กลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy

    ตอนที่ยี่สิบแปด เสรีภาพเด็ดขาดในการนับถือศาสนานั้นไม่ควรจะมีในโลกที่มีเทพเจ้าที่ชั่วร้าย

    ตอนที่ยี่สิบแปด เสรีภาพเด็ดขาดในการนับถือศาสนานั้นไม่ควรจะมีในโลกที่มีเทพเจ้าที่ชั่วร้าย

    “นายหายไปไหนมาทำไมไม่ไปโรงเรียน พวกชั้นก็คอยระวังทั้งวันเลยว่านายจะก่อเรื่องตรงไหน”

    ผมดูนาฬิกา หืมประมาณทุ่มหนึ่งแฮะ

    ผมฝึกและเตรียมของทั้งวันไม่ได้รู้เวลาเท่าไรเลยแฮะ แต่หลักๆก็คือการเตรียมเนื้อหาข้อมูลล่ะนะ

    เพื่อให้จำลองภาพห้ามิติให้ได้เลยต้องศึกษางานของนักวิทยาศาสตร์บางคนที่คิดค้นเรื่องเวลาได้จากมหาวิทยาลัยของเขตนี้

    นักวิทยาศาสตร์คนนั้นเอาเทคโนโลยีเรื่องเวลาไปใช้ทำอะไร?

    ยังดีที่เขาไม่เอาไปเดทกับเชียร์ลีดเดอร์แต่เอาไปย้อนเวลากลับไปวันเดิมซ้ำๆเพื่อไม่ให้แฟนของเขาบอกเลิกเขาในวันนั้น แต่เราไม่สามารถหยุดเวลาวันเดิมได้ตลอดไป

    แทนที่จะใช้การย้อนเวลาใช้คาถาที่สร้างความรักล้างสมองหรือพลังจิตกระตุ้นความรักและความทรงจำครั้งเก่าสมัยยังรักกันขึ้นน่าจะช่วยเขาได้ดีกว่า

    แต่ก็อย่างว่าล่ะ เขามีเทคโนโลยีกาลเวลาไม่ใช่พ่อมด

    “ก็อย่างที่เห็นล่ะครับ พยายามฝึกบินอยู่”

    วิลโล่ถือวิสาสะค้นกองเอกสารที่ผมเอาไว้จดโน้ตข้างๆ

    “นี่นายคำนวณทฤษฎีการบินเองหรือ?”

    ผมยักไหล่

    “ก็อย่างที่เห็นนั่นล่ะ ผมไม่มีอาจารย์สอนนี่นา”

    ก็ไม่ตรงความจริงนัก ผมไม่มีอาจารย์สอนแต่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์มีตำราและตัวอย่างจากในเรื่องว่ามีแม่มดและปีศาจที่ทำได้

    ผมพยายามบินให้ได้ก่อนที่จะลองฝึกเทเลพอร์ตในช่วงสั้นๆ

    ผมไม่อยากตกไปอยู่ในมิตินรกโดยบังเอิญเลยยังไม่ฝึกเทเลพอร์ต

    “หาเสื้อหรืออะไรมาปิดตนเองสิคนบ้า”

    นี่มันบ้านของผมในโรงยิมนะ ผมจะใส่เสื้อแบบไหนอย่างไรมันก็เรื่องของผม

     

    ผมดูร่างกายตนเองใส่กางเกงขาสั้นและทาน้ำมันให้ทุกส่วนของร่างกายนั้นลื่นเพื่อให้จับผนังเพดานและทุกอย่างได้ยาก

    แต่นั่นไม่มีผลอะไรกับผมที่ตอนนี้แม้จับปากกาด้วยมือชุ่มน้ำมันก็ควบคุมไม่ให้น้ำมันหกใส่กระดาษได้เลยแม้แต่หยดเดียว

    แต่การใช้พลังปริมาณมากให้บินได้เร็วๆยังคงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรแม้พยายามจะคำนวณสมการแรงต้านทานอากาศและความเร่งแล้วก็ตาม

    ยังไม่ได้ความเร็วมากกว่าความเร็วที่ผมวิ่งเองบนพื้น

    “พูดแล้วก็หาเสื้อมาใส่สิโชว์กล้ามอยู่ได้”

    แอนนากล่าวอย่างโมโหส่วนวิลโล่นั้นหน้าแดงหลบอยู่ข้างหลัง

    ฮือ?

