เฉินอี้นั่งรอจางฝูลู่อยู่ครู่ใหญ่แต่เขาก็ยังไม่กลับมา“ไปซื้อถังหูลู่แค่นี้เหตุใดจึงไปนานนัก เหมามาหมดทุกอันเลยหรืออย่างไรกัน”เฉินอี้นั่งบ่นและนึกขึ้นได้จึงเอ่ยเบาๆ “หลิวซูเจี๋ย”
รออยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่เห็นหลิวซูเจี๋ยปรากฏตัวจึงลองเรียกดูอีกครั้งแต่ก็ยังเงียบเหมือนเดิม
“เอ๋? เกิดอันใดขึ้นกันล่ะเนี่ย” เฉินอี้เริ่มกังวล
“พี่ชายๆ” เฉินอี้หันไปเรียกคนขายขนมแป้งนึ่ง“ท่านเห็นผู้ชายที่นั่งอยู่กับข้าเมื่อครู่อยู่แถวนี้บ้างหรือไม่”
“คนที่นั่งอยู่กับเจ้าเมื่อครู่หรือ”คนขายขนมชะเง้อคอมองไปมาเพื่อหาจางฝูลู่ “ไม่เห็นเลยนะ มิได้อยู่แถวนี้ด้วย”
“ขอบคุณขอรับ” เฉินอี้ขมวดคิ้ว เริ่มหวั่นวิตกในใจ
จางฝูลู่ไม่เคยปล่อยเขาทิ้งไว้คนเดียวนานขนาดนี้มาก่อนเมื่อเอ่ยเรียกหลิวซูเจี๋ยเขาก็ไม่ปรากฏตัวให้เห็นด้วย มีความเป็นไปได้สองอย่างคือจางฝูลู่อยู่ไกลเกินกว่าที่หลิวซูเจี๋ยจะสามารถมาหาเฉินอี้ได้และอีกอย่างหนึ่งคือจางฝูลู่มิได้ไปไหนไกลแต่เขาไม่มีสติ หลิวซูเจี๋ยจึงออกห่างจากเจินจูของเขาได้ไม่เกินสิบฉื่อ
เฉินอี้รู้สึกร้อนใจมากแต่ในเมื่อไม่มีวิญญาณผู้พิทักษ์นำทาง เขาก็คือคนพิการตาบอดคนหนึ่งเท่านั้น
เฉินอี้ลูบขวดแก้วหลิวหลีอย่างชั่งใจสุดท้ายเขาก็มิอาจตัดใจเรียกอาหลิ่งออกมาได้นางก็มีภารกิจของนางอย่าได้รบกวนนางเลยจะดีกว่า
เขากวาดสายตามองไปรอบๆมีดวงวิญญาณล่องลอยอยู่ประปรายส่วนมากเป็นคนชราและสาเหตุการตายคงจะเป็นการตายโดยธรรมชาติจึงมิได้ดูมีความทุกข์เวทนาและมิได้สนใจเขา
ถ้าหากเขาใช้ยันต์เกราะคุ้มภัยและไปขอความช่วยเหลือจากดวงวิญญาณเหล่านั้นก็น่าจะพอได้อยู่พลังชีวิตของเขาคงจะไม่ถูกดูดออกไปมากนัก
เฉินอี้เดินออกไปนอกร้านและตัดสินใจลองใช้วิธีนี้ดูขณะกำลังจะตรงไปหาดวงวิญญาณหญิงชราก็มีคนมาขวางทางเขาเอาไว้เฉินอี้จึงชนเขาเข้าเต็มแรงจนเซเกือบล้ม
โชคดีที่คนๆนั้นคว้าตัวเฉินอี้ไว้ทันจึงมิเป็นอันใดมากนัก
“อ้าว น้องชาย มาทำอันใดที่นี่รึ” เสียงที่คุ้นเคยเอ่ยถามเฉินอี้รู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที
“พี่ชายที่เป็นทหารรักษาเมืองที่เดินทางมาพร้อมกับข้าใช่หรือไม่”
“ใช่ เจ้าชื่อเฉินอี้ใช่หรือไม่ ข้าชื่อเฝอจิ่วเซ่อเรียกข้าว่าพี่เฝอก็ได้”
“ขอรับ” เฉินอี้ยิ้ม “พี่เฝอขอรับข้ามีเรื่องรบกวนให้ท่านช่วยสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ”
