กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    เล่มที่ 3 บทที่ 1

    20 วันผ่านไป วันนี้คือกำหนดการถึงสำนักวิหารสวรรค์ เหนือน่านฟ้าหุบเขาเทียมฟ้าเรือลมปราณลำใหญ่ด้านบนโบกสะบัดธงที่ปักด้วยตัวอักษรสีทอง วิหารสวรรค์เมื่อเข้าสู่อาณาเขตหุบเขาเหล่าผู้เยาว์ได้รับอนุญาตให้ออกมาภายนอก มองไปยังด้านล่าง ภายในหุบเขาเทียมฟ้านั้นเต็มไปด้วยภูเขาสูง 48 ลูก แต่ละยอดเขานั้นพุ่งสูงทะลุก้อนเมฆจนสามารถมองเห็นได้แม้จะอยู่บนเรือลมปราณก็ตามแต่ละยอดเขานั้นเต็มไปด้วยวิหารน้อยใหญ่ตั้งเรียงรายกันอย่างสวยงาม หากไม่บอก ผู้คนที่เห็นภาพนี้ต่างก็รู้ได้ว่าที่แห่งนี้นั้นสมกับเป็นสวรรค์อย่างแท้จริง มองออกไปยังภาพอันวิจิตรเบื้องหน้านั้น ราวกับว่าสิ่งปลูกสร้างถูกตั้งอยู่บนก้อนเมฆ หลังจากเรือลอยผ่านยอดเขาหลายลูกก็มาสิ้นสุดลงที่ยอดเขาลูกหนึ่ง ก่อนจะลงจอดที่ลานด้านล่าง“ถึงแล้ว ที่นี่คือยอดเขาลำดับที่ 28 มีชื่อว่า เขาทดสอบ”ผู้อาวุโสกล่าวออกมาเสียงดังก่อนจะสั่งให้บรรดาผู้เยาว์ทั้ง 500 คนที่ผ่านการทดสอบเป็นศิษย์สายนอกลงไปยังด้านล่าง ส่วนผู้รับใช้ทั้ง 1000 คนนั้นจะต้องไปยังภูเขาอีกลูกหนึ่งหลังลงจากเรือลมปราณ ศิษย์ใหม่ทั้ง 500 คนนั้นยืนอยู่ไม่นานก็มีผู้อาวุโสหัวล้านคนหนึ่งเดินมา“ทุกคนฟังทางนี้ ข้าคือผู้อาวุโสจิน เป็นผู้ดูแลเขาทดสอบแห่งนี้”หลังจากกล่าวจบผู้อาวุโสหัวล้านมองสำรวจศิษย์ใหม่เล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ“ที่เขาลูกนี้ มีศิษย์สายนอกอยู่ทั้งหมด 1800 คน และจำนวนสูงสุดที่เขาลูกนี้จะรับไว้คือ 2000 คน นั่นหมายความว่าในพวกเจ้าจำนวน 500 คนจะมี 300 คนที่ถูกคัดออกจากเขาลูกนี้ และเมื่อถูกคัดออกไปทั้ง 300 คนนั้นจะถูกลดขั้นจากศิษย์สายนอกเรียกว่า เตรียมเลื่อน”หลังจากสิ้นคำเสียงพูดคุยของศิษย์ใหม่ดังขึ้นอีกครั้ง หลายคนล้วนไม่พอใจกับเรื่องเช่นนี้ ใครจะไปคาดคิดว่าหลังจากผ่านการทดสอบมาแล้วยังต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้อีก“เงียบ! ข้าจะพูดเพียงครั้งเดียวจงตั้งใจฟัง การทดสอบจะมีขึ้นทุกๆ 1 เดือน จำนวนตำแหน่งนั้นมีจำกัด ดังนั้นพวกเจ้าจะต้องแย่งชิงกันโดยการแข่งขัน สำหรับศิษย์ใหม่นั้นมีเวลา 1 เดือนในการเตรียมตัว และอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า จะมี 300 คนที่ถูกลดขั้น และสำหรับพวกเตรียมเลื่อนนั้นก็มีจำกัดเช่นกัน หากไม่สามารถรักษาตำแหน่งเตรียมเลื่อนได้นั้นสุดท้ายจะถูกลดตำแหน่งกลายเป็นผู้รับใช้ ”“และแน่นอนไม่ว่าจะเป็นพวกที่ถูกลดตำแหน่งกลายเป็นเตรียมเลื่อนหรือพวกที่เลื่อนตำแหน่งจากข้ารับใช้มาเป็นเตรียมเลื่อน เมื่อครบหนึ่งเดือนพวกเจ้าก็มีสิทธิ์ที่จะแย่งชิงตำแหน่งศิษย์สายนอกเช่นกัน การแข่งขันจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าพวกเจ้าจะเลื่อนขั้นเป็นศิษย์หลักได้ และหากอายุเกิน 30 ปีแล้วยังไม่เลื่อนขั้นถึงศิษย์สายในเป็นอย่างน้อยพวกเจ้าจะถูกขับไล่ออกจากสำนัก!”