ย้อนเวลาสู่ยุค 80 : แพทย์หญิงยอดฝีมือกับระบบหมอเทวดา

    บทที่ 35 พี่ชาย

    บทที่ 35 พี่ชาย

    ​

    ​กว่าเสิ่นหนานซิงจะลงจากเขาพร้อมกับลุงเฉิงก็เป็นช่วงบ่ายแก่ ๆ แล้ว ทั้งสองคนช่วยกันนำสมุนไพรที่เก็บมาได้ไปเกลี่ยตากไว้ในกระด้งอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นลุงเฉิงจึงเรียกเสิ่นหนานซิงเข้าไปในบ้าน

    ​

    ​“เอาหนังสือสองเล่มนี้กลับไปอ่าน เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าท่องจำได้จนขึ้นใจแล้วก็มาส่งการบ้าน ส่วนกองนี้เธอเลือกหยิบไปอ่านได้ตามสบาย ฉันเห็นว่าเธอเป็นเด็กหัวไว ถ้ามีเนื้อหาตรงไหนที่ไม่เข้าใจก็มาถามฉันได้ทุกเมื่อ”

    ​

    ​ลุงเฉิงยื่นหนังสือพื้นฐานหลายเล่มให้เสิ่นหนานซิง พร้อมกับบุ้ยปากไปทางกองหนังสือข้าง ๆ เพื่อให้เธอเลือกอ่านเพิ่มเติมได้ตามใจ

    ​

    ​เย่าซิ่งฟู่ และทังโถวเกอเจวี๋ย เป็นตำราพื้นฐานที่เสิ่นหนานซิงท่องจำจนแม่นยำมานานแล้ว แต่เธอก็ยังพยักหน้าตอบรับอย่างว่าง่าย พลางคำนวณในใจว่าจะทิ้งระยะเวลาไว้นานแค่ไหนถึงจะมาส่งการบ้านได้โดยไม่ดูผิดปกติจนเกินไป

    ​

    ​กองหนังสือที่ลุงเฉิงอนุญาตให้อ่านนั้นล้วนเป็นตำราแพทย์คลาสสิก ทั้งหวงตี้เน่ยจิง ซางหานลุ่น จินกุ้ยเย่าเลวี่ย... ดูจากร่องรอยการใช้งานแล้วไม่ใช่หนังสือใหม่ คาดว่าน่าจะเป็นเล่มที่ลุงเฉิงเคยใช้ศึกษามาก่อน

    ​

    ​“ลุงเฉิง หนูอ่านหนังสือพวกนี้ได้ตามใจชอบเลยเหรอคะ?” เสิ่นหนานซิงรู้สึกยินดีมาก เพราะนี่คือสัญญาณว่าลุงเฉิงเริ่มให้ความสำคัญและไว้วางใจในตัวเธอแล้ว

    ​

    ​“อ่านได้ตามสบาย แต่จำไว้ว่าโลภมากจะเคี้ยวไม่ละเอียด เธอต้องท่องสองเล่มแรกให้จบก่อนค่อยว่ากัน” ลุงเฉิงพูดจบก็รีบหันหลังกลับทันที เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กสาวเห็นมุมปากที่ลอบยิ้มด้วยความเอ็นดู

    ​

    ​“ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นลุงเฉิงคะ หนูขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ” เสิ่นหนานซิงมองดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า ซึ่งเป็นเวลาที่แต่ละบ้านเริ่มเตรียมมื้อเย็นกันแล้ว

    ​

    ​“กลับไปเถอะ พรุ่งนี้มาเช้าหน่อยนะ เราต้องขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรกันต่อ แต่พรุ่งนี้ต้องลงจากเขามาให้เร็วหน่อย”

    ​

    ​เสิ่นหนานซิงรับคำอย่างกระตือรือร้น เธอก้มหน้ากอดหนังสือแนบกายแล้วเดินกลับบ้านด้วยความรวดเร็ว

    ​

    ​วันนี้ตอนขึ้นเขาเธอสวมเสื้อผ้าเก่าสีซีด เป็นเสื้อตัวนอกลายดอกไม้จับคู่กับกางเกงสีเข้ม เพราะการเข้าป่าเก็บสมุนไพรย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเปื้อนดินเปื้อนโคลน

