กำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 53 ลอบจู่โจมหลิ่วหมิงภายในหมอก (1)

            “ไปกันเถอะพี่เทา!”ในขณะที่เจี่ยงอิงกำลังจะยื่นมือไปจับหลิ่วอวิ๋นเทาให้ลุกขึ้นมาแต่เจิ้งอวิ๋นเผิงกลับคว้าแขนของเจี่ยงอิงเอาไว้ แล้วปล่อยพลังวิญญาณออกมาจากนั้นก็ยกเจี่ยงอิงขึ้นมาราวกับลูกไก่ตัวเล็กๆ แล้วหายไปในหมอกดำ!

            หัวใจของหลิ่วอวิ๋นเทาสั่นสะท้านขึ้นมาทันที!ทันใดนั้นก็มีลางสังหรณ์ร้องเตือนขึ้นในใจ แสงดาบพุ่งออกมาจากหมอกราวกับภูตผี!

            หนอยแน่ะเจ้าคนร้ายคนนั้นอีกแล้ว!

            การโจมตีอย่างกะทันหันนี้ทำให้หลิ่วอวิ๋นเทาไม่มีเวลาให้หลบหลีกนักและยังทำให้จิตใจที่โหดเหี้ยมของเขายิ่งทวีความรุนแรงขึ้นด้วยในเมื่อหลบไม่ได้ก็ไม่ต้องหลบ ต่อให้เจ้าฆ่าข้าได้ข้าก็จะฟันเจ้าให้ตายก่อนที่ข้าจะตายให้ดู!

            พลังปราณในกายของหลิ่วอวิ๋นเทาไหลเวียนด้วยความเร็วอันน่าทึ่งดาบยาวในมือเขาหลบเลี่ยงแสงดาบของอีกฝ่ายเล็กน้อยอย่างจงใจ ฟันลงมาเต็มแรง!

            ตัวเขาที่อยากจะสู้ตายกับอีกฝ่ายแต่เซียวหลิงอวิ๋นกลับไม่ยอมให้ตัวเขาได้สมความปรารถนา

            ตัวของเขาราวกับต้นหลิวที่ลู่ลมดาบยาวในมือหลิ่วอวิ๋นเทาที่หมายจะฟันใส่เอวซ้ายของเซียวหลิงอวิ๋นฟันเข้ากับความว่างเปล่าจากนั้นก็บิดข้อมือเล็กน้อย ดาบใหญ่เหล็กดำเปลี่ยนท่วงท่าจากท่าแทงกลายเป็นท่าฟัน “ฉัวะ!”สิ้นเสียงก็มีเลือดพุ่งออกมา แขนข้างที่ยังกำดาบยาวแน่นกระเด็นลอยขึ้นไปในอากาศ!

            หลังจากฟันแขนขวาข้างที่ถือดาบยาวของอีกฝ่ายขาดตรงข้อศอกแล้วเซียวหลิงอวิ๋นก็พุ่งตัวไปข้างหน้า นิ้วมือซ้ายทั้งห้าของเขาขยับรวดเร็วดั่งสายลม “ตุบตับตุบตับ!”หลิ่วอวิ๋นเทารู้สึกได้เพียงเหมือนมีพลังสายฟ้าเสียดแทงเข้ามาตรงหน้าอกและหน้าท้องทำให้ตัวแข็งทื่อและล้มลงไปอย่างสิ้นเรี่ยวแรง!

            ทางด้านเจิ้งอวิ๋นเผิงที่เพิ่งพาเจี่ยงอิงหนีออกมาได้ไม่ถึงสิบหมี่“ฟิ่ว!” มีวัตถุชิ้นหนึ่งลอยเข้ามา!

            เนื่องจากหมอกหนาบดบังสายตาอยู่ทำให้เจี่ยงอิงมองเห็นได้ไม่ชัดแต่เจิ้งอวิ๋นเผิงมองเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นแขนที่ถูกตัดขาด!อีกทั้งในมือของแขนที่ขาดนั้นยังกำดาบยาวไว้อยู่ด้วย!

            นายน้อยของตระกูลเซียวผู้นี้มีพลังการต่อสู้ที่แปลกประหลาดมากใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็สามารถตัดแขนขวาของหลิ่วอวิ๋นเทาให้ขาดได้!ไม่ใช่คู่ต่อกรเลยแม้แต่น้อยจริงๆ!

            “เจ้าเสือฝากเจ้าดูแลเจ้าหมอนี่หน่อย!” เจิ้งอวิ๋นเผิงวางเจี่ยงอิงไว้ข้างๆ ชิวเทียนฉี่!