“มีอันใดว่ามาเถิด ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
“เพื่อนของข้าที่เดินทางมาด้วยกัน ตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาหายไปที่ใดข้ารออยู่นานแล้วก็ยังไม่กลับมาพี่เฝอช่วยพาข้าไปหาใต้เท้าจินที่กองทหารรักษาเมืองได้หรือไม่ขอรับ”
“เพื่อนเจ้าที่ชื่อจางฝูลู่น่ะรึข้าเห็นเขาเดินไปทางถนนฟาหมิงกับหญิงสาวคนหนึ่ง”
เฉินอี้ขมวดคิ้วเหล่าจางทิ้งข้าไว้ที่นี่แล้วไปกับผู้หญิงเช่นนั้นหรือแต่เมื่อนึกถึงว่าเมื่อวานนี้จางฝูลู่ปากอ้าตาค้างมองหญิงสาวที่นำทางพาพวกเขากลับโรงเตี๊ยม เฉินอี้ก็เริ่มมีความคิดเห็นคล้อยตาม
“เจ้ามิเชื่อข้าหรือ” เฝอจิ่วเซ่อกล่าวกลั้วหัวเราะ “มาเถิดข้าจะพาเจ้าไปดู” กล่าวจบ เฝอจิ่วเซ่อก็จับแขนเฉินอี้และพาเขาออกเดิน
เมื่อจินลี่หยางบอกเล่าเหตุการณ์การจับกุมคนร้ายเสร็จสิ้นแล้วต้วนห่าวอู๋ก็พยักหน้าอย่างพอใจ
“ความดีความชอบของหนุ่มน้อยคนนี้ใหญ่หลวงนักสามารถจับคนร้ายได้และยังช่วยชีวิตทหารของซุนฉือไว้ได้อีกด้วยถ้าอย่างไรข้าจะมอบรางวัลเป็นการตอบแทนให้เขาอย่างเหมาะสมเลยทีเดียว”
“ข้าขอบคุณในความเมตตาของท่านหัวหน้าตุลาการแทนเฉินอี้ด้วยขอรับ”จินลี่หยางคำนับขอบคุณและถอยกลับไปยืนที่เดิม
“ต่อไปเป็นการพิพากษาตัดสินโทษ เนื่องด้วยพยานหลักฐานพร้อมมูลนักโทษหวูเอิน สื่อชิงฉี เฝอจูจี มีความผิดจริงตามข้อกล่าวหา”ต้วนห่าวอู๋หยุดมองหน้าทั้งสามคนและกล่าวต่อ
“ศาลขอตัดสินให้วันที่สี่เดือนสิบเอ็ด เวลาเที่ยงตรงทำการประหารชีวิตนักโทษทั้งสามคนโดยการตัดหัว!”
เสียงอื้ออึงดังมาจากรอบทิศชาวบ้านต่างส่งเสียงด้วยความยินดี บางคนถึงกับร้องไห้ที่ญาติพี่น้องของตนได้รับความยุติธรรม
“เลิกศาล!” เจ้าหน้าที่ศาลประกาศ
ชาวบ้านต่างทยอยพากันแยกย้ายกลับไปบอกข่าวดีกับคนทางบ้านลู่จางเหว่ยหันมากล่าวขอบคุณจินลี่หยางที่อยู่ร่วมการไต่สวนจนจบ
ตอนนั้นเองจงฉงก็เดินมาทางที่จินลี่หยางกับลู่จางเหว่ยยืนอยู่ลู่จางเหว่ยรีบยกมือคำนับเจ้าเมืองเจียงหลิงจงฉงพยักหน้าให้ลู่จางเหว่ยและหันมาพูดกับจินลี่หยาง “มิได้พบกันนานเลยนะ จิน[1]โหวซื่อจื่อ”
ลู่จางเหว่ยมองหน้าท่านเจ้าเมืองด้วยความงุนงงเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นสายตาของเขามองไปที่จินลี่หยาง ลู่จางเหว่ยก็หันขวับไปมองคนข้างๆและเกือบทำกระบี่หลุดมือ
จินลี่หยางยิ้มเล็กน้อย“ใต้เท้าจงสบายดีนะขอรับ”
จงฉงพยักหน้าและหันมามองหน้าลู่จางเหว่ยเขารู้ตัวจึงรีบเอ่ยลาไปดูแลความเรียบร้อยด้านนอก
