ทั้งสี่คนเคลื่อนย้ายกลับมาถึงห้องพักได้อย่างราบรื่น เคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหลโคจร ไป๋ชิงอวิ๋นกระวีกระวาดกุลีกุจอรีบติดตั้งค่ายกลซ่อนเร้นล่องลอยขึ้นมาทันที เรื่องของหงส์เพลิงถือว่าอยู่นอกเหนือความคาดหมายของไป๋ชิงอวิ๋น หากรู้ว่าวันนี้จะมีหงส์เพลิงตนนี้มาเข้าร่วมการประมูล เช่นนั้นเขาคงติดตั้งค่ายกลชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้นานแล้ว อักขระลึกลับถูกเขียนลงไปบนเสาไม้ขนาดใหญ่ภายในห้องอยู่หลายตัวอักษร
ใช้เวลาแค่หนึ่งเค่อไป๋ชิงอวิ๋นก็ติดตั้งค่ายกลซ่อนเร้นล่องลอยชุดนี้ได้สำเร็จ ยังดีที่ค่ายกลชุดนี้ไม่ได้ถือว่าสลับซับซ้อนอะไรสำหรับไป๋ชิงอวิ๋น พอลงมือทำจริงครั้งแรกก็สำเร็จได้ในเวลาเพียงแค่หนึ่งเค่อเท่านั้น
ค่ายกลถูกกระตุ้นด้วยหินเซียนระดับสูงซึ่งรัศมีในการเก็บซ่อนอำพรางก็แคบมากๆ มันกว้างแค่ห้องพักห้องนี้ห้องเดียวเท่านั้น ไป๋ชิงอวิ๋นไม่ได้ลงมือติดตั้งค่ายกลซ่อนเร้นขนาดใหญ่ เพราะหากทำเช่นนั้นคงยากที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากทางยอดฝีมือได้
"เจ้าทำอะไรอยู่น่ะชิงอวิ๋น" กู่หวงจ้องมองการกระทำของไป๋ชิงอวิ๋นอยู่นาน สุดท้ายก็อดที่จะเอ่ยถามออกมาไม่ได้
"ข้าก็ติดตั้งค่ายกลซ่อนเร้นน่ะสิ เพราะถ้าไม่ทำไว้เรื่องวุ่นวายคงมีตามมาอย่างไม่จบไม่สิ้นเป็นแน่" ไป๋ชิงอวิ๋นวาดอักขระตัวสุดท้ายเสร็จจึงหันกลับมาตอบกู่หวง
"ว่าแต่มาติดตั้งค่ายกลซ่อนเร้นเอาตอนนี้มันจะทันเหรอ พวกจอมยุทธที่มีพลังสูงส่งไม่ใช่ว่าแผ่สัมผัสออกมาตรวจสอบทีเดียว ก็เจอพวกเราแล้วหรอกหรือ" หยางเฉินพูดขึ้น
"นั่นสิ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ว่าวัวหายแล้วค่อยล้อมคอกหรอกหรือ ตัวตนของพวกเราปิดอย่างไรก็คงปิดได้ไม่นานหรอกกระมัง" มู่ปิงเฟิงเสนอความคิดขึ้นเช่นเดียวกัน "ถึงอย่างไรในงานประมูลเจ้าก็ทำให้เรื่องราวมันบานปลายขึ้นมาขนาดนั้น"
"พวกเจ้าไม่ต้องวิตกกังวลไป ค่ายกลซ่อนเร้นชุดนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อซ่อนเร้นพวกเรา แต่สร้างมาเพื่อซ่อนเร้นกลิ่นอายของหงส์เพลิงตนนี้ต่างหาก" ไป๋ชิงอวิ๋นชี้ไปที่หงส์เพลิงที่นอนหมอบอยู่ในกรงหลากสี
"ข้ารู้ดีว่าสิ่งที่ตนเองทำมันเอิกเกริกมากเกินไป แต่ตัวตนของข้าหากสามารถเก็บซ่อนมันเป็นความลับได้ชั่วคราว เช่นนั้นก็ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว พวกเจ้าไม่ต้องหวาดวิตกไปหรอก"
"อ่ออีกอย่างนึง พวกเจ้าอย่าลืมเปลี่ยนเสื้อผ้ากันให้เรียบร้อยล่ะ ชุดพวกนี้คงไม่เหมาะกับการใส่นอนหรอกกระมัง" ไป๋ชิงอวิ๋นชี้ไปที่ชุดของพวกกู่หวง
สหายทั้งสามหันมองหน้ากันไปมา จากนั้นก็ก้มมองดูชุดตัวเอง จู่ๆทั้งสามก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน
"ดูกี่ทีก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับชุดนี้เลย หวังว่าเจ้าชิงอวิ๋นจะไม่ให้พวกเราใส่ชุดแบบนี้อีกนะ ไม่งั้นคงรู้สึกอึดอัดน่าดู" หยางเฉินกล่าวขึ้นอย่างสัพยอก จากนั้นก็หัวเราะก๊ากขึ้นมาอีกที
"เปลี่ยนชุดเถอะอย่าใส่ชุดนี้นานเลย เห็นแล้วมันรู้สึกจั๊กจี้" กู่หวงเดินหลบเข้าไปที่หลังม่าน จากนั้นจึงเริ่มเปลี่ยนเสื้อผ้า
มู่ปิงเฟิงส่ายศีรษะไปมา จากนั้นก็เดินตามกู่หวงไป
ไป๋ชิงอวิ๋นมองดูสหายของเขา ดูเหมือนว่าอิมเมจของคนในยุคนี้จะไม่เหมาะกับชุดแบบนี้มากจริงๆ เพราะสำหรับไป๋ชิงอวิ๋นแล้ว การใส่ชุดคลุมสีม่วงครามถือว่าเป็นการได้คอสเพลย์แบบหนึ่ง การแต่งตัวคอสเพลย์ในยุคของจอมยุทธ์ถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว
แต่ดูเหมือนว่าสหายของเขาจะไม่ชอบชุดพวกนี้ออกเสียเลย ถึงอย่างไรในความเป็นจริงก็คงแตกต่างกับนิยายและมังงะที่อ่านมาอย่างนั้นสินะ ไว้ครั้งหน้าค่อยแก้ตัวใหม่ก็แล้วกัน
ไป๋ชิงอวิ๋นเลิกคิดฟุ้งซ่าน จากนั้นจึงหันมาให้ความสนใจกับหงส์เพลิงที่นอนหมอบหายใจรวยรินอยู่ด้านในกรงหลากสี ไป๋ชิงอวิ๋นปลดล็อคและเปิดประตูกรงหลากสีออก จากนั้นก็ยื่นมือเข้าไปด้านในกรงหลากสีแล้วช้อนเอาร่างของหงส์เพลิงออกมา
หงส์เพลิงพยายามดิ้นรนขัดขืนทั้งที่ตนเองก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ดวงตาทั้งสองข้างของมันยังคงปิดสนิท แต่ร่างกายของมันกลับพยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดออกจากเงื้อมมือของไป๋ชิงอวิ๋น
"ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายหรือทำอันตรายเจ้า ข้ามีเพียงความปรารถนาดีที่อยากจะช่วยเจ้าก็เท่านั้น" ไป๋ชิงอวิ๋นอุ้มหงส์เพลิงตัวน้อยมากอดแนบไว้ที่อก แสงสีขาวนวลเปล่งประกายออกมาจากร่างของเขาพร้อมกับเคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหล
ไป๋ชิงอวิ๋นใช้เนตรสวรรค์มองดูร่างกายของหงส์เพลิง กระดูกและเส้นเอ็นของมันถูกเลาะออกไปจนไม่เหลือ ชีพจรลมปราณทั้งหมดในร่างของหงส์เพลิงล้วนแล้วแต่ขาดสะบัดไม่มีชิ้นดี อีกทั้งอวัยวะภายในทั้งหมดของหงส์เพลิงยังถูกทำลายจนแทบจะแหลกละเอียด การที่หงส์เพลิงตนนี้ยังคงสภาพร่างหงส์เพลิงเอาไว้ได้ ก็นับว่าปาฏิหาริย์มากพอแล้ว
หากว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอื่นและมีพลังอ่อนแอมากกว่านี้ เช่นนั้นตอนนี้พวกมันคงจะกลายเป็นก้อนเนื้อเละๆไปนานแล้ว ไป๋ชิงอวิ๋นใช้มือลูบไปที่ศีรษะของหงส์เพลิงเบาๆ ในระหว่างนี้เขาก็สร้างรอยประทับเคล็ดวิชาหยินหยางฟ้าดินโกลาหลขนาดเล็กขึ้นมาหนึ่งอัน รูปร่างของมันเปรียบเสมือนจักรวาลแห่งหนึ่งที่มีมาหาดาราจักรโคจรอยู่ด้านไหน อีกทั้งวงกลมไท่จี๋และพลังต้นกำเนิดเทพห้าธาตุก็ลอยวนอยู่ด้านในรอยประทับนั้นด้วย
