หลัวหยางมองเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงด้วยแววตานิ่งสงบคล้ายสายน้ำที่ไร้คลื่นไหว
ไม่มีความหวาดหวั่น ไม่มีความยำเกรง และไร้ซึ่งความลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาที
ในสายตาของเขานั้น เสาศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนยกย่องว่าเป็นวัตถุแห่งการพิสูจน์ศักยภาพขั้นสูงสุด กลับเป็นเพียงแท่งหินที่ไร้ชีวิต ไม่มีสิ่งใดแฝงเร้นหรือชวนหวาดหวั่น บรรยากาศโดยรอบนั้นเงียบสงัดถึงขีดสุด
แล้วเมื่อหลัวหยางมายืนอยู่ต่อหน้าเสาศักดิ์สิทธิ์นั้น สายตาทั้งสนามก็แทบจะพร้อมใจกันมองไปที่เขาอย่างไม่ละสายตา ในช่วงเวลาสำคัญที่ยิ่งใหญ่นี้ ชายหนุ่มกลับเพียงแค่ยกมือขวาขึ้นอย่างมั่นคง ยื่นออกไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าราวกับเวลาถูกยืดขยาย
และเมื่อปลายนิ้วของเขาก็สัมผัสลงบนผิวหินของเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงที่เย็นเยียบ
ทันทีที่ผิวสัมผัสของหลัวหยางแตะลงไปในจุดนั้นเอง
ประกายแสงสีขาวบริสุทธิ์ก็ได้ปะทุออกมาจากจุดสัมผัสที่ปลายนิ้วอย่างรุนแรง ดั่งภูเขาไฟที่หลับใหลมาเนิ่นนานถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
รัศมีแสงนั้นวูบวาบอย่างรวดเร็วแล้วขยายวงกว้างออกไปภายในพริบตาเดียวจนกลืนกินแสงธรรมชาติในพื้นที่รอบด้าน
พลังแปลกประหลาดที่แล่นผ่านผิวของเสาศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ได้เพียงแค่สะท้อนกลับออกมาอย่างทั่วไป แต่กลับดูดซับบางสิ่งจากร่างกายของชายหนุ่ม แล้วส่งพลังสายหนึ่งย้อนกลับเข้าไปในร่างของเขาอย่างรุนแรง ราวกับสายน้ำเชี่ยวกรากที่กำลังไหลทะลักเข้าสู่โพรงหุบเขา
“นะ.. นะ.. นี่มัน..”
เสียงกึกก้องอันน่าสะพรึงกลัวเริ่มดังกระหึ่มในโสตประสาทของทุกคน
จากแผ่วเบากลายเป็นหนักแน่น และจากหนักแน่นกลายเป็นระเบิดของแรงอัดอันมหาศาลที่สะเทือนใจผู้คนโดยรอบในทันที ตามมาด้วยแผ่นดินที่แตกร้าวอย่างต่อเนื่อง ใต้ฝ่าเท้าของผู้ชมหลายคนเริ่มเกิดรอยร้าวที่ค่อยๆลุกลามขยายวงกว้างออกไป
พื้นลานที่เคยแข็งแกร่งกลับสั่นไหวอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงเริ่มเปล่งแสงแปลกประหลาด
ปราณจากตัวเสาที่เงียบสงบมาตลอดนับพันปี กลับไหลย้อนออกมาและแผ่ขยายไปทั่วสนามราวกับอสูรกายที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
ในตอนนั้นพลังสายหนึ่งซึ่งบริสุทธิ์และลึกล้ำ ได้ชอนไชผ่านเส้นชีพจรของหลัวหยางและทะลวงเข้าไปยังจิตวิญญาณของเขาโดยตรง
มันเหมือนกับมีจิตสำนึกของตนเอง เป็นดั่งดวงจิตโบราณที่กำลังตรวจสอบ
ล้วงลึก ค้นหา ทำลายกำแพงความลับที่หลบซ่อนอยู่ภายในตัวของเขาทีละชั้น ทีละชั้น จนกระทั่ง
“ท่านอาจารย์ระบบ..”
