หมอหญิงอัคคี

    ตอนที่ 31 ความลับ

    เมื่อฮ่องเต้ทำงานเสร็จ ก็หันมาถามฉันทันทีถึงเลือดพิษที่อ้างว่าทำให้มีสามีไม่ได้ ฉันจึงเล่าเรื่องที่กินผลอัคคีจนทำให้เลือดกลายเป็นพิษ แต่ฮ่องเต้ยังคงไม่เชื่อคิดว่าฉันโกหกเพราะไม่อยากรับไมตรีจากเขา


    ฉันจึงลุกเดินออกไปหยิบผลลูกพลับวางใส่จานใบเล็กๆมาผลหนึ่ง วางลงบนโต๊ะตรงหน้าฮ่องเต้ จากนั้นก็เรียกกงเล็บเสือดำยาวโค้งแหลมให้งอกยาวออกมาที่ปลายนิ้วชี้ข้างหนึ่ง


    ฮ่องเต้ตกใจที่เห็นเล็บฉันงอกยาวออกมาเหมือนเสือ แต่เขาไม่แสดงอาการหวาดกลัวเลย เพราะเขารู้ตั้งแต่วันแรกแล้วที่ฉันเข้าวังมากับพี่ชาย ว่าเราไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป และเขาก็ตั้งใจมองดูว่าฉันกำลังจะทำอะไร


    ฉันจึงกำชับกับฮ่องเต้ว่าห้ามแตะต้องหยดเลือดของฉันเด็ดขาด แล้วหลับตาเม้มกัดริมฝีปากตัวเอง กลั้นใจกดปลายเล็บเสือดำแหลมคมลงบนปลายนิ้วชี้มืออีกข้างหนึ่ง แค่ให้มีหยดเลือดเม็ดเล็กกลมเหมือนถูกเข็มตำที่ปลายนิ้ว ให้เลือดไหลออกมาเล็กน้อยพร้อมกับเปลวเพลิงลุกไหม้อยู่ในเลือด


    แล้วบีบเลือดหนึ่งหยดลงบนผลลูกพลับ ทันไดนั้นผิวบนผลลูกพลับก็ลุกไหม้ละลายเป็นรูไหม้ลึกเหมือนถูกน้ำกรดฤทธิ์แรงหยดใส่ ฮ่องเต้ผงะตกใจมากกับสิ่งที่เห็น กำลังจะคว้าจับมือฉันเพื่อจะดูนิ้วที่มีเปลวไฟลุกไหม้


    แต่ฉันรีบขยับมือหนีได้ทันไม่ให้ฮีองเต้จับ ฮ่องเต้พูดว่าจะขอดูนิ้วเท่านั้น เพราะสงสัยที่มีไฟลุกไหม้และมีรอยสีดำที่ปลายนิ้วชี้ เขากลัวว่านิ้วฉันจะไหม้ไฟ และสัญญาว่าจะไม่แตะต้องเปลวไฟนั้น เพราะเขาเชื่อแล้วว่าเลือดกลายเป็นพิษ แต่อยากดูให้ชัดใกล้ๆและจะช่วยทำแผลที่ปลายนิ้วให้


    ฉันตอบว่าเลือดของฉันเป็นพิษไฟที่เกิดจากการกินผลอัคคี ส่วนปลายนิ้วชี้มีรอยสีดำ เพราะถูกพิษราตรีสังหารจากปลายเล็บเสือดำ เป็นพิษทำลายอวัยวะภายใน แต่ทั้งไฟและพิษจะไม่มีผลกับฉันไม่ทำให้เจ็บปวด แต่สำหรับมนุษย์ธรรมดาถ้าถูกพิษจะตายในทันที


    จึงยื่นปลายนิ้วชี้ให้ฮ่องเต้ดูไฟที่กำลังมอดดับ เพราะรอยแผลเริ่มหายไป อีกทั้งรอยพิษสีดำก็จางหายไปด้วยกลายเป็นนิ้วธรรมดาปกติ จึงบอกฮ่องเต้ว่าทุกบาดแผลที่เกิดบนตัวฉันจะสามารถหายได้เองอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องการทำแผล


    แต่ฮ่องเต้ยังคงไม่เลิกล้มความตั้งใจที่อยากได้ฉันเป็นสนม จึงพูดว่าจะใหัหมอหวังหาวิธีช่วยรักษาเลือดพิษในตัวฉันให้ เพราะหมอหวังเป็นหมอที่เก่งที่สุดในเมืองนี้ แล้วหันหน้าไปเรียกองครักษ์ฟู่เซียงที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู ให้สั่งคนไปตามหมอหวังมาพบเขาที่ตำหนัก