    ใช่สินะตอนนี้วิลโล่ยังเป็นสาวเนิร์ดก่อนที่จะพูดว่า

    “ชั้นเข้มแข็งดูแลตนเองได้”หลังจากมีเวทมนตร์และเริ่มคบกับคนไปทั่ว

    แม้แต่คนที่นอนไปทั่วก็ยังมีครั้งหนึ่งที่เคยยังเวอร์จิ้นสินะ

    “เฮ้อ”

    ผมเดินไปใส่เสื้อ

    ผมไม่ใช่คนที่ชอบโต้เถียงกับใครด้วย

    นิสัยของพระเอกไลท์โนเวลนั่นล่ะนะ

    สาวอเมริกันจะมองว่าเป็นพวกหงอลูกแหง่ไม่ใช่คนใจดีที่พวกเธอจะชอบ

    ใช้ purify คาถาทำความสะอาดล้างน้ำมันออกจากร่างกายไปในตัว

    “ว่าแต่มีเรื่องอะไรล่ะ?”

    ผมหยุดเรียนเพื่อเตรียมข้าวของมากขึ้นและมีเวลาฝึก

    รวมถึงสร้างระยะห่างกับพวกเธอในช่วงที่อารมณ์คนกำลังร้อน

    แต่พวกเธอใช้นิสัยนักผจญภัยในเกมส์

    กลยุทธผู้กล้าด้วยการเข้ามาในบ้านชาวบ้านตัวประกอบโดยไม่ได้รับเชิญ

    พวกเธอไม่ใช่แวมไพร์ การเชิญของผมจึงไม่มีผลอะไรกับพวกเธอที่เป็นมนุษย์ธรรมดา

    แวมไพร์นั้นต้องเชิญเข้ามาในบ้านถึงจะเข้าได้ แต่ความจริงมันซับซ้อนกว่านั้นเพราะมีการแหกกฎบิดเบือนคำพูดต่างๆได้เสมอ บางทีก็อ้างว่า”เพราะบ้านไม่เป็นบ้าน”บ้านที่มีครอบครัวอยู่มาหลายชั่วคนจะมี”เขตแดน”ที่แข็งแกร่งกว่าในการป้องกันแวมไพร์และภูตผีได้นั่นเอง

    แวมไพร์เอลเดอร์หรือพวกที่มีอายุฉลาดหน่อยก็มักจะใช้วิธีปลอมตัวเป็นคนส่งของ หลอกให้ใครสักคนหนึ่งในบ้านพูดคำที่สามารถตีความได้ว่าเป็นคำเชิญขึ้น

    นี่คืออีกสาเหตุหนึ่งที่ผมว่าการปกปิดความลับ masquerade นั้นมันใช้ไม่ได้ เพราะเปิดโอกาสให้แวมไพร์หลอกลวงมนุษย์ที่ไม่รู้เรื่องเหนือธรรมชาติ ทั้งที่หากพวกเขารู้อย่างน้อยก็จะป้องกันตนเองไม่ให้แวมไพร์เข้ามาในบ้านได้

    แต่อย่างที่ว่าล่ะครับ

    มันกันมนุษย์หรือนักฆ่ารับจ้างที่แวมไพร์จะจ้างคนธรรมดามาฆ่าเราไม่ได้

    “แล้วนายวางแผนจะเป็นพระเจ้าของโลกใหม่หรือ?”

    โอ๊โอ๋

    “ก็ใช่ ผมคิดว่าไม่มีสาเหตุที่ผมจะทำเรื่องนั้นไม่ได้หรือไม่ทำหรอก”

    ผมลูบมือไปมาทำความสะอาดน้ำที่อยู่บนบริเวณใบหู ค่อยๆแห้งไปจากการดูดพลังน้ำ

    วิลโล่ยังคงแอบหลังแอนนาและมองมาทางนี้

    หืม เพราะพวกเธอชอบแนวนี้ทั้ง พวกมีกล้ามล่ำ ถึงชอบไปทางเจ้าบิฟนักกีฬาหรือพวกปีศาจต่างมิติต่างๆ

    ที่ไม่ส่งผลดีต่อการมีความสัมพันธ์ในระยะยาวนั่นล่ะนะ

    แอนนาอ้าปากและหุบปาก

    “นายบ้าหรือ สติดีหรือเปล่าเป็นพระเจ้าแห่งโลกใหม่นี่นะ?”

    แอนนาสอดสายตาไปรอบๆห้องฝึกซ้อมราวกับจะหาอะไรสักอย่าง

    “ผมก็นึกว่าเราอยู่ในอเมริกา ที่ความเชื่อทางศาสนาเป้นความเชื่อเด็ดขาดที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญของเรานะ

    แม้แต่การบูชาซาตานก็เป็นการกระทำที่ถูกกฎหมาย ยกเว้นคุณจะทำตัวเป็นกฎหมายเสียเองในการจับคนที่นับถือคนต่างศาสนา?”

