หลังการล่อนักฆ่ากลุ่มใหญ่ออกมาได้งานสมรสพระราชทานของหู่ซิ่นสือกับเซี่ยเม่ยจึงผ่านไปได้อย่างราบรื่นและชื่นมื่นหู่ซิ่นสือที่กลายเป็นเจ้าบ่าวหมาดๆ สีหน้าเบิกบานยิ้มแย้มได้ทั้งวันแต่ที่หน้าบานไม่แพ้กันคือจูจิ้นติ้ง เขาอารมณ์ดีจนคนรอบข้างแปลกใจ
เติ้งเฉินฟู่ที่ลอบติดตามเขาไปตั้งแต่คุณชายจินไหว้วานพบว่าองครักษ์จูหายเข้าไปในเรือนหลังน้อยนอกเมืองครั้นเขาคิดจะตามเข้าไปดูกลับเจอนักฆ่าระดับหนึ่งสองคนของสำนักมืออสูรออกมาขวางไว้ องครักษ์เติ้งที่มีฝีมือเหนือกว่าจึงไล่ฟันสองคนนั้นบาดเจ็บแต่ตามจับกุมตัวไม่ได้
“องครักษ์จูหายไปในเรือนเล็กนอกเมืองเจ้าแน่ใจใช่ไหมว่าเป็นเรือนของแม่ค้าขายแป้งทอด?”
“ขอรับไม่ผิดแน่แต่ข้ามัวไล่ฟันนักฆ่าตาขาวสองคนนั้นจนได้แผลจึงกลับมาก่อน”ท่ามกลางความสงสัยว่าองครักษ์จูอาจจะถูกจับกุมตัว แต่เช้าวันต่อมาจูจิ้นติ้งก็ยังมาทำงานแต่เช้าด้วยใบหน้าอิ่มสุขพร้อมขนมแป้งทอดมาฝากคนอื่นๆ
หลังจากได้ร่วมโต๊ะอาหารเช้าตามสัญญาแล้วจินวั่งซู่ก็ตัดเยื่อใยกับหมอเกาคนงามด้วยการห้ามมิให้นางมาดูแผลเขาอีกต่อไปทำเอาองครักษ์เติ้งหน้าเจื่อน ความหวังที่จะได้พบนางบ่อยๆ นับจากนี้พลันมืดดับ
“บาดแผลของข้าดีขึ้นมากแล้ว ที่ผ่านมาขอขอบคุณที่ท่านหมอได้ดูแลข้าเป็นอย่างดีจากนี้คงไม่ต้องลำบากท่านอีก ให้หมอที่จวนดูแลข้าแทน”
สีหน้าของท่านหมอเกาและองครักษ์เติ้งดูหมองลงพอๆกัน ทว่าใบหน้าและแววตาของจินวั่งซู่กลับสดใส เขาหลุดพ้นจากนางได้อีกวาระหนึ่งแล้ว!
“คุณชายจินคืนนี้ท่านจะออกไปพร้อมข้าหรือ?”
