ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มเศษ การประลองที่พระราชวังหลวงจบลงแล้ว ทั่วทั้งลานประลองเงียบสงัดประชาชนเรือนหมื่นไม่คงอยู่ มีเพียงทหารยืนประจำการตามจุดต่างๆ
เงาร่างของเด็กหนุ่มในสภาพสะบักสะบอมเดินผ่านประตูมังกรสวรรค์เข้ามา คนผู้นั้นกล่าวกับวานรที่เกาะอยู่บนบ่าว่า “ผู้คนไปไหนกันเสียแล้ว ..”
เจี๊ยก ! เสียงร้องของวานร เป็นเจ้าเวรุงกะกล่าวว่า “อ่ะ งานเลิกแล้ว ไปเที่ยวตลาดกันดีหรือไม่” สภาพของมันไม่ได้ดีไปกว่า ขนบางส่วนยังหลุดลุ่ยเป็นแถบๆ
อุทัยร่างกายมอมแมมเสื้อผ้าทั้งขาดทั้งมีรอยไหม้ กล่าวว่า “นั่นสิ .. แล้วการประลองในรอบต่อไปจะจัดขึ้นเมื่อใด”
ระหว่างที่ยืนอยู่ไม่รู้จะไปที่ใดดี ก็มีร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งพุ่งวาบมาหา
ม๊าวววว ! แมวตัวน้อยกระโดดมาตรงหน้า เป็นแมวน้อยซิงซิง “ไปที่ไหนกันมา เกือบมาไม่ทันแล้ว ..” เมื่อมองดูทั้งสองจึงอุทานว่า “.. ดู สภาพพพพพ”
.. ทั้งสองมีสภาพอนาถราวไปฟัดกับสุนัขมา
อุทัยใช้เวลาครู่ใหญ่เล่าเรื่องราวที่หุบเขาจิตมังกร ด้วยสติปัญญาของซิงซิงทำนางรับฟังจนสีหน้าแปรเปลี่ยน กล่าวขึ้นว่า “.. เหตุการณ์ไม่ปกติ เสียแล้ว”
“อันใดคือไม่ปกติ” อุทัยถาม
“ก็การประลองในรอบต่อไปอย่างไร” นางแมวน้อยกล่าว “เจ้าต้องไปยังดินแดนสุขาวดี”
“ดินแดนสุขาวดี” อุทัยทวนคำ มันถามต่อ “คือที่ใดหรือ อย่าบอกนะว่า ..”
นางแมวน้อยเล่าว่า “ดินแดนสุขาวดี .. คือมิติรอยต่อของโลกมนุษย์และพิภพต่างๆ”
“เท่าที่รับรู้มา ที่นั่นเป็นพื้นที่พิเศษกึ่งเทวะกึ่งอสูร .. ราชวงศ์แห่งนี้มีประตูมิติสามารถเดินทางไปยังที่นั่นได้”
“ไม่มีเวลาแล้ว .. ว่านกฤษณาเลือดอาจมีอยู่ในที่แห่งนั้น ..”
อุทัยอ้าปากหวอ “ต้นกฤษณาเลือด ! ท่านแน่ใจหรือ”
แมวน้อยซิงซิงกล่าวเร่งรัด “เป็นไปได้อย่างสูง รีบไปในบัดดล ประตูมิติใกล้ปิดแล้ว .. ข้าจะรออยู่ที่นี่”
ใกล้เที่ยงคืนแล้ว ประตูมิติกำลังจะปิดลงในไม่ช้า .. อุทัยไม่รีรอวิ่งหน้าเหวอขึ้นตำหนักมังกรคำรนโดยทันที
ตำหนักมังกรคำรนถูกประดับด้วยตะเกียงหลายร้อยดวง ภายในโอ่อ่ากว้างขวาง จากแสงตะเกียงยังมองเห็นลวดลายหินสลักวิจิตรตระการ
ลวดลายมังกรตามเสาหินสมจริงราวกับมีชีวิต ด้านบนเพดานมีรูปวาดสีสดใสแสดงเรื่องราวตำนานแห่งราชวงศ์
ที่กลางตำหนักมีวัตถุหนึ่งวางไว้ เป็นแผ่นเหมือนฉากกั้นทั่วไป .. เมื่อมองดูดีๆ สิ่งนั้นคือประตูไม้บานคู่ประกบปิดอยู่ แสงสีฟ้ารำไรส่องลอดออกมาจากขอบร่องรอยต่อและกรอบประตู
อุทัยกล่าวกับเจ้าเวรุงกะ “ประตูอันใดตั้งโด่อยู่กลางห้อง หรือนั้นคือประตูมิติ”
เมื่อเดินเข้าไป พบเห็นความเก่าแก่โบราณของบานประตู มือจับห่วงทองเหลืองรูปหัวสิงห์ทั้งสองหม่นหมองไร้ประกาย
.. แต่แล้ว .. อุทัยพลันหยุดกึก หันขวับมองไปด้านซ้าย ..