รอยประทับนี้ไม่ได้ทรงพลังแต่อย่างใด คุณสมบัติของรอยประทับก็คือช่วยหงส์เพลิงดูดซับไอพลังแห่งชีวิตเข้าสู่ร่างกายของมัน ยามนี้ไป๋ชิงอวิ๋นยังไม่สามารถใช้พลังเวทย์มนต์ได้ ไม่เช่นนั้นเขาคงใช้สกิลฮีลให้กับหงส์เพลิงไปนานแล้ว
กระแสพระพายอันอบอุ่นค่อยๆหลั่งไหลเข้าไปภายในร่างของหงส์เพลิง มันเป็นความอบอุ่นดั่งลมในฤดูใบไม้ผลิ ไอพลังแห่งชีวิตอันเข้มข้นถูกส่งเข้าไปภายในร่างของหงส์เพลิง ผ่านทางรอยประทับหยินหยางฟ้าดินโกลาหลที่อยู่ตรงหน้าผากของหงส์เพลิง
เมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นของไอพลังแห่งชีวิต หงส์เพลิงก็สงบนิ่งลงเลิกต่อต้านขัดขืน ไป๋ชิงอวิ๋นยังคงกอดหงส์เพลิงไว้แนบอก เขาเดินไปที่เตียงจากนั้นก็นั่งลงเอนตัวพิงกับหมอนที่อยู่บนหัวเตียง มือซ้ายโอบอุ้มร่างหงส์เพลิงส่วนมือขวาก็คอยลูบศีรษะของเพลิงอย่างแผ่วเบา
"ต้องอย่างนั้น ทำใจให้สงบตอนนี้เจ้าบาดเจ็บสาหัสเป็นอย่างมาก ความตายอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมเท่านั้น หากไม่ต่อต้านมันเช่นนั้นก็จะตายจริงๆ อย่าเพิ่งยอมแพ้กับชีวิตที่ยากลำเค็ญ เพราะทุกคนบนโลกล้วนแล้วแต่ได้ประสบพบเจอกับความยากลำบากด้วยกันทั้งสิ้น มีเพียงคนที่จิตใจเข้มแข็งถึงจะอยู่รอดได้เป็นคนสุดท้าย" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวกับหงส์เพลิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ตราบเท่าที่ยังมีข้าอยู่เจ้าก็ไม่ต้องหวาดกลัวอะไรทั้งสิ้น เพราะข้าจะเป็นเกราะป้องกันภัยให้กับเจ้าเอง"
ไม่นานสหายทั้งสามของไป๋ชิงอวิ๋นก็กลับมาจากการเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ พวกเขาเดินตรงมาที่เตียง
"รับไปสิ นี่คือของที่พวกเราได้มาในวันนี้" ไป๋ชิงอวิ๋นโยนแหวนมิติเก็บของให้กับสหายทั้งสามคนของเขา
กู่หวงรับแหวนมิติเก็บของวงนั้นมา จากนั้นก็ใช้สัมผัสตรวจสอบดูสิ่งของที่อยู่ด้านไหน และเมื่อเห็นของที่อยู่ด้านในกู่หวงก็เงยหน้าขึ้นจ้องมองไปทางไป๋ชิงอวิ๋นด้วยดวงตาอันเบิกโพลง "ชิงอวิ๋น ของในนี้ไม่เยอะไปหน่อยเหรอ"
"นั่นสิ ในแหวนมิติเก็บของของข้ามีหินเซียนระดับสูงอยู่หนึ่งหมื่นก้อน อีกทั้งยังมีโอสถรวมปราณชาดม่วงอยู่หนึ่งร้อยขวด นี่มันมากมายเกินไปแล้ว" หยางเฉินก้มมองแหวนมิติเก็บของของตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
