“เอาเถอะแต่ดูแล้วท่านคงจะไม่ตอบในสิ่งที่ข้าอยากจะถามอยู่แล้วเอาเป็นว่าข้าบอกชื่อไปแล้วท่านล่ะชื่อว่าอะไร” ศิลาเอ่ยถามมองหญิงสาวเบื้องหน้าด้วยท่าทางผล่อยคลาย
“ข้ามีนามว่าฮานะ” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยเต็มใจศิลามองดูดอกไม้สีแปลกประหลาดที่ขึ้นคล้ายกับทุ้งนาก่อนจะเอ่ยถาม
“ดอกไม้พวกนี้คือดอกอะไรหรอผมไม่เคยเห็นมาก่อนทั้งรูปลักษณ์และสีดูแปลกตา” เขาพูดพร้อมกับก้มลงไปจับดอกไม้สีรุ้งคล้ายกับดอกดาวเรืองก่อนจะก้มหน้าไปดม
‘กลิ่นหอมปนขมมีพิษสินะเนี่ย’
“เราไม่จำเป็นต้องตอบท่าน” หญิงสาวตอบไม่ยีล่ะจ้องมองศิลาด้วยท่าทางพิจารณา
“งั้นผมก็คงต้องขอสักดอกเพื่อเก็บไว้เชยชมให้ชื่นรม” ศิลาสวนกลับหันมามองหญิงสาวด้วยนัยน์ตายั่วเย้าหยอกล้อสุกสระกราวสีหน้ามุมปากเผยรอยยิ้มเจ้าเลห์น่าค้นหาอย่างลึกลับฮานะชะงักไปชั่วขณะเมื่อมองเห็นใบหน้าคมปนดวงตาหยอกเย้าของศิลาเสียงกัดฟันเน้นเขี้ยวสะกดอารมณ์ถึงขีดสุดดังไหวๆขึ้นภายในผ้าพลันคอ
“อย่าเด็ดไปนะไอ้เจ้าคนแปลกหน้าดอกไม้สายรุ้งทุกดอกเป็นของสำคัญของที่นี่มันช่วยปกป้องพวกข้า” ฮานะตะหวาดร้อนรนชี้มือชี้ไม้ปรามศิลา
ศิลาฉีกยิ้มก่อนจะลุกขึ้นยืน ‘เป็นอย่างที่คิดมีคนอาศัยอยู่ที่นี่จริงๆ’
“ก็ได้ผมไม่ใช่พวกชอบแย่งของสำคัญของใครอยู่แล้ว” ฮานะหน้าแดงกล่ำเมื่อมองใบหน้าของศิลาในระดับเดียวกันใบหน้านั้นช่างดูคล้ายกับตัวร้ายคนโฉดชาติชั่วไม่มีผิดแต่กลับคมบาดลึกแฝงไปด้วยความละเอียดอ่อนนัยน์ตาคู่นั้นแอบซ่อนความอ่อนโยนไว้อย่างเร้นลับผสมกับรอยยิ้มที่ทรงเสน่ห์จนเธอคล้ายกับถูกสะกดเผลอพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปให้เขาฟังหรือแท้จริงเธอกำลังตกอยู่ในเกมจิตวิทยาของเขากันแน่
“ดอกไม้สีรุ้งหรอตรงตามสีเลยแหะแล้วมันทำอะไรได้ในเมื่อดอกไม้ก็คือดอกไม้สิ่งที่ใช้ปกป้องตัวเราควรเป็นดาบสิส่วนดอกไม้งามควรมีไว้เชยชม” เขาล้วงข้อมูลต่อพร้อมกับท่าทางสายตาชื่นชมทิวทัศน์อย่างชื่นมื่นแต่ในใจก็แอบหวั่นๆถึงเรื่องหลังจากนี้ศิลาเดินไปนั่งเอนตัวพิงโขดหิน
ฮานะเองก็เดินตามไปนั่งเบื้องหน้าของศิลาห่างออกไปสามก้าวซึ่งเธอเองรู้สึกแปลกประหลาดกับบุรุษตรงหน้าเอาเสียมากๆบรรยากาศรอบตัวของชายหนุ่มทำให้ฮานะรู้สึกผ่อนคลายอบอุ่นคล้ายกับสัมผัสที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาแต่ลึกๆกลับแฝงไปด้วยความร้ายกาจชั่วร้ายอย่างพิลึกพิศดารแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็รู้สึกสบายใจก่อนจะเล่าเรื่องให้ศิลาฟัง