            “ไปเถอะเจ้าเจ็ด อย่าคิดทำอะไรตุกติกล่ะ!” ชิวเทียนฉี่เตือนด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

            “ท่านอาเจ็ด!”ในที่สุดเจี่ยงอิงก็พูดออกมาอย่างเร่งรีบและพยายามจะลุกขึ้นยืน!แต่แล้วก็มีฝ่ามือปรากฏขึ้นบนไหล่เขาในทันทีเจี่ยงอิงรู้สึกได้เพียงแค่มีพลังมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานได้กดทับลงมาแล้วร่างกายที่ลุกขึ้นมายืนได้ครึ่งหนึ่งก็ต้องกลับไปนั่งลงอีกครั้ง!

            “อยู่กับท่านอาชิวเดี๋ยวข้ากลับมา! เจ้าเสือฝากเจ้าดูแลเจี่ยงอิงด้วย!”เสียงของเจิ้งอวิ๋นเผิงลอยมาจากในหมอก จากประโยคแรกก็เหมือนจะบอกกับเจี่ยงอิงและประโยคหลังก็เหมือนเป็นการตอบชิวเทียนฉี่ ว่าข้ามอบหลานชายแท้ๆ ให้เจ้าเป็น‘ตัวประกัน’ แล้ว ข้าจะคิดอะไรตุกติกได้อย่างไร!

            ชิวเทียนฉี่ก็เข้าใจเรื่องนี้ดีจึงไม่ได้ลุกขึ้นยืนและตามเซียวหลิงอวิ๋นไป ในเมื่อตกลงกันแล้วตัวเจิ้งอวิ๋นเผิงเองก็ย่อมต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเซียวหลิงอวิ๋นไม่แพ้เขาแน่บางทีเขาน่าจะเป็นห่วงเรื่องที่เซียวหลิงอวิ๋นจะสามารถสังหารหรือจับตัวหลิ่วหมิงได้หรือไม่มากกว่าตัวชิวเทียนฉี่เองเสียอีกเพราะนี่ถือเป็นการแสดงออกถึงความจริงใจในการร่วมมือของทางตระกูลเจิ้งอ๋อง!

            “เสี่ยวหมิงข้าพบคนแล้ว แต่ข้าจัดการคนเดียวไม่ได้ เจ้าก็มาช่วยข้าด้วย!”เจิ้งอวิ๋นเผิงติดต่อกับหลิ่วหมิงผ่านป้ายหยกสื่อสาร

            ฟู่!เรียบร้อยแล้ว! ในที่สุดก็ล่อให้อีกฝ่ายมาติดกับเรียบร้อยเจิ้งอวิ๋นเผิงถอนหายใจเบาๆ ในขณะที่กำลังจะปิดป้ายหยกสื่อสารเขาพลันรู้สึกได้ถึงบางอย่าง จึงหันหน้าไปมองแน่นอนว่ามีร่างหนึ่งกำลังเดินเข้ามาหาจากภายในหมอก!

            เจ้าหนุ่มนี่!มาถึงตัวเร็วขนาดนี้เลยหรือหรือ!

            เจิ้งอวิ๋นเผิงพูดไม่ออก!

            นายน้อยของตระกูลเซียวคนนี้เป็นสัตว์ประหลาดชัดๆพลังการต่อสู้โหดเหี้ยมราวกับไม่ใช่คนสิ่งที่แย่ที่สุดก็คือหมอกที่แปลกประหลาดนี้ก็ราวกับไม่มีผลกระทบต่อเขาเลย กลับกันมันกลายเป็นตัวช่วยอย่างมากสำหรับเขาในการไล่ฆ่าผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในระดับเหนือกว่าถึงสามระดับอย่างง่ายดายราวกับหั่นผักผ่าแตงโม!

            ไม่รู้แล้วว่าตอนที่เจ้าหนุ่มเจอกับลู่หมิงจะยังสามารถต่อสู้และเอาชนะได้อยู่หรือไม่?

            เจิ้งอวิ๋นเผิงรู้สึกคาดหวังอย่างยิ่งสำหรับการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึงเพราะพลังยุทธ์ของทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่างกันอย่างมาก!

            ขณะเซียวหลิงอวิ๋นเดินเข้ามาหาก็มองไปยังแผ่นป้ายหยกในมือของเจิ้งอวิ๋นเผิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น ถามขึ้นมา “นี่คืออะไร?”

