ตอนที่ 49 คนรู้จักของเหินซาน
เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงวันที่เพ่ยอิงต้องเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง
ซึ่งคนที่จะต้องเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงก็มีด้วยกันทั้งหมดห้าคน คือ เพ่ยอิง น้องเล็ก จินฟาง เฟิงจู และเหิงซาน ซึ่งสามคนหลังนั้นก็ไปในฐานะผู้ติดตามและคนคอยคุ้มกัน
โดยที่จินฟางจะขับเกวียนตามรถฟักทองไปด้วยเล่มหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเจ้าจิ้งที่ทำหน้าที่ลากเกวียน ส่วนเจ้าฉือก็แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องทำหน้าที่ลากรถฟักทอง
เพราะครั้งนี้เพ่ยอิงคงซื้อของจำเป็นจากที่เมืองหลวงกลับไปมากหน่อยจึงให้ จินฟางขับเกวียนตามไปด้วย
หากถามว่าเหตุใดไม่ให้จินฟางขับรถกระบะที่เพิ่งสร้างเสร็จตามไปด้วย ก็เพราะว่าหากให้จินฟางขับรถกระบะที่ผู้คนไม่เคยพบเห็นไปแล้วล่ะก็ ผู้คนก็คงได้พากันแตกตื่นพอดี เพราะรถกระบะนั้นไม่ได้ใช้สัตว์เทียมลาก ขนาดครั้งที่แล้วที่นำรถฟักทองไปใช้ยังทำให้เป็นที่สนใจของผู้คนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ก่อนที่เธอจะให้นำออกไปใช้คงต้องหาวิธีให้คนใหญ่คนโตมาทดลองนำมันออกไปใช้ก่อน แต่เธอจะหาทางสนิทกับคนใหญ่คนโตได้อย่างไรกันเล่า ดีไม่ดีอาจจะนำภัยมาหาด้วย
แต่เอ๊ะ! ท่านหยางสือก็น่าจะเป็นคนใหญ่คนโตไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งยังเป็นเจ้าของร้านสมุนไพรและยาชิงเค่อ
ทั้งยังมีโรงเตี๊ยมใหญ่โตภายในย่านที่รุ่งเรืองและผู้คนพลุกพล่านที่สุดในเมืองหลวง ไม่รู้เบื้องหลังของท่านหยางสือจะเป็นใครกันแน่ และไม่รู้ว่ายังมีกิจการที่ไหนอีกบ้าง แต่จากที่เธอคิด ๆ ดูแล้วคงจะเป็นคนใหญ่คนโตไม่น้อยเลยทีเดียว
จะว่าไปแล้วนี่ก็สองเดือนกว่าเข้าไปแล้ว รถฟักทองที่ท่านหยางสือสั่งทำเอาไว้ตั้งแต่ครั้งที่เดินทางเข้าเมืองหลวงไปครั้งที่แล้ว กลับไปก็ยังไม่ได้เริ่มสร้างขึ้นมาให้เลยนี่นา เกือบลืมไปเสียสนิท กลับไปคราวนี้คงต้องสร้างให้เสร็จก่อนที่เจ้าตัวจะมาตามงานถึงที่เสียแล้ว
ข้ารับเงินค่ารถฟักทองจากเขามาเสียเต็มจำนวนแล้วด้วย ถ้าหากท่าน หยางสือมาตามงานเกิดอยากเห็นความคืบหน้า แล้วมารู้ว่าเธอยังไม่ได้เริ่มสร้างจะต้องไม่เป็นการดีแน่
“ว้าว พี่รองขอรับ ที่นั่นคือเมืองหลวงใช่หรือไม่ขอรับ” น้องเล็กเอ่ยขึ้นมาอย่างตื่นเต้นกับภาพตรงหน้าที่ได้เห็น
“ใช่แล้ว ตรงหน้าที่เจ้าเห็นนั่นคือเมืองหลวง” เพ่ยอิงตอบน้องเล็กที่ชะโงกหน้าออกไปทางหน้าต่างด้านหน้า