“เจ้าอย่าเอะอะ! เรื่องนี้ต้องสืบให้แน่ชัด”บาดแผลที่ขาของเขาเกือบจะหายเป็นปกตินับว่าแทบไม่เป็นผลกับการใช้วิชาตัวเบาแล้วจินวั่งซู่หมายมั่นปั้นมือจะได้ความจริงเรือนหลังน้อยที่จูจิ้นติ้งผลุบหายเข้าไป“ข้าได้กลิ่นทะแม่งๆ ไม่แน่ว่าอาจจะเรื่องน่าตื่นเต้นรอเราอยู่”
ภาพบุรุษสองคนที่ยืนซุบซิบกันอยู่ริมประตูห้องโถงเรียกความสนใจของพระชายาหานซู่ลี่เมื่อช่วยพระสวามีกำจัดนักฆ่ากลุ่มใหญ่ได้สำเร็จ นางก็ไม่มีเรื่องให้เข้าไปวุ่นวายหัวหน้าสวีผู้ดูแลสำนักคุ้มภัยหงส์ไฟทำงานได้รวดเร็วรวบรัดนักหลังจากนางส่งข้อความผ่านสายสืบของสำนักคุ้มภัยที่พรางตัวอยู่ในเมืองชิงหลิวให้เขาเตรียมยอดฝีมือไว้จำนวนหนึ่งหัวหน้าสวีกลับวางแผนช่วยเสร็จสรรพ
หงซือซือยืนมองคุณชายจินนางเคยได้ยินชื่อเสียงคนผู้นี้มานาน ‘จอมยุแยงแห่งเมืองหลวง’ว่ากันว่าจินวั่งซู่รู้ดีทุกเรื่องที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในเมืองหลวง โดยเฉพาะเรื่องของคนในราชวงศ์เขามักจะร่อนไปทั่วเมืองเพื่อสืบข่าวคราวของคนชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นคหบดีและขุนนางหากจะตั้งหัวหน้าสำนักหน่วยข่าวกรองของแคว้นหมิงทุกคนย่อมจะยกตำแหน่งให้เขาอย่างไรข้อกังขานางสืบในทางลึกก็พอจะรู้ว่าเขาเกี่ยวพันกับเหตุการณ์สำคัญมากมาย แม้จะคนภายนอกอาจจะมองคนผู้นี้ ไร้สาระและเอ้อระเหยคล้ายไม่ทำการทำงานอันใดจริงจังแต่นางที่คร่ำหวอดอยู่ในยุทธภพมานานและทำงานลับๆ มากมายกลับมองเห็นเขาแตกต่าง ‘ตำแหน่งคนโฉดอันดับสองของแคว้นหมิงควรจะมอบให้คนผู้นี้’
เติ้งเฉินฟู่ในชุดปฏิบัติการควบม้าออกมารอที่จุดนัดพบจินวั่งซู่ถือกระบี่เดิน กระเผลกเล็กน้อย “ท่านไหวหรือคุณชายจิน?”
“ไม่ต้องห่วงข้าหากเราเจอนักฆ่าในคืนนี้เจ้ากับข้าแยกย้ายกันหนีทักษะยุทธ์ข้าอาจจะไม่สูงส่งดังเหล่าองครักษ์เสื้อแพรแต่วิชาหนีของข้านับว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวง” สีหน้าของจินวั่งซู่ออกจะภาคภูมิใจในความสามารถนี้
“อืม! ข้าเคยได้ยินว่าวิชาตัวเบาของท่านล้ำเลิศนัก”
“จะว่าเช่นนั้นก็ได้ที่ผ่านมายังไม่มีใครกระโจนตามข้าได้ทัน”
องครักษ์เติ้งจ้องหน้าจินวั่งซู่ช่างเป็นคนโอ้อวดด้วยความเชื่อมั่นเสียจริงแต่ก็ดีหากเขาทำมีความสามารถจริงอย่างที่พูด “ข้าสบายใจขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว!”
ทั้งสองผูกม้าซ่อนไว้หลังต้นไม้ใหญ่กลุ่มหนึ่งแล้วขึ้นไปซุ่มบนกิ่งไม้ที่มองเห็นภายในรั้วบ้านน้อยได้ถนัดถนี่ไม่นานนักองครักษ์จูก็ควบม้ามาถึงประตูหน้าเขาเคาะห้าครั้งเป็นจังหวะที่ตกลงกันไว้กับเจ้าของบ้าน ไม่นานประตูนั้นก็เปิดออกชายหนุ่มจูงม้าเข้าไปผูกไว้ด้านหลังเรือนหญิงสาวเจ้าของบ้านถือจานอาหารไปวางบนโต๊ะที่ จูจิ้นติ้งนั่งรออยู่ทั้งสองรับประทานอาหารด้วยกันอย่างมีความสุข
“อ๊า! นี่มันใช่แบบที่ข้าคิดแต่ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราคาดหวัง”
“ท่านหมายถึงอะไร?”