"ส่วนของข้ามีหินเซียนระดับสูงอยู่สองหมื่นก้อน และโอสถรวมปราณชาดม่วงอีกหนึ่งร้อยขวด ที่แท้เจ้ามีโอสถรวมปราณชาดม่วงอยู่มากน้อยแค่ไหนกันแน่" มู่ปิงเฟิงอดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้ เพราะโอสถรวมปราณชาดม่วงถถูกประมูลออกในราคาที่สูงเป็นอย่างมากในวันนี้ ยิ่งชุดสุดท้ายที่ประมูลออกไปราคาก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปถึงสี่หมื่นหินเซียนระดับสูง แล้วแบบนี้จะไม่ให้เขาตกใจได้อย่างไร
"ช่วงหกเจ็ดวันมานี้ข้าหลอมโอสถรวมปราณชาดม่วงได้หนึ่งพันขวดพอดี ซึ่งแบ่งออกไปประมูลสองร้อยขวด และมอบให้พวกเจ้าอีกคนละหนึ่งร้อยขวด ตอนนี้อยู่กับข้าเหลือห้าร้อยขวดพอดี" ไป๋ชิงอวิ๋นตอบอย่างไม่ยี่หระ "ในอนาคตถ้าพวกเจ้าใช้หมดแล้วค่อยมาขอกับข้าเพิ่ม และอีกอย่างนึงปิงเฟิงหินเซียนระดับสูงสองหมื่นก้อน หนึ่งหมื่นก้อนแรกข้ามอบให้เป็นสินน้ำใจ ส่วนอีกหนึ่งหมื่นก้อนที่เหลือข้าใช้คืนเรื่องวัตถุดิบหลอมโอสถที่เจ้าไปซื้อมาให้ข้า"
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงตกตะลึงจนอ้าปากค้าง โอสถที่ล้ำค่าและราคาแพงมากขนาดนี้ ที่แท้ไป๋ชิงอวิ๋นสหายของพวกเขาก็ยอดเยี่ยมมากถึงเพียงนี้เชียว ตอนแรกนึกว่าสองร้อยขวดก็มากมายมหาศาลมากอยู่แล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีมากถึงหนึ่งพันขวด หากเรื่องนี้หลุดรอดออกไปทั่วทั้งเมืองจิงหยางคงสั่นสะเทือนอย่างมากเป็นแน่
กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงเริ่มเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาที่เตียง ไป๋ชิงอวิ๋นรีบยกมือขึ้นห้ามพวกเขา
"วันนี้ไม่เหมาะนอนเตียงด้วยกัน พวกเจ้านอนที่พื้นไปแล้วกัน"
สหายทั้งสามคนหยุดชะงัก จากนั้นก็จ้องมองไปยังหงส์เพลิงที่อยู่ในอ้อมอกของไป๋ชิงอวิ๋น ทั้งสามคนพยักหน้าอย่างเข้าใจพวกเขาไม่ถามอะไรมากอีก รวมทั้งเรื่องที่ไป๋ชิงอวิ๋นมอบของล้ำค่าอย่างแหวนมิติเก็บของและโอสถรวมปราณชาดม่วงให้ พวกเขารู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งอยู่ในใจ ความรู้สึกเหล่านั้นที่อัดแน่นอยู่เต็มอก มันไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้
ทั้งสามคนแยกย้ายกันไปหาที่นอน และในที่สุดเรื่องราวของวันนี้ก็จบลงไปกับค่ำคืนอันมืดมิด กาลเวลาผันผ่านไม่นานแสงสว่างยามรุ่งอรุณก็มาถึง
ไป๋ชิงอวิ๋นไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืนเพราะต้องถ่ายเทไอพลังแห่งชีวิตเข้าไปในร่างของหงส์เพลิง ตอนนี้อวัยวะภายในที่ถูกทำลายของหงส์เพลิงได้รับการฟื้นฟูกลับมาแล้ว แต่เส้นชีพจรลมปราณที่ขาดสะบั้นเสียหายกลับถูกฟื้นฟูกลับมาเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น หากอิงตามความเร็วในการรักษาเช่นนี้คงใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือนเส้นชีพจรลมปราณถึงจะกลับมาเป็นปกติ นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงของอาการบาดเจ็บของหงส์เพลิง