“เดิมทีหมู่บ้านของข้าอยู่ทางที่เจ้าผ่านมานั่นแหละแต่อยู่ๆวันหนึ่งในหิมพานต์แห่งนี้ก็เปลี่ยนแปลงโดยพญาทศกัณฐ์เหล่าคชสีห์นรสิงห์และสัตว์อสูรต่างไล่ล่าจับมนุษย์ไปเป็นทาสรับใช้แรงงานเพื่อก่อสร้างบางอย่างที่กรุงลงกา” ฮานะสีหน้าเศร้านัยน์ตาสั่นไหวจนศิลารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดจากนั้นเธอก็พูดขึ้นต่อ
“พ่อ พี่น้องของข้าถูกจับไปเป็นทาสที่กรุงลงกาข้าและชาวบ้านบางส่วนหนึ่งหนีรอดมาได้ก็หลบซ่อนอยู่ตามซอกเขาหินผาตอนนั้นเองพวกพญายักษ์คชสีห์นรสิงห์ก็ตามมาทว่าเมื่อพวกมันมาถึงทุ้งดอกไม้สีรุ้งพวกมันก็ไม่กล้าย่ามกายเข้ามาได้ทำให้พวกข้าเริ่มศึกษาข้อมูลค้นคว้าจนพบว่าพวกมันกลัวพิษของดอกไม้สีรุ้งพวกเราเรียกพิษนั้นว่าพิษเจ็ดสี”
‘โอ่ววว!...สาบานว่านี่คือปัญญาประดิษฐ์สมจริงเวอร์’
“พวกเจ้าคิดอยากจะสู้กับไอ้สัตว์พวกนั้นหรือเปล่าและคิดอยากจะไปช่วยพวกที่ถูกจับไปหรือไม่” ศิลาเอยถามมองหน้าหญิงสาวที่กำลังปาดน้ำตา
“คิดสิ!...คิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแต่กำลังพลังของพวกเราไม่อาจต่อกรได้ขืนสู้ไปก็มีแต่จะตายเปล่าข้าจึงมาที่นี่ทุกคืนเพื่อหาวิธีการใช้พิษเจ็ดสี” หญิงสาวตอบจริงจัง
“แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคิดที่จะสู้นี่งั้นผมจะช่วย” ศิลาตอบจริงจังฮานะถึงกับเงยหน้าจ้องมองศิลาด้วยความสงสัยในสายตาเธอแล้วศิลาดูไม่ค่อยจะเป็นยอดฝีมือหรือมีทีท่าว่าจะต่อกรกับพญายักษ์ได้เลยสักนิดศิลาเองก็ดูเหมือนจะรู้ว่าหญิงสาวไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
“ออกมาได้แล้ว” เขากล่าวเสียงเรียบฮานะมองศิลาอย่างสงสัยว่าเขาพูดกลับใครทว่าดวงแสงสี่ดวงก็ลอยออกมาปรากฎร่างของฟ้าครามซุนหงอคงสดายุและสัมพาทีฮานะถึงกับหน้าซีดตลึงตาค้าง
“ท....เทพี...กับสัตว์อสูรรับใช้ท่านเป็นใครกันแน่” เธอถามน้ำเสียงติดขัด
“ผมก็แค่นักเดินทางที่ผ่านทางมา” ศิลาตอบเสียงขรึม
“ขอเวลาแป๊บนะ!..” ฟ้าครามพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่ศิเชิญทางนี้หน่อยคะ” ฟ้าครามดึงแขนศิลารุกพรวดสามพี่น้องนั่งก้มหน้าปิดหูปิดตาศิลาและฟ้าครามหายเข้าไปหลังโขดหินฮานะก็มองอย่างสงสัย
อุ๊ก!...แอ๊ก...โอ๊ย..อั๊ก...ตุบ....