“ข้าสงสัยอยู่แล้วเชียวว่าองครักษ์จูผู้นี้ดูร่าเริงยิ่งกว่าคนเพิ่งแต่งงานใหม่อย่างหัวหน้าหู่แต่ท่านอ๋องเก้าหวังให้เขาออกมาจับตาดูคนมิใช่จับคนเสียหน่อย”
หงซือซือได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา“ข้าว่าเขาคงจับคนได้แล้ว เช่นนี้เรายังคงเฝ้าเขาอยู่อีกหรือ?”
“รออีกสักนิดนี่ยังมิใช่สิ่งที่ข้าออกมาดู”
“ท่านออกมาดูสิ่งใด?”
จินวั่งซู่ไม่ตอบแต่ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก“จุ๊ๆ จับตามองให้ดีเถอะ”
สักพักทั้งคู่ก็วางตะเกียบหญิงสาวเป็นผู้เก็บอาหารและถ้วยจานไปล้าง ฝ่ายบุรุษหันไปติดเตาเล็กชงชา เมื่อนางหันกลับมาหาองครักษ์จูก็รินชาใส่ถ้วยแล้วยกให้นางการพูดคุยกันของทั้งคู่เป็นไปด้วยความสนุกสนานทั้งสองยิ้มให้กันจินวั่งซู่ทำปากจิ๊กจั๊กเมื่อเห็นจูจิ้นติ้งกุมมือของนาง ชายหนุ่มดับถ่านในเตาเล็กเซียนเจียวเหม่ยเดินมาปิดหน้าต่างเงาของทั้งคู่รวมเป็นเงาเดียวแล้ววูบหายเข้าไปทางประตูห้องนอน
“อ้าว!” เติ้งเฉินฟู่อุทานออกมา
“เจ้าจะตกใจทำไมกัน?องครักษ์จูของพวกเราถูกนางจับไปจู๋จี๋ในห้องนอนแล้วเราไม่จำเป็นต้องเฝ้าอยู่ตรงนี้ให้เหนื่อยเปล่า”
“เอ๋?”
“พวกเรากลับไปนอนในผ้าห่มอุ่นๆกันเถอะ เจ้ากับข้าล้วนเป็นคนโสด จะไปมีความสุขเหมือนคนที่เพิ่งเข้าห้องไปเป็นคู่อย่างองครักษ์จูได้อย่างไร?เฮ้อ!”
“คุณชายจินเหมือนท่านจะรู้อยู่ก่อนแล้ว”
“ข้าน่ะรึ?แค่เห็นองครักษ์ยิ้มหน้าบานมาพร้อมขนมแป้งทอดทุกเช้าข้าก็พอจะรู้แล้ว”
“ร้านนี้ก็เปิดขายทุกเช้ามิใช่หรือ?เหตุใดท่านจึงรู้ได้?”
“วันที่ร้านไม่เปิด จูจิ้นติ้งก็ยังมีขนมแป้งทอดหิ้วเข้าจวนมาเต็มสองมือก่อนหน้านี้เขาหน้าตึงทุกครั้งที่มีคนพูดเรื่องหัวหน้าหู่จะแต่งงานแต่ตอนนี้นอกจากจะไม่อารมณ์เสียแล้วยังยิ้มแย้มแจ่มใสตลอด”จินวั่งซู่ยักไหล่สองข้าง “เรื่องแบบนี้ข้า ถนัดนัก ขอให้มีกลิ่นแปลกๆ ลางสังหรณ์ข้าไม่เคยผิดพลาด”
“อืม...นับว่าชื่อเสียงของท่านสมคำร่ำลือ”
ร่างบางในชุดองครักษ์ใช้มือลอกหน้ากากจากริมคออย่างเบามือ‘จินวั่งซู่คนผู้นี้ข้าคงต้องคบหาไว้เป็นสหายแล้ว จมูกเขาไวนักเหมาะกับการสืบสวน’ นางเปลี่ยนชุดตนเองที่พับไว้ตู้ด้านข้างอย่างว่องไว ก่อนจะสวมเสื้อตัวนอกและสายรัดคืนให้ เติ้งเฉินฟู่แล้วลากองครักษ์หนุ่มไปนอนไว้บนทางเดิน ‘เดี๋ยวก็คงตื่นเอง!’
**************
