Stardust Realm -Online-

    บันทึกการสร้าง MT


     

    บันทึกการสร้าง MT

             

            “รู้สึกยังไงบ้างครับ?”

            “อย่ามาแตะ”

            ชายหนุ่มปัดมือที่ยื่นมาคริสก้าวถอย สีหน้าเจื่อนเมื่อดวงตาสีเขียวอ่อนที่ดุเหมือนราชสีห์จ้องเขาแบบไม่เกรงใจ

            ราชสีห์หรือหมีน้ำตาล... คริสคิดเมื่อนึกถึงสัญชาติของคนตรงหน้า เขาไม่คิดว่าตัวเองจะกลัวคนไข้ที่อายุน้อยกว่าเกินสิบปีได้แต่ชายหนุ่มชาวรัสเซียคนนี้ทำให้เขาต้องเปลี่ยนความคิด

            ดอกเตอร์บอกว่าเจ้าหนูคนนี้มีแววพอจะมาช่วยวิจัยได้เลยให้ความทรงจำคืน...ใช้เวลาปิดการทำงานนาโนแมชชีนตั้งนานสองนาน ไม่คิดเลยว่าหลังได้ความทรงจำคืนจะก้าวร้าวกว่าเดิม

            “ขอโทษด้วยครับว่าแต่อาการปวดหัวหายดีหรือยัง?”

            อีกฝ่ายไม่ตอบ

            คริสนั่งลงบนเก้าอี้ที่มุมห้อง

            “ให้ผมทำอย่างนี้ทั้งวันก็ได้นะครับ”

            “อธิบายมา”

            “...”

            ทั้งสองนั่งอยู่นานต่างฝ่ายต่างไม่พูด

            “ถ้าถามถึงกลไกของนาโนแมชชีนที่พวกผมสอดเข้าไปในสมองของพวกคุณก็อธิบายได้อยู่หรอกครับอย่างที่คุณรู้ดีจากคอร์สในมหาลัยของคุณ... ความทรงจำไม่ได้ถูกเก็บเอาไว้ในจุดใดจุดหนึ่งในสมองหากแต่เป็นโครงข่ายจัดเก็บข้อมูลอันซับซ้อนที่พวกเรายังไม่อาจทำความเข้าใจได้ถ่องแท้”

            “เรื่องนั้นรู้อยู่แล้ว”ชายหนุ่มแทรกขึ้นด้วยเสียงห้าวๆ

            คริสอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคนรัสเซียถึงพูดภาษาอังกฤษสำเนียงบริติชได้เป็นธรรมชาติอย่างกับเจ้าของภาษา

            “ขอโทษครับ นาโนแมชชีนพวกนั้นออกแบบมาเพื่อปิดกั้นการดึงความทรงจำจากส่วนจัดเก็บนาโนแมชชีนจะปิดกั้นเฉพาะความทรงจำจากช่วงเวลาก่อนการเข้าร่วมวิจัย อาการคล้ายกับ RetrogradeAmnesia และสามารถสร้างความทรงจำเทียมในระดับหนึ่งนั่นคือชื่อสองชื่อที่คุณรู้ เพียงแต่เราไม่สามารถปิดความทรงจำจากส่วนเซเรเบลลัมและBasalGanglia ได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะมีความผิดพลาดที่คาดไม่ถึงไม่ว่าคุณจะรู้หรือไม่... คุณยังสามารถขี่จักรยาน เล่นเปียโน ยิงปืน ใช้อาวุธ และทำกิจกรรมทุกอย่างที่คุณเคยเรียนรู้ได้สิ่งที่คุณทำไม่ได้คือนึกถึงความทรงจำในอดีตก่อนได้รับโค้ดเนมและส่งเข้าไปในโลกที่คนอื่นๆรู้จักกันในนามสตาร์ดัสต์ เรล์ม”

            คริสหยุดเพื่อลอบสังเกตสีหน้าอีกฝ่ายชายหนุ่มที่กึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียงโครงเหล็กหน้านิ่งสนิทจนไม่รู้ว่าฟังอยู่หรือเปล่า

            “หลังจากฝังนาโนแมชชีนแล้ว...พวกเราก็ย้ายคุณไปที่แคปซูลอัจฉริยะที่สามารถดูแลการหายใจการรับสารอาหาร และการขับถ่ายให้ตัวอย่างทุกคน”

            “อย่าเรียกพวกเราว่าตัวอย่าง”