ดูท่าเจ้าตัวคงจะตื่นเต้นไม่น้อยเลยทีเดียวกับการได้มาเที่ยวเมืองหลวงในครั้งนี้ เพราะไม่ว่าน้องเล็กจะเจออะไรหรือเห็นอะไรที่แปลกตาก็มักจะถามโน่นถามนี่เพื่อคลายความสงสัยมาตลอดทาง จึงทำให้เพ่ยอิงอดที่จะเอ็นดูน้องเล็กไม่ได้
เมื่อผ่านการต่อแถวเข้ามาถึงด้านในเมืองหลวงแล้ว น้องเล็กก็ยิ่งตื่นเต้นและดีอกดีใจเข้าไปใหญ่กับความเจริญของเมืองหลวง
ถึงกับชะโงกหน้าออกไปทางหน้าต่างเพื่อดูความใหญ่โตและความคึกคักภายในเมืองหลวงแห่งนี้ เพราะมันแตกต่างจากเมืองหย่งซานที่เขาเคยไปมากนัก
ซึ่งการกระทำเช่นนั้นของน้องเล็กก็เรียกสายตาของผู้คนให้เอ็นดูในความน่ารักสดใสของเจ้าตัวได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะด้วยตัวของน้องเล็กที่ตอนนี้มีหน้าตาน่ารักสดใส จิ้มลิ้ม ตาโต แต่งตัวด้วยผ้าเนื้อดีและสะอาดสะอ้าน มองดูอย่างไรก็เป็นนายน้อยของจวนใดสักจวนหนึ่ง
อีกทั้งยังรถม้าฟักทองที่แปลกไปจากรถม้าปกติที่มีให้เห็นกันทั่วไปในเมือง ขนาดคนทำหน้าที่บังคับลาด้านหน้ายังดูองอาจและรูปงามไม่น้อย ถึงแม้ว่าจะใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง
“น้องเล็กเจ้ากลับมานั่งดี ๆ ก่อนเถิด ตอนนี้เจ้าเอาตัวเองออกไปด้านนอกเสียครึ่งตัวแล้วนะ ประเดี๋ยวจะตกรถเอาได้” เธอเอ่ยเตือนน้องเล็กออกมาด้วยความเป็นห่วง
เพราะตอนนี้น้องเล็กนอกจากจะชะโงกหน้าออกไปทางหน้าต่างไม่พอยังเอาตัวออกไปด้านนอกเสียเกือบครึ่งตัวแล้วด้วย หากพลาดท่าไปอาจจะตกรถเอาได้
“ขอรับพี่รอง”
น้องเล็กตอบรับแล้วกลับเข้ามานั่งด้านในรถแต่โดยดี แต่ก็ยังมีเอาหน้าชะโงกออกไปทางด้านนอกหน้าต่างอยู่บ้าง
เพียงไม่นานทั้งรถฟักทองและเกวียนที่จินฟางขับตามมาทางด้านหลังก็มาถึงที่หมาย ซึ่งที่หมายนั่นก็คือโรงเตี๊ยมหูเตี่ยที่ท่านหยางสือเคยแนะนำมาให้เมื่อครั้งที่แล้วนั่นเอง
“ว้าว เราจะมาพักกันที่นี่หรือขอรับพี่รอง” น้องเล็กเอ่ยถามออกมาเมื่อมายืนอยู่ด้านหน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่ดูหรูหราและใหญ่โตเป็นอย่างมาก
“ใช่แล้ว วันนี้เราจะพักกันที่นี่ก่อน แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปเที่ยวเล่น”
“ขอรับพี่รอง” น้องเล็กตอบรับออกมาด้วยความดีใจ
แล้วจากนั้นทั้งสองคนพี่น้องและมีเฟิงจูอีกคนหนึ่ง ก็พากันเดินเข้าไปด้านในโรงเตี๊ยมหูเตี่ย ซึ่งเมื่อเพ่ยอิงเดินเข้าไปด้านในแล้วผู้ดูแลของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็จำเด็กสาวที่มากับท่านหยางสือเมื่อครั้งก่อนได้เป็นอย่างดีจึงรีบออกมาต้อนรับทันที
“เชิญเลยขอรับคุณหนู”
“ข้าอยากได้ห้องพักสำหรับข้าและน้องชาย และผู้ติดตามอีกสามคน”
“ได้ขอรับ เชิญตามข้ามาเลยขอรับ”
เช้าวันรุ่งขึ้น...
