ณ ร้านกาแฟ "The Memory Brew" ที่เคยอบอุ่น บรรยากาศภายในร้านวันนี้ดูหมองหม่นและหนาวเย็นอย่างประหลาด แม้แสงแดดภายนอกจะสาดส่องเข้ามาผ่านกระจกใสหน้าร้านสักเพียงใด ทว่าความกดดันที่แผ่ออกมาจากหลังเคาน์เตอร์กลับทำให้พนักงานและลูกค้าััได้ถึงความผิดปกติ นัทในร่างของฝ้ายดูเ็าและไม่สดใส เขาจดจ้องอยู่เพียงหน้าจอเครื่องรับออเดอร์ พยายามทำตัวเองดูยุ่งวุ่นวายเพื่อสร้าง "กำแพง" หนาทึบขึ้นมากั้นขวางตัวเองออกจากแม่มดในคราบสามีอย่างที่เขาตั้งใจ
เขาปฏิญาณกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่มีวันยอมเพลี่ยงพล้ำอีก นัทพยายามเลี่ยงการสบตากับแม่มดในร่างเดิมของเขาอย่างสุดความสามารถ เมื่อจำเป็ต้องสนทนา เขาพยายามจะใช้เพียงน้ำเสียงราบเรียบ ไร้โทนอารมณ์ และจำกัดถ้อยคำไว้เพียงเื่งานที่จำเป็เท่านั้น
"ลาเต้ร้อนได้แล้ว... วางไว้ตรงนั้นแหละ" เขาเอ่ยลอดไรฟันโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองร่างสูงใหญ่ที่ยืนค้ำหัวอยู่ใกล้ๆ
ทว่า ในขณะที่จิตใจพยายามสร้างปราการเหล็กอันแข็งแกร่ง ภายในหัวสมองกลับเป็สมรภูมิที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในหัวของเขายังคงคิดแต่ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา ฉายภาพวนเวียนฉายซ้ำราวกับฟิล์มหนังที่ชำรุด ทุกการััที่ร้อนแรงและเสียงกระซิบที่อบอุ่นข้างหูยังคงสั่นประสาทไม่เลิกรา ความทรงจำทางกายภาพของร่างกายฝ้ายช่างซื่อสัตย์จนเกินไป นัทรู้สึกถึงมวลความร้อนที่แล่นผ่านขึ้นมาบนใบหน้า และทุกครั้งที่เขาเผลอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน มันก็ทำให้เขายิ่งเจ็บใจและยิ่งเกลียดตัวเองจนถึงขั้นอยากจะทุบกำปั้นลงบนเคาน์เตอร์ให้พังทลาย เพื่อระบายความเครียดแค้นที่คุกรุ่นอยู่ข้างใน
พื้นที่หลังเคาน์เตอร์บาร์ที่เคยดูกว้างขวาง บัดนี้นัทกลับรู้สึกว่ามันเล็กลงจนน่าอึดอัด เขาพยายามขยับตัวเลี่ยงทุกครั้งที่ร่างสูงใหญ่ของแม่มดจะเดินผ่าน และในยามที่ลูกค้าเริ่มหนาตา จนเกิดความวุ่นวานเล็กๆ ก็ทำให้สิ่งที่เขาหวาดกลัวที่สุดเกิดขึ้นจนได้
ในจังหวะที่นัทเอื้อมมืออันอ่อนนุ่มไปหยิบเหยือกสเตนเลสสำหรับสตรีมนม โดยไม่ได้มอง ส่วนแม่มดก็กำลังใช้มือที่หยาบกร้านไปหยิบเหยือกใบนั้นพร้อมกันพอดีโดยไม่ได้นัดหมาย มือทั้งสองก็เลยกระแทกกับอย่างจังที่เหยือกใบนั้นพอดี
เปรี๊ยะ!