            คริสกลืนน้ำลายอึกหนึ่งและปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ

            “ขอโทษจากใจเลยครับเอ่อ....เราติดเครื่องมือส่งคลื่นไฟฟ้าไปยังท่อรูปหอยโขงในหูชั้นในเพื่อถ่ายข้อมูลเสียงอีกเครื่องใกล้กับทาลามัสและ visual cortex เพื่อถ่ายข้อมูลภาพแต่จะให้ทุกคนลุกขึ้นมาวิ่งไปทั่วแล็บเพราะคิดว่ากำลังโดนไล่ล่าก็ไม่ได้ พวกเราจึงสวมเครื่องมืออีกอย่างบนศีรษะ...นอกจะรับการตอบสนองของสมองแล้ว เครื่องมือนี้ยังทำงานแบบเดียวกับกลุ่มเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่หยุดการเคลื่อนไหวของร่างกายเวลาฝัน ทำให้คำสั่งจากสมองอยู่แค่ในสมอง ไม่ถูกส่งไปยังร่างกายวิธีนี้ปลอดภัยกว่าวิธีสกัดคลื่นไฟฟ้าที่ท้ายทอยมาก ซึ่งมีคนเสียชีวิตจากเครื่องเล่นเกมที่ใช้เทคโนโลยีนั้นหลายคน”

            คริสนึกอยู่ว่าเขาโยนศัพท์เฉพาะเยอะไปหรือเปล่าแต่ชายหนุ่มตรงหน้าดูไม่สับสนเลยสักนิด

            “แล้ว MT ย่อมาจากอะไร?” เขาถาม

            “ไม่ได้ย่อมาจากอะไรครับเป็นคำพ้องเสียง ถ้าออกเสียงดังๆ น่าจะรู้ว่ามันพ้องกับคำว่าอะไร”

            ชายหนุ่มลุกพรวดเขาเซเพราะขาที่ไม่ได้ใช้งานมานาน แต่เจ้าตัวพยายามปกปิดเรื่องนั้น

            “ไม่ตลกนะเว้ย”

            คริสเองก็ลุกขึ้นเตรียมป้องกันตัวเองถ้าจำเป็น แม้อีกฝ่ายจะเป็นคนป่วยแต่ก็เป็นคนป่วยที่พิสูจน์ความสามารถด้านการเอาชีวิตรอดให้พวกเขาเห็นตลอดระยะเวลาสองหรือสามปีที่ผ่านมา

            “ตอนนี้มีคนเป็นร้อยอยู่ข้างนอกนั่นกำลังถูกโรคระบาดขยะอะไรก็ไม่รู้กัดกินตัวตนไปช้าๆ แล้วนี่พวกแกมีอารมณ์มาวิจัยของเล่นอย่างนี้เหรอ?”

            “ใจเย็นก่อนครับผมไม่ชอบขู่ใคร แต่อย่าลืมนะครับว่านาโนแมชชีน แม้จะถูกปิดการทำงานแล้วแต่มันก็ยังอยู่ในสมองของคุณเรายังสามารถเปิดพวกมันได้อยู่”

            ชายหนุ่มจิ๊ปากแล้วกลับไปนั่งคริสเผลอถอนหายใจโล่งอก ไม่รู้ว่าคำขู่นี้จะใช้ได้ผลอีกกี่ครั้งกับระเบิดเวลาที่อยู่ตรงหน้า

            เขารู้...ถ้าเขาเข้าร่วมทีมวิจัยตามที่ดอกเตอร์ต้องการจริงสักวัน ชายหนุ่มที่มีทีท่าไม่ยอมใครคนนี้จะต้องทำอะไรใหญ่หลวงแน่ๆ

            “คำถามสุดท้ายสำหรับวันนี้ครับ”หมอหนุ่มจัดปกเสื้อให้หายใจสะดวก “ทำไม...คุณถึงเอาปืนยิงใส่หัวตัวเองครับ? ทางออกจากสถานการณ์นั้นมีตั้งมากมาย ทำไมถึงคิดจะจุดระเบิดในตัวคุณเพื่อถ่วงเวลา?”

            เขานิ่ง คริสจึงบอกลาเงียบๆแล้วเปิดประตู

            “ ‘เรากลัวความเป็นไปได้ที่ว่าชีวิตนี่แหละคือการดิ้นรนที่คุ้มค่าที่สุด เรากลัวเพราะไม่สามรถรู้หรือคาดเดาได้ว่าเวลาพิสูจน์ตัวเองจะมาถึงเมื่อไหร่หนึ่งเสี้ยววินาทีที่เราตายเพื่อให้ใครสักคนมีชีวิต ถ้าชีวิตมีความหมาย มันเกิดขึ้นจากเสี้ยววินาทีนั้นในตัวเราและคงอยู่ตลอดกาลโดยปราศจากเรา’[1]”

            “...” คราวนี้คริสเป็นฝ่ายเงียบ

            เขาเรียนชีววิทยาและจิตวิทยามามากพอจะรู้ว่าลางสังหรณ์สามารถเชื่อได้ในระดับหนึ่งและตอนนี้ลางสังหรณ์บอกกับเขาว่า ควรจับตามองคนคนนี้ให้มากขึ้น เพราะชายหนุ่มคนนี้จะทำอะไรคนนอกอย่างเขาได้แต่เดา...

     

     

     

     

     

     

     

     


    [1] แปลจาก The Sojourn, Andrew Krivak

    นิยายแนะนำ