    ​

    ​บนหัวของเธอยังคงสวมหมวกสานใบเก่งที่เสิ่นฟางไห่สานให้ตอนที่เขาพอมีเวลาว่าง แม้มันจะดูเรียบง่ายในสายตาของเธอ แต่มันกลับช่วยบังแดดและให้ความเย็นสบายได้เป็นอย่างดี

    ​

    ​แดดในช่วงเวลานี้ยังคงแผ่ความร้อนจัด ตราบใดที่ดวงตะวันยังไม่ตกดิน อากาศก็ยังคงอบอ้าว รองเท้าผ้าใบที่สวมอยู่เป็นฝีมือการเย็บของซูอวี้จู๋ แต่เนื่องจากพื้นค่อนข้างบางจึงทำให้รู้สึกร้อนเท้าอยู่บ้างเวลาเดินบนพื้นถนนที่ระอุแดด

    ​

    ​เสิ่นหนานซิงนึกตำหนิตัวเองในใจว่า ตอนที่ไปห้างสรรพสินค้าครั้งก่อนเธอเผลอลืมซื้อรองเท้าใหม่มา ทำให้ตอนนี้ต้องมาทนลำบากเช่นนี้

    ​

    ​ขณะที่กำลังเดินทอดน่องอยู่นั้น ทันใดนั้นก็มีเงาคนร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า เสิ่นหนานซิงพยายามจะเดินหลีกไปทางขวา แต่คนตรงหน้าก็ขยับมาขวางทางขวา พอเธอเปลี่ยนไปทางซ้าย คนคนนั้นก็ขยับตามมาอีก ทำแบบนี้สลับกันไปมาอยู่หลายรอบจนความหงุดหงิดเริ่มพลุ่งพล่าน

    ​

    ​ตอนนี้เสิ่นหนานซิงทั้งร้อนทั้งเหนื่อย เธอจึงกระชากหมวกสานออกด้วยความฉุนเฉียวเพื่อจะดูให้ชัดว่าใครกันที่มาแกล้งเล่นแบบไม่มีมารยาทเช่นนี้

    ​

    ​“หนานซิง เธอไปไหนมา ทำไมสภาพมอมแมมเปื้อนดินไปหมดแบบนี้ล่ะ?” ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้ามองดูสภาพของเธอแล้วไม่พูดพร่ำทำเพลง เขารีบยื่นมือมาช่วยปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าให้เธอทันที

    ​

    ​แต่เสิ่นหนานซิงกลับชะงักและถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อล้น... ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ พี่ชาย

    ​

    ​“เฮ้ย ๆ ๆ พี่ผิดไปแล้วซิงซิง อย่าร้องไห้สิ! เรื่องคราวที่แล้วพี่ผิดเอง น้องสาวคนดีของพี่ พี่สำนึกผิดแล้วจริง ๆ! พี่มีของมาฝากทั้งเธอและหนานเยว่ด้วยนะ พวกเรากลับบ้านไปดูกันดีไหม?”

    ​

    ​เสิ่นหนานหยางรีบกล่าวขอโทษเป็นการใหญ่ เขาคิดว่าน้องสาวยังคงโกรธเคืองเรื่องคราวก่อนอยู่ จึงพยายามใช้ของขวัญมาหลอกล่อเพื่อเอาใจ

    ​

    ​“พี่... พี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” การได้พบพี่ชายอีกครั้งเป็นเรื่องน่ายินดีที่สุด เสิ่นหนานซิงใช้หลังมือเช็ดน้ำตาปริ่ม ๆ แต่น้ำตาก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุดด้วยความตื้นตัน

    ​

    ​ตั้งแต่เด็กจนโต เสิ่นหนานซิงกับเสิ่นหนานหยางสนิทกันมากที่สุด การจากลาในชาติก่อนจนมาพบกันอีกครั้งในชาตินี้ ราวกับผ่านพ้นไปหลายภพหลายชาติจริง ๆ ในความรู้สึกของเธอ

    ​

    ​“พี่กลับมาตอนบ่าย แม่เลยให้พี่เดินออกมาดูว่าเธอจะกลับบ้านตอนไหน เดินมาครึ่งทางก็เจอเธอเข้าพอดี อากาศร้อนมาก พวกเรารีบกลับบ้านกันเถอะ!”