“หยอดทุกคำ!”...ตุบ...“ดอกไม้มีไว้เชยชม”....โอ๊ย...ขอสักดอก..โป๊ก
“คุยตอเลยคะ” ฟ้าครามเดินควงมากับศิลาด้วยหน้าชื่นแต่ศิลากับหน้าเขียวปัดสามพี่น้องกลั้นหัวเราะสุดชีวิตก่อนจะปล่อยกร๊ากออกมาฮานะหน้าบอกบุญไม่รับหลากหลายอารมณ์ฮานะพยักหน้ามองศิลาทึ่งๆ
“ท่านจะช่วยพวกเราจริงๆสินะ” เธอพูดด้วยรอยยิ้มแสดงถึงความหวัง
“อืม!...แต่มีข้อแม้”
“ข้อแม้?”....ฮานะสงสัย
“ใช่ ผมจะช่วยพวกคุณชำระแค้นหรือช่วยพวกพ้องแต่พวกคุณก็ต้องเข้าร่วมในแผนการณ์ครั้งนี้ด้วยผมไม่ไปลุยเดี่ยวดุ่มๆหรอกนะ” ศิลาตอบเอามือจับปากจับใบหน้า
“ได้!...ท...ท่านไม่ได้หลอกข้าใช่ไหม” สีหน้าเธอไม่หลบซ่อนความยินดี
“อ่า...จะหลอกทำไม!..กลิ่นอะไรหอมๆ” ศิลากหันไปมองก็พบว่าไอ้สามพี่น้องจัดแจงละเลียดอาหารกันอีกแล้ว “เธอบอกว่ามาที่นี่ทุกคืนเพื่อค้นหาวิธีใช้พิษสินะแล้วได้อะไรบ่างยัง” เมื่อได้ยินศิลาถามแบบนั้นฮานะก็ยอมเล่าให้ฟัง
ดอกไม้สีรุ้งนั้นมีพิษที่ซับซ้อนส่วนประกอบของพิษจะอยู่ตามดอกที่มีถึงเจ็ดสีแบ่งเป็นพิษเจ็ดชนิดและสามารถกระจายพิษได้ยามลู่ลมเพียงแค่สูดดมก็ทำให้รู้สึกง้วงอ่อนแรงและพลังความสามารถประสาทสัมผัสจะด้านชาสิ่งเหล่านี้มีผลเฉพาะสัตว์อสูร
และความรุนแรงของพิษยังเพิ่มตามจำนวนของปริมาณที่ได้รับศิลาเข้าใจทันทีทำไมพวกสัตว์อสูรถึงไม่กล้าเข้ามาในบริเวณนี้เพราะเต็มไปด้วยดอกไม้เจ็ดสีเป็นทุ้งขนาดใหญ่ตลอดจนยังขึ้นอยู่ทุกพื้นที่ทั่วบริเวณอย่างประปรายทำให้หลังเทือกเขาที่เขาผ่านเข้ามาเปรียบเสมือนจุดปลอดภัยที่สุดในดินแดนทวีปมืดแห่งนี้
“พวกเธอเคยคิดจะเพาะพันธ์ดอกไม้เหล่านี้ไหม” ศิลาเอ่ยถาม
หากเขาเพาะพันธ์ดอกสายรุ้งนี่ได้เขาจะเอามันไปปลูกให้ทั่วทวีปมันเสียเลยเมื่อเป็นแบบนั้นสัตว์อสูรทั่วทวีปมืดคงได้สนุกดีพิลึก
“เคยสิแต่ดอกไม้เหล่านี้จะไม่เจริญพันธ์ในพื้นที่ด้านนอกเทือกเขาข้าเองก็ไม่รู้ว่าทำไม” ฮานะตอบ
ศิลากวาดสายตามองไปทั่วบริเวณก่อนจะหลับตาแผ่ขยายสัมผัสปกคลุมไปทั่ว ‘การที่ดอกไม้ไม่เจริญหรือแห้งตายคิดได้อย่างสาเหตุหลักๆก็คงเป็นเพราะสภาพอากาศภูมิประเทศ’ เขาค่อยๆลืมตา
“อื่มคงเป็นเพราะสภาพอากาศนั่นแหละผ่านเทือกเขาไปด้านนอกตอนนี้จะหนาวจัดแต่ในบริเวณนี้กลับอบอุ่นค่อนไปทางร้อนแบบนี้เอาไปปลูกข้างนอกก็ตายเปล่า” ฟ้าครามที่เดินดูรอบๆกลับมาพร้อมกับถามฮานะ
