วรภัทรใช้มือบีบแก้มเด็กน้อยเบาๆ ด้วยความเอ็นดู “น้องพืชอยากไปไหนล่ะครับ? เดี๋ยวลุงพาไป แค่เราต้องเก็บเป็นความลับอย่าบอกคุณแม่”
“ครับ ความลับ ผมมีความลับเยอะมาก” เด็กน้อยโยกหัวไปมา วันนี้เขาก็มีความลับเพราะได้ยินคุณครูคุยกันว่าคุณย่ากับคุณพ่อของเขาแอบมาดูเขา แต่พอวิ่งไปดูที่หน้าประตูห้องเรียนกลับเห็นเพียงหลังไวๆ ของผู้ใหญ่สองคนที่กำลังเดินจากไป เด็กชายได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องเรียน
วรภัทรได้ยินคำว่า ‘ความลับ’ ก็หัวเราะ เขาให้เด็กชายเรียกตัวเองว่าลุงและแอบพาเด็กชายออกไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ หลายครั้งโดยไม่ให้เด็กชายบอกกับทักษพร คำว่าความลับเยอะของน้องพืชทำให้เขาคิดว่าเป็นเรื่องที่มีกับเขา
“ถ้าอย่างนั้นก็เก็บดีๆ นะ ถ้าบอกคนอื่นก็จะไม่เป็นความลับอีกแล้ว เราต้องรู้กันสองคน”
“ครับ” เด็กน้อยคิดว่าความลับเรื่องคุณย่ากับคุณพ่อ คุณครูสองคนนั้นก็คงไม่ยอมบอกคนอื่นด้วยเช่นกัน
“หิวหรือยังครับ? เดี๋ยวลุงภัทรจะพาไปแวะกินหาของกินอร่อยๆ”
“หิวแล้วครับ ผมอยากกินไอติม อยากกินไก่ทอด” เด็กชายจับแขนวรภัทรเขย่าเบาๆ
วรภัทรยิ้ม แม้เขาจะไม่สบายใจที่ทักษพรไปกับธนา แต่ตอนนี้เขายึดตัวน้องพืชเอาไว้ได้แล้ว
“ได้เลย เดี๋ยวลุงพาน้องพืชกินทุกอย่างเลย”
ชายหนุ่มหวังจะให้เด็กชายตัวน้อยเป็นสื่อระหว่างเขากับหญิงสาว ประชุมตอนบ่ายถูกยกเลิกเพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนขวางการจราจรเอาไว้ทำให้ธนาไม่อาจจะกลับมาทัน วรภัทรจึงฉวยเวลานี้เพื่อใกล้ชิดกับว่าที่ลูกชายในอนาคตของตน
“น้องพืช ตอนอยู่บ้าน คุณแม่เคยพูดถึงลุงภัทรบ้างไหมครับ?”
เด็กชายนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เคยครับ”
“พูดว่ายังไงบ้าง?”
“คุณแม่บอกว่าลุงภัทรเป็นคนดี” เด็กชายทวนคำช้าๆ
วรภัทรฟังแล้วยิ้มกว้าง เด็กย่อมไม่โกหก เขาดีใจทักษพรบอกคนอื่นๆ ในบ้านของเธอว่าเขาเป็นคนดี ต่อไปเขาต้องหาโอกาสสนิทสนมกับสองหนุ่มสาวที่เป็นคู่รักในบ้านหลังนั้น
“อีกนานไหมณัฐ?” ธนายื่นหน้าออกไปถาม ตอนนี้รถของพวกเขาเคลื่อนที่ได้ช้ายิ่งกว่าเต่ามานานกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว
ณัฐวุฒิก้มหน้าลงเช็คข่าวในแท็บเล็ต “น่าจะนานครับ ข้างหน้ารถชนกันห้าคันรวดเลย คันที่ชนก็คือรถเมล์” เขายื่นภาพข่าวให้เจ้านายดู
“ห้าคันเลยเหรอ?” ธนาดูภาพในสถานที่เกิดเหตุแล้วก็ส่ายหน้า “เละกันไปหมด รถเมล์เบรกแตก เป็นไปได้ไง? รับส่งผู้โดยสารทุกวัน ควรระวังเรื่องความปลอดภัยมากกว่านี้”
“น่าจะหลับในมากกว่าครับ เห็นบอกว่าเหยียบเบรกจนเบรกยุบ กู้ภัยกับตำรวจกำลังช่วยกันเคลียร์ถนน”
ธนายื่นแท็บเล็ตคืนให้เลขาแล้วก้มลงเปิดตู้เย็นอันเล็กที่อยู่ใกล้ๆ หยิบเอาขวดน้ำดื่มไปยื่นให้ทักษพร
“ไปไม่ทันแล้ว ประชุมบ่ายก็ต้องยกเลิก ลูกคุณมีคนไปรับให้หรือยัง?”