อิ อิ อิ .. เสียงหัวเราะดังขึ้นในส่วนมืดของตำหนัก เสียงแหลมเล็กอันระคายหูกล่าวขึ้นว่า “ยอดดด เยี่ยมมม .. เจ้าเป็นคนแรกที่รับรู้ถึงตัวข้า .. อิ อิ อิ”
คนผู้หนึ่งเดินถือถาดไม้ออกมา เป็นบุรุษหน้ายาวซูบ แต่งตัวด้วยชุดคลุมสีเทาขลิบลวดลายด้วยด้ายแดง สวมหมวกผ้าสีดำทรงสูงเป็นกรวยแหลม
.. นั่นคือชุดของขันทีประจำพระราชวังแห่งนี้
เสียงไม่หญิงไม่ชายกล่าวขึ้นว่า “พ่อหนุ่มคนสุดท้าย .. วางป้ายมังกรเหินของท่านไว้ แล้วหยิบสิ่งของเหล่านี้ไป” ดวงตาปรือๆ แต่แฝงประกายลึกล้ำ กำลังสำรวจอุทัยไปทั่วทุกอณูเส้นขน
.. กึ๋ยยย .. อุทัยขนลุกขนพอง .. มันถูกจ้องมองราวกำลังยืนแก้ผ้าอยู่
ขันทีหนุ่มกล่าวอย่างเอ็นดู “นี่พ่อหนุ่มน้อย ไปถูกสุนัขฟัดมาหรือไร จึงอยู่ในสารรูปเช่นนี้ .. อิ อิ”
อุทัยหยิบป้ายมังกรเหินทั้งสามป้ายวางลงบนถาดไม้ หยิบสิ่งของสามชิ้นแล้วถอยออกมาอย่างว่องไว
อิ อิ .. ขันทีหนุ่มขบขันในท่าทีของอุทัย กล่าวอธิบายอย่างรวบรัด “.. ผลึกมนตร์สีเหลืองในมือท่าน .. มันคือมนตราท่องมิติ ใช้สำหรับเดินทางกลับ ทั้งยังถูกตั้งเวลาไว้ เมื่อผลึกเปลี่ยนเป็นสีแดง มนตราข้างในจะถูกปลดปล่อย แล้วจะส่งท่านกลับมาที่นี่”
ในมืออุทัยถือแท่งผลึกแก้วสีเหลืองอ่อนอันเท่านิ้วก้อย ร้อยไว้กับเส้นหนังสีดำ ขันทีหนุ่มกล่าวต่อ “หากต้องการกลับก่อน ให้ทำลายผลึกแก้วนั้นเสีย .. มนตราก็จะถูกปล่อยออกมาเช่นกัน”
อุทัยถาม “แล้วนี่ .. ข้าต้องไปไหน? ไปทำอะไร?”
ขันทีหนุ่มเงยหน้ามอง ถามว่า “นี่พ่อหนุ่ม .. ไปอยู่ที่ใดมา จึงไม่รู้เรื่องราว” .. อุทัยทำหน้างงเช่นเดิม ขันทีหนุ่มกล่าว “เข้าไปในประตูบานนั้น .. เข้าเก็บแต้ม ..” มันบุ้ยหน้าไปยังประตูบานเก่าที่วางอยู่ไม่ไกล
ขันทีหนุ่มกล่าวต่อ “.. แท่งผลึกมนตร์อันขาวขุ่น อีกอัน”
อุทัยมองแท่งผลึกแก้วอีกอันในมือ ขันทีพยายามอธิบาย “ผลึกมนตร์อันนั้นใช้สะสมแต้ม เมื่อท่านสังหารสัตว์เทวะสำเร็จ ให้นำแก่นพลังของมันบรรจุลงให้ผลึกแก้วนั้น .. เข้าใจหรือไม่”
อุทัยเกาหัวแกรก ทำหน้างงตอบไปตรงๆ “ข้า .. ยังไม่เข้าใจ ..”