ไป๋ชิงอวิ๋นปลอบโยนหงส์เพลิงจากนั้นก็ใส่มันกลับเข้าไปในกรงหลากสี หงส์เพลิงลืมตาทั้งสองข้างของมันมองไป๋ชิงอวิ๋น
"วันนี้ข้าต้องไปทำธุระข้างนอก แน่นอนว่าเอาเจ้าออกไปด้วยไม่ได้ เพราะฉะนั้นจงอยู่ที่นี่อย่างเชื่อฟัง และห้ามพยายามทำลายกรงนี้ออกมาโดยเด็ดขาด ข้ารู้ว่าเจ้าฟังข้าเข้าใจ เพราะฉะนั้นอย่าได้ขัดขืนหรือต่อต้านคำพูดของข้า แล้วข้าจะรีบกลับมา" ไป๋ชิงอวิ๋นลูบศีรษะของมันอย่างอ่อนโยน จากนั้นก็ปิดกรงหลากสีและลงกลอนให้เรียบร้อย
ไป๋ชิงอวิ๋นและสหายรีบออกจากห้องตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งสี่คนมุ่งหน้าไปยังสมาคมหลอมศาสตราแห่งเมืองจินหยาง ในเช้าวันนี้ไป๋ชิงอวิ๋นสวมชุดสีครามลายเมฆสีขาวตามแบบฉบับของจอมยุทธ์ ส่วนกู่หวงสวมใส่อาภรณ์สีดำแน่นกระชับแบบจอมยุทธ์ขาลุย หยางเฉินสวมใส่อาภรณ์ครึ่งนึงขาวครึ่งนึงดำเป็นชุดจอมยุทธ์ที่ยาวและพริ้วไหว และคนสุดท้ายมู่ปิงเฟิงเขาใส่อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะซึ่งเนื้อผ้าเป็นแบบเบาสบายลู่ลมและพริ้วไหว บรรยากาศของทั้งสี่คนแตกต่างไปกับก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
เพราะพวกเขาไม่ใช่คนธรรมดาที่ไร้ประโยชน์ฝึกยุทธ์ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว วันนี้ทุกย่างก้าวที่เดินล้วนแล้วแต่เข้มแข็งและหนักแน่น ทั้งสี่คนสลัดภาพลักษณ์แบบเดิมของตนเองทิ้งจนไม่เห็นฝุ่น
ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงสมาคมหลอมศาสตราแห่งเมืองจินหยาง
ไป๋ชิงอวิ๋นเดินนำเข้าไปในสมาคมเป็นคนแรก
"ยินดีต้อนรับไม่ทราบว่า......." พนักงานต้อนรับที่ยืนอยู่ด้านหน้าเคาน์เตอร์รีบวิ่งเข้ามาทักทายอย่างยินดี แต่เมื่อเห็นว่าบุคคลที่มาเป็นใครพนักงานต้อนรับก็ชักสีหน้าใส่ทันที
พวกไป๋ชิงอวิ๋นหันมองไปทางพนักงานต้อนรับคนนั้นเป็นตาเดียว แรงกดดันอันแปลกประหลาดแผ่กระจายออกมาจากร่างของไป๋ชิงอวิ๋นและสหายของเขา
"เฮ้อ..นึกว่าใครที่ไหนที่แท้ก็คุณชายไร้ประโยชน์ทั้งหลายนี่เอง วันนี้พวกท่านมาทำอะไรที่นี่กันล่ะ" พนักงานต้อนรับกล่าวขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
"นี่เจ้า เป็นพนักงานต้อนรับอย่างไรเหตุใดถึงได้ไร้มารยาทในการต้อนรับลูกค้าเช่นนี้" หยางเฉินชี้นิ้วไปที่พนักงานต้อนรับอย่างมีน้ำโห และน้ำเสียงของเขาเคร่งขรึมเป็นอย่างมาก สายตาที่มองไปยังพนักงานต้อนรับไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
"ก็นะ ถ้าเป็นลูกค้าท่านอื่นข้าคงยินดีต้อนรับ แต่กับยาจกอย่างพวกท่านเหตุใดข้าถึงต้องต้อนรับด้วยล่ะ" พนักงานต้อนรับยักไหล่พูดอย่างไม่สะทกสะท้าน "รีบไสหัวไปได้แล้ว อย่าได้มาเกะกะหน้าสมาคมของเรา เพราะที่นี่ไม่ต้อนรับพวกยาจก"