จินลี่หยางมองลูจางเหว่ยที่เดินออกไปก็หันมากล่าวกับจงฉง “ท่านลุงจง มิคิดว่าท่านจะมาดูการตัดสินคดีนี้ด้วยตนเองข้าจึงมิได้ออกไปต้อนรับท่านก่อน ขออภัยด้วยขอรับ”
จงฉงโบกมือและยิ้ม“มิเป็นไรๆ เดินทางครั้งนี้ข้าเองก็มาอย่างกะทันหันเพียงแต่มิคิดว่าจะมาเจอเจ้าที่นี่”จงฉงมองหน้าจินลี่หยางอยู่ครู่หนึ่งและขมวดคิ้ว“เจ้าออกจากทหารองครักษ์ของกรมกลาโหมเพื่อมาอยู่ที่ซุนฉือ แล้วท่านจินจูโหว…”
“ท่านพ่อทราบเรื่องแล้วขอรับ” จินลี่หยางตอบ
ฟังคำกล่าวตัดบทของจินลี่หยางจงฉงจึงมิเอ่ยถามอันใดเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อ
ต้วนห่าวอู๋เดินเข้ามาสมทบกับทั้งสองคนสีหน้ายิ้มแย้ม “จินโหวซื่อจื่อ!เดินทางมาฉางผิงครานี้ได้มาพบท่านช่างเป็นเกียรตินักถ้าอย่างไรข้าขอเลี้ยงสุราอาหารท่านสักมื้อได้หรือไม่”
จินลี่หยางยิ้ม“ขออภัยด้วยขอรับท่านต้วน เสร็จจากศาลข้าก็ยังมีธุระอื่นที่ต้องสะสางอีกหากมีโอกาส คราวหน้าข้าจะขอเป็นฝ่ายเลี้ยงสุราท่านเองขอรับ”
ต้วนห่าวอู๋หน้าเจื่อนลงเล็กน้อยด้วยมิคิดว่าจินลี่หยางจะปฏิเสธ“ได้ๆ เช่นนั้นหากมีโอกาส ต้องรบกวนจินโหวซื่อจื่อแล้ว”
“ท่านเจ้าเมืองขอรับ! ใต้เท้าจิน!”ลู่จางเหว่ยเดินจ้ำอ้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบมีสีหน้ามิสู้ดีถือกระดาษมาด้วยแผ่นหนึ่ง
จินลี่หยางขมวดคิ้วและก้าวออกไปหาลู่จางเหว่ย“มีอันใดรึ”
ลู่จางเหว่ยสีหน้าซีดเผือดยืนหอบหายใจ และส่งกระดาษแผ่นนั้นให้จินลี่หยาง
จินลี่หยางรีบรับมาดูเมื่ออ่านข้อความแล้วก็มีสีหน้าซีดเผือดไม่แพ้ลู่จางเหว่ย
...................................
--ของแถมท้ายบท--
ลู่จางเหว่ยรีบเดินออกมาจากวงสนทนาของทั้งสองคนพลางเอี้ยวคอกลับไปมอง
ท่านเจ้าเมืองหน้าตาดุดันแต่กลับยิ้มอ่อนโยนให้จินลี่หยางได้ถึงขนาดนั้น
ตายละวานั่นคือจินโหวซื่อจื่อ นั่นคือซื่อจื่อเลยนะ
หลานชายลำดับที่สี่ของฝ่าบาทหลานชายแท้ๆ ของชินอ๋อง (พระอนุชาของจักรพรรดิ)
นี่ข้าได้ไปทำอันใดล่วงเกินเขาไว้บ้างหรือเปล่านะ
ลู่จางเหว่ยคิดไปก็เหงื่อตกไปทั้งที่ยังมิได้ทำอันใดให้จินลี่หยางขัดเคืองเลยสักนิด
[1] โหว -บรรดาศักดิ์ที่ได้รับยศจากการสืบสกุลหรือได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิเนื่องจากมีความดีความชอบ มีห้าขั้นรองจากอ๋อง คือ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน
ซื่อจื่อ - ใช้เรียกบุตรชายที่สืบทอดตำแหน่งโหวจากบิดาเท่านั้น