ขันทีหนุ่มกล่าว “.. น่าจะมาให้เร็วกว่านี้สักชั่วโมง จะได้มีเวลาเล่าให้ฟัง”
ยังเหลือสิ่งของถูกบรรจุในซองหนังสีดำ กว้างยาวไม่เกินครึ่งฝ่ามืออีกอันหนึ่ง .. อุทัยถาม “สิ่งนี้คืออะไร ..”
ขันทีกล่าว “สิ่งนั้นคือผลึกแว่นทิพย์ .. ที่ท่านได้ไปเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นเชียว หาไม่ได้อีกแล้ว”
อิหยังว่ะ !!! .. อุทัยถามต่อ “ผลึกแว่นทิพย์ ! รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ! .. มันใช้ทำอะไรหรือ ..”
ขันทีหนุ่มเริ่มรำคาญ กล่าวว่า “นี่พ่อหนุ่มจำมัย ถามอันใดมากมาย.. เหลืออีกเพียงห้านาที ท่านจะเข้าไป ..” แล้วเปลี่ยนเป็นช้อนตาหวานเยิ้มมองมา “หรือ .. จะอยู่เรียนรู้ อะไร อะไร กับข้า .. ในคืนนี้”
เจี๊ยก ! เจ้าเวรุงกะขนลุกซู่ ส่วนอุทัยขนหัวลุกตั้ง มันยิ้มแห้งๆ “ข้า .. ข้าไปเลยดีกว่า .. ไม่รบกวนท่านแล้ว ..” .. กำลังจะหมุนตัวเดินออกมา
“เดี๋ยวๆ .. พ่อหนุ่ม ..” ขันทีหนุ่มเรียกอุทัย “นี่ท่านจะนำลูกวานรนี่ เข้าไปด้วยเหรอ”
เจี๊ยก ! เจ้าเวรุงกะเกาะอุทัยอย่างแน่น .. อุทัยทำเพียงพยักหน้าแล้วจึงหมุนตัวเดินไปยังประตูนั้นโดยทันที
มันมายืนอยู่หน้าประตูมิติ .. ประตูไม้เก่าแก่โบราณไม่รู้ถูกสร้างมานานเท่าใด แสงสีฟ้าสาดส่องออกมาตามขอบร่องประตู รูปหัวสิงห์คาบห่วงเปลี่ยนเป็นส่งแสงทอประกายแวววาว
อุทัยจับห่วงทองเหลืองทั้งสองแล้วดึงเข้ามา .. กึกก!
ประตูเปิดไม่ออก ! อุทัยออกแรงดึงอีกสองครั้ง .. กึกก! กึกกก!
ประตูเปิดยังไม่ออกอีก ! อุทัยออกแรงดึงรุนแรงกว่าเดิม .. โครม! โครมมม!
เจี๊ยก ! เจ้าเวรุงกะกล่าว “ประตูเปิดไม่ได้ หรือต้องท่องมนตร์ก่อน”
เฮ้ออออ .. ขันทีหนุ่มส่งเสียงถอนหายใจเสียอย่างยาว มันส่ายหน้ากล่าวว่า “.. ผลักออก”
อ่าว .. อุทัยทำท่าเขินๆ ออกแรงผลักไปด้านหน้า
.. ทันทีที่บานประตูเปิดออก ก็ก่อเกิดแสงสีฟ้าสว่างวาบจนมองไม่เห็นสิ่งใด
อุทัยก้าวผ่านประตูบานนั้น รู้สึกถึงการกระเพื่อมไหวของแสงรอบๆ กาย ราวกำลังเดินทางผ่านห่วงมิติ
.. วาบบบบบบบ !!!
.. ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น ทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป ห้องโถงภายในตำหนักมังกรคำรนไม่คงอยู่แล้ว
.. ประตูมิติบานนั้นก็ไม่คงอยู่ สายลมบางเบามีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของพฤกษชาติพัดโชยปะทะใบหน้า
อุทัยพบว่าตนเองยืนอยู่บนเนินเขา มองไปเห็นทุ่งหญ้าเขียวขจีสุดสายตา มีทิวเขาและผืนป่าอยู่ไกลๆ บรรยากาศเย็นสบาย ทั่วบริเวณส่องด้วยแสงสีขาวนวลกระจ่างตา ท้องฟ้าด้านบนเป็นสีชมพูอ่อนปราศจากก้อนเมฆสักก้อนหนึ่ง
.. ที่นี่คือ .. ดินแดนสุขาวดี
ว๊าว .. ว๊าว .. ว๊าววว .. เสียงร้องยินดี เงาร่างน้อยๆ สีชมพูสดมุดออกมาจากอกเสื้ออุทัย เป็นเจ้ามังกรน้อยติดตามมาด้วย มันกล่าวว่า “นี่คงเป็นดินแดนสุขาวดี ดินแดนแห่งความฝันในตำนาน .. ว๊าววววว”
เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะก็ร้องอย่างยินดี “นี่เจ้า มิได้อยู่ในป้ายไม้อันนั้นหรือ”
มังกรน้อยกล่าว “ใครจะทนอุดอู้อยู่ในป้ายนั้น ฮา ฮา” แล้วตรงเข้าหาเจ้าเวรุงกะโดยทันใด
ทั้งสองดีใจที่ยังอยู่ด้วยกัน ต่างปล้ำฟัดเกลือกกลิ้งไปตามพื้นหญ้า เล่นกันอย่างสนุกสนาน
อุทัยนึกถึงภารกิจของการแข่งขันในรอบนี้ มองแท่งผลึกสีเหลืองใช้สำหรับเดินทางกลับมันจึงนำสายหนังมาห้อยคอเอาไว้
ส่วนแท่งผลึกสีขาวขุ่นอีกอันใช้เก็บพลังของสัตว์เทวะ .. สัตว์เทวะอันใด .. บุคคลผู้นั้นกล่าวเพียงว่าให้เข้ามาเก็บแต้ม
อุทัยครุ่นคิด .. หรือ รอบนี้ต้องแข่งขันกันเก็บพลังด้วยการสังหารสัตว์เทวะในดินแดนแห่งนี้ มีระยะเวลาตามที่ผลึกแก้วสีเหลืองกำหนด .. ผู้ใดที่ทำแต้มสูงที่สุดคงจะเป็นผู้ชนะแล้ว
แท่งผลึกแก้วอันใสขุ่นร้อยไว้กับสายหนังสั้นๆ อุทัยนำมาคล้องที่ข้อมือ แล้วพิจารณาซองหนังสีดำอีกอันหนึ่ง
ด้านในซองหนังบุกำมะหยี่หนานุ่มสีแดง ภายในบรรจุผลึกแก้วใสบริสุทธิ์แผ่นบางเบาทรงกลม มีขนาดหนึ่งในสามของฝ่ามือ
.. ผลึกแว่นทิพย์ รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น .. แล้วมันมีไว้ทำอะไร
อุทัยนำนิ้วโป้งนิ้วชี้คีบขอบผลึกแว่นทิพย์ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เมื่อใช้สายตามองผ่านผลึกแก้วนี้ ภาพที่ปรากฏกลับชัดใสกว่าการมองวัตถุนั้นด้วยสายตาตรงๆ
อุทัยหมุนตัวมองวัตถุผ่านผลึกแว่นทิพย์ไปตามที่ต่างๆ จนมาหยุดอยู่ที่เจ้าเวรุงกะและมังกรน้อย .. เกิดการเปลี่ยนแปลงบนผลึกแก้วนั้น
.. ปรากฏเส้นแสงจางๆ กำหนดเป็นรูปร่างของเจ้าวานรและมังกรน้อย แล้วจึงมีแสงอักขระขึ้นอธิบาย
เจ้าเวรุงกะ .. ‘คองอเวจี - ระดับพลัง ๑ จุด’
เจ้ามังกรน้อย .. ‘มังกรโลหิตมาร - ระดับพลัง ๑ จุด’
อ่าาาา อุทัยอุทาน .. แล้วจึงหัวเราะ ฮา ฮา ฮา .. ทั้งสองตัวหยุดเล่น หันมามองอุทัยเป็นตาเดียว
อุทัยกล่าว “ผลึกแก้วนี้ใช้บอกระดับพลัง .. พวกเจ้ามีพลังเพียงเลขหนึ่ง .. ฮา ฮา ฮา”
ทั้งสองวิ่งกรูมาหาอุทัย “ไหนๆ .. สิ่งนี้ช่างน่าเล่น .. ขอข้าดูบ้าง ..”