    ผมเข้าใจผิดว่าเธอจะเป็นพวกแฟมินิสม์เพราะคนเขียนเธอเป็นแฟมินิสม์

    ที่ไม่แคร์เรื่องการทำแท้ง

    ทั้งที่ในโลกที่วิญญาณมีจริง ข้ออ้างว่าเด็กทารกในครรภ์ไม่มีความรู้สึกตัวไม่น่าจะฟังขึ้นเพราะวิญญาณควรจะมีอยู่ในทารกแล้วแต่ก็ยังให้แอนนาไปทำแท้งได้อีกในอนาคต

    แต่ตอนนี้ดวงตาของแอนนามองผมเบิกกว้างอย่างเหลือเชื่อ

    “เธอพูดอย่างนั้นได้อย่างไร เธอจะต้องตกนรกหมกไหม้นะ”

    วิลโล่ก็ถึงกับเอาไม้กางเขนมาภาวนา

    หืม แม่มดในอนาคตกลายเป็นคนนับถือศาสนามาก่อนหรือนี่?

    อย่างนี้ที่ทางโบสถ์แบนแฮร์รี่ พอตเตอร์ก็จริงน่ะสิ

    ว่าความเชื่อเรื่องเวทมนตร์จะทำให้คนห่างจากศาสนา

    เราจะภาวนาต่อพระเจ้าทำไม ในเมื่อเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเองได้

    “แอนนา ถามอย่างหนึ่ง เธอจะทำแท้งหรือเปล่า?”

    เพี๊ยะ

    แอนนาตบหน้าผมดังพลั่ก

    ดีที่ไม่แรงมากนักสำหรับคนธรรมดาและผมเองก็ถ่ายเทเว็คเตอร์ไปทางอื่นด้วยเลยไม่ได้รับผลกระทบเท่าไร

    “อย่าพูดจาดูถูกชั้นน่ะ ชั้นจะทำเรื่องอย่างนั้เนได้อย่างไร”

    แอนนาเอามือลูบที่ท้องอย่างไม่แน่ใจและหวาดกลัว

    ออร่าของเธอบอกความวิตกกังวลและไม่มั่นใจและโกรธที่ผมกล่าวหาเธออย่างนั้น

    และผมก็เข้าใจขึ้นมานิดหนึ่ง

    นี่ไม่ใช่แอนนาที่กร้านโลก ไปวันไนท์สแตนด์จนท้องและเลือกที่จะทำแท้ง

    นี่คือแอนนาที่ยังเด็กอยู่ ยังมีแม่ของเธอที่คอยสั่งสอนและยังมีความเชื่อในทางศาสนามากพออยู่ในยุคนี้ที่ก่อนหน้าที่การทำแท้งจะกลายเป็นเรื่องที่แต่ละคนเอามาอวดกัน

    ผมไม่ใช่คนดี

    ถ้าบุตรของซาตานมาเกิดในครรภ์ผู้หญิงคนไหน ผมจะฆ่ามารดาและบุตรซาตานทันที

    แต่เหตุผลเรื่องความไม่พร้อมด้านเศรษฐกิจ

    ฟังไม่ค่อยขึ้นในโลกที่มีการพิสูจน์ว่าเด็กในครรภ์มีวิญญาณจริงๆ

    “ผมขอโทษด้วยที่พูดจาไม่ดีทำให้เธอโมโห”

    แอนนาจ้องมองอย่างแปลกใจที่อยู่ๆผมก็ขอโทษ

    “แค่เข้าใจผิดเกี่ยวกับเธอน่ะ”

    แอนนาโมโหอีกครั้ง

    “เข้าใจผิด เธอเห็นชั้นเป็น เห็นชั้นเป็นผู้หญิงไม่ดีอย่างนั้นหรือ?”

    แอนนาหน้าแดงด้วยความโกรธและอาย

    ผู้หญิงไม่ดี ? ฮา

    ถ้าเธอพูดอย่างนี้กับผู้หญิงที่ทำแท้งจากวันไนท์สแตนด์ใน “อนาคต”ที่ผมจากมาล่ะก็ คงโดนถล่มทางสื่อต่างๆแน่นอน

    ปรกติแล้วคนเราไม่เชื่อในเรื่องวิญญาณ จะบอกว่าเด็กในครรภ์ไม่รู้สึกตัว ฆ่าทำแท้งไปไม่เป็นไร