นัทรู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งผ่านจากมือที่ปะทะกันออกไปทั่วทั้งร่าง นัทสะดุ้งสุดตัวและเผลอร้องอุทานออกมาเบาๆ ความสั่นสะท้านพลุ่งพล่านจากจุดััลามไปถึงหัวใจ ขนบนกายลุกซู่ไปทั้งตัวอย่างที่เขาไม่อาจควบคุม ร่างกายของฝ้ายตอบสนองต่อร่างของสามีอย่างรุนแรงจนนัทรู้สึกเหมือนจะหน้ามืดไปชั่วขณะ
ขาของเขาเริ่มสั่นจนแทบยืนทรงตัวไม่อยู่ ความโหยหาที่แฝงอยู่ในสัญชาตญาณดิบและฮอร์โมนเพศหญิงเริ่มถูกปลุกให้ตื่นอีกครั้ง มันช่างน่ากลัวและรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะใช้เพียง "คำสั่งจากสมอง" กดข่มมันไว้ได้อีกต่อไป เขาพยายามชักมือกลับอย่างรวดเร็วราวกับถูกของร้อน แต่สายตาที่แฝงด้วยความอบอุ่นของแม่มดในร่างสามีที่แอบมองมากลับยิ่งทำให้นัทรู้สึกคลั่ง
แม่มดไม่ได้พูดอะไรสักคำ นางเพียงแค่แสยะยิ้มที่มุมปากด้วยความเอ็นดูและดูอบอุ่น เขาเริ่มรู้ดีว่าในาครั้งนี้ 'ร่างกายของฝ้าย' กำลังก่อฏต่อ 'จิตใจ' ของเขาแล้ว
จิตใจของนัทในตอนนี้ได้เข้าสู่ภาวะากับตัวเองอย่างรุนแรง จิตสำนึกที่ซื่อสัตย์ะโก้องอยู่ในมโนสำนึกว่านี่คือความผิดอันที่ไม่สมควรกระทำ เขาไม่ควรมีใจให้กับแม่มดที่อยู่ในร่างของเขา เขาต้องรักฝ้าย เขาต้องปกป้องศักดิ์ศรีและร่างกายของเมียรัก! แต่ในทางกลับกัน ร่างกายอันบอบบางของฝ้ายกลับส่งสัญญาณเรียกร้องััอันแสนรัญจวนจาก 'ชายหนุ่ม' ที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่ลดละ
มันคือความย้อนแย้งที่ต่อสู้กันอยู่ภายในจิตใจ... ระหว่างความสุขสมที่ร่างกายเนื้อโหยหา กับความถูกต้องที่จิติญญายึดถือ นัทรู้สึกเหมือนในสมองของตนเองนั้นกำลังถูกแยกออกเป็สองฝ่ายและกำลังต่อสู้กัน ความอัดอั้นจากความสับสนที่เขาพยายามกดทับไว้เริ่มเอ่อล้นและแปรรูปกลายเป็ความหงุดหงิดที่พร้อมจะะเิความเกรี้ยวกราดใส่ทุกอย่างที่ขวางหน้า
"ทำไมทำช้านักล่ะกิ๊ฟ! เช็ดโต๊ะให้มันเร็วๆ หน่อยไม่ได้หรือไง!"
เสียงตวาดนั้นดังก้องไปทั่วร้าน นัทตวัดสายตาดุดันใส่ฝ้ายในร่างกิ๊ฟด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ทั้งที่ลึกๆ ในใจเขาไม่ได้โกรธเธอเลยสักนิด แต่ความหงุดหงิดที่สุมอยู่ในอกมันกลับหาทางออกไม่ได้นอกจากระบายออกมาเป็ความรุนแรงทางคำพูด
นัทเริ่มระบายด้วยการกระแทกสิ่งของรอบกาย วางแก้วเสียงดังเคร้งคร้างจนลูกค้าพากันสะดุ้ง นัทรู้สึกหงุดหงิดและรำคาญทุกสิ่งที่เข้าใกล้ รำคาญเสียงเพลงที่นุ่มนวลเกินไป รำคาญเสียงพูดคุยของลูกค้า หรือแม้กระทั่งหงุดหงิดเสียงลมหายใจของตัวเองที่หอบถี่กระชั้นเพราะความตื่นตัวทางกายที่ยังไม่ยอมสงบลงเสียที
เขากำขอบเคาน์เตอร์แน่นจนเส้นเืบนหลังมือเรียวบางโปนชัด เหงื่อซึมตามไรผมจากความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่หันไปคว้าแขนของร่างสูงใหญ่นั้น แล้วอ้อนวอนขอให้ััเขาอีกครั้งตามที่ร่างกายเรียกร้อง
"อย่า... อย่าทำแบบนี้" นัทพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า พลางหลับตาลงแน่นเพื่อสะกดกลั้นพายุอารมณ์ที่กำลังจะปะทุ แต่ทว่ายิ่งเขาเก็บมันไว้ลึกเท่าไหร่ แรงะเิที่ถูกอัดอยู่ก็ดูเหมือนจะยิ่งทวีคูณความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะเกินกว่าที่จิตใจของชายหนุ่มภายใต้เปลือกนอกของหญิงสาวจะแบกรับไหว