เจ้าเวรุงกะนำผลึกแว่นทิพย์มาส่องเจ้ามังกรน้อย “เจ้ามังกร เจ้าได้เลขหนึ่งจริงๆ ด้วย .. เจี๊ยก .. เจี๊ยก”
เจ้ามังกรน้อยแย่งผลึกแว่นทิพย์มาส่องเจ้าเวรุงกะบ้าง “เจ้าจ๋อ เจ้าก็ได้เลขหนึ่ง .. หรือเลขหนึ่งคือพลังสูงที่สุด อิ อิ อิ ..”
พวกมันไม่เข้าใจตัวอักษร แต่พอรู้จักตัวเลขอยู่บ้าง นำผลึกแก้วหันมาส่องดูอุทัย .. แล้วจึงระเบิดหัวเราะในทันใด ..
อุทัยจึงถามด้วยความอยากรู้ว่า “เป็นอย่างไร ข้าได้พลังเท่าไหร่ ..”
ในผลึกแก้วแสดงระดับของอุทัย .. ‘มนุษย์ : อัคระปราณ - ระดับพลัง ๕ จุด’
“เลขห้า .. นายท่านมีพลังเป็นเลขห้า .. ฮา ฮา ฮา” เจ้าเวรุงกะตอบพร้อมหัวเราะใส่ ส่วนเจ้ามังกรน้อยก็หัวเราะไม่หยุด
อุทัยได้เพียงเลขห้า มันหัวเสียเล็กน้อย จึงทำการโคจรพลังปราณไปทั่วอณูชีพจร .. อุทัยกล่าวถาม “พลังขึ้นหรือไม่ ..”
เจ้ามังกรน้อยรีบตอบ “ขึ้นแล้ว .. ขึ้นแล้ว ..”
อุทัยทำท่าเบ่งพลังกล่าวถาม “เท่าไหร่ ..”
เจ้าเวรุงกะตอบ “หก .. หกแล้วนายท่าน ..”
อึ๊บบบ .. อุทัยหน้าแดงเบ่งพลังต่อ “เท่าไหร่ .. แล้ว ..”
เจ้ามังกรน้อยตอบ “หกเท่าเดิม ไม่ขึ้นแล้ว อ่ะ”
ฟู่ ฟฟฟฟ .. อุทัยผ่อนลมหายใจเลิกโคจรพลัง ทิ้งตัวนั่งลงแล้วกล่าว “แบ่งขี้แทบหลุด ได้มาเพียงเลขหก .. ผลึกลิมิเต็ดอิดิชั่นนี้คงเสียแล้ว”
ฮา ฮา ฮา ฮา ฮา .. ทั้งสามหัวเราะกันอย่างครื้นเครง มองหาสิ่งอื่นส่องกันต่อไป
อุทัยลุกขึ้นยืนใช้สายตาสำรวจโดยทั่ว มันอยู่บนเนินเขาสูง ด้านล่างเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวทอดยาว ด้านขวาไกลๆ มีป่าหญ้าผืนใหญ่ ต้นหญ้าสีเขียวปนน้ำตาลสูงราวอกถูกลมโชยพัดพลิ้วไหวลู่เป็นระลอก
.. ทันใดนั้น .. มีบุคคลสวมชุดขาวกระโดดลอยออกมา
มันสวมชุดคลุมนักพรตสีขาวลวดลายประณีต หมวกผ้าสีขาวทรงสูงมีสัญลักษณ์หยินหยางในรูปวงกลม เพียงใช้ปลายเท้าสะกิดยอดหญ้า ก็พุ่งกายราวเซียนเหาะเหินมายังทิศทางของอุทัย
คนผู้นั้นคือหนึ่งในยอดยุทธ์ผู้ผ่านเข้ารอบ .. นามว่า ‘วานชุก’ .. นักพรตหนุ่มจากอารามกายาทิพย์
อุทัยลองนำผลึกแว่นทิพย์ส่องดู .. ผลึกแก้วอันนี้ช่างวิเศษ นอกจากภาพที่มองผ่านจะคมชัด ยังสามารถดึงภาพให้ขยายใหญ่ได้ดังใจคิด
ผลึกแว่นทิพย์แสดงระดับของวานชุก .. ‘มนุษย์ : ปรมะปราณ - ระดับพลัง ๔๖ จุด’
ว๊าววว ! อุทัยอุทาน “คนผู้นี้บรรลุระดับปรมะปราณแล้ว มันมีระดับพลังถึงสี่สิบหกจุด ..”