            เจิ้งอวิ๋นเผิงที่เห็นเซียวหลิงอวิ๋นเข้ามาตอนกำลังจะปิดป้ายหยกสื่อสารเมื่อได้ยินคำถามจึงตอบกลับไปด้วยความประหลาดใจ “นี่คือป้ายหยกสื่อสารสิ่งนี้มีจำนวนมากที่สุดและคุณภาพดีที่สุดในบรรดาสำนักใหญ่ๆอย่างสำนักกระบี่วิญญาณเมฆา เจ้าไม่เคยเห็นมาก่อนหรือ?”

            “ไม่เคย!”เซียวหลิงอวิ๋นตอบ! ชาติก่อนตัวเขาไม่เคยเห็นเจ้าสิ่งนี้มาก่อนเลยเห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งปรากฏหลังจากที่ได้ขึ้นสู่แดนสวรรค์ในชาติก่อนอาจจัดอยู่ในประเภทเครื่องรางก็เป็นได้

            ป้ายหยกสื่อสารนี้สามารถใช้ได้ตั้งแต่ผู้ใช้พลังวิญญาณขึ้นไปน่าสนใจมากทีเดียว! จริงด้วย หลิ่วหมิงก็มีนี่นาเอาไว้จัดการเจ้าหมอนั่นได้แล้วค่อยเอามาดูดีกว่า ว่าเจ้านี่มันทำงานอย่างไร!

            “แผ่นป้ายหยกสื่อสารนี้นอกจากจะสามารถใช้ติดต่อได้แล้วยังสามารถใช้เป็นเครื่องรางระบุตำแหน่งของฝ่ายได้อีกด้วยขอเพียงทั้งสองฝ่ายเปิดใช้งานทิ้งไว้ ไม่จำเป็นต้องพูดคุยกันก็สามารถรับรู้ตำแหน่งของอีกฝ่ายได้โดยอาศัยคลื่นพลังวิญญาณที่แผ่อออกมา!”เมื่อเห็นว่าเซียวหลิงอวิ๋นดูสนใจเจ้าแผ่นป้ายหยกสื่อสารนี้แล้วเจิ้งอวิ๋นเผิงจึงอธิบายต่อ!

            “เห็นจุดแสงสองจุดนี้หรือไม่จุดแสงสีเหลืองนี้คือตำแหน่งของเรา ส่วนจุดแสงสีแดงนี้คือหลิ่วหมิง!”เจิ้งอวิ๋นเผิงกางมือซ้ายออกเพื่อแสดงป้ายหยกสื่อสารให้เซียวหลิงอวิ๋นเห็นอย่างครบถ้วนจากนั้นก็ใช้มือขวาชี้ไปที่จุดแสงสองจุดซึ่งกะพริบอยู่บนป้ายหยกสื่อสาร!

            น่าสนใจจริงๆด้วย มีจุดแสงสีเหลืองที่ไม่เคลื่อนไหวกับจุดแสงสีแดงที่กำลังเคลื่อนที่เข้าหาจุดแสงสีเหลืองทีละเล็กละน้อย!

            ยอดเลย!ดูเหมือนว่าอาณาจักรซินโยวแห่งนี้จะยังมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่บ้าง!

            “จากความห่างนี้น่าจะมีระยะทางประมาณแปดร้อยหมี่...สามร้อยหมี่... สองร้อยหมี่!”

            เมื่อเจิ้งอวิ๋นเผิงบอกว่าหลิ่วหมิงอยู่ห่างจากทั้งสองคนประมาณสองร้อยหมี่เซียวหลิงอวิ๋นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า “ปิดเสีย!”

            “อ๊ะได้เลย!” เจิ้งอวิ๋นเผิงรู้สึกตกใจในตอนแรก จากนั้นก็ตอบกลับไปกดปิดป้ายหยกสื่อสารพร้อมด้วยเสียงดัง “แกร๊ก”

            ในขณะที่หลิ่วหมิงมองป้ายหยกสื่อสารในมือและรีบมุ่งหน้าไปอยู่นั้นจู่ๆ เขาก็เปลี่ยนสีหน้าทันทีและหยุดก้าวเดินเมื่อจุดแสงสองจุดที่กะพริบอยู่บนป้ายหยกสื่อสารในมือของเขาหายไป!

            จึงรีบติดต่อกลับไปอย่างรวดเร็ว“พี่เจ็ด พี่เจ็ด!”

            แต่ก็ไม่มีการตอบกลับมา!

            เกิดอะไรขึ้น? ป้ายหยกสื่อสารเสีย หรือพี่เจ็ดเจอปัญหาเข้าให้แล้ว? สีหน้าของหลิ่วหมิงเปลี่ยนไป และลังเลว่าควรจะเดินต่อไป หรือควร...