นัทรู้สึกว่าบรรยากาศหลังเคาน์เตอร์ร้อนระอุราวกับมีพายุที่มองไม่เห็นหมุนวนอยู่รอบตัวของเขา เขาพยายามที่จะข่มสัญชาตญาณทางกายจนทำให้เส้นประสาทของเขาตึงเครียดจนถึงขีดสุด
ฝ้าย ที่แอบมองอยู่ด้วยความห่วงใย เห็นท่าทางมือสั่นและใบหน้าที่ซีดสลับแดงของสามีในร่างของเธอ จนเธอไม่อาจทนดูอยู่เฉยๆ ได้อีกต่อไป เธอตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ หวังจะใช้ความรักและความห่วงใยช่วยดับไฟที่กำลังแผดเผานัทจากภายใน
"พี่... ไหวไหมคะ? ไปพักหลังร้านก่อนไหม เดี๋ยวกิ๊ฟดูตรงนี้ให้เอง"
ฝ้ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบาพลางเอื้อมมือไปแตะไหล่ของพี่นัทเพื่อปลอบประโลม
แต่ทว่าในวินาทีที่ฝ้ายได้เอามือไปััแตะลงบนไหล่ แทนที่จะช่วยทำให้พี่นัทใจเย็นลง แต่กลับกันกลับกลายเป็การจุดชนวนะเิชั้นดี นัทที่กำลังดิ้นรนต่อสู้กับความสับสนในจิตใจ และความรู้สึกวูบวาบที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของฝ้ายนั้น เมื่อเขาโดนถูกแตะต้องตัวเข้าอย่างกะทันหันแบบไม่ทันได้ระวัง อารมณ์ที่ถูกกดทับไว้จนปริ่มขอบก็ปะทุออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
"บอกว่าอย่ามายุ่งไง! รำคาญ! ไปให้พ้นๆ เลย"
เสียงตวาดกร้าวดังก้องไปทั่วร้านกาแฟจนทำให้ทุกคนในร้านเงียบ ลูกค้าหลายโต๊ะในร้านถึงกับสะดุ้งโหยงและหันมามองเป็จุดเดียว นัทในร่างฝ้ายหันไปจ้องหน้าฝ้ายในร่างกิ๊ฟด้วยดวงตาที่โกรธจัดพร้อมกับลมหายใจที่หอบถี่ แถมมือยังสั่นด้วยแรงโกรธที่มาจากความอึดอัดใจจนถึงขีดสุด
ฝ้ายชะงักค้าง และรีบดึงมือที่วางอยู่บนไหล่กลับ เธอนิ่งอึ้งด้วยความใและเสียใจอย่างสุดซึ้ง ความหวังดีที่มอบให้กลับถูกตอกกลับด้วยกิริยาก้าวร้าวอย่างที่พี่นัทไม่เคยทำกับเธอมาก่อนในชีวิต แม้จะรู้ดีว่าคนตรงหน้าคือสามีที่กำลังสับสน แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความรำคาญและผลักไสนั้นกลับกรีดแทงหัวใจเธอจนเธอรับไม่ไหว หยาดน้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาคลอเบ้าตาของกิ๊ฟอย่างไม่อาจห้ามได้
เมื่อนัทเห็นแววตาที่แตกสลายของเมียรัก ความรู้สึกผิดก็พุ่งวาบเข้ามาในหัวทันที ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความละอายใจที่ท่วมท้น เขาอยากจะอ้าปากเอ่ยขอโทษ อยากจะดึงเธอเข้ามากอดแล้วบอกว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ... แต่ทิฐิและความขยะแขยงในตัวเองที่ยังตกค้างอยู่ทำให้เขาไม่รู้จะต้องทำอย่างไร
สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงเมินหน้าหนี แสร้งทำเป็สนใจเครื่องชงกาแฟตรงหน้าต่ออย่างใจเย็น ทั้งที่มือสั่นจนแทบหยิบจับอะไรไม่ได้ ทิ้งให้ฝ้ายยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางสายตาเวทนาของคนทั้งร้าน
ความเงียบที่ปกคลุมร้านกาแฟนั้นกรีดลึกยิ่งกว่าคำตวาดเมื่อครู่ ฝ้ายในร่างกิ๊ฟยืนนิ่งงัน หยาดน้ำตาที่คลอเบ้าไหลร่วงลงมากระทบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ เธอพยายามจะทำความเข้าใจ พยายามบอกตัวเองว่านั่นไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของพี่นัท แต่แววตาเ็าที่จงใจเมินหนีนั้นกลับเป็ความจริงที่อยู่ตรงหน้าจนเธอไม่สามารถปฏิเสธได้