    ​

    ​เดิมทีเสิ่นหนานหยางมีกำหนดจะกลับบ้านในเดือนหน้า แต่อาจารย์ให้เขากลับมาเอาของและถือโอกาสกลับมาเยี่ยมบ้านด้วย

    ​

    ​ตอนที่เขาถึงบ้านก็เลยเวลาเที่ยงไปแล้ว จึงเพิ่งได้รู้เรื่องที่ขาของพ่อได้รับบาดเจ็บ แถมที่บ้านยังมีการแยกครอบครัวออกมาอีกด้วย ในช่วงเวลาเพียงยี่สิบกว่าวันที่เขาไม่อยู่ ดูเหมือนทุกอย่างจะเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้

    ​

    ​เสิ่นหนานซิงพยายามสงบสติอารมณ์ เธอพยักหน้าแล้วเดินตามพี่ชายกลับบ้าน เสิ่นหนานหยางเมื่อเห็นน้องสาวหยุดร้องไห้ก็โล่งใจ เขาเอื้อมมือไปลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู แล้วทั้งสองคนก็เดินเคียงข้างกันมุ่งหน้าสู่บ้าน

    ​

    ​ซูอวี้จู๋ที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารในครัว เมื่อเห็นสองพี่น้องเดินกลับมาด้วยกันก็เบาใจไปเปลาะหนึ่ง เธอนึกในใจว่าหนานซิงคงไม่โกรธแล้ว พร้อมกับตั้งใจว่าต้องหาจังหวะสั่งสอนลูกชายคนโตเสียหน่อย

    ​

    ​อย่าได้ทำตัวทื่อ ๆ จนมองสถานการณ์ไม่ออก และหูเบาเข้าข้างคนอื่นเหมือนกับพ่อของเขาอีก

    ​

    ​“แม่คะ ให้หนูช่วยทำอะไรไหม?” เสิ่นหนานซิงเดินตรงไปที่ครัวทันทีที่ถึงบ้าน

    ​

    ​“ไม่ต้องหรอก วันนี้ลูกขึ้นเขามาทั้งวันคงเหนื่อยมากแล้ว เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวแม่ก็ทำเสร็จแล้ว หนานหยาง อย่ามัวแต่นั่งเฉย ๆ มาช่วยแม่ยกกับข้าวหน่อย”

    ​

    ​ซูอวี้จู๋เป็นแม่ที่เคร่งครัดและมีเหตุผลเสมอ เธอไม่เคยตามใจเสิ่นหนานหยางเพียงเพราะเขาเป็นลูกชาย ตรงกันข้ามเธอกลับเข้มงวดกับเขามาก เพื่อสอนให้เขารู้จักดูแลและปกป้องน้องสาวทั้งสองคน

    ​

    ​“ได้ครับ! หนานซิงไปพักก่อนนะ เดี๋ยวพี่ช่วยแม่ทำอาหารเอง”

    ​

    ​เสิ่นหนานหยางทำงานเป็นช่างไม้ ร่างกายของเขาจึงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ และมีผิวสีเข้มจากการกรำแดด เวลาเขาหัวเราะจะเห็นฟันขาวเรียงสวยดูมีเสน่ห์ปนความทะเล้น

    ​

    ​อารมณ์ของเสิ่นหนานซิงดีขึ้นตามลำดับ เธอยิ้มออกมาแล้วเดินเข้าไปในตัวบ้าน

    ​

    ​“พ่อคะ หนูกลับมาแล้ว” เสิ่นหนานซิงเข้าไปดูอาการที่ขาของเสิ่นฟางไห่ ก่อนจะวางหนังสือในมือลงบนตู้ข้างเตียงอย่างระมัดระวัง

    ​

    ​เสิ่นฟางไห่ยังคงนั่งสานหมวกใบใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มทำ เสิ่นหนานซิงเดาได้ทันทีว่าเขาน่าจะตั้งใจสานให้พี่ชายที่เพิ่งกลับมา

    ​

    ​“หนานซิง บนโต๊ะมีน้ำเปล่าเย็น ๆ ดื่มรองท้องก่อนนะ ตอนเที่ยงกินอะไรไปบ้างหรือยัง?” เสิ่นฟางไห่มองดูตำราแพทย์สองเล่มที่ลูกสาววางไว้ด้วยแววตาครุ่นคิด