“สำหรับศิษย์สายนอกนั้นแบ่งออกเป็นสองพวก หนึ่งคือ 1900 คนพวกไร้อันดับ และ 100 คน พวกมีอันดับ แน่นอนว่าทั้งสองพวกนี้แตกต่างกันสิ้นเชิง ทั้งฐานะและทรัพยากรที่ได้รับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ยิ่งมีอันดับสูงขึ้นก็ยิ่งได้รับผลตอบแทนมากขึ้น และ 10 อันดับแรกในแต่ละเดือนนั้นจะมีสิทธิ์ในการทดสอบเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายใน ทว่าโอกาสเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในนั้น มี เพียง 3 ครั้ง หากพลาดทั้ง 3 ครั้ง พวกเจ้าจะไม่ได้รับโอกาศที่ 4 และจะมีเพียง 2 ตัวเลือกคือเป็นข้ารับใช้หรือออกจากสำนักตามกฎเมื่ออายุครบ 30 ปี”“ดังนั้นเมื่อมีโอกาสจงคิดให้ถี่ถ้วนและเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดจนมั่นใจ สำหรับอันดับของศิษย์สายนอกนั้นไม่มีการกำหนดครั้ง พวกเจ้าสามารถท้าประลองเพื่อชิงอันดับ 11 ถึง 100 ได้เมื่อถึงกำหนดหนึ่งเดือน และผู้ที่มีอันดับ 11 ถึง 20 เท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ชิง 10 อันดับแรกเมื่อครบกำหนดในทุกๆเดือนเช่นกัน”“ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พวกเจ้าต้องรู้ไว้ในการอยู่ที่เขาทดสอบลูกนี้ หรือจะเรียกอีกชื่อว่าเขาจัดอันดับ ก็ได้ ในสำนักวิหารสวรรค์นั้นมีทั้งหมด 48 ยอดเขา แต่ละยอดเขานั้นทำหน้าที่ต่างกัน เช่นเขาลูกนี้ที่มีไว้เพื่อจัดอันดับศิษย์ ยังมีทั้งเขาที่เป็นตลาดประมูล เขาที่มีไว้เพื่อฝึกฝน เขาที่มีไว้เพื่อเพาะปลูกสมุนไพร เขาที่มีไว้เพื่อล่าสัตว์อสูร และสิ่งที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนภายในสำนักวิหารสวรรค์แห่งนี้คือแต้มสวรรค์ พวกเจ้าหลายคนคงได้รับมาบ้างแล้ว ในจำนวน 48 ยอดเขานั้นมีเพียง 18 ยอดเขาเท่านั้นที่เป็นสถานที่ส่วนตัวของผู้อาวุโสระดับสูง ทว่าการที่จะออกจากเขาทดสอบได้นั้นจำเป็นต้องกลายเป็นศิษย์ 100 อันดับแรกเสียก่อนจึงจะได้รับอนุญาตให้ออกไป”“เอาล่ะ เรื่องสำคัญก็มีเพียงเท่านี้ สำหรับพวกที่ได้รับ 60 อันดับแรกจากการทดสอบเข้าสำนักจงเตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้พวกเจ้าทั้ง 60 คนจะได้รับโอกาสในการชิง 100 อันดับแรกเป็นพิเศษ”หลังจากกล่าวจบผู้อาวุโสจินก็หมุนตัวจากไปทันที และมีศิษย์สองคนเดินเข้ามาแทน“เฮ้ๆ พวกเจ้าเงียบกันหน่อยได้ไหม ตามข้ามาได้แล้ว”หลังจากพูดจบศิษย์ทั้งสองก็เดินนำทางทั้ง 500 คนเข้าไปด้านในเขาทดสอบตามถนนที่ทอดยาวจากลานกว้าง ไม่นานก็เข้าสู่เขตที่พัก มองไปด้านหน้าจะเป็นกระท่อมน้อยถูกตั้งเรียงรายกันละลานตา ด้านหน้านั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 เขตอย่างชัดเจน กระท่อมกว่า 3000 กระท่อมนั้นถูกตั้งเรียงกันอย่างแออัด จดสุดกำแพงอิฐหนาที่กั้นไว้ด้านในสุด เหล่าผู้เยาว์นั้นมองไปยังที่พักด้วยความอดสู แต่สำหรับทั้ง 60 คนที่ได้รับสิทธิ์ในการชิงอันดับวันพรุ่งนี้นั้นกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เพราะกำแพงใหญ่ที่เห็นนั้นไม่ใช่กำแพงที่มีไว้กั้น แต่มันคือพื้นที่ถูกยกระดับสูงขึ้นไป 10 เมตร ด้านบนนั้นมองเห็นเป็นเรือนขนาดกลางตั้งเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ กระทั่งมีสนามฝึกซ้อมอยู่ภายในรั้วกั้นด้วยแม้จะไม่ถือว่าใหญ่โตเท่ากับที่พวกคุณชายทั้งหลายเคยอยู่มา แต่เมื่อเทียบกับกระท่อมด้านล่างนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหวอย่างที่ผู้อาวุโสจินกล่าวไว้จริงๆ และนั่นคือเขตที่อยู่ของศิษย์มีอันดับหลังจากจัดแจงแจกชุดประจำสำนักให้แล้ว ศิษย์ใหม่ทั้ง 500 คนก็เลือกกระท่อมที่ยังว่างอยู่สำหรับใช้เป็นที่พัก กลุ่มของหยางอี้นั้นก็เลือกกระท่อมบริเวณใกล้ๆกันเป็นที่พัก ก่อนที่ต่างคนจะแยกกันเข้าไปพักภายในหยางอี้เมื่อเข้ามาในกระท่อมก็ทำความสะอาดเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเปิดตำราของกู่เทียนชางเพื่อศึกษาทันที ภายในตำราเล่มใหญ่นั้น 100 หน้าแรกอัดแน่นไปด้วยสมุนไพรและวัตถุดิบนับหมื่นชนิด แต่ละชนิดถูกแบ่งแยกระดับอย่างชัดเจน รายละเอียดมากมายถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบหยางอี้เริ่มศึกษาและจดจำวัตถุดิบที่เกี่ยวกับการปรุงโอสถในทันที ในใจก็อดนึกชมกู่เทียนชางไม่ได้ ตำราเล่มนี้นั้นสมแล้วที่เป็นสมบัติล้ำค่า ไม่รู้ว่ากู่เทียนชางใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะสรรสร้างมันขึ้นมาได้รายละเอียดมากมายถูกจดจำไว้ทีละเล็กละน้อย ความรู้ต่างๆเริ่มซึมซับเข้าสู่สมองเด็กหนุ่ม การจะศึกษาขั้นต่อไปนั้นจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบก่อนเป็นอันดับแรก สิ่งนี้คือพื้นฐานของนักปรุงยา หากไม่มีความเข้าใจในวัตถุดิบแล้วจะปรุงยาขึ้นมาสำเร็จได้อย่างไรไม่ต้องกล่าวถึงยาระดับ 8 ตัวหยางอี้ตอนนี้เพียงยาเม็ดระดับ 1 นั้นไม่รู้ต้องใช้เวลานานเท่าใดถึงจะปรุงขึ้นมาได้หยางอี้จดจ่ออยู่กับการศึกษาตำราโดยมิได้สนใจอย่างใดเลยแม้แต่น้อย สำหรับการประลองชิงอันดับในวันพรุ่งนี้ หยางอี้ไม่เก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย ชายหนุ่มมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าจะมีรายชื่ออยู่ใน 100 อันดับแรกแน่นอน ผ่านไป 2 ชั่วยาม หยางอี้นั่งอ่านตำราเทพโอสถอย่างช้าๆ ไม่รีบร้อน ทำความเข้าใจอย่างละเอียดกับวัตถุดิบแต่ละชนิด ตอนนี้มี 5 ชนิดแล้วที่เขาจดจำได้อย่างขึ้นใจ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดเล็กน้อยเพียงใดที่ถูกบันทึกไว้ภายในตำราจนกระทั่งผ่านมาถึงช่วงเย็น หยางอี้จึงหลุดออกจากสมาธิเพราะเสียงเอะอะโวยวายด้านนอก ชายหนุ่มขมวดคิ้วอย่างอารมณ์เสียก่อนจะเก็บตำราและลุกออกไปด้านนอกกระท่อมฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้วเปิดออกมาด้านนอกหยางอี้มองไปยังเหล่าศิษย์ที่พูดคุยกันพร้อมกับชี้ไปยังด้านบน เมื่อเบนสายตาไป ก็พบกับ ชาย สองคนในชุดสีฟ้า จากที่มองดูหยางอี้คาดว่าพวกเขาคือศิษย์สายใน หนึ่งคนมีรูปร่างใหญ่กำยำเต็มไปด้วยมัดกล้าม อีกคนเป็นชายร่างผอมหน้าแหลมเล็ก ทั้งคู่ยืนอยู่บนกระบี่เล่มใหญ่บินวนอยู่บนท้องฟ้าหยางอี้มองไปยังทั้งคู่ ดวงตาของเขาลุกวาวขึ้นมาทันที คาดว่ากระบี่บินนั้นต้องเป็นศาสตราวุธระดับสูงแน่นอน “หากข้ามีกระบี่นั่น การเดินทางคงสะดวกสบายมิใช่น้อย”ชื่นชมกระบี่บินอยู่ไม่นาน ชายทั้งสองก็หยุดเคลื่อนไหวก่อนจะยืนนิ่งอยู่บนกระบี่บินที่ลอยค้างอยู่ในอากาศ พวกเขาทอดสายตามองลงมาเบื้องล่างยังเหล่าศิษย์สายนอกด้วยความเหยียดหยามชายร่างใหญ่คลี่ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะตะโกนออกมาเสียงดังลั่น“ไอ้ตัวบัดซบใดที่ชื่อว่า หยางอี้ จงก้าวออกมาหาบิดาผู้นี้ซะ”