    ฟู่เซียงรับคำสั่ง จากนั้นก็เรียกให้ทหารเฝ้ายามคนหนึ่ง ให้รีบไปตามหมอหวังทันที ซึ่งในระหว่างที่เรากำลังนั่งรอหมอหวังให้มาพบ ฉันก็ปลอกลูกพลับให้ฮ่องเต้เสวย และพูดคุยกันถึงเรื่องจะตั้งชื่อลูกชายของฮ่องเต้เตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะฮ่องเต้มีความมั่นใจว่าจะต้องได้ลูกชายตามที่ใจเขาปรารถนา


    ซึ่งในขณะที่กำลังคิดตั้งชื่อกันอยู่นั้น ฉันก็หยิบลูกพลับผลหนึ่งมาผ่าครึ่งเพื่อจะปลอกเปลือก แต่ลูกพลับผลนี้เนื้อดันแข็งกว่าลูกอื่น จึงออกแรงผ่าทำให้พลาดถูกมีดปอกผลไม้บาดนิ้วชี้กับนิ้วกลางเป็นแผลลึกยาว เลือดสีแดงสดไหลออกมาเป็นเปลวเพลิงพุ่งออกมาจากบาดแผล ทั้งฉันและฮ่องเต้ต่างพากันสะดุ้งตกใจทำอะไรไม่ถูก


    เมื่อเห็นบาดแผลใหญ่ที่นิ้วมือตัวเอง อาการวูบหน้ามืดแบบเดิมก็เกิดขึ้นมาทันที ใจมันสั่นเต้นแรงตุ๊บๆกำลังจะวูบ แม้จะรู้ว่าบาดแผลของตัวเองจะสมานได้เร็ว แต่ในจิตใจยังคงทำใจให้ชินไม่ได้อยู่ดี


    จึงพยายามครองสติบอกฮ่องเต้อย่าเข้ามาใกล้ รีบประคองตัวเองที่กำลังเวียนหัวจะวูบ ให้ลุกออกจากเก้าอี้ก้าวเท้าเซถลาถอยหลัง พร้อมกับยื่นมือที่มีเปลวเพลิงลุกไหม้ออกห่างจากฮ่องเต้ให้มากที่สุด จนฉันทรงตัวไม่ไหวล้มลงไปนั่งอ่อนแรงกับพื้น


    แต่ฮ่องเต้ไม่รอช้ารีบเข้ามานั่งโอบประคองฉันไว้ทางด้านหลัง พอดีกับองครักษ์ฟู่เซียงและทหารอีกสามคน ที่รีบวิ่งเข้ามาในห้องเพราะได้ยินเสียงฮ่องเต้ร้องเรียกชื่อฉันเสียงดัง เพราะพยายามเรียกให้ฉันมีสติจากอาการวูบหน้ามืด


    ด้วยความตกใจองครักษ์ฟู่เซียง รีบคว้าหยิบแจกันดอกไม้ที่ตั้งวางประดับอยู่บนโต๊ะ เทน้ำในแจกันราดลงบนมือฉันทันที แต่เปลวเพลิงกลับไม่มอดดับยังคงลุกไหม้ในเลือดอยู่อย่างนั้น ฟู่เซียงกำลังจะคว้าผ้าปูโต๊ะมาครอบมือฉันเพื่อดับไฟ แต่ฮ่องเต้รีบร้องบอกว่า อย่า!!! อย่าเข้าใกล้ไฟ!!!


    ฟู่เซียงหยุดชะงักแทบไม่ทัน ได้แต่ทำหน้าตกใจยืนงง ที่ถูกฮ่องเต้สั่งให้เขาหยุดดับไฟ ฟู่เซียงจึงถามด้วยความตกใจสงสัยว่าทำไมจึงไม่ให้เขาเข้าไปดับไฟ ฮ่องเต้ตอบว่าตอนนี้ไฟกำลังอ่อนลงแล้วเดี๋ยวไฟก็ดับเอง แต่ทุกคนห้ามเข้ามาใกล้เปลวไฟในมือฉันเด็ดขาด


    ซึ่งเพียงครู่เดียวเปลวไฟในมือก็ดับลง เพราะแผลลึกที่นิ้วสมานตัวจนหายดีเป็นปกติ อาการใจสั่นหัวใจเต้นตุบๆก็คลายลงเริ่มหายเวียนหัว ฮ่องเต้จึงถามฉันด้วยความเป็นห่วงว่าเป็นอย่างไรบ้าง ฉันจึงยกมือขึ้นดูเพราะไม่รู้สึกเจ็บปวดที่มืออีกแล้ว จึงถอนหายใจเฮือกยาว หันไปยิ้มเล็กน้อยให้ฮ่องเต้ที่กำลังมองฉันด้วยสีหน้ากังวล