"พี่นัท... ทำไม..." เธอกระซิบเสียงสั่นจนแทบไม่ได้ยิน
ความอัดอั้นตันใจที่ต้องทนอยู่ในร่างของคนอื่น และการถูกคนรักผลักไสท่ามกลางสายตาคนแปลกหน้าทั้งร้าน ทำให้ความเข้มแข็งสุดท้ายของฝ้ายก็ได้พังทลายลง เธอสะอื้นจนตัวโยน ก่อนจะตัดสินใจหันหลังวิ่งหนีออกจากเคาน์เตอร์บาร์ไปอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นมุ่งตรงไปยังห้องพักพนักงานที่อยู่ด้านหลังร้าน ทิ้งไว้เพียงเสียงปิดประตูดัง 'ปัง' ที่สั่นะเืไปถึงความรู้สึกของนัท
นัทที่ยังยืนแข็งทื่ออยู่หลังเครื่องชงกาแฟ รู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงไปทั่วร่างทันทีที่ได้ยินเสียงสะอื้นนั้น ใจหนึ่งเขาอยากจะโยนทุกอย่างทิ้งแล้ววิ่งตามไปคว้าเธอมากอด และขอโทษเธอ แต่อีกใจกลับรั้งเขาไว้ด้วยความรู้สึกผิดบาปที่ยังไม่จางหาย
ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าอึดอัด แม่มดในร่างของนัทที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกลับยิ้มอย่างพึงพอใจ นางวางแก้วกาแฟลงด้วยท่าทางนุ่มนวลผิดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะหันไปสบตากับนัทที่กำลังสั่นไปทั้งตัว
"ฝ้าย... ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ" แม่มดเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่นัทแสนคิดถึง
"กิ๊ฟหวังดีกับเธอแท้ๆ แต่เธอกลับทำกิริยาแบบนี้ใส่กิ๊ฟ และทำต่อหน้าลูกค้าด้วย... พี่ผิดหวังในตัวเธอจริงๆ"
คำว่า 'ผิดหวัง' จากปากร่างตัวเอง ทำให้นัทรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ เขาได้แต่ยืนอึ้ง มองดูแม่มดที่กำลังสวมบทบาทสามีที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร้ที่ติ
"ฝ้ายดูแลหน้าร้านต่อไปนะ... เดี๋ยวพี่จะเข้าไปคุยกับกิ๊ฟให้เอง"
แม่มดทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องพักพนักงานและปิดประตูกั้นโลกภายนอกไว้อย่างเงียบเชียบ นัทอยากจะะโห้าม อยากจะวิ่งไปดึงประตูบานนั้นให้เปิดออก แต่มือกลับแข็งทื่อท่ามกลางสายตาลูกค้าที่กำลังตัดสินว่าเขาคือภรรยาเ้าอารมณ์ และ 'นัท' คือสามีผู้แสนดีที่ต้องคอยตามปลอบคนงาน
ภายในห้องพักพนักงานที่ปิดสนิท แม่มดในร่างของนัทเดินเข้าไปหาฝ้ายที่กำลังสะอื้นฮักจนตัวโยน นางถอนหายใจออกมาเบาๆ ท่าทางดูเศร้าหมองและหนักใจอย่างสมจริง นางค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งข้างฝ้ายที่กำลังร้องไห้สั่นสะอื้น ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือของฝ้ายไว้อย่างแ่เบา ััที่คุ้นเคยนั้นทำให้ฝ้ายเงยหน้าขึ้นมองทั้งน้ำตา
"ฉันขอโทษนะฝ้ายที่ต้องพูดแบบนี้... แต่ฉันทนเห็นเธอหลอกตัวเองต่อไปไม่ไหวแล้ว"
แม่มดแสร้งหลบสายตา ทำทีเป็ลำบากใจที่จะเอ่ยคำพูดต่อไป
"ฉันรู้ว่ามันเจ็บ... แต่ฝ้ายต้องยอมรับความจริงนะ ว่าตอนนี้ 'พี่นัท' ของเธอ เขาไม่ได้รักเธอเหมือนเดิมอีกแล้ว"
ฝ้ายชะงักค้างไปชั่วขณะ หัวใจร่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม "หมายความว่ายังไงคะ..."
"ั้แ่เมื่อคืน... ฉันเห็นในใจเขามีแต่ความโกรธแค้น" แม่มดบีบมือฝ้ายเบาๆ ราวกับจะให้กำลังใจ
"เขาเกลียดที่ตัวเองต้องมาอยู่ในสภาพนี้ และเขาก็พาล 'เกลียด' ฝ้ายไปด้วย เขาบอกฉันว่าทุกครั้งที่มองหน้าฝ้าย เขาเห็นแต่ต้นเหตุของความวุ่นวาย เห็นแต่ความน่ารำคาญที่ทำให้ชีวิตคู่ของพวกเธอพัง... ที่เขาตวาดฝ้ายหน้าร้านเมื่อกี้ นั่นคือความรู้สึกจริงๆ ที่เขาเก็บกดไว้ไม่ไหวแล้ว"
แม่มดโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วใช้มือลูบหัวฝ้ายด้วยความเวทนาจอมปลอม
"ที่ฉันมาบอก เพราะฉันไม่อยากให้ฝ้ายต้องเจ็บไปมากกว่านี้ ฉันอยากให้ฝ้ายเตรียมใจไว้... ยิ่งฝ้ายพยายามเข้าหาเขาเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งขยะแขยงฝ้ายมากขึ้นเท่านั้น เชื่อฉันนะฝ้าย... อยู่ห่างๆ เขาไว้ก่อนจะดีกว่า อย่าไปทำให้เขาโมโหไปมากกว่านี้เลย"
คำพูดที่ดูเหมือน "หวังดี" แต่กลับกรีดลึกเข้าไปในใจของฝ้ายจนเหวอะหวะ เธอเชื่อสนิทใจว่าคนที่อยู่ตรงหน้ากำลังพูดความจริงเพื่อปกป้องเธอ ความเสียใจแปรเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัว... กลัวว่าคนที่เธอรักที่สุดกำลังมองเธอด้วยความขยะแขยงอยู่ข้างนอกนั่น
แม่มดแอบยิ้มอย่างเืเย็นภายใต้ใบหน้าที่ดูห่วงใย นางเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ฝ้ายจมอยู่กับความอ้างว้างและกำแพงความกลัวที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแ่า
บรรยากาศขากลับบนรถยนต์คันเดิมในเย็นวันนั้นช่างแตกต่างจากทุกวันที่ผ่านมา ความเงียบที่ปกคลุมไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข แต่มันคือความเงียบที่อัดแน่นไปด้วยรอยร้าวที่กำลังแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว นัทนั่งตัวลีบติดประตูรถฝั่งซ้าย พยายามเบียดกายให้ห่างจากคนขับและคนข้างหลังให้มากที่สุด เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาใคร เพื่อหลบหนีจากความผิดบาปที่กำลังกัดกินใจอย่างรุนแรง
ฝ้ายในร่างกิ๊ฟก็นิ่งเงียบไม่ต่างกัน เธอนั่งจมอยู่ที่เบาะหลัง กอดอกแน่นและเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ความเ็ปจากการถูกตวาดกลางร้านยังคงแจ่มชัดเหมือนแผลสดที่ถูกกรีดซ้ำ เธอยิ่งเริ่มเชื่อใน "คำเตือน" ของแม่มดว่าคนที่เธอรักกำลังค่อยๆ เกลียดเธอ... ไม่ใช่เพียงเพราะเปลือกนอกที่เปลี่ยนไป แต่เป็จิติญญาของนัทที่เริ่มจะบิดเบี้ยวและผลักไสเธอออกไปทุกที
แม่มดในร่างของนัทที่ทำหน้าที่ขับรถ แอบมองผ่านกระจกมองหลังด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก นางรับรู้ได้ถึงมวลความทุกข์ที่อัดแน่นอยู่ในรถ และนี่คือจังหวะที่นางจะลงมือตอกลิ่มความร้าวรานให้ลึกยิ่งขึ้น
"บางที... การต้องมาติดอยู่ในร่างคนอื่น มันก็ขุดสันดานดิบของคนเราออกมาได้ดีจริงๆ นะ" แม่มดแกล้งรำพึงออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะเห็นใจ แต่ทว่าจงใจเน้นถ้อยคำให้คนฟังใจสลาย
"ความกดดันมันมักจะขุดเอาด้านที่น่ารังเกียจที่สุดออกมาเสมอ... โดยเฉพาะคนที่เคยปากดีว่ารักกันนักหนา พอต้องมาทนอยู่ในสภาพที่ตัวเองเกลียด ความอดทนมันก็หมดลงง่ายๆ แบบนี้แหละ ว่าไหมฝ้าย?"
