษทั้งสี่กล่าวว่า

     

           “พวกเราคือรองหัวหน้าตึกของหมู่ตึกบูรพา ท่านต้องการให้เรารอท่านทานอาหารเสร็จก่อนหรือไม่”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยฝืนยิ้ม กล่าวว่า

     

           “ไม่ต้องเกรงใจปานนั้น” เวลาเช่นนี้ใครจะไปกินอะไรได้

     

           บุรุษอีกคนหนึ่งกล่าวว่า

     

           “ท่านไม่มีอาวุธ?”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยแบมือทั้งสองข้างออก

     

           “ดูเหมือนข้าพเจ้าจะไม่มี”

     

           บุรุษคนที่สามกล่าวว่า

     

           “ขอให้ท่านเข้าใจ พวกเราปกติไม่เคยเอาเปรียบผู้อื่น หากคราวนี้เกี่ยวเนื่องความปลอดภัยท่านโยชิอิ มิอาจยึดถือกฎเกณฑ์ใด ๆ ได้ ต้องขออภัยท่านจริง ๆ”

     

           พวกมันเกรงอกเกรงใจปานนี้ ฟางเสวี่ยเฟยได้แต่ฝืนยิ้ม อย่างยากยิ่ง

     

           “ข้าพเจ้าเข้าใจ”

     

            บุรุษอีกคนที่นิ่งเงียบมาตลอดกล่าวว่า

     

           “แต่ขอเพียงท่าน ยอมส่งท่านโยชิอิคืนให้พวกเรา พวกเรารับรองจะไม่ถือสาหาความใดกับท่านอีก ข้อเสนอนี้ท่านว่าดีหรือไม่”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยผงกศีรษะกล่าวว่า

     

           “ย่อมดีแน่นอน”

     

           หนึ่งในบุรุษทั้งสี่กล่าวอย่างยินดี

     

           “ท่านตกลง?”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยกล่าวอย่างจริงจัง

     

           “หากข้าพเจ้าทราบว่า ท่านโยชิอิอยู่ที่ไหน ต้องรีบนำส่งพวกท่านแน่”

     

           “ท่านไม่ทราบจริงหรือ?”

     

           “ข้าพเจ้าไม่ทราบ”

     

           บุรุษทั้งสี่มองหน้ากันวูบ ต่างพยักหน้า พร้อมชักดาบยาววิ่งข้ามลำธารตรงเข้าหา ฟางเสวี่ยเฟยโดยพร้อมเพรียง!

     

           ประมุขหมู่ตึกตระกูลฟาง มิได้คิดหลบหนีอีก คนทั้งสี่เพียงต้องการจับกุมมันเท่านั้น การจับกุมย่อมไม่อาจลงมือ อำมหิตจนเกินไปดังนั้นมันจึงได้เปรียบอยู่มาก

     

           เพียงไม่กี่ก้าวหลังคนทั้งสี่ วิ่งข้ามลำน้ำ ด้านหลังของพวกมันบังเกิดเงากระบี่วูบขึ้นอีกห้าสาย!

     

           คนทั้งสี่มิได้เฉลียวใจแม้แต่น้อย ฟางเสวี่ยเฟยคิดร้องเตือนพร้อมรีบสะอึกตัวเข้าไปช่วย แต่ไม่ทันการณ์เสียแล้ว!

     

           กระบี่อำมหิตห้าสายวูบขึ้น เพียงครั้งเดียวราวสายวิชชุ

     

           พริบตา! โลหิตสี่สาย พุ่งออกจากลำคอ รองหัวหน้าตึกทั้งสี่!

     

            เพียงคนละหนึ่งกระบี่สามารถฆ่าสี่รองหัวหน้าตึก พร้อมกันอย่างเลือดเย็น!

     

           เจ้าของกระบี่ทั้งห้าสาย คือบุรุษชุดดำซึ่งจู่ ๆหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนั่นเอง!

     

           รองหัวหน้าตึกมีเพียงสี่ บุรุษชุดดำมีถึงห้าคนมันใช้หนึ่งคนสังหารหนึ่งชีวิต

     

            มีกระบี่เหลืออีกหนึ่งเล่ม!

     

           กระบี่เล่มนั้นถูกขว้าง พุ่งเข้าใส่ฟางเสวี่ยเฟยอย่างเร่งร้อน

     

           ฟางเสวี่ยเฟยตื่นตะลึง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โทสะพลันประดังเลือดในกายเดือดพล่าน!

     

           เจ็ดปีแล้วที่ฟางเสวี่ยเฟย ไม่เคยบันดาลโทสะรุนแรงเช่นนี้!

     

           รองหัวหน้าตึกทั้งสี่ คิดจับกุมมัน นับเป็นเพียงความเข้าใจผิด

     

           คนทั้งสี่ต่างพุ่งสมาธิมาที่มัน จึงไม่ทันระวังตัว นี่เท่ากับมันให้ร้ายคนทั้งสี่ทางอ้อมแท้ ๆ

     

           แววตาฟางเสวี่ยเฟย แปรเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง!