    ฮ่องเต้จึงพยุงตัวฉันให้ลุกขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ องครักษ์ฟู่เซียงก็ยิงคำถามขึ้นทันทีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมจึงมีเปลวไฟออกจากเลือดบนฝ่ามือ เขาใช้น้ำราดแต่ไฟก็ไม่ยอมดับ จึงขอให้ฉันอธิบายให้เขาเข้าใจหน่อย


    ฉันจึงอธิบายให้เขาฟังแบบเดียวกับที่เคยอธิบายกับฮ่องเต้ ทั้งฟู่เซียงและทหารอีกสามคนก็พยักรับทราบถึงข้อห้ามว่าห้ามแตะต้องเปลวไฟ จากนั้นหมอหวังก็เดินเข้ามาพอดี ฟู่เซียงกับทหารทั้งสามก็ขอตัวเดินออกไปจากห้อง ไปปฏิบัติหน้าที่เฝ้ายามของตนตามเดิมที่หน้าประตู


    ฮ่องเต้จึงเชิญให้หมอหวังนั่งลงที่เก้าอี้ แล้วบอกหมอหวังว่าเมื่อกี้ฉันวูบเป็นลม อยากให้หมอหวังตรวจว่าฉันป่วยไม่สบายหรือไม่ หมอหวังจึงขอจับชีพจรที่ข้อมือฉันแล้วก็ขมวดคิ้ว พูดว่าชีพจรเต้นปั่นปวนทำให้ฟังเสียงชีพจรลำบาก ในร่างกายมีแต่ธาตุไฟร้อนระอุ ถ้าเป็นคนธรรมดาธาตุไฟคงแตกเสียชีวิตแล้ว แต่ฉันกลับไม่เป็นอะไรสุขภาพแข็งแรงดี นับเป็นเรื่องที่แปลกมาก แต่ก็พอเข้าใจได้เพราะฉันมาจากป่าอัคคี


    ฮ่องเต้จึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดกับฉันเมื่อกี้ให้หมอหวังฟัง และปรึกษาหมอหวังว่าพอจะมีวิธีรักษาเลือดพิษเพลิงคลั่งของฉันได้หรือไม่ ซึ่งฉันเองก็ปล่อยให้ฮ่องเต้พูดคุยปรึกษากับหมอหวัง เพราะไม่อยากขัดให้ฮ่องเต้ต้องเสียความตั้งใจ


    แต่ฉันเองก็รู้ดีอยู่แล้วว่าพิษจากผลอัคคีนั้นเป็นพิษที่ร้ายแรง สามารถฆ่าได้แม้กระทั่งปีศาจพลังเวทย์สูง ขนาดฉันเองที่มีดวงตาปีศาจ มองเห็นพิษในร่างกายคนและปีศาจยังแก้พิษให้ตัวเองไม่ได้เลย แล้วหมอหวังที่เป็นหมอรักษาคนธรรมดาจะรักษาฉันหายได้ยังไง


    และก็จริงตามที่คาดคิด เพราะหมอหวังตอบฮ่องเต้ว่า เขาเป็นเพียงหมอรักษาโรคด้วยยาสมุนไพรทั่วไป ส่วนเรื่องพิษนั้นเขาก็สามารถรักษาได้แค่พิษทั่วไปเท่านั้น ทั้งยังยอมรับกับฮ่องเต้ว่า เรื่องรักษาพิษเพลิงคลั่งในเลือดของฉันเป็นเรื่องเกินความสามารถของเขาจริงๆ ถ้าจะเปรียบเทียบกันแล้วเขายังเชี่ยวชาญเรื่องพิษน้อยกว่าฉันเสียอีก


    แต่หมอหวังก็นึกขึ้นได้ว่า เขามีเพื่อนเป็นหมอรักษาพิษคนหนึ่ง มีความเชี่ยวชาญด้านพิษและรักษาโรคที่รักษายากๆให้หายได้ จนได้รับฉายาว่าหมอเทวะ แต่หมอเทวะคนนี้อาศัยอยู่ที่แคว้นจินชาง เขาจะลองส่งจดหมายไปปรึกษากับหมอเทวะคนนี้ดู เผื่อจะมีทางรักษาเลือดพิษให้ฉันได้


    ฉันจึงยิ้มแล้วกล่าวขอบคุณหมอหวังที่มีใจอยากช่วยรักษา แต่ในใจฉันก็ไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะคิดว่าต่อให้รักษาเลือดพิษหาย เสวี๋ยฉีก็คงไม่ยอมให้ฉันมาเป็นสนมของฮ่องเต้ได้หรอก ฉันจึงขอตัวลาฮ่องเต้กลับตำหนักสระบัว เพราะมาอยู่กับฮ่องเต้นานแล้ว กลัวว่าเสวี๋ยฉีจะบ่นที่กลับช้า


    ฮ่องเต้ทำสีหน้าไม่อยากให้ฉันกลับ แต่ก็เกรงใจที่ฉันกล่าวอ้างชื่อเสวี๋ยฉี เพราะฮ่องเต้รู้ฤทธิ์ของเสวี๋ยฉีดีว่าไม่เคยเกรงกลัวใครแม้กระทั่งเขาที่เป็นฮ่องเต้ เขาจึงบอกฉันว่าพรุ่งนี้เช้าจะให้ฟู่เซียงไปรับฉันที่ตำหนักสระบัว เพื่อไปขี่ม้าออกกำลังกายยามเช้าด้วยกัน แล้วเขาก็เรียกฟู่เซียงที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูให้เดินไปส่งฉันที่ตำหนักสระบัว ฉันบอกว่าไม่เป็นไรตำหนักสระบัวอยู่ไม่ไกลเดินกลับคนเดียวได้ไม่ต้องไปส่ง


    หมอหวังจึงทูลฮ่องเต้ว่าเขาจะเดินไปเป็นเพื่อนฉันเอง พอดีมีเรื่องจะพูดคุยกับฉันนิดหน่อยเรื่องสมุนไพร เราจึงกล่าวลาฮ่องเต้แล้วเดินออกจากตำหนักมาด้วยกัน เมื่อเราเดินออกห่างจากตำหนักของฮ่องเต้มาได้ระยะหนึ่ง


    จึงถามหมอหวังว่าจะคุยเรื่องสมุนไพรอะไร หมอหวังก็มองซ้ายมองขวาเห็นว่าปลอดคน ก็กระซิบพูดเบาๆว่าเขารู้เรื่องที่ฉันนำสมุนไพรกระตุ้นกำหนัดแล้ว ฉันร้อง ห๊า! กระซิบถามหมอหวังว่ารู้ได้ยังไง?!


    หมอหวังกระซิบต่ออีกว่าเรื่องที่ฮ่องเต้อยากมีโอรส เขาเป็นคนแนะนำฮ่องเต้ให้มาพูดคุยกับฉันเอง เพราะฮ่องเต้มีปัญหาเรื่องไม่ค่อยมีอารมณ์ทำกิจบนเตียง จึงขาดการร่วมเตียงกับฮองเฮาและเหล่าสนม อีกทั้งการใช้ยากระตุ้นกำหนัดกับเชื้อพระวงศ์เป็นกฎต้องห้ามในวัง จึงมีแต่ฉันที่จะทำเรื่องนี้ได้


    หมอหวังยังเล่าให้ฟังอีกว่า ฮ่องเต้เคยเรียกเขาไปปรึกษาที่ตำหนักและเล่าให้เขาฟังว่า เมื่อวันแรกที่ฉันเข้าวังขึ้นไปรักษาแผลรอยข่วนที่หลังให้ฮ่องเต้ ขณะนั้นฮ่องเต้เกิดมีอารมณ์วูบวาบกับฉันขึ้นมา นั่นทำให้ฮ่องเต้ดีใจมากที่ยังรู้สึกมีความต้องการทำกิจบนเตียงกับฉัน และมีความหวังอยากมีพระโอรส


    เขาจึงแนะนำฮ่องเต้ให้รับฉันเป็นสนมเอก เพื่อว่าจะได้มีโอกาสมีโอรสด้วยกัน แต่ฉันกลับเดินทางกลับป่าอัคคีไปหาสมุนไพรกระตุ้นกำหนัด มาช่วยให้ฮ่องเต้ได้ร่วมเตียงกับฮองเฮาแทน ซึ่งตามหลักแล้วการที่ฮ่องเต้จะมีโอรสกับฮองเฮานั้น นับเป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด หมอหวังจึงถามฉันอีกว่าอยากเป็นสนมของฮ่องเต้มั้ย


    ฉันตอบทันทีว่า ไม่! หมอหวังก็ทำสีหน้าเสียดายพูดว่าไม่เป็นไร แต่เขามีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้ฉันช่วย เขาอยากให้ฉันช่วยให้พระชายามีบุตรกับท่านอ๋อง จะเป็นโอรสหรือธิดาก็ได้ แต่ถ้าเป็นโอรสจะยิ่งดีใหญ่


    ฉันรีบตอบเสียงสูงทันทีว่า ไม่! แล้วพูดกับหมอหวังไปตามตรงว่า ท่าทางของพระชายาไม่ชอบขี้หน้าฉัน ซึ่งฉันเองก็ไม่ชอบหน้าพระชายาเหมือนกัน ทุกครั้งที่เจอหน้ากันพระชายาจะชอบทำหน้าบูดบึ้ง มองค้อนตาเขียวไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย อีกอย่างท่านอ๋องเองมีร่างกายแข็งแรงทุกสัดส่วน ก็ทำลูกกับพระชายาเองก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นจะต้องให้ฉันไปช่วยเลย