“แล้วหมู่บ้านของพวกเธออยู่ส่วนไหน”
“หมู่บ้านของพวกเราอยู่หลังแนวป่านั่นเข้าไปอีกไม่ไกลมากก็ถึงแล้ว” ฮานะตอบชี้นิ้วลึกเข้าไปเผยให้เห็นแนวต้นสนหลากสีขึ้นเรียงคล้ายกำแพง
“แล้วคนในหมู่บ้านมีจำนวนเท่าไหร่รวมถึงพวกที่ถูกจับไปด้วยมีกี่คน” สัมพาทีเดินเข้ามาเอ่ยถามซึ่งเป็นคำถามที่ศิลากำลังจะถามพอดี
“ถ้าคนในหมู่บ้านอื่นมีอยู่ประมาณสองร้อยส่วนพสกที่ถูกจับไปข้าไม้ทราบเพราะมันคนที่ถูกจับไปนั้นไม่ได้มีแค่หมู่บ้านข้ายังมีหมู่บ้านอื่นๆอีก”
ศิลามีสีหน้าครุ่นคิดในทวีปมืดนี้กลับไม่ใช่พื้นที่ทวีปมิคสัญญีอย่างที่เขาคิดไว้แต่กลับเป็นทวีปที่เจริญก้าวหน้าอุดมสมบรูณ์มากด้วยเทคโนโลยีวิทยาการณ์เวทมนต์มากกว่าภายนอกเสียด้วยซ้ำหากเขาคิดไม่ผิดอีกไม่นานทศกัณฐ์ที่สั่งให้จับคนไปเป็นทาสต้องคิดค้นหาวิธีต้านทานพิษเจ็ดสีได้อย่างแน่นอนหรือไม่ก็อาจจะใช้ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีเวทมนต์หาทางบุกฝ่าเข้ามาอีกอย่างคือดอกไม้พวกนี้มีอยู่มานานแค่ไหนหากมันอยู่มาแต่แรกเริ่มแสดงว่าในทวีปมืดแห่งนี้สัตว์อสูรก็ยังถูกแบ่งเป็นสองฝ่ายหรือก็คือยังมีดอกไม้สีรุ้งปิดกั้นแบ่งพื้นที่เอาไว้แสดงว่าทั้งพญาครุฑ ปักษาวายุ ก็คงยังสำรวจทวีปของตนเองไม่ทั่วถึง
ศิลาหันไปมองฟ้าครามและสามพี่น้องก่อนจะพูดขึ้น
“เราจะเปลี่ยนแผน”
“ยังไงหรอคะ” ฟ้าครามเอ่ยถามเดินเข้ามาควงแขนแสดงความเป็นเจ้าของทันทีฮานะสะดุ่งไปชั่วขณะ
“เราจะสำรวจดินแดนแถบนี้ก่อนหลังจากนั้นค่อยมุ่งหน้าไปที่อโยธยาเมืองบ้านเกิดของพระรามและพระลักษณ์”
“ข้ายังไงก็ได้ขอแค่มีสุรากับอาหารเลิศรสก็พอแล้ว” ซุนหงอคงพูดหน้าระรื่น
“ถ้ามีแก๊บไบท์ก็ดีอ่ะดิจะได้ส่งดอกไม้พวกนี้กลับไปให้สองพี่น้องจีวูกับจีวอนตรวจสอบ”
“ฮานะมานี่!.....” เสียงหนึ่งตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงร้อนรนดุดันแสดงถึงความไม่เป็นมิตรอย่างชัดเจนศิลามองไปตามเสียงก็พบเข้ากลับหญิงสาววัยกลางคนในชุดยูคาตะสีฟ้าสดใบหน้าคล้ายกับฮานะสี่สวน
“ข้าไม่เป็นไร!....” ฮานะรีบวิ่งไปโบกมือโบกไม้กับหญิงสาวที่ยืนอยู่ในแนวป่า “ข้าปลอดภัยดีท่านแม่คนผู้นี้ไม่ใช่ศัตรู”