     

           ประมุขตระกูลฟาง พุ่งร่างเข้าใส่กระบี่ซึ่งขว้างมาที่มันสองนิ้วคีบจับลำกระบี่ เหวี่ยงไปด้านข้างอย่างไม่แยแส ท่าร่างไม่เพียงไม่ชะงักซ้ำยังเร่งเร็วขึ้นอีก!

     

           นับเป็นความเร็วที่น่าตระหนก! ระดับความเร็วของมัน แตกต่างจากที่แล้ว ๆมาอย่างสิ้นเชิง! ร่างมันโผทะยานรวดเร็ว ว่องไว เร่งร้อนดั่งอาชาทะยานเมฆ!

     

           บุรุษชุดดำทั้งห้า เคยเห็นฟางเสวี่ยเฟย ยามวิ่งหลบหนี ย่อมคาดคิดว่านั่นเป็นระดับความเร็วสูงสุดของมัน

     

           ทว่ากลุ่มบุรุษชุดดำ คาดการณ์ผิดโดยสิ้นเชิงแล้ว!

     

           พริบตาเดียว ก่อนทั้งห้าจะทันตั้งตัว ฟางเสวี่ยเฟยบรรลุถึงร่างหนึ่งในพวกมัน!

     

           บุรุษชุดดำผู้เป็นเป้าหมายฟางเสวี่ยเฟย คือผู้ซึ่งขว้างกระบี่

     

           เนื่องเพราะในเวลานี้ มือของมันไม่มีอาวุธ เหมาะอย่างยิ่งจะเป็นเป้าหมายแรก!

     

           บุรุษชุดดำผู้นั้น ไม่คาดฝ่ายตรงข้าม จู่โจมรวดเร็วปานนี้ไม่ทันเคลื่อนไหวป้องกันตัว กลับถูกฝ่ามือฟางเสวี่ยเฟย กระแทกทรวงอกเต็มแรงเสียงซี่โครงหักสะบั้นดังเกรียวกราว!

     

           อารามตกใจปนเจ็บปวด มันรีบทิ้งตัวลงกับพื้นทันที มันมิต้องทนเจ็บปวดนานนักเพียงครู่บุรุษชุดดำผู้นั้นก็สิ้นใจตาย!

     

           กระบี่อีกสี่สายต่างฟันลง บนข้อมือฟางเสวี่ยเฟย ในจังหวะเวลาเดียวกัน!

     

           ประมุขตระกูลฟาง ไม่รั้งฝ่ามือกลับ เพียงวกข้อมือเป็นวงกลมเล็งเป้าหมายที่ทรวงอกมือกระบี่ทั้งสี่ แล้วฟาดฝ่ามือออกอย่างรวดเร็ว!

     

           ฉับพลัน บังเกิดกระแสอากาศ หนาหนักอย่างยิ่ง โถมเข้าใส่คนชุดดำทั้งสี่พวกมันรู้สึกอึดอัด หายใจแทบไม่ออก ทั้งสี่ทราบว่า ถูกฝ่ามือลมปราณอันกล้าแข็งครอบคลุมไว้สิ้นแล้ว เมื่อไม่มีทางหลีกเลี่ยง พวกมันรั้งกระบี่เปลี่ยนกระบวนท่าตอบโต้พลังฝ่ามือของฟางเสวี่ยเฟย

     

           กระบี่ทั้งสี่เล่ม พุ่งเข้าจู่โจมโดยพร้อมเพรียง!

     

           ฟางเสวี่ยเฟยเห็นดังนั้น รีบวกฝ่ามือกลับ แล้วฟาดออกอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

     

           พริบตานั้น! บังเกิดเสียงเพียะดังสนั่น!

     

           กระบี่ทั้งสี่เล่มในมือบุรุษชุดดำ ล้วนหักสะบั้นเหลือติดด้ามกระบี่ไม่ถึงเชียะ!

     

           ละอองโลหิตสาดกระเซ็น แดงฉานเหนือผิวน้ำ!

     

           โลหิตซึ่งสาดกระเซ็น หลั่งไหลออกจากง่ามนิ้วมือ บุรุษชุดดำทั้งสี่!

     

           บุรุษชุดดำทั้งสี่หน้าถอดสี กระบี่พวกมันเปี่ยมด้วยลมปราณแม้ใช้กระบี่หรือดาบต้านรับ ยังยากยิ่งจะกระแทกให้เบี่ยงเบนไปทว่าบุรุษผู้นี้กลับใช้มือเปล่า สะบั้นกระบี่พวกมันได้!

     

           ทั้งกระแทกลมปราณ พวกมันย้อนกลับ จนง่ามมือฉีกขาด

     

           พวกมันไหนเลยคาดคิด กลับมีวิชาฝ่ามือเช่นนี้อยู่ในโลก!

     

            ทั้งหมดฉุกใจคิดขึ้นพร้อมกัน นี่คือวิชา‘ฝ่ามือลมปราณซ่อนกระบี่’ ของตระกูลฟาง!

    คล้ายกับเรื่องเงากระบี่ใต้อักษร ที่คุณอ่าน