วันนี้เพ่ยอิงได้พาน้องเล็กมาเดินเที่ยวเล่นและเดินเลือกซื้อของในย่านการค้าที่ผู้คนพลุกพล่าน ซึ่งน้องเล็กก็ดูตื่นเต้นและดีใจไม่น้อย
“เจ้าอย่าห่างจากข้าหรือคนอื่น ๆ นะเข้าใจหรือไม่ ประเดี๋ยวจะพลัดหลงเอาได้ หรือหากเจ้าจะไปไหนก็ให้บอกใครสักคนเพื่อพาไป” เธอเอ่ยเตือนน้องเล็กออกไปด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับกำชับ
“ขอรับพี่รอง”
แล้วหลังจากนั้นเพ่ยอิงก็พาน้องเล็กไปเดินเลือกซื้อของ พวกผ้าพับเนื้อดีสำหรับคนงานในไร่
“จินฟาง เจ้าอยากให้คนงานของเจ้าใส่เสื้อผ้าสีอะไรก็บอกข้ามาได้” เพ่ยอิงเอ่ยถามจินฟางที่เดิมตามมาทางด้านหลัง
“ข้าอยากได้เป็นสีกรม แล้วเจ้าก็ช่วยข้าออกแบบให้เหมาะสมกับงานของข้าให้ด้วยได้หรือไม่”
จินฟางเอ่ยบอกความต้องการของตนเองออกไป แล้วขอให้เธอช่วยออกแบบชุดให้ด้วย
“ได้สิ”
แล้วหลังจากนั้นเพ่ยอิงก็เลือกซื้อผ้าพับจาก ๆ หลาย ๆ ร้านไปเสียหลายร้อยพับ จากที่ตอนแรกเธอคิดว่าจะให้จินฟางขนกลับก็คงจะต้องพับความคิดนั้นกลับไปแล้วจ้างคนไปส่งน่าจะเป็นความคิดที่ดีกว่า
“แล้วเจ้าสองคนเห็นน้องเล็กกับเหิงซานหรือไม่ ข้าไม่ได้ยินเสียงน้องเล็กมาสักพักแล้ว”
“นายน้อยให้เหิงซานพาไปซื้อขนมจากร้านข้าง ๆ เจ้าค่ะ แต่นี่ก็ไปได้ครู่ใหญ่แล้วนะเจ้าคะ” เฟิงจูตอบกลับมา
“เช่นนั้นพวกเราไปดูกันเถิด”
จากนั้นทั้งสามคนก็พากันเดินไปยังร้านขนมร้านข้าง ๆ แต่เมื่อเดินมาถึงกลับไม่พบกับน้องเล็กหรือเหิงซานเลยแม้แต่น้อย มองเข้าไปยังในร้านแล้วก็ไม่ได้มีโต๊ะใดที่ทั้งคู่นั่งอยู่เลย
“สองคนนั้นไม่ได้อยู่ร้านขนมแล้วนี่” เพ่ยอิงเอ่ยออกมาเมื่อเดินมาถึงหน้าร้านขนม
“อาจจะไปซื้อของแถว ๆ นี้ก็ได้นะเจ้าคะ” เฟิงจูกล่าวบอกความคิดของตนออกไป
“เช่นนั้นเราก็ลองเดินหาแถว ๆ นี้กันก่อนเถิดขอรับ” จินฟางเอ่ยเสนอ
“เช่นนั้นเราก็ไปเดินหากันเถิด”
เมื่อเพ่ยอิงเห็นด้วยกับความคิดของจินฟาง ทั้งสามคนก็พากันเดินหาน้องเล็กกับเหิงซานไปตามร้านแถว ๆ นั้น แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเจอแต่อย่างใด
“สองคนนั้นไปที่ไหนกันแน่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับน้องเล็กหรือไม่”
เพ่ยอิงเอ่ยขึ้นมาอย่างร้อนใจ เพราะนี่ก็เดินหามาพักใหญ่แล้วก็ไม่เจอทั้งคู่เสียที