เจ้าเวรุงกะกระโดดมาเกาะหัวอุทัย ติดตามมาด้วยเจ้ามังกรน้อย พวกมันส่องวานชุกผ่านผลึกแก้ว พร้อมส่งเสียงร้องดัง .. อู่ววววว
ภาพในผลึกแว่นทิพย์ขยายจนมองเห็นใบหน้าเจ้าสำอางของวานชุก มันสวมสิ่งประดิษฐ์ชนิดหนึ่ง เป็นวัสดุคล้ายโลหะเล็กเรียวเกี่ยวติดกับร่องใบหูและหลังศีรษะ แล้วยื่นออกมายึดผลึกแก้วไว้หน้าดวงตา ทำให้สามารถมองวัตถุผ่านผลึกแก้วได้
เจ้ามังกรน้อยกล่าว “คนผู้นั้นสวมแว่นด้วย”
อุทัยกล่าว “คงเป็นผลึกแว่นทิพย์ แต่ของมันสามารถเกี่ยวไว้กับร่องหู ใช้งานสะดวกยิ่งนัก”
เจ้าเวรุงกะกล่าว “แต่คนชุดเทาผู้นั้นบอกว่า ผลึกของนายท่านเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น หาไม่ได้อีกแล้ว”
อุทัยกล่าวด้วยความเซ็ง “รุ่นถือไปส่องไปอ่ะหรือ แว่นกะโหลกกะลาเช่นนี้ คงไม่มีผลิตออกมาแล้ว”
เจ้าเวรุงกะกล่าว “นายท่านมาเป็นลำดับสุดท้าย อุปกรณ์ดีๆ คงถูกผู้อื่นเลือกไปหมด .. ฮา ฮา”
ขณะคุยกันอยู่ .. ที่ด้านหลังของวานชุกเกิดการเคลื่อนไหว ต้นหญ้าไหวลู่ถูกแหวกล้มลงเป็นเส้นทางยาว บางสิ่งกำลังวิ่งไล่กวดตามอย่างรวดเร็ว
ต้นหญ้าสูงจนไม่สามารถมองเห็นเจ้าสิ่งนั้นได้ชัดตา มีเพียงแรงสั่นสะเทือนจากพลังฝ่าเท้าที่กำลังวิ่งตะบึง .. ตึ๊บบบ ตุ๊บบบ .. ตึ๊บบบ ตุ๊บบบ .. ตึ๊บบบ ตุ๊บบบ ..