    ฉันพูดบ่ายเบี่ยงเพราะไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับพระชายาและท่านอ๋องอีก หมอหวังก็ถอนหายใจดัง เฮ่อ! แล้วพูดต่อว่า “ถ้ามันง่ายอย่างงั้นข้าจะมาขอร้องเจ้าทำไมเล่า!” หมอหวังบอกว่า ความจริงแล้วเรื่องนี้พระชายาเป็นคนสั่งให้เขาหาวิธีทำให้พระชายามีบุตร เขาจึงต้องมาขอร้องฉันอีกที แต่ไว้ให้ถึงตำหนักสระบัวก่อน ค่อยหาที่เงียบๆพูดคุยกัน เขาจะเล่าเรื่องบางอย่างที่น่าเห็นใจของท่านอ๋องให้ฟัง


          กระทั่งเราเดินมาถึงตำหนักสระบัว ก็เห็นเสวี๋ยฉียืนเท้าเอวรอฉันอยู่กับเฟยเจิน จึงรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดเสวี๋ยฉีที่กำลังจะอ้าปากบ่น เฟยเจินจึงพูดขึ้นแทนว่า ถ้าฉันกลับมาช้ากว่านี้ ตำหนักของฮ่องเต้ต้องโดนเสวี๋ยฉีไปถล่มยับแน่ๆ


    ฉันจึงเอ่ยขอโทษเสวี๋ยฉีที่กลับมาช้า เพราะคุยเรื่องคดีของเหวินอี้จึงนาน แต่จะเล่าให้ฟังภายหลัง เพราะตอนนี้มีธุระต้องคุยกับหมอหวังแปบนึง คุยเสร็จแล้วจะกลับไปนั่งให้เสวี๋ยฉีบ่นจนพอใจเลย พูดจบก็รีบพาหมอหวังเดินเข้าไปนั่งพูดคุยกันที่โต๊ะใต้ต้นไม้ในสวนข้างตำหนัก


    เสวี๋ยฉีจึงบ่นออกมาว่า “เจ้าหมอเฒ่า! พวกเจ้าใช้งานอันฉีของข้าหนักเกินไปแล้ว หมอในวังมีตั้งหลายคนทำไมไม่เรียกใช้งานกันห๊า?!! แค่เรื่องทำลูกมันยากตรงไหน เรื่องง่ายๆแต่ทำให้เป็นเรื่องยากไปได้ ชิ! เจ้าพวกมนุษย์เรื่องมาก!!”


    ฉันจึงหันไปขอโทษขอโพยหมอหวัง ที่เสวี๋ยฉีเป็นคนขี้หงุดหงิดไปหน่อย หมอหวังยิ้มแห้งๆเพราะหวาดกลัวเสวี๋ยฉี รีบตอบว่าไม่เป็นไรแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ใต้ต้นไม้ จึงถามหมอหวังว่ามีเรื่องอะไรจะเล่าให้ฉันฟังเหรอ


    หมอหวังจึงเล่าถึงสาเหตุที่ท่านอ๋องยังไม่มีบุตรกับพระชายา เป็นเพราะว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งสองนั้นไม่สู้ดีนัก และตั้งแต่ท่านอ๋องแต่งงานกับพระชายา ท่านอ๋องเคยอยู่กับพระชายาที่ตำหนักเพียงเดือนเดียวเท่านั้น จากนั้นก็ไม่เคยเสด็จไปหาพระชายาอีกเลย


    ส่วนสนมที่เคยส่งไปปรนนิบัติท่านอ๋อง ทุกคนล้วนบอกว่าท่านอ๋องยังแข็งแรง ร่วมเตียงกับพวกนางปกติทำกิจบนเตียงได้ทั้งคืน แต่แปลกที่สนมพวกนั้นไม่มีใครตั้งครรภ์เลยสักคน หมอหวังก็ถอนหายใจยาวอีกครั้งแล้วพูดว่า เวรกรรมอะไรหนอทั้งฮ่องเต้และท่านอ๋องต่างไร้ซึ่งทายาทสืบสกุล สวรรค์ช่างใจร้ายเหลือเกิน


    แต่ฉันยังคงสงสัยเรื่องที่ท่านอ๋องไม่ไปหาพระชายาอีกเลยเป็นเพราะอะไร หมอหวังก็พูดเบาๆว่าเรื่องนี้เป็นความลับ เพราะเป็นเรื่องต้องห้ามพูดถึงโดยเด็ดขาด แต่เขาจะบอกให้ฉันรู้ และห้ามนำไปพูดต่อ ฉันมองหน้าหมอหวังก่อนจะพูดว่า “ฮื่ออออ! ข้าไม่อยากรู้ละ ข้าไม่อยากมีภาระเพิ่ม ไม่อยากเก็บความลับให้ใคร”


    แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงซิ่นหลิงแทรกดังขึ้นมาจากบนต้นไม้ว่า “แต่ข้าอยากรู้! ในเมื่อจะเล่าทั้งทีก็เล่าให้จบไปเลยสิ!” ฉันกับหมอหวังรีบเงยหน้ามองไปบนต้นไม้ทันที ก็เห็นซิ่นหลิงกำลังนั่งเอนหลังอยู่บนต้นไม้ ฉันรีบถามเขาทันทีว่าอยู่บนต้นไม้ตั้งแต่เมื่อไหร่


    ซิ่นหลิงหัวเราะกระโดดลงมาจากต้นไม้มานั่งข้างๆฉัน แล้วพูดว่าเขานอนอยู่บนต้นไม้ตั้งแต่บ่ายแล้ว แต่ต้องตื่นเพราะฉันกับหมอหวังมานั่งคุยกันที่ใต้ต้นไม้นี่แหละ แล้วซิ่นหลิงก็คะยั้นคะยอให้หมอหวังเล่าต่อให้จบ


    หมอหวังจึงพูดแบบมัดมือชก พูดว่าเพราะเขาเห็นว่าฉันจะช่วยท่านอ๋อง เขาก็จะเล่าให้ฟัง ฉันจึงจำเป็นต้องฟังและจำเป็นต้องช่วยท่านอ๋องให้มีบุตรไปโดยปริยาย โดยมีซิ่นหลิงที่กำลังนั่งตั้งใจฟังอยู่ข้างๆ


    หมอหวังจึงเล่าว่า เดิมทีท่านอ๋องรักสตรีผู้หนึ่งเป็นสตรีแคว้นจินชาง นางเป็นบุตรีของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง มีความงดงาม ชาญฉลาด มีความเข้มแข็งกล้าหาญไม่แพ้บุรุษ เป็นที่ต้องตาต้องใจท่านอ๋องมากๆ


    ซึ่งคนทั้งสองได้รู้จักกันเมื่อครั้งที่ท่านอ๋องเดินทางไปยังแคว้นจินชาง เพื่อหวังเชื่อมความสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้น แต่โชคไม่ดีที่ช่วงเวลานั้นเกิดความขัดแย้งกันระหว่างราชวงศ์กับขุนนาง ที่ต่างพยายามแย่งชิงอำนาจกัน เพราะฮ่องเต้ผู้ครองแคว้นล้มป่วยกระทันหัน แม้แต่หมอฝีมือดีก็รักษาไม่หาย


    เหล่าขุนนางต่างเสนอชื่อผู้ที่ตนสนับสนุนขึ้นดูแลกิจแทนฮ่องเต้ มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนราชวงศ์ และฝ่ายที่สนับสนุนขุนนางให้ขึ้นเป็นผู้ดูแล แต่มีเพียงสองฝ่ายที่มีกลุ่มสนับสนุนใหญ่ที่สุด คือกลุ่มที่สนับสนุนองค์ชายรองที่เกิดกับพระมเหสี


    องค์ชายรององค์นี้มีความสามารถโดดเด่นทั้งการศึกษา และการฝึกใช้อาวุธตั้งแต่ยังเด็ก จึงเป็นโอรสที่ฮ่องเต้รักมากกว่าใครๆทั้งหมด จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาท แต่ก็ตกเป็นเป้าหมายถูกลอบปลงพระชนม์จากผู้ที่คิดแย่งชิงอำนาจอยู่บ่อยครั้ง ฮ่องเต้จึงส่งองค์ชายรองให้ไปศึกษาที่สำนักต่างแคว้นแห่งหนึ่ง เพื่อปกป้ององค์ชายรองให้ห่างไกลจากมือผู้ที่คิดปองร้ายตั้งแต่องค์ชายยังเป็นเด็กๆ


    จนกระทั่งฮ่องเต้ล้มป่วย กลุ่มขุนนางที่สนับสนุนองค์ชายรอง ก็ไปเชิญให้องค์ชายกลับมาดูแลบ้านเมืองแทนฮ่องเต้ที่ล้มป่วย แต่ถูกกลุ่มของเสนาบดีผู้มีอำนาจกว้างขวางในราชสำนักคัดค้าน อ้างว่าองค์ชายรองไปศึกษาอยู่ต่างแคว้นตั้งแต่ยังเล็ก จึงไม่มีความสามารถและไม่มีความรู้เรื่องการปกครองบ้านเมือง จึงทำได้แค่ขึ้นดำรงค์ตำแหน่งเป็นรัชทายาทหุ่นเชิดเท่านั้น ส่วนเรื่องการดูแลบ้านเมืองที่แท้จริงตกอยู่ในมือของเสนาบดีผู้มีอำนาจคนนั้น