            ดวงตาเฝ้าระวังบริเวณโดยรอบอย่างระแวดระวังหมอกที่หนาราวกับน้ำหมึกนี้สายตาของเขาสามารถมองเห็นได้ไกลสุดเพียงแค่ระยะสามฉื่อโดยรอบเท่านั้น!ซึ่งการรับรู้ด้านอื่นก็ไม่ได้ดีกว่าไปดวงตามากนักรับรู้ได้ไกลสุดแค่สี่ฉื่อเศษเท่านั้น พอห่างไกลออกไปอีกหน่อยก็รู้สึกราวกับตัวเองได้เข้าไปในสนามแม่เหล็กที่บิดเบี้ยวพร่ามัวและสับสนในทันที!

            ช่างน่าชิงชังยิ่งนัก!มองเห็นได้ไม่ไกล การรับรู้ก็สับสนวุ่นวาย สีหน้าของหลิ่วหมิงดำมืดลงไปในทันที!ก่อนหน้านี้มัวแต่รีบจะไปรวมตัวกับเจิ้งอวิ๋นเผิงจิตใจจึงจดจ่ออยู่กับป้ายหยกสื่อสารในมือ จนไม่ได้สนใจหมอกนี้เลยตอนนี้ป้ายหยกสื่อสารใช้การไม่ได้แล้ว ยังขาดการติดต่อกับเจิ้งอวิ๋นเผิงอีกหลิ่วหมิงที่ติดอยู่ในหมอกหนานี้รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นเด็กหลงทางที่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อดี!

            จะเดินหน้าถอยหลัง หรือรออยู่เฉยๆ? ความคิดทั้งสามนี้ปะทะกันอย่างรุนแรงในหัวของหลิ่วหมิงหลังจากผ่านไปสิบกว่าชั่วอึดใจ หลิ่วหมิงก็กัดฟันเดินหน้าต่อจากตำแหน่งจุดแสงสุดท้ายที่แสดงบนป้ายหยกสื่อสารก่อนหน้านี้คิดว่าตัวเขาน่าจะอยู่ห่างจากเจิ้งอวิ๋นเผิงประมาณสองร้อยหมี่เท่านั้นจากระยะทางนี้น่าจะไปถึงได้ในไม่ช้า นี้

            ไปต่อก็แล้วกันหลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว หลิ่วหมิงนึกถึงทิศทางที่จุดแสงนั้นชี้เมื่อสักครู่ทางนี้! เอาล่ะไปต่อ!

            เจิ้งอวิ๋นเผิงที่เดินตามหลังเซียวหลิงอวิ๋นเห็นหลิ่วหมิงเข้าในไม่ช้าแต่สงสัยว่าหลิ่วหมิงเดินวนไปวนมาเป็นวงกลมในรัศมีห้าหมี่ทำไม?

            “หมอกนี้ส่งผลต่อประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาทำให้ตัวเองคิดว่ากำลังเดินเป็นเส้นตรงอยู่!”เซียวหลิงอวิ๋นพูดขึ้นมาอย่างหนาวเย็น!

            ซี้ด!

            เจิ้งอวิ๋นเผิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ!

            หลิ่วหมิงที่เป็นผู้ใช้พลังวิญญาณระดับกลางเมื่ออยู่ท่ามกลางหมอกหนานี้ กลับออกจากบริเวณโดยรอบห้าหมี่ไม่ได้!ทันใดนั้นเมื่อนึกถึงตอนที่ตัวเขาพบชิวเทียนฉี่อีกฝ่ายเคยพูดประโยคที่น่าตกใจบางอย่างเจิ้งอวิ๋นเผิงที่รู้สึกกระวนกระวายใจจึงถามด้วยความสนใจ “หมอกนี้มีเฉพาะผู้ที่ฝึกวิชาประเภทขจัดจิตใจเสริมแกร่งวิญญาณเท่านั้นที่จะไม่หลงทางในนี้งั้นหรือ?”

            “ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไปหรอกเมื่อพลังยุทธ์ถึงระดับหนึ่งแล้วผลของหมอกที่ทำให้ประสาทสัมผัสทั้งห้าสับสนก็จะลดลงอย่างมากหรืออาจจะไม่ส่งผลเลยก็ได้!”เซียวหลิงอวิ๋นตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่คิดปิดบังแต่อย่างใด!

            ในเสี้ยววินาทีถัดมาเซียวหลิงอวิ๋นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกว่า “การต่อสู้ระหว่างข้ากับหลิ่วหมิงไม่จำเป็นต้องให้คนนอกเข้ามาแทรกแซงพูดตามตรงเลย คือข้ายังไม่ค่อยไว้ใจเจ้าสักเท่าไหร่ดังนั้นขอให้คุณชายเจ็ดช่วยถอยออกไปสักสามสิบหมี่ด้วยและไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ก่อนที่มันจะจบลงโดยสมบูรณ์โปรดอย่าเข้ามาโดยเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะถือว่าข้อตกลงของพวกเราเป็นโมฆะ!”