จนสุดเขตป่าหญ้า วานชุกพุ่งกายเหินลอยอยู่กลางอากาศ เจ้าสิ่งนั้นก็กระโจนติดราวเงาตามตัว
มันคือหมูป่าตัวใหญ่เท่าวัว ขนสากดำมันมะเมื่อมปรกคลุมทั่วกาย ร่างบึกบึนด้วยมัดกล้ามเนื้อ ดวงตาแดงฉาน จมูกบานใหญ่ ปากกว้างมีสองเขี้ยวโง้งใหญ่โผล่ยื่นออกมา เขี้ยวของมันเป็นแก้วใสแวววาวกระทบแสงระยิบระยับ
อุทัยใช้ผลึกแว่นทิพย์ตรวจสอบ .. ‘หมูป่าเขี้ยวเพชร - ระดับพลัง ๑๘ จุด’
ขณะเดียวกันนั้น .. วานชุกก็หมุนกายกลับมา ชุดคลุมขาวสยายด้วยพลังปราณ ยกมือขวาขยับยุกยิกนำนิ้วขีดเขียนบนพื้นที่ว่างเบื้องหน้า ปรากฏตัวอักษรแสงสีแดงยึกยือคล้ายมนตร์ยันต์
เป็นวิชาไสยเวทของพวกนักพรต .. ทำอุทัยนึกถึงนักพรตฟ้าเหลืองที่เคยประมือกัน แต่ดูเหมือนวิชาพรตของเด็กหนุ่มผู้นี้จะสูงล้ำกว่ามาก
วานชุกเขียนมนตร์ยันต์เสร็จก็ขยับมือส่งมันพุ่งออก .. วาบบบ
มนตร์ยันต์สีแดงวิ่งใส่กลางหน้าผากเจ้าหมูป่า ดัง .. ปุ่
อิทธิฤทธิ์ของมนตร์ยันต์ทำเจ้าหมูป่าร่างหยุดตรึงอยู่กลางอากาศ วานชุกทิ้งร่างลงพื้น พลิกแขนซ้ายคราหนึ่งก็ปรากฏกระบี่ไม้เรียวยาวอยู่ในมือ
.. แล้วจึงสะบัดแขนซัดกระบี่ไม้นั้นออกไป
กระบี่ไม้พุ่งอย่างรวดเร็ว ปลายแหลมของกระบี่บินเข้าเสียบช่วงคอของเจ้าหมูป่า แล้วทะลุออกที่ด้านหลังทำเลือดหมูสดๆ สาดซ่านกระเซ็น
เจ้าหมูป่าผู้โชคร้ายสิ้นใจตายในบัดดล ร่างของมันร่วงหล่นลงพื้นดังโครม ทำฝุ่นผงตลบไปทั่ว
กระบี่ไม้บินกลับมายังมือผู้เป็นเจ้าของ วานชุกชื่นชมในผลงานกล่าวพึมพำหัวเราะ “อิ อิ .. เจ้าหมูนี่ตัวใหญ่ไม่เบา ..”
มันเก็บกระบี่ไม้เดินเข้าไปดู แล้วล้วงหยิบแท่งผลึกอันหนึ่ง .. ลักษณะเหมือนแท่งผลึกมนตร์เช่นเดียวกับที่อุทัยได้รับมา
เมื่อจ่อแท่งผลึกที่หัวเจ้าหมูป่า พลังปราณของสัตว์เทวะถูกดูดออกกลายเป็นไอเรืองแสง บรรจุเข้ามาเก็บไว้ในแท่งผลึกนั้น .. ผลึกเปลี่ยนเป็นมีสีสันวับวาบดังประกายเพชรอ่อนๆ
เท่านั้นยังไม่พอ วานชุกนำมีดสั้นออกจากกระเป๋าสะพายข้าง ลงมืองัดเขี้ยวเพชรของเจ้าหมูป่า คนมีอารมณ์ยินดีกล่าวขึ้นว่า “ไม่เสียแรงที่มายังที่นี่ ของวิเศษเช่นนี้หาไม่ได้แล้วบนโลกมนุษย์ .. อิ อิ”
ระหว่างนั้น .. มีเงาร่างร่างหนึ่งพุ่งวาบออกมาจากป่าหญ้า
เป็นยอดยุทธ์อีกผู้หนึ่งโผล่ออกมา มาถึงก็กล่าวขึ้นว่า “นี่มันหมูของข้า!”
คนผู้นี้ผิวคล้ำรูปร่างสูงโปร่งปราดเปรียว มันสวมชุดรัดกุมสีทึม คาดศีรษะด้วยผ้าขาวม้าสีแดงดำ สวมอุปกรณ์ผลึกแว่นทิพย์เช่นกัน ในมือถือเครื่องยิงหน้าไม้มีซองลูกดอกห้อยอยู่ข้างเอว ที่ด้านหลังสะพายกระเป๋าหนังและดาบใหญ่เล่มหนึ่ง