    แม้แคว้นจินชางจะตกอยู่ในสภาพบ้านเมืองระส่ำระสาย แต่ท่านอ๋องยังคงมีความปรารถนาต้องการจะแต่งงานกับสตรีผู้นั้นด้วยความรัก แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะสตรีผู้นั้นมีชายคนรักอยู่แล้วที่แคว้นจินชาง นางจึงไม่สามารถรับไมตรีแต่งงานกับท่านอ๋องได้


    ท่านอ๋องจึงจำใจต้องจากมาด้วยความเสียอกเสียใจเป็นอย่างมาก แต่ยังคงเฝ้ารอให้สตรีผู้นั้นเปลี่ยนใจมารักตน แต่สุดท้ายท่านอ๋องก็ได้รับราชโองการจากฮ่องเต้เมิ่งหลวนหลง ให้อภิเษกสมรสกับพระชายาฟู่เหม่ยหลัน เพื่อสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นและเพื่อทำการค้ากับแคว้นซูเซียว แต่ถึงกระนั้นท่านอ๋องก็ยังไม่สามารถลืมความรักที่มีต่อสตรีแคว้นจินชางผู้นั้นได้เลย


    กระทั่งท่านอ๋องอภิเษกสมรสกับพระชายา ในใจก็หวังว่าพระชายาอาจจะช่วยทำให้ท่านอ๋องหลงลืมสตรีผู้นั้นได้ แต่กลับไม่เป็นไปตามที่คิด เพราะพระชายาเป็นคนเอาแต่ใจ สั่งคนให้ขุดถอนต้นมะลิในสวนที่เป็นต้นไม้โปรดของท่านอ๋อง ถอนทิ้งออกจนหมดแล้วสั่งให้คนปลูกดอกกล้วยไม้ที่พระชายาชอบแทน


    ด้วยความโกรธแต่ท่านอ๋องก็ทำอะไรรุนแรงกับพระชายาไม่ได้ จึงจำใจอดทนและพยายามมองข้ามสิ่งที่พระชายากระทำกับท่านอ๋อง แต่แค่นั้นยังไม่พอ พระชายายังเป็นคนขี้หึง หวาดระแวงสตรีทุกคนที่เข้าใกล้ท่านอ๋อง แม้กระทั่งสนมที่อยู่มาก่อนภายในตำหนัก พระชายาก็ขับไล่และสั่งห้ามสนมเข้ามาปรนนิบัติท่านอ๋องในตำหนักอีก


    สุดท้ายท่านอ๋องก็ทนไม่ไหว ตัดสินใจยกตำหนักให้พระชายาพำนักโดยลำพัง ส่วนท่านอ๋องก็ย้ายมาพำนักอยู่ที่ตำหนักรอง พร้อมกับสั่งให้คนงานปลูกต้นมะลิไว้เต็มสวน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านอ๋องพำนักที่ตำหนักกับพระชายาเพียงแค่เดือนเดียว


    จากนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่พระชายาไม่ชอบให้ท่านอ๋องกระทำ ท่านอ๋องก็จะกระทำทุกอย่างตามใจตน ทั้งยังสั่งให้สนมกลับมาปรนนิบัติท่านอ๋องเหมือนเดิมในตำหนักรองทุกคืนอีกด้วย


    ซึ่งทุกวันนึ้ท่านอ๋องมักเก็บตัวทำงานอยู่ในตำหนัก จะออกจากตำหนักแค่มาฝึกอาวุธกับทหารที่ลานฝึกแค่บางเวลา หรือออกมาพบปะขุนนางเฉพาะแค่เรื่องสำคัญเท่านั้น หมอหวังจึงอยากให้ท่านอ๋องมีบุตร เพราะคิดว่าเมื่อท่านอ๋องมีบุตรแล้ว จะได้ช่วยเยียวยาจิตใจให้ท่านอ๋องคลายความหมองหม่นได้สักที ซิ่นหลิงก็พูดตอบหมอหวังทันทีว่า


    ซิ่นหลิง : จากที่ข้าฟังเรื่องของเจ้ามนุษย์ถ้ำ เบื้องหน้าทำเป็นหมองหม่นเรียกร้องให้คนเห็นใจ แต่เบื้องหลังในตำหนักกลับใช้ชีวิตสุขสำราญกับเหล่าสนมทุกค่ำคืน ไม่ได้น่าเห็นใจอะไรเลยสักนิด แต่ที่ยังไม่มีบุตรเป็นเพราะไร้น้ำยาเอง จงอย่าโทษฟ้าโทษสวรรค์


    อันฉี : พี่สาม!! เรียกท่านอ๋องว่ามนุษย์ถ้ำได้ยังไง!! ถ้าคนอื่นมาได้ยินเดี๋ยวก็ถูกสั่งลงโทษที่ลบหลู่เบื้องสูงหรอก!!