            เจิ้งอวิ๋นเผิงมองเซียวหลิงอวิ๋นอย่างถี่ถ้วนรับรู้ถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นของอีกฝ่ายเมื่อมองไปยังใบหน้าที่ยังดูอ่อนเยาว์นั้นแล้วเจิ้งอวิ๋นเผิงก็ไม่ได้พยายามเกลี้ยกล่อมแต่อย่างใดแต่พยักหน้าอย่างหนักแน่นจากก้นบึ้งของหัวใจแทน ตัวเขาเริ่มเอนเอียง คิดว่าสุดท้ายแล้วผู้ชนะในการต่อสู้ครั้งนี้จะต้องเป็นเด็กหนุ่มที่ดูอ่อนเยาว์ตรงหน้าเขาอย่างแน่นอน!

            เมื่อเห็นว่าเจิ้งอวิ๋นเผิงยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดีแล้วเซียวหลิงอวิ๋นก็ยกระดับความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายขึ้นมาในใจเล็กน้อย!

            ภายในหมอกหนานี้เจิ้งอวิ๋นเผิงที่ฝึกฝนวิชาเมฆน้ำสามวิสุทธิ์มองเห็นได้แค่เพียงยี่สิบหมี่โดยรอบเท่านั้น ตัวเขาที่ถอยออกไปถึงสามสิบหมี่นี้บวกกับหลิ่วหมิงที่อยู่ห่างออกไปสิบห้าถึงสิบหกหมี่เมื่อสักครู่นี้รวมกันแล้วเกือบห้าสิบหมี่ได้ ภายในระยะทางเท่านี้เจิ้งอวิ๋นเผิงรับรู้ได้อย่างมากสุดก็แค่เสียงและการเคลื่อนไหวจากการต่อสู้เท่านั้นไม่สามารถมองเห็นภาพการต่อสู้ได้เลย!

            เซียวหลิงอวิ๋นคงมีไพ่ตายบางอย่างที่ไม่ต้องการให้เจิ้งอวิ๋นเผิงรู้ก็เป็นได้!จึงใช้คำพูดไล่ให้อีกฝ่ายถอยหลังไปอีกสามสิบหมี่เช่นนี้!

            “ฟู่!”เขาหายใจออกเบาๆ! แล้วร่างกายของเซียวหลิงอวิ๋นก็บิดงอราวกับงูอัตราการเต้นของหัวใจกับการเต้นของชีพจรแม้กระทั่งลมหายใจและการไหลเวียนของเลือดก็ช้าตามลงไป!

            ห่างออกไปสามสิบหมี่ภายในการรับรู้ของเจิ้งอวิ๋นเผิง ลมหายใจของเซียวหลิงอวิ๋นแผ่วเบาลงไปอย่างน่าตกใจแต่ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วอึดใจ เซียวหลิงอวิ๋นก็ดูราวกับจะหายตัวไปแล้วไม่สามารถสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวใดๆ ได้อีกเลย!

            วิชาเก็บซ่อนลมปราณ!

            การจะเก็บพลังทั้งหมดของร่างกายที่แผ่ออกมานั้นจะขึ้นอยู่กับพลังยุทธ์วิชาเก็บซ่อนลมปราณที่เซียวหลิงอวิ๋นใช้นั้นเรียกได้ว่าเป็นแค่เพียงขั้นแรกเท่านั้นด้วยพลังยุทธ์ที่สูงขึ้นก็จะเข้าถึงขั้นที่สูงขึ้นได้วิชาเก็บซ่อนลมปราณที่สมบูรณ์ เมื่อใช้แล้ว ถึงแม้อีกฝ่ายจะอยู่ตรงหน้าก็ไม่รู้สึกถึงพลังใดๆ ของอีกฝ่ายเลยราวกับเป็นต้นไม้ที่แห้งแล้งหรือก้อนหินอย่างแท้จริง!

            เมื่อเข้าสู่สถานะเก็บซ่อนลมปราณแล้วเซียวหลิงอวิ๋นก็เริ่มเคลื่อนไหว ราวกับปุยฝ้ายที่ไร้น้ำหนักหรือเงาที่เคลื่อนผ่านในหมอกหนาโดยไร้ซึ่งสุ้มเสียงใด!

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดสัประยุทธ์เทพราชัน【จบ】 ที่คุณอ่าน