“บอกป้าน้ำแล้วค่ะ” เธอตอบธนาเบาๆ แล้วหันไปมองณัฐวุฒิที่นั่งคู่คนขับ “เราคงจะกลับทันเลิกงานนะคะ”
“น่าจะทันครับ ตอนนี้ลำเลียงคนเจ็บออกจากรถหมดแล้ว” ณัฐวุฒิกำลังดูการไลฟ์สดบนสื่อสังคมออนไลน์ ที่มีการถ่ายทอดเหตุการณ์ผ่านกล้องโทรศัพท์มือถือ เขาเสียบหูฟังไว้ข้างหนึ่งเพื่อฟังการบรรยายการจัดการอุบัติเหตุข้างหน้า ส่วนอีกหูก็คอยฟังคำสั่งเจ้านาย ในมือก็พิมพ์สั่งงานในแท็บเล็ต
ทักษพรดูแล้วก็เห็นใจณัฐวุฒิที่ทำงานมือเป็นระวิง พอเธอหันมาข้างๆ ก็เห็นธนานั่งเอนหลังหลับตา สีหน้าของเขาไม่ค่อยดี
“ท่านประธานไม่สบายหรือเปล่าคะ?”
“อือ ผมปวดหัว คุณผักหยิบยาให้ผมที”
หญิงสาวสะดุ้ง เธอเพิ่งได้ยินเขาเรียกชื่อเล่นเธอเป็นครั้งแรก ทักษพรหันรีหันขวาง ณัฐวุฒิที่นั่งอยู่ด้านหน้ารีบยกกระเป๋าสี่เหลี่ยมเล็กยื่นให้ “ยาขวดสีขาวฉลากเหลืองครับ รบกวนหยิบให้ท่านสองเม็ด”
ทักษพรกุลีกุจอหยิบเอายาสองเม็ดส่งให้ธนา พร้อมกับยื่นขวดน้ำอันเล็ก แต่เขาไม่ได้ลืมตา หญิงสาวจำต้องยื่นขวดไปใส่ในมือเขา ชายหนุ่มกุมเอาขวดน้ำ บังเอิญนิ้วของเขาทาบบนนิ้วของเธอ ทั้งสองรู้สึกคล้ายจะมีกระแสความร้อนส่งผ่านจากปลายนิ้วของอีกฝ่าย
หญิงสาวรีบใช้อีกมือขึ้นมาดันให้เขาถือเอาขวดน้ำและปล่อยมือจากมือของเธอ “นี่ค่ะ ขวดน้ำอยู่นี่”
เขายังไม่ลืมตา รับขวดน้ำไปแล้วก็ดื่มไปครึ่งขวดแล้วยื่นมาข้างหน้า “คุณเก็บให้ผมที”
เธอรับขวดน้ำคืนไป เขานอนหลับตานิ่งๆ ครู่หนึ่งก็ยกมือสองข้างขึ้นนวดขมับเบาๆ
“เอายานวดคลายปวดไหมคะ? ดิฉันพกมาด้วย”
“ดีเหมือนกัน”
ทักษพรเปิดกระเป๋าแล้วหยิบเอาขวดยาหลอดสีขาวออกมาเปิดฝา “นี่เป็นยานวดสมุนไพรค่ะ เหมาะสำหรับคนที่ปวดกล้ามเนื้อ ใช้ทาตอนปวดศีรษะได้ด้วย ดิฉันใช้เป็นประจำ คุณยื่นนิ้วมาค่ะ”
เขาทำตามที่เธอบอก กางนิ้วหงายขึ้นมาข้างหน้า เธอป้ายเนื้อยานวดไปที่ปลายนิ้วชี้เขา “คุณช่วยทาให้ผมดีกว่า นวดศีรษะให้ด้วยก็ดี ผมรู้สึกว่าจะปวดมากกว่าปกติ”
ณัฐวุฒิหันไปมองหน้าธนาก็เห็นเจ้านายของตนนิ่วหน้า เขารีบขอร้อง ทักษพรที่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “คุณผัก ช่วยนวดให้บอสทีเถอะครับ สงสัยอาการเก่าจะกำเริบ”
หญิงสาวเห็นความกังวลในแววตาของณัฐวุฒิก็รีบรับคำ เธอรู้ว่าเขาเคยผ่าตัดสมองจากการประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ แม้จะรอดตายมาแต่เขาก็ต้องรักษาตัวอยู่นานนับปี
“ถ้างั้นยาที่ป้ายนิ้วให้คุณก็ใช้สูดดมไปก่อนค่ะ เดี๋ยวดิฉันนวดให้ คุณปวดตรงไหนบ้างคะ?”