"เจ้า.." กู่หวงสืบเท้าก้าวขาออกไปหนึ่งก้าว เขาอยากจะตั้นเข้าที่หน้าของพนักงานต้อนรับคนนี้จริงๆ แต่ทันทีที่เริ่มขยับตัวมือขวาของไป๋ชิงอวิ๋นก็ปาดเข้ามาขวางหน้าของเขาเอาไว้เสียก่อน
"กู่หวง หยางเฉินอย่าเสียมารยาท" ไป๋ชิงอวิ๋นก้าวเดินออกไปด้านหน้าหนึ่งก้าว จากนั้นก็ประสานมือโค้งกายคารวะพนักงานต้อนรับหนึ่งครั้ง
"ขออภัยนายท่านด้วย สหายทั้งสองคนของข้าใจร้อนไปหน่อยขอท่านอย่าถือสา แต่ถึงอย่างไรข้าก็มีของล้ำค่ามาให้ทางสมาคมหลอมเป็นอาวุธให้ รบกวนท่านช่วยดูของของข้าแล้วไปแจ้งช่างหลอมศาสตราให้ข้าด้วย"
ไป๋ชิงอวิ๋นเรียกเหล็กเทพนิลกาฬที่ได้จากงานประมูลออกมาจากแหวนมิติเก็บของ เหล็กเทพนิลกาฬปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือของเขา ถึงจะก้อนไม่ใหญ่มากแต่น้ำหนักของมันกลับหนักอย่างถึงที่สุด ไป๋ชิงอวิ๋นประคองเหล็กเทพนิลกาฬไว้ในมือทั้งสองข้าง จนตอนนี้ทั่วทั้งร่างของเขาสั่นไปหมดเพราะต้องแบกน้ำหนักที่มากมายมหาศาลของเหล็กเทพนิลกาฬ
"ฮ่าฮ่าฮ่า เห็นบอกว่าเป็นของล้ำค่าข้าก็นึกว่าจะมีอะไรดี อุตส่าห์ตั้งตารอดูที่แท้ก็เป็นแค่เหล็กทมิฬบริสุทธิ์ธรรมดา ของแบบนี้ในสมาคมของข้ามีอยู่ให้เกลื่อนไปหมด" พนักงานต้อนรับกล่าวอย่างดูถูกเหยียดหยาม จากนั้นก็ชี้นิ้วไปที่ประตู "พวกเจ้ามาทางไหนก็ใส่หัวกลับไปทางนั้น ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกยาจกเช่นพวกเจ้า"
"บัดซบข้าทนไม่ไหวแล้ว" มู่ปิงเฟิงปรี่เข้าใส่พนักงานต้อนรับด้วยความโมโห วันนี้ถึงอย่างไรก็ต้องเอาเลือดของพนักงานคนนี้มาล้างตีนเขาให้ได้ แต่เพิ่งจะพุ่งออกไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกไป๋ชิงอวิ๋นรั้งไว้เสียก่อน ร่างของมู่ปิงเฟิงหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน ทำให้แสงสีฟ้าขาวบนร่างของเขาอ่อนแสงลงไปด้วย
"อย่าต่อยเศษสวะเช่นนี้ให้เสียมือเลย ในเมื่อเขาไม่เห็นคุณค่าของสมบัติล้ำค่าที่มีอยู่น้อยนิดบนโลกชิ้นนี้ เช่นนั้นคนในสมาคมหลอมศาสตราแห่งเมืองจินหยางก็คงตาต่ำกันทั้งหมดเช่นเดียวกัน พวกเราไปกันเถอะอย่าอยู่ที่นี่ต่อเลย" ไป๋ชิงอวิ๋นสีหน้าเรียบเฉย เขาเก็บเหล็กเทพนิลกาฬกลับเข้าไปในแหวนมิติเก็บของ จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกไปจากร้านของสมาคมหลอมศาสตราแห่งเมืองจินหยาง
ด้านนอกสมาคมมีชายวัยกลางคนที่มีอายุประมาณสี่สิบห้าสิบปีกำลังจ้องมองพวกของไป๋ชิงอวิ๋นอยู่ ด้วยสายตาที่จ้องมองมาเต็มไปด้วยความสงสัยและความถวิลหา การแต่งกายของเขาดูซอมซ่อเป็นอย่างมาก เสื้อผ้าที่ใส่ก็เหมือนกับผ้าขี้ริ้วเอามาห่อตัว แต่พลังลึกลับที่เขาปล่อยออกมากลับมีความแปลกพิสดารจนยากจะอธิบาย