    ซิ่นหลิง : ก็มาเซ่!! ในสายตาข้า ก็เป็นแค่มนุษย์หาได้สูงส่งไปกว่าข้า แค่ข้าหวดทวนสองสามทีทั้งวังก็พังราบแล้ว!


    อันฉี : ฮึ่ย!! พี่สามแล้วจะอารมณ์ขึ้นทำไมเนี่ย เอาเป็นว่าตะกี้ข้าใช้คำพูดผิดก็แล้วกัน ต่อไปอย่าเรียกท่านอ๋องว่ามนุษย์ถ้ำได้มั้ย?!


    หมอหวัง : ท่านสาม! ได้โปรดใจเย็นๆ ข้ามิได้มาเพื่อจะหาเรื่องให้ท่านโกรธ แค่อยากให้หมอหญิงไป๋ช่วยท่านอ๋องอีกสักครั้ง


    อันฉี : เอ่อ! ได้ๆ เช่นนั้นข้าจะบอกวิธีเตรียมตัวก่อนวันร่วมเตียง ให้หมอหวังไปบอกท่านอ๋องกับพระชายาเตรียมตัวไว้ แล้วข้าจะไปเยี่ยมเยียนสอบถามพวกเขาภายหลัง เพราะช่วงนี้ข้ายังไม่ว่างเลย


    หมอหวัง : ขอบใจเจ้ามาก ถ้ามีอะไรให้ข้าช่วยก็บอกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน ฝากลาพี่ชายอีกสามคนของเจ้าด้วย ข้าขอตัว


    หมอหวังยิ้มที่ฉันยอมตกลงจะช่วยท่านอ๋องกับพระชายาให้มีบุตร แล้วเดินออกไปจากสวน ฉันจึงชวนซิ่นหลิงกลับเข้าตำหนักเพราะเวลาก็ล่วงเย็นมากแล้ว พอเดินเข้าไปในตำหนัก เสวี๋ยฉีก็ตั้งป้อมบ่นฉันที่หายหน้าหายตาปล่อยให้เขารออยู่ที่ตำหนักตั้งแต่เช้า ซึ่งฉันก็ปล่อยให้เขาบ่นแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เลียนแบบสไตล์หยงเป่าที่ทำประจำเวลาเสวี๋ยฉีบ่น


    จนกระทั่งนางกำนัลในตำหนักเริ่มยกอาหารและเหล้าเข้ามาวางที่โต๊ะ เสวี๋ยฉีจึงหยุดบ่นแล้วไล่ให้ฉันไปกินอาหาร หูฉันจึงได้พักจากการฟังเสียงบ่น ซึ่งในระหว่างกำลังกินอาหาร ฉันก็เริ่มเล่าเรื่องของเหวินอี้ต้องคดีฉุดคร่าฟางหรู


    พร้อมกับขอร้องพี่ชายทั้งสี่ให้อดทนอยู่ในวังอีกแค่ไม่กี่วันก็จะเสร็จธุระ ส่วนเรื่องคดีความของเหวินอี้นั้น ฮ่องเต้จะช่วยปิดคดีให้ เหวินอี้กับฟางหรูจะได้ออกไปใช้ชีวิตคู่ในเมืองได้โดยไม่ต้องหลบๆซ่อนๆอีก


    จากนั้นซิ่นหลิงก็เริ่มเปิดเรื่องคุยอีกเรื่อง คือการไปกักตนเพิ่มพลังเวทย์ ซึ่งเราต่างเห็นด้วยกับความคิดนี้ จึงมองหาวันว่างเมื่อกลับป่าไผ่เขียวจะผลัดเปลี่ยนกันไปกักตนครั้งละสองคน ส่วนอีกสองคนจะต้องอยู่ดูแลคุ้มครองฉันที่ป่าไผ่เขียว

    ●

    ●

    ●

    หมายเหตุ

    จินชาง  แปลว่า ทองคำ ความรุ่งเรือง

    ฟู่เหมยหลัน แปลว่า ความมั่งคั่งแห่งกล้วยไม้ที่แสนงดงาม

    โม่ลี่ฮวา แปลว่า ดอกมะลิ

    คล้ายกับเรื่องหมอหญิงอัคคี ที่คุณอ่าน

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    146K 311
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    13.30M 1357
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258