ตอนนั้นหลัวหยางได้พูดขึ้นในห้วงแห่งจิตสำนึกของตนเอง แฝงไว้ด้วยความสงสัยและความตระหนกที่ไม่อาจปิดบังได้ เพราะสัมผัสได้ถึงพลังอันแปลกประหลาดบางอย่างที่มิใช่ส่วนหนึ่งของเขา และมันมิใช่สิ่งที่ยอมให้แทรกซึมเข้าสู่จิตวิญญาณได้อย่างง่ายดาย
ในห้วงวินาทีต่อมา เสียงของระบบก็ดังขึ้นอย่างเย็นชาผสานความเย้ยหยันอันเกรี้ยวกราด
【เหอะๆ รนหาที่ตาย! เจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลไม่ใช่อะไรที่ยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าเช่นแกจะมายุ่งเกี่ยวได้】
【กระทั่งต่อให้จะเป็นศัสตราวุธเซียนที่ยิ่งใหญ่ เมื่ออยู่ต่อหน้ามันก็ไม่ต่างอะไรไปจากขยะ】
ถ้อยคำของระบบที่เต็มไปด้วยความอหังการนั้นเปล่งออกมา
ในขณะที่เบื้องลึกภายในจิตวิญญาณของหลัวหยาง ที่ซึ่งเป็นที่สิงสถิตของพลังอันแท้จริง
ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ขอบเขต เจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลได้เริ่มขยับตัว พลังสีรุ้งที่ไหลวนอยู่ในลักษณะสายหมอกกลับเริ่มส่องแสงเจิดจรัสขึ้นในชั่วพริบตา และเมื่อพลังอันลึกล้ำนี้สัมผัสได้ถึงการคุกคามจากพลังของเสาศักดิ์สิทธิ์ มันก็ตอบสนองในทันที
พลังปราณกระบี่ที่ไร้รูปร่างชัดเจนและเหนือการนิยามพวยพุ่งออกมาจากส่วนลึกของจิตใจหลัวหยาง แล้วแผ่กระจายผ่านเส้นชีพจรและทวารพลังทั้งสิบสองแห่ง ราวกับพายุที่ปะทุจากแก่นกลางของห้วงหายนะ
คลื่นแสงสีรุ้งทะลักออกมาผ่านผิวกายของเขาราวกับเปลวเพลิงมรณะ ลุกโชนอยู่ในแสงสว่างที่ไม่มีผู้ใดอาจเทียบได้
ความสั่นสะเทือนของมิติรอบตัวเขาเริ่มสั่นไหว ปราณทั้งห้าธาตุปั่นป่วน ราวกับฟ้าดินจะล่มสลาย
“ปังงงงงงงงงงงงงง!”
และแล้วเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องสะท้อนกัมปนาทไปทั่วทั้งลาน ทะลวงเข้าไปในจิตวิญญาณของทุกผู้คน ถึงขั้นกลืนกินความคิดและความรู้สึกทั้งหมดลงในห้วงอึ้งตะลึง จนบางคนถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้นโดยไม่รู้ตัว
พร้อมกับประกายแสงสีรุ้งที่พวยพุ่งออกจากร่างของหลัวหยาง กระแทกเข้ากับเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงโดยตรง
และในเสี้ยววินาทีที่ไม่มีใครทันได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงที่สูงกว่าสามจั้ง เต็มไปด้วยอักขระเวทโบราณนับไม่ถ้วน ซึ่งไม่เคยจะถูกทำให้สั่นไหวมาก่อนในประวัติศาสตร์ กลับถูกตัดขาดกลางลำประหนึ่งกระบี่สวรรค์เฉือนสายน้ำ
การแหลกสลายของหินศิลาที่แข็งแกร่งที่สุดดังกังวานท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมทั่วทั้งลานทดสอบ
“ครืนนนนนนนนนน!”
เสาศักดิ์สิทธิ์สีเทาซึ่งครั้งหนึ่งเคยเปล่งแสงสว่างแห่งความศักดิ์สิทธิ์
ถูกแบ่งออกเป็นสองซีกในพริบตาเดียว เศษหินบางชิ้นยังคงลอยคว้างอยู่ในอากาศก่อนจะร่วงหล่นลงสู่พื้นอย่างช้าๆ
ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่ยังคงเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงจนลืมหายใจ
ไม่มีคำพูด ไม่มีเสียงโห่ร้อง ไม่มีแม้แต่เสียงสูดลมหายใจ ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในห้วงแห่งความเงียบสงัดราวกับโลกได้หยุดหมุน เหล่าผู้อาวุโสลืมแม้แต่จะขยับริมฝีปาก เด็กหนุ่มสาวที่เคยส่งเสียงเฮฮากลับยืนตัวแข็งทื่อเหมือนรูปปั้นที่ไม่มีชีวิต
ดวงตาทุกคู่จับจ้องไปยังชายผู้ซึ่งยังคงยืนอยู่หน้าซากของเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงด้วยแววตาที่แสดงความตกตะลึงพรึงเพริด
จากนั้นชายหนุ่มก็ได้หันไปมองยังหวังฉีด้วยท่าทางที่อึดอัด แล้วเผยรอยยิ้มแห้งๆออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่
“อะ.. เอ่ออ..”
“ท่านผู้อาวุโสหวังฉี”
“ดูเหมือนกระทั่งเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงเองก็ไม่มีอำนาจมากพอที่จะตรวจสอบพรสรรค์ของข้าได้นะ?”