“หรือบางทีเราอาจจะเดินคลาดกันก็ได้ ข้าว่าเราลองเดินกลับไปที่ร้านผ้าร้านเดิมก่อนดีหรือไม่ขอรับ เผื่อว่าทั้งสองคนจะกลับไปรอเรากันอยู่ที่นั่น” จินฟางเอ่ยขึ้นมา
“อืม ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถิด” เมื่อเธอกล่าวจบก็เร่งเดินไปทางร้านผ้าร้านเดิมทันที
มาที่ด้านของหลีตี้...
หลังจากที่หลีตี้เห็นว่าพี่รองและคนอื่น ๆ ยุ่งอยู่กับการเลือกซื้อผ้าที่จะนำไปตัดเย็บให้คนงานใส่ แต่มีเหิงซานที่ยืนรออยู่หน้าร้านที่ว่างอยู่คนเดียวจึงเดินไปหาแล้วขอให้พาไปยังร้านขนมด้านข้าง ที่หลีตี้ได้เห็นก่อนที่จะเดินเข้ามาในร้านผ้าแห่งนี้ แต่ก่อนจะไปเหิงซานก็ได้เข้ามาบอกกับเฟิงจูเอาไว้แล้วเพราะจะได้มีคนที่นี่รู้ว่าทั้งคู่ไปไหน
เมื่อหลีตี้ได้มาซื้อขนมอย่างที่ต้องการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ให้เหิงซานพากลับไปหาพี่รองที่ร้านผ้าร้านเดิม แต่ในระหว่างนั้นหลีตี้ก็ได้เดินไปชนเข้ากับหญิงสาวผู้หนึ่งเข้า
“โอ๊ย!” หลีตี้รองออกมาเพราะด้วยความที่เป็นเด็กจึงทำให้ล้มลงไปโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวนั่นเอง ส่วนหนึ่งสาวอีกคนหนึ่งก็แค่ถอยหลังไปเล็กน้อยเท่านั้น
“เจ้าเดินอย่างไรของเจ้ากัน ไม่มีตาหรืออย่างไร” หญิงสาวผู้นั้นเอ่ยต่อว่าหลีตี้ขึ้นมาทันทีทั้งที่ตนเองก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ซึ่งต่างจากหลีตี้ที่ล้มลงไปนั่งอยู่กับพื้น
“ขออภัยขอรับ” หลีตี้กล่าวขออภัยออกไปทั้งที่ยังนั่งอยู่บนพื้น ซึ่งเรื่องนี้หลีตี้ก็ไม่ได้เป็นคนผิด แต่เป็นหญิงสาวตรงหน้าที่เดินไม่มองทางเข้ามาชนกับหลีตี้
“ขออภัยแล้วหายหรือ ดูสิชายกระโปรงของข้าเลอะเทอะไปหมดแล้ว” หญิงสาวผู้นั้นเอ่ยให้ร้ายหลีตี้ออกมาอย่างหน้าไม่อาย
“นายน้อยเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เหิงซานที่เพิ่งจะรับขนมและจ่ายเงินค่าขนมเสร็จเห็นนายน้อยล้มลงไปนั่งอยู่บนพื้นก็รีบมาพยุงหลี้ตี้ขึ้นมาทันที
“เกิดอะไรขึ้นขอรับนายน้อย”
“พี่สาวคนนี้จู่ ๆ ก็เดินเข้ามาชนข้าขอรับ” หลีตี้เอ่ยความจริงให้เหิงซานฟัง
“นี่เจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใครกันฮะ ถึงได้กล้ามาใส่ร้ายข้าเช่นนี้” หญิงสาวผู้นั้นเอ่ยต่อว่าหลีตี้ออกมา
“ก็เมื่อสักครู่พี่สาวเดินมาโดยไม่ได้มองทางทำให้ไม่เห็นข้าที่ยืนอยู่”
“ใครเป็นพี่สาวของเจ้ากัน...”
