บทที่ 25 ข่าวร้าย
บทที่ 25 ข่าวร้าย “ คือว่าเรื่องนั้น.. ” ใบหน้าของหลินหย่งอี้มันเริ่มเปลี่ยนไปใบหน้าดูที่นั่งสนทนากับมันอยู่หรือแม้แต่หลินซานที่กำลังแอบมองอยู่บริเวณด้านนอกยังสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยสายตาของตนเอง ว่าใบหน้าของมันที่เปลี่ยนไปนั้นต้องมีเรื่องราวบางอย่างแน่นอนหลินหย่งอู่ที่นั่งอยู่มันได้ขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันแล้วจ้องไปที่บุตรชายของตนเอง “ มีเรื่องอันใดกันเจ้าถึงใบหน้าเช่นนั้น ”ตัวของมันเองก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติบนใบหน้าของบุตรชายของมันเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยถามออกมา “ คือว่าเกี่ยวกับเรื่องของพวกนั้นตอนนี้พวกมันได้หายสาบสูญไปแล้วขอรับ ” หลินหย่งอี้ได้พูดออกมาด้วยใบหน้าที่แสดงความวิตกเล็กน้อย “ หมายความว่าอย่างไร!!! ” หลินหย่งอู่มันเร่งเสียงขึ้นด้วยความด้วยความตระหนกเมื่อได้ยินว่าบิดาและมารดาของหลินซานมันได้หายตัวไป แม้ว่าตัวของมันจะทำท่าทางตื่นตระหนกตกใจแต่ผู้ที่ดูจะให้ความตื่นตระหนกตกใจมากที่สุดมันคือผู้ที่กำลังแอบฟังบทสนทนาอยู่ด้านนอกต่างหาก เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่บริเวณหน้าต่างด้านนอกใบหน้าของเขาเริ่มจะซีดเผือดม่านตาทั้งสองข้างเบิกกว้างความรู้สึกที่มันอัดแน่นอยู่ภายในอกตอนนี้เขาไม่สามารถพูดออกมาได้เป็นคำพูดและไม่สามารถส่งเสียงกรีดร้องแห่งความโกรธแค้นออกมาด้วยเพราะว่าถ้าเขาขยับหรือว่าทำปฏิกิริยาอันใด พวกมันได้สัมผัสถึงตัวตนของเขาได้อย่างแน่นอนพวกมันเป็นผู้ฝึกฝนวรยุทธที่มีส่วนประกอบปราณทั้ง 4 ภายในร่างกายอยู่ในระดับสูงของบทฝึกฝนพลังที่ 1 แน่นอนว่าขอบเขตการรับรู้ของมันก็ต้องกว้างขวางด้วยเช่นเดียวกันในตอนนี้ความรู้สึกภายในใจมันก็ราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้เมื่อได้ยินว่าท่านพ่อท่านแม่ของเขาหายตัวไปหลังจากที่ออกไปนอกเมืองหลวงนะพาเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงของสำนักเหยี่ยว ในตอนนี้เมื่อได้ยินเรื่องของสำนักเหยี่ยวหลินซานเพิ่งจะฉุดคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้เกี่ยวกับการที่คนของตระกูลหลินพากันเดินทางออกไปที่นอกเมืองหลอมนภาเพื่อไปเข้าร่วมบางอย่างที่แท้ก็เป็นงานเลี้ยงของสำนักเหยี่ยว โดยสำนักเหยี่ยวมันคือที่มีผู้ฝึกฝนวรยุทธอยู่ภายในสังกัดมากมาย มันถือได้ว่าเป็นสำนักที่เลื่องชื่อแห่งหนึ่งภายในเมืองหลวงนภาแห่งนี้ โดยความสัมพันธ์ของสำนักเหยี่ยวและตระกูลหลินก็ถูกส่งต่อกันมาแต่ละยุคแต่ละสมัยโดยทั้งสองนั้นเกื้อหนุนกันมาโดยตลอดแล้วก็สนับสนุนกันในหลายๆเรื่องจนเรียกได้ว่าเป็นญาติมิตรกันก็ไม่ผิด ในยามเดือนนี้เขาเพิ่งจะมาคิดได้ว่ามันเป็นเวลาที่วันเกิดของเจ้าสำนักพอดิบพอดีแล้วคนของตระกูลหลินก็มักจะเดินทางไปเข้าร่วมในทุกๆปีเพื่อเป็นการให้เกียรติกันก่อนหน้านี้ตอนที่เขาอยู่ภายในตระกูลมันก็มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง เพราะว่าในทุกๆปีจะต้องเดินทางไปเข้าร่วมอยู่แล้วมันก็เลยไม่เป็นที่ผิดแปลกอันใดแต่ว่าตอนนี้ต่างหากสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คืออันใดกันเหตุใดการเดินทางไปเข้าร่วมงานเลี้ยงกับสำนักเหยี่ยวมันถึงทำให้พ่อและแม่ของเขาหายตัวไปได้ ภายในใจตอนนี้เปลวเพลิงที่มันกำลังลุกไหม้อยู่เป็นเปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นผสมกับเปลวเพลิงแห่งความร้อนรนภายในจิตใจ กระนั้นก็ไม่สามารถกระทำอันใดได้นอกจากสงบใจแล้วก็ทำการยืนอยู่อย่างเงียบๆแล้วก็เอี้ยวหูฟังบทสนทนาต่อไปเท่านั้นเพื่อที่จะได้ล่วงรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น หูยื่นเข้าไปพร้อมกับยกหูฟังบทสนทนาที่มันกำลังเดินต่อ“ คือว่าก่อนหน้านี้ตอนที่ไปเข้าร่วมงานเลี้ยงมันมีเรื่องราวเกิดขึ้นนิดหน่อยขอรับ นายน้อยของสำนักเหยี่ยวนั้นอยากจะได้หลินอวี้ไปเป็นภรรยาแล้วมันก็เกิดการต่อสู้แย่งชิงกันทำให้คนของสำนักเหยี่ยวพลั้งมือทำร้ายพ่อและแม่ของนางจนพลัดตกภูผาขนาดใหญ่ไป ” หลินหย่งอี้มันพูดออกมาด้วยใบหน้าละอายใจสิ่งที่เกิดขึ้นผู้นำตระกูลของมันไม่สามารถสยบสถานการณ์ได้จนทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาก่อนหน้านี้ถ้าตัวของหลินซานไม่เดินทางกลับมาตัวของมันก็คิดว่าจะปิดบังเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับโดยที่ไม่บอกให้ท่านพ่อของมันได้ล่วงรู้ ภายในครั้งนี้เมื่อตัวของหลินหย่งอี้เดินทางกลับมาที่ตระกูลแล้วท่านพ่อของมันไถ่ถามเรื่องนี้ผู้นำตระกูลเช่นมันก็ไม่สามารถจะปกปิดได้ตัวของมันในตอนแรกเลยแสดงท่าทางวิตกออกมาเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันเป็นความละอายใจที่ต้องบอกเรื่องนี้กับท่านพ่อของมันมากกว่าความมันไม่สามารถจัดการเรื่องวุ่นวายในฐานะผู้นำตระกูลได้ แม้จะเป็นคนที่มีนิสัยเคร่งขรึมจริงจังอย่างหลินหย่งอี้แต่ในเวลาเช่นนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันจะแสดงท่าทางวิตกออกมาหลินซานพี่ยืนแอบฟังอยู่ด้านนอกเมื่อได้รู้เรื่องราวความจริงทั้งหมดตอนนี้เปลวเพลิงภายในใจของเขามันยิ่งลุกไหม้เอากลับเปลวเพลิงที่กำลังพัดโหมกระหน่ำ ตอนแรกมันเป็นเพียงแค่เร็วเพลิงกรองเล็กๆที่ถูกจุดขึ้นมาแล้วให้ความร้อนเท่านั้นแต่ตอนนี้มันกลายเป็นพายุเพลิงขนาดใหญ่ที่มันแทบจะแผดเผาทั้งจิตวิญญาณของเขาให้พุ่งทะยานเข้าไปเพื่อไถ่ถามความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้เรื่องราวความจริงทั้งหมดมันถูกพูดออกมาจากปากของผู้นำตระกูลโดยถ้อยคำอธิบายสั้นๆแต่เขาก็ล่วงรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ คุณชายแห่งสำนักเหยี่ยวมันคงจะต้องการพี่หญิงของเขาไปเป็นภรรยาเลยทำการแย่งชิงจนทำให้พลาดมือเล่นงานท่านพ่อและท่านแม่ของเขาจนพลัดตกไปจากหน้าผาขนาดใหญ่หลินอวี้พี่สาวของลู่หานที่มีอายุห่างจากลู่หานประมาณ 3 ปีตอนนี้นางมีอายุประมาณ 18 ปีที่ถือได้ว่าเป็นวัยพี่สตรีนั้นกำลังมีความงดงามที่เบ่งบานราวกับดอกไม้แรกที่หอมหวล หลินอวี้นางเป็นสตรีรูปโฉมงดงามผู้หนึ่งภายในเมืองหลอมนภาจนมีบุรุษมากมายหลายผู้ภายในเมืองต่างหมายปองตัวของนางคอยและบุรุษเหล่านั้นก็ไม่ใช่บุรุษคนธรรมดาทั่วไปบางผู้เป็นลูกของคุณหน้าใหญ่บางผู้เป็นลูกของเศรษฐีที่มั่งมีพวกเขาต่างอยากได้นางไปเป็นฮูหยินเคียงคู่ประดับบารมีทั้งนั้นจริงอยู่ที่ว่าหลินอวี้ตัวของนางเป็นสตรีที่เกิดอยู่ในตระกูลสาขาของตระกูลหลิน แต่ว่าตัวของนางมีความงดงามเป็นอย่างมากกิริยามารยาทก็อ่อนช้อยนุ่มนวลเรียกได้ว่าเป็นยอดสตรีผู้หนึ่งที่เหล่าบุรุษนั้นต่างหมายปองเมื่อมองถึงความงามและกิริยาที่เพียบพร้อมของนางพวกเขาก็ต่างมองข้ามฐานะที่เกิดอยู่ภายในตระกูลสาขาของนางไปเลย เพราะถ้าเมื่อลองคิดอยู่อีกในมุมนึงพวกเขาก็เป็นผู้ที่ล้วนแล้วแต่มีตั้งฐานะและเงินทองมากมายต้องการมันไปทำอันใดอีก ขอเพียงแค่ได้นางไปประดับเคียงคู่ว่าเป็นหญิงงามเพียงแค่นี้ก็ยืดอกอย่างภาคภูมิได้แล้วว่าฮูหยินของตนเองงดงามเพราะแบบนั้นผู้คนภายในเมืองหลอมนภาเลยต่างอยากจะได้นางไปเป็นฮูหยินประดับคู่กาย ถ้ามองในมุมนี้ไม่มีทางใดเลยที่คุณชายของสำนักเหยี่ยวมันจะไม่ต้องตาในความงามของพี่หญิงของเขา โดยปกติแล้วสำนักเหยี่ยวมันก็ไม่ใช่คนที่ดีนักกิจการและอย่างที่มันทำก็ล้วนแล้วแต่เป็นกิจการสีดำที่อยู่นอกกฎหมายดังนั้นพวกมันก็ต้องการการสนับสนุนจากตระกูลหลินในเรื่องนี้ด้วยเช่นกันทั้งพี่หญิงของเขาท่านพ่อและแม่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนธรรมดาจะเอาแรงที่ใดไปขัดขืนพวกมัน จริงอยู่ว่าที่ท่านพ่อของเขาเรียนวรยุทธมาบ้างแต่ก็ยังมีระดับฝีมืออยู่เพียงแค่ชั้นล่างเท่านั้นเพราะไม่ได้มีโอสถชั้นเลิศการส่งเสริมในการฝึกฝนเมื่อได้รู้ความจริงเช่นนี้พายุเปลวเพลิงที่มันกำลังพัดโหมกระหน่ำอยู่ภายในร่างกายมันก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกภาพของคนในครอบครัวที่โดนทำร้ายมันยิ่งกระตุ้นความโกรธภายในจิตใจ แต่หลินซานก็พยายามจะข่มใจเอาไว้ฟันบนของเขากัดริมฝีปากล่างแน่นแล้วพยายามทนฟังบทสนทนาต่อไปเพื่อที่จะเก็บรวบรวมเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด“ แล้วตอนนี้พบเจอศพพวกมันหรือยัง ” หลินหย่งอู่ถามออกไปด้วยใบหน้าจริงจัง แต่ว่าบนใบหน้าของมันก็ไม่ได้ปรากฏความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยสักนิด “ ยังขอรับ!! แต่มองดูจากหน้าผาแล้วมันมีความสูงเป็นอย่างมากไม่น่าจะรอด ”“ แล้วหลินอวี้ล่ะเจ้านำตัวของนางกลับมาด้วยหรือเปล่า ”“ ไม่ขอรับ!!! ตอนนี้ข้ายกนางให้กับสำนักเหยี่ยวไปเรียบร้อยแล้วเพื่อเป็นการขอโทษเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ” หลินหย่งอี้มันตอบกลับไปด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย“ ดี!!! อย่าปล่อยให้นางกลับมานั่นแหละดีแล้ว ถ้าเจ้านำนางกลับมาข้าก็จะสั่งให้เจ้าสั่งสังหารนางไปอยู่ดี เพราะว่าถ้านางมีชีวิตรอดกลับมาก็จะบอกเรื่องนี้ให้หลินซานได้ล่วงรู้ซึ่งมันไม่เป็นผลดีกับเราอย่างแน่นอนมอบนางให้กับสำนักเหยี่ยวไปเป็นทางเลือกที่ดี ”“ เพราะว่าถึงอย่างไงแล้วตอนนี้ตัวของเจ้าหลินซานมันก็จำเรื่องราวทุกอย่างไม่ได้อยู่แล้วปล่อยให้มันเป็นเช่นนี้ไป มิต้องบอกมันว่ามันดีพ่อแม่หรือว่าพี่สาวของมัน ” หลินหย่งอู่สั่งการออกมาด้วยใบหน้าที่จริงจัง“ ขอรับ!!! ” หลินหย่งอี้การตอบรับกับบิดาของมันไปด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น “ สั่งกำชับคนภายในจวนเราด้วย ห้ามมีผู้ใดพูดถึงผู้ที่ตายไปแล้วเป็นอันขาดห้ามให้หลินซานมันได้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าพวกเราจะต้องใช้ประโยชน์หลินซานใช้การโจมตีตระกูลเกาอีก ”“ เข้าใจแล้วขอรับท่านพ่อ!!! ” ตอนนี้เมื่อยิ่งได้ยินบทสนทนาของพวกมันมันยิ่งทำให้หลินซานรู้สึกเจ็บปวดบริเวณหน้าอกของตัวเองเขารู้สึกราวกับว่าตอนนี้พวกมันนำมีดมาแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเข้าที่บาดแผลเดิมของเขา ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ชั่วช้ากันทั้งนั้นราชวงศ์ตระกูลเกาหรือแม้แต่ตะกูลหลินที่เป็นตระกูลของเขาเอง ไปตอนนี้เขาได้ตระหนักรู้แล้วว่าพวกมันต้องการกระทำแต่ผลประโยชน์ให้กับตนเองโดยไม่สนผู้ใดทั้งนั้น“ นั่นผู้ใด!!! ” หลินหย่งอู่เปล่งเสียงเข้มขึ้นมามันทำให้ตัวของหลินซานดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก จบตอน