ูเาที่สลับซับซ้อนปรากฏเป็ภาพทิวทัศน์ที่งดงาม ภายในูเาเขียวขจีแห่งนี้มีทางเข้าออกทางเดียว ซึ่งเป็ทางขนาดใหญ่ที่รถม้าสองคันสามารถวิ่งสวนกันได้ พื้นของทางนั้นลาดด้วยดินเหนียวสีแดงปูทับด้วยหินหยาบ ทำให้เดินทางสะดวกสบายยิ่งยามฤดูฝนมาเยือน นั่นเพราะไม่ต้องเกรงว่าพื้นของถนนหนทาง จะลื่นหรือเปลี่ยนเป็ดินเลน
เมื่อเดินทางตามเส้นทางที่คดเคี้ยวของูเาลูกนี้ไป ก็จะสามารถมองเห็นบ้านดินหลังคามุงจาก ที่ตั้งเรียงรายอยู่เป็จำนวนมาก โดยบ้านดินของแต่ละหลังนั้น แบ่งแยกพื้นที่กันอย่างชัดเจนด้วยการล้อมรอบ บริเวณบ้านด้วยรั้วไม้ไผ่สูงเท่าเอวของคนหนุ่มสาว ซึ่งหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในูเาแห่งนี้ มีชื่อเรียกว่าหมู่บ้านเขาเฟิงหวง ซึ่งตั้งชื่อหมู่บ้านตามชื่อของูเานั่นเอง
หมู่บ้านเขาเฟิงหวงแห่งนี้ได้มีผู้คน มาจากหลายถิ่นฐานที่พากันอพยพมาตั้งรกราก นับคร่าวๆก็มีถึงร้อยกว่าครัวเรือน บ้างก็อพยพมาเพราะภัยแล้ง บ้างก็อพยพมาเพราะภัยของา จึงทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงจะมีคนมาเพิ่มขึ้นในทุกๆปี แต่ถึงอย่างนั้นพื้นที่ของูเาเฟิงหวง ก็ถูกใช้ไปยังไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วน ของพื้นที่ทั้งหมดของูเาลูกนี้ด้วยซ้ำไป
นับได้ว่าูเาเฟิงหวงนั้นมีเขตแดนที่กว้างใหญ่มากจริงๆ และถึงแม้หมู่บนูเาเฟิงหวงจะมีคนอยู่เป็จำนวนมาก แต่พวกเขาต่างก็สมัครสมานสามัคคีกัน ทุกคนล้วนใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน โดยที่บางครอบครัวยึดอาชีพล่าสัตว์ บางครอบครัวก็ยึดอาชีพทำการเกษตร เพราะูเาเฟิงหวงมีพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์
อีกทั้งมีน้ำตกขนาดใหญ่ที่ไม่เคยเหือดแห้ง เป็สายธารเชื่อมต่อไปยังคูคลองที่อยู่รอบๆูเา น้ำใสสะอาดจากูเาที่คอยหล่อเลี้ยงผู้คนและสัตว์ป่า ทำให้ทั้งคนและสัตว์ที่อาศัยอยู่ทีู่เาลูกนี้ ต่างไม่อดยากเื่อาหารหรือขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ ไม่ยากไร้เหมือนกับบางหมู่บ้าน ที่ตั้งอยู่ในดินแดนของแคว้นหลี่
ณ หมู่บ้านเขาเฟิงหวง
ในบ้านดินขนาดสามห้องนอนที่ตั้งตระหง่าน อยู่บนที่ดินติดกับเชิงเขาใกล้กับคลองสายหนึ่ง ซึ่งอยู่ในอาณาเขตของหมู่บ้านเขาเฟิงหวง บ้านดินหลังนี้เป็ที่อยู่ของสามแม่ลูก
ซึ่งได้แก่สตรีวัยกลางคนผู้เป็มารดานางชื่อสือหลันซื่อ บุตรสาวคนโตอายุสิบหกหนาวชื่อกู้เสี่ยวจู และบุตรชายคนเล็กอายุสิบสองหนาวชื่อกู้ฉิงหลาง เดิมทีทั้งสามคนไม่ใช่คนของเมืองนี้ แต่ทว่าพวกเขาเดินทางมาตั้งรกราก อยู่ทีู่เาแห่งนี้เมื่อสิบปีก่อน