“ขออภัยแทนนายน้อยของข้าด้วยขอรับ” เหิงซานกล่าวขออภัยออกไปเพื่อให้เรื่องจบ ๆ ไปทั้งที่หญิงสาวตรงหน้ายังกล่าวออกมาไม่ทันจบ
“อะ อืม ไม่เป็นไร”
หญิงสาวผู้นั้นตอบเหิงซานกลับมาด้วยความเขินอาย เพราะเพิ่งสังเกตเห็นว่าชายผู้นี้ดูท่าทางองอาจและรูปงามไม่น้อยเลยทีเดียว จนทำให้เป็นที่หลงใหลของหญิงสาวหลาย ๆ คนที่ได้พบเห็น ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะใส่หน้ากากปิดปังหน้าตาไว้ครึ่งหนึ่งก็ตาม
“เช่นนั้นไปกันเถิดขอรับนายน้อย” กล่าวจบเหิงซานก็พานายน้อยจากไปทันที โดยไม่ฟังหญิงสาวเอ่ยตอบรับหรืออะไรออกมาสักคำ
“นายน้อยบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ขอรับ” เหิงซานเอ่ยถามนายน้อยขึ้นมาเมื่อเดินออกห่างหน้าร้านขนมมาแล้ว
“ไม่เป็นอะไรมากขอรับ ขอบคุณพี่เหิงซานที่มาช่วยเอาไว้ขอรับ”
“เป็นหน้าที่ของข้าที่ต้องดูแลนายน้อยอยู่แล้วขอรับ”
และเมื่อทั้งคู่เดินกลับมาถึงร้านผ้ากลับพบว่าทั้งเพ่ยอิง จินฟาง หรือแม่แต่ เฟิงจูไม่ได้อยู่ภายในร้านเสียแล้ว
“พี่เหิงซานหรือเราจะคลาดกับพี่รองเสียแล้วขอรับ”
“บางทีคุณหนูอาจจะไปเลือกซื้อของจากร้านแถว ๆ นี้ก็เป็นได้ขอรับ”
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรกันดีขอรับพี่เหิงซาน ข้าหายไปเช่นนี้พี่รองต้องเป็นห่วงแน่ ๆ เลย” หลีตี้เอ่ยขึ้นมาอย่างเป็นกังวล
“เช่นนั้นเราก็รอกันที่หน้าร้านนี้กันสักพักเถิดขอรับ บางทีคุณหนูอาจจะกลับมาที่นี่อีกรอบก็เป็นได้”
“เหิงซาน!! เป็นเหิงซานใช่หรือไม่” จู่ ๆ ก็มีเสียงเอ่ยทักชื่อเหิงซานขึ้นมาจากทางด้านหลัง จึงทำให้ทั้งเหิงซานและหลีตี้หันไปมอง
“องรั...คุณชาย” เหิงซานเบิกตากว้างออกมาอย่างลืมตัวจนเกือบจะเรียกสถานะที่แท้จริงของคนตรงหน้าออกมา
แต่เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าในอดีตหากเจ้านายของเขาออกมาด้านนอกเช่นนี้คนติดตามทุกคนจะต้องเรียกขานเจ้านายว่าคุณชายเท่านั้น ห้ามเอ่ยเรียกสถานะที่แท้จริงออกมา
“เจ้าสบายดีใช่หรือไม่ เหตุใดในขณะที่ข้าได้รับบาดเจ็บจนต้องรักษาตัว คนสนิทของข้าเช่นเจ้าถึงต้องรับโทษไปขายตัวเป็นทาสเช่นนี้” คุณชายผู้นั้นเอ่ยถาม
“ข้าน้อยมีความผิดใหญ่หลวง ไม่สามารถปกป้องคุณชายเอาไว้ได้สมควรได้รับโทษ”
“แต่ในตอนนั้นก็เป็นเจ้ามิใช่หรือที่รู้สึกถึงความประสงค์ร้ายของโจรผู้นั้นก่อนคนอื่น มิเช่นนั้นข้าก็คงจะโดนพิษไปมากกว่านี้”
“แต่ถึงอย่างไรข้าน้อยก็มีความผิดอยู่ดีขอรับ”
“แต่เจ้า...”