คำพูดนั้นเหมือนเกลือที่สาดลงบนแผลสด นัทขบกรามแน่นจนเป็สันเขาเกลียดที่คำพูดจากปากร่างเดิมของเขามันฟังดูสมจริงจนน่ากลัว ส่วนฝ้ายได้แต่ก้มหน้าลงต่ำ หยดน้ำตาหยดเล็กๆ ร่วงหล่นลงบนตักอย่างเงียบเชียบ เธอเริ่มกลัวเหลือเกินว่า 'พี่นัท' คนเดิมที่แสนดีจะหายไปและไม่มีวันกลับมา
เมื่อรถจอดสนิทหน้าบ้าน ฝ้ายในร่างกิ๊ฟรีบเปิดประตูลงจากรถทันทีราวกับ้าหนีออกจากกรงขังที่เต็มไปด้วยความอึดอัด ส่วนนัทค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าบ้านด้วยความรู้สึกหนักอึ้งราวกับแบกูเาไว้บนบ่า ใจจริงเขาอยากจะเดินเข้าไปคว้าแขนฝ้ายไว้ อยากจะเอ่ยคำขอโทษสักหมื่นครั้ง แต่ลำคอของเขากลับตีบตัน ปากของเขาหนักอึ้งเหมือนถูกพันธนาการไว้ด้วยความละอายใจ เขาทำได้เพียงยืนมองตามแผ่นหลังของเมียรักที่เดินตรงไปยังห้องนอนเล็กห้องที่เคยเป็เพียงห้องนอนสำหรับแขกที่มาเยี่ยม แต่วันนี้มันกำลังกลายเป็กำแพงหนาที่กั้นเธอออกไปจากชีวิตของเขา
ความสัมพันธ์ที่เคยแข็งแกร่งดั่งขุนเขา บัดนี้กลับสั่นคลอนและปริร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
นัททรุดตัวลงนั่งบนโซฟาในห้องนั่งเล่นที่มืดสลัว ความโดดเดี่ยวจู่โจมเขาอย่างรุนแรงในความเงียบ เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังสูญเสียทุกอย่างไปพร้อมๆ กัน... ทั้งร่างกายที่คุ้นเคย ศักดิ์ศรีแห่งความเป็ชาย และที่ร้ายแรงที่สุดคือความเชื่อใจจากผู้หญิงที่เป็ดั่งดวงใจ
ภายใต้ความเงียบสงัดของบ้านที่เคยอบอุ่น จิติญญาของคนสองคนที่เคยหลอมรวมเป็หนึ่ง กลับเริ่มแยกทางกันออกไปในเงามืด ทิ้งไว้เพียงความสับสนและการตั้งคำถามที่ไร้คำตอบว่า... ความรักที่พร่ำบอกกันมาตลอดหลายปี จะมีน้ำหนักพอที่จะทานทนต่อพายุแห่งความล่อลวงและตัณหาในร่างที่ผิดแผกนี้ไปได้อีกนานเท่าใด
คืนนี้... คือคืนที่หนาวเหน็บที่สุดในชีวิตของนัท ในขณะที่เขานั่งจมอยู่กับความมืดเพียงลำพัง เขาไม่รู้เลยว่า หลังบานประตูห้องนอนเล็กที่ปิดสนิท ฝ้ายกำลังกอดตัวเองร้องไห้พร้อมกับคำถามที่แม่มดทิ้งไว้ว่า "เขารังเกียจเธอจริงหรือเปล่า?" และที่น่ากลัวที่สุด... แม่มดในร่างของนัทที่ยังคงอยู่ในบ้านหลังนี้ นางไม่ได้ไปไหน แต่กำลังยืนเฝ้ามองความพินาศของคนทั้งคู่จากมุมมืด พร้อมกับแผนการขั้นต่อไปที่จะทำให้ 'ร่าง' และ 'ใจ' ของนัท... ต้องสยบยอมต่อนางอย่างสมบูรณ์แบบในค่ำคืนนี้!
(จบบทที่ 15)