“คนพวกนี้?” แม่ของฮานะเดินเข้ามาหาหญิงสาวมองซ้ายขวาด้วยความสงสัยในคำพูดของลูกสาวเธอพบเพียงแค่ว่าฮานะยืนอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น
“อ่าว!...หรือว่าผีหลอก” ฮานะมองซายขวาหาพวกศิลาแท้จริงพวกศิลาไม่ได้ไปไหนเลยด้วยซ้ำพวกเขายังคงยืนอยู่ที่เดิมเพียงแต่หายเข้าไปในความมืดจากสกิลของฟ้าครามก็เท่านั้น
ศิลามองไปยังแนวป่าที่หญิงสาวออกมาพบว่ามีชายฉกรรณ์จำนวนห้าหกคนคอยเฝ้าระวังภัยไว้ให้แถมยังแต่งกายแปลกๆ
‘การแต่งตัวแบบนี้มันคล้ายกับชาวบ้านตามละครประวัติศาสตร์ของไทยเลยแหะผู้หญิงถือดาบนุ่งผ้าสีน้ำตาลแบบนี้’ ศิลาหรี่ตามองรอบคิดในใจนึกย้อนถึงประวัติศาสตร์แดนสยามแต่เขาก็ไม่ใช่อัจฉริยะที่รู้ทุกเรื่อง
‘ผู้หญิงหยิบดาบออกรบมันอยู่ยุคไหนน่าาาาาาท้าวศรีอะไรหว่าใช่หรือเปล่าเอาเถอะเจอแล้วค่อยว่ากันน่าสนุกขึ้นมาแล้วสิแบบนี้’
“ท่านหญิงฮารุ!....ท่านฮานะถอยออกมามีคนใช้เวทมนต์พรางตายืนอยู่ตรงนั้น” เสียงทหารคนหนึ่งถือดาบทรงไทยในมือซ้ายขวาตะโกนลั่น
ศิลาเบิกตากว้าง “ท่านหรอ?” ศิลาและพรรคพวกเผยโฉมออกมาแต่โดยดีฮารุแม่ของฮานะตวัดมือวูบปรากฎดาบคาตานะฟันใส่ศิลาทว่าเขากลับยืนจ้องตาหญิงสาวไม่หลบไม่ขยับแสดงถึงความไม่ต้อบโต้อย่างชัดเจนคมดาบสีเงินจี้คอของศิลาจนเลือดสีแดงไหลซิบๆฟ้าครามสะดุ่งเฮือกก่อนจะถอนหายใจพลังความมืดปกคลุมไปทั่วขุนเขาค่อยๆซึมหายไป
“ทุกคนลดดาบลงเขาไม่ใช่ศัตรู” ฮารุเอ่ยขึ้นสายตาจ้องมองศิลาอย่างค้นหาก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“มีสัตว์อสูรรับใช้ถึงสามตน” เธอหันมองฟ้าครามที่ยืนข้างศิลาก่อนจะพูดขึ้นต่อ “แถมยังมีเทพพีแห่งรัตติกาลเป็นภูติรับใช้อีกท่านเป็นใคร”
“เหอ!...” ชายหนุ่มถอนหายใจเขาไม่ใช่พวกชอบพูดมากเสียด้วยต้องมาธิบายอะไรเดิมๆอีกยิ่งไม่ชอบ
“ถามลูกสาวท่านเถอะผมบอกพูดคุยกับเธอไปหลายเรื่องแล้ว” ชายหนุ่มตอบขอไปที
“ฮานะกลับค่าย”
“ค่ะท่านแม่” หญิงสาวตอบเสียอ่อย
“เชิญท่านและพรรคพวกด้วย” ฮานะหันมาพูดกับศิลาเขาก้มหัวขอบคุณก่อนจะเดินตามสองแม่ลูกไปอย่างเงียบๆเขาฟังสองแม่ลูกพูดคุยปรึกษาปัญหากันจนมาสะดุดกับชื่อหนึ่งเขาเบิกตาราวฟ้าผ่า
‘ทองเหม็น!...ชื่อนี้คุ้นๆ’