“น้องเล็ก” เป็นเสียงของเพ่ยอิงที่เอ่ยเรียกน้องเล็กขึ้นมาขัดจังหวะการสนทนาของคนทั้งสองเอาไว้
ก่อนหน้านี้...
เพ่ยอิงและคนติดตามทั้งสองที่ได้วนกลับมาที่ร้านผ้าแห่งเดิมเพราะคิดว่าทั้งเหิงซานและน้องเล็กอาจจะรออยู่ที่นั่น และก็เป็นจริงอย่างดังเช่นที่จินฟางกล่าว เธอเห็นน้องเล็กกับเหิงซานรออยู่ที่นั่น จริง ๆ
“น้องเล็ก”
เธอเอ่ยเรียกน้องเล็กออกไปเสียงไม่เบานัก พร้อมกลับรีบเดินเข้าไปหาน้องเล็กที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กับเหิงซานโดยที่ไม่ทันได้สังเกตว่ามีคนอื่นยืนอยู่ด้วย
ซึ่งในขณะที่เธอกำลังเดินเข้าไปหาน้องเล็กนั้น จู่ ๆ ก็ได้มีชายปริศนาสองคนเข้ามาขวางทางเอาไว้
“พวกเจ้าสองคนเป็นใครกัน เหตุใดถึงได้มาขวางทางของข้าเช่นนี้” เพ่ยอิงรีบเอ่ยถามถึงสาเหตุออกไปทันที
“ไม่เป็นไร พวกเจ้าทั้งสองถอยออกมาก่อน”
แล้วชายแปลกหน้าที่ท่าทางจะเป็นคุณชายผู้หนึ่งก็เอ่ยเรียกคนของเขากลับไป จึงทำให้เพ่ยอิงมองกลับไปที่คุณชายผู้นั้นด้วยความแปลกใจทันที
“พี่รอง” น้องเล็กร้องเรียกออกมาแล้วรีบวิ่งเข้ามาหาเธอ
“เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่น้องเล็ก” เพ่ยอิงเอ่ยถามออกไปด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับสำรวจร่างกายของน้องเล็กไปด้วย
“ข้าไม่เป็นไรขอรับ” น้องเล็กเอ่ยตอบกลับมา
“มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือไม่เหิงซาน”
“ข้าขอตัวกลับไปหาคุณหนูของข้าก่อนขอรับ” เมื่อเหิงซานเอ่ยจบคุณชายผู้นั้นก็พยักหน้าเล็กน้อย พร้อมกับหันมาสำรวจเด็กสาวตรงหน้าและผู้ติดตามทั้งสอง
“มิทราบว่าคุณหนูผู้นี้ว่างไปจิบน้ำชากับข้าสักครู่หรือไม่”
“ข้าหรือเจ้าคะ” เพ่ยอิงเอ่ยถามออกไปด้วยความไม่แน่ใจ เพราะเธอไม่ได้รู้จักกับชายตรงหน้าเป็นแน่
“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าซือเหยียนเป็นคนรู้จักของเหิงซาน”