“ผมปวดตรงนี้ และก็ตรงนี้ ปวดมาก” เขาชี้ไปยังตำแหน่งท้ายทอย ชายหนุ่มลุกนั่งตัวตรงหันหลังให้
ทักษพรบีบครีมใส่ปลายนิ้วแล้วสอดนิ้วเข้าไปในกลุ่มผมของเขา ลูบเนื้อครีมบนหนังศีรษะวนเป็นวงกลมเล็กๆ ความเย็นจากเมนทอลในเนื้อยาค่อยๆ ซึมเข้าไปในหัว เมื่อเธอใช้ปลายนิ้วนวดไปเรื่อยๆ ทำให้ธนาค่อยๆ รู้สึกคลายความปวดลง
“อืม ดี” เสียงของเขาแผ่วเบา
ทักษพรรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว เสียงและคำพูดแบบนี้ เธอเคยได้ยินมาก่อน
ความทรงจำขมุกขมัวในคืนนั้นย้อนมาอีกครั้ง น้ำเสียงพร่าทุ้มต่ำมีเสน่ห์ของธนา ทำให้เธออยากจะดึงมือออกจากศีรษะของเขา
“ทำไมคุณต้องพกยาแบบนี้เอาไว้?” ณัฐวุฒิเอ่ยถาม
“ดิฉันปวดเมื่อยค่ะ ก็เลยซื้อติดตัว พอดียาตัวนี้ทาเด็กเล็กได้ เวลาลูกหกล้มก็ได้ใช้ทาทันทีจะได้ไม่ฟกช้ำ ทาแผลสดก็ได้นะคะ”
“ดีเลยครับ คราวหน้าผมฝากซื้อด้วย จะได้เอาไว้ให้ท่านประธานใช้”
“นวดตรงคอให้ผมด้วย”
ทักษพรอยากจะปฏิเสธ แต่ท่าทางของเขาดูแย่จริงๆ เธอจึงรับคำเบาๆ แล้วบีบยานวดที่ต้นคอของเขาให้ด้วย
“ขอบคุณนะ คุณผัก” ธนาเอ่ยเบาๆ “เดี๋ยวผมนอนพักสักหน่อยก็คงจะดีขึ้น” ความเย็นบนศีรษะกระจายตัวทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าอาการปวดรัดเมื่อครู่ค่อยๆ คลายลง
ทักษพรมองชายหนุ่มที่แหงนหน้าพิงเบาะหลับตาด้วยความรู้สึกทั้งสงสารและเห็นใจ เธอได้อ่านข่าวที่เขาประสบอุบัติเหตุหลังจากเธอออกจากโรงพยาบาลมาได้เกือบเดือน ช่างบังเอิญที่เขาถูกรถชนด้านหลังตึกที่เธอนอนพักหลังคลอดลูก เธอจึงนึกออกว่าคืนนั้นเธอฝันว่าร่างกายของเขามีเลือดเปื้อนเต็มไปหมด
...ครั้งนั้นคงหนักหนาสาหัส นานจนป่านนี้แล้วยังมีอาการอยู่อีก....
************