    แต่เราอยู่ในโลกที่มีวิญญาณจริงๆแปลว่าสายศาสนานั้นพูดถูก

    ก็ต้องหาเหตุผลอธิบายมาลำบากหน่อยว่าเราฆ่าทารกที่อยู่ในครรภ์ให้วิญญาณหลุดจากร่างไปเพื่ออะไร

    แต่แน่นอน แฟมินิสม์ยุคนี้ ยังไม่กล้าหาญที่จะพูดอย่างนั้นแบบเดียวกับยุคที่ผมจากมา

    ยังใช้ข้ออ้างเรื่องของการที่เกิดอันตรายต่อมารดาหรือเหตุข่มขืนต่างๆได้อยู่ ยกเว้นในบางรัฐที่อิทธิพลของสาสนาเข้มข้น

    ว่าการข่มขืนไม่ได้ทำให้วิญญาณของเด็กเป็นวิญญาณของซาตานที่กลับชาติมาเกิด

    เราจะฆ่าเด็กในครรภ์ไปเพื่ออะไร?

    แน่นอนนั่นคือการคิดแบบคนดี

    หากคิดแบบคนไม่ดีการฆ่าเด็กในครรภ์มีไว้เพื่อบูชาเทพเจ้าโมล็อค

    ยิ่งเหยื่อบริสุทธ์ไร้มลทินเท่าใด ก็จะยิ่งได้รับพลังมากขึ้นเท่านั้น

    แบบเดียวกับที่บูชายัญฆ่าสาวพรหมจรรย์ต่อเทพเจ้าจะได้พลังมากกว่านั่นล่ะ

    แต่หากคุณเป็นคนดี การฆ่าเด็กในครรภ์ก็ไม่มีประโยชน์ต่อคุณแม้แต่น้อย

    แต่จะดีมากๆกับคนที่บูชาเทพเจ้าปีศาจอย่างโมล็อคหรือปีศาจอื่นๆที่ชอบเลือดบริสุทธิ์ของเด็กทารก

    จะบอกว่าอลิซาเบธ บาโธรี่แห่ง fate grand order นั้นเป็นคนบ้าหรือ?

    หากการสังเวยสาวพรหมจรรย์และอาบเลือดเด็กทารก ทำให้เธอคงความเยาว์วัยอยู่ได้

    โหดร้ายและเห็นแก่ตัวน่ะใช่

    แต่ไม่บ้าแน่ๆเพราะการบูชายัญของเธอนั้นได้ผล

    นี่คือสาเหตุที่ผมคิดว่าเสรีภาพทางศาสนาไม่น่าจะใช้ได้ในโลกที่มีเทพปีศาจอยู่จริง

    แต่เราอยู่ในอเมริกา รัฐธรรมนูญของเรารับรองเสรีภาพทางศาสนาเอาไว้

    กระทั่งผู้บูชาซาตานก็สามารถตั้งโบสถ์ ตั้งเทวรูปบูชาซาตานและได้รับข้อยกเว้นภาษีในกิจการที่เกี่ยวกับศาสนาและสามารถดำเนินกิจการที่เกี่ยวกับศาสนาได้ตามปรกติ ตราบใดที่ไม่ทำผิดกฎหมาย

    มุกเดียวกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย ที่มีผู้แทนในสภาพ เสนอไอเดียและไม่ทำผิดกฎหมายและมีอีกกลุ่มเคลื่อนไหวอย่างผิดกฎหมาย

    แต่คนมองว่าไม่เกี่ยวกันเพราะเสรีภาพทางศาสนานั้นมันขัดขวางการกวาดล้างคนพวกนี้

    ต้องอธิบายเหตุผลให้ชาวบ้านเข้าใจว่า

    ทำไมต้องไปปราบปรามคนที่เขาทำกิจกรรมทางศาสนาในกลุ่มของเขาไม่ทำให้ใครเดือดร้อนด้วย

    “พวกเขาบูชาซาตานและจะอัญเชิญปีศาจขึ้นมาบนโลกและฆ่าพวกเราทั้งหมดครับ”

    คำอธิบายนั้นไม่สามารถใช้ได้ หากเรายังมีมาตรการปกปิดความลับ Masquerade ที่ทุกคนในโลกมืดยึดถือกันอยู่

    ผมมองดูภาพแอนนาที่โกรธและภาพวิลโล่ที่จับกางเขนไว้แน่น

    ทำให้ผมคิดว่า..หรือที่บอกว่าพอเข้าใกล้ศาสตร์เวทย์จะทำให้ห่างไกลจากพระเจ้าที่ทางโบสถ์ชอบพูดเป็นเรื่องจริง

    คล้ายกับเรื่องกลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy ที่คุณอ่าน