    ​

    ​“ตอนเที่ยงกินเสบียงแห้งกับลุงเฉิงค่ะ อากาศร้อนมากเลยไม่ค่อยเจริญอาหาร ตอนนี้เลยรู้สึกหิวจริง ๆ ค่ะ” เสิ่นหนานซิงเดินไปตักน้ำในถังขึ้นมาดื่มดับกระหายไปหลายอึก

    ​

    ​“หนานซิง มานี่สิ พ่อมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย” เสิ่นฟางไห่กวักมือเรียกให้ลูกสาวเดินเข้าไปใกล้ ๆ

    ​

    ​“พ่อคะ มีอะไรหรือเปล่า?” เสิ่นหนานซิงพอจะเดาออกว่าพ่อคงจะพูดเรื่องอนาคตทางการศึกษาของเธอ

    ​

    ​“หนานซิง ตอนที่ลุงโจวมาหาคราวก่อน พ่อฝากเขาไปหาลู่ทางมาให้ พ่อเห็นว่าช่วงนี้ลูกดูมีความมุ่งมั่นที่จะเรียนมาก อยากจะไปเรียนต่อชั้นมัธยมปลายไหม?”

    ​

    ​เสิ่นฟางไห่มองดูลูกสาวด้วยความรู้สึกผิด เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยใส่ใจลูก ๆ ปล่อยให้เติบโตตามยถากรรมเพราะมัวแต่ห่วงเรื่องปากท้องของคนทั้งตระกูล เขาเสียสละมาหลายปีแต่สุดท้ายกลับไม่เหลือความผูกพันใด ๆ ไว้เลย

    ​

    ​เสิ่นหนานซิงแสร้งทำเป็นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกพ่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าเธอไม่อยากไป

    ​

    ​“หนานซิง พ่อจำได้ว่าผลการเรียนของลูกเมื่อก่อนก็ไม่เลวเลยนะ ถ้าลุงโจวหาที่เรียนให้ได้ ลูกก็ไปเถอะ! ไม่แน่ลูกอาจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วย”

    ​

    ​เสิ่นฟางไห่แนะนำด้วยความหวังดี เพราะการศึกษาคือหนทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากชีวิตเกษตรกรที่ยากลำบากได้ ดูอย่างฟางหลูเกินสิ ขนาดสอบเข้าได้เพียงวิทยาลัยเฉพาะทาง อนาคตก็ยังดูมีที่พึ่งพามากกว่า

    ​

    ​“พ่อคะ ตอนนี้หนูอยากเรียนแพทย์กับลุงเฉิงจริง ๆ ค่ะ หนูพบสิ่งที่ตัวเองชอบแล้ว เส้นทางชีวิตมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน และการเรียนแพทย์ก็เป็นเส้นทางที่มีเกียรติมาก หนูหวังว่าวันหนึ่งจะสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของพ่อ และช่วยชีวิตคนอื่นให้หายจากโรคภัยได้มากขึ้นค่ะ”

    ​

    ​คำพูดที่เปี่ยมด้วยความตั้งใจของเสิ่นหนานซิงทำให้เสิ่นฟางไห่รับรู้ได้ถึงความมุ่งมั่นที่แท้จริง

    ​

    ​“ตกลง พ่อเข้าใจแล้ว ในเมื่อลูกตัดสินใจแบบนี้ วันไหนที่ขาของพ่อดีขึ้นกว่านี้หน่อย พ่อจะไปหาลุงเฉิงและถามเขาอย่างเป็นทางการว่าเต็มใจจะรับลูกเป็นศิษย์ไหม พ่อได้ยินมาว่าสายงานหมอจีนเขายังให้ความสำคัญกับการสืบทอดวิชาจากอาจารย์สู่ศิษย์มาก”

    ​

    ​เสิ่นฟางไห่นึกถึงคำแนะนำของซูอวี้จู๋ และตัดสินใจเคารพการเลือกเดินของเสิ่นหนานซิงในที่สุด

    ​

    ​“ขอบคุณค่ะพ่อ!” เสิ่นหนานซิงยิ้มกว้าง เธอคิดว่าถ้าพ่อออกหน้าไปคุยให้ ลุงเฉิงก็น่าจะยิ่งเอ็นดูและยอมรับเธอในฐานะศิษย์สายตรงอย่างเป็นทางการมากขึ้นไปอีก

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลาสู่ยุค 80 : แพทย์หญิงยอดฝีมือกับระบบหมอเทวดา ที่คุณอ่าน