รุ่งอรุณในฤดูร้อนที่ร้อนระอุ แสงของดวงตะวันสาดส่อง ทะลุช่องโหว่ขนาดใหญ่ของหลังคาบ้านที่มุงด้วยใบจาก ทำให้สตรีวัยสิบหกหนาวตื่นจากการหลับใหล ดวงตาที่กลมโตกระจ่างดุจลูกกวางน้อย กวาดมองสำรวจไปรอบๆอย่างแปลกใจ ขนตางอนยาวของนางกะพริบขึ้นลงอย่างน่าเอ็นดู
"เกิดอะไรขึ้นกับฉันกันเนี่ย"
ดรุณีวัยสิบหกหนาวพูดพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ในขณะที่กำลังพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง ฉับพลันนั้นร่างอวบอิ่มก็มีอันต้องสั่นสะท้าน เพราะศีรษะของนางรู้สึกเ็ปจนเกินที่จะทนไหว เสียงร้องที่ดังลอดออกจากห้อง ทำให้ผู้ที่อยู่ด้านนอกรู้ถึงการเคลื่อนไหว ไม่ถึงอึดใจก็มีสตรีวัยกลางคน รีบร้อนเปิดประตูเข้ามาถามไถ่อาการด้วยความเป็ห่วง
"ดีจริงในที่สุดเ้าก็ฟื้นแล้ว เป็อย่างไรบ้างลูกรักของแม่"
สือหลันซื่อลูบหัวบุตรสาวเบาๆอย่างรักใคร่ แววตาของนางเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ที่มารดาพึงมีต่อบุตรของตน แต่เมื่อนางเห็นท่าทางและดวงตา ที่ดูเลื่อนลอยของบุตรสาว นางจึงรีบถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็กังวลและร้อนรน
"เสี่ยวจูเ้าเป็อะไรไปลูก"
"ปวดหัว.ปวดเหลือเกิน"
สิ้นเสียงตอบกลับของเสี่ยวจู มารดาอย่านางหลันซื่อ ก็รีบออกจากห้องเพื่อไปตามหมอ ในใจของนางก็สวดภาวนาให้บุตรสาว ว่าอย่าให้มีความเจ็บป่วยอะไรร้ายแรง เกิดขึ้นกับร่างกายของเสี่ยวจูเลย
ในตอนนี้เสี่ยวจูที่นั่งอยู่ในห้องเพียงลำพัง ก็ได้รับรู้เื่ราวต่างๆจากความทรงจำมากมาย ที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวไม่หยุด ซึ่งเป็ความทรงจำทั้งหมดของเ้าของร่างเดิม ั้แ่ยังเยาว์เริ่มจำความได้ จนกระทั่งนางเติบโตอายุครบสิบหกหนาว
ทำเอาเสี่ยวจูหญิงสาวในยุคปัจจุบัน ถึงกับหลั่งเหงื่อด้วยความใ กับสิ่งอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองในขณะนี้ การยืมร่างคืนิญญาที่เคยอ่านในนิยาย กลับเกิดขึ้นจริงในชีวิตของตน ช่างเป็อะไรที่น่าเหลือเชื่อเกินไป
แต่ถึงจะรู้สึกใมากแค่ไหน ทว่าหัวใจของนางก็สงบลงอย่างรวดเร็ว อาจเป็เพราะว่าในโลกเดิมที่นางจากมา ไม่หลงเหลือสิ่งใดให้เสี่ยวจูต้องอาลัยอีกแล้ว อย่างน้อยๆชีวิตใหม่ในที่แห่งนี้ นางยังมีครอบครัวมีแม่และน้องชาย ที่รักและห่วงใยคอยอยู่เคียงข้าง
'เ้าไปอย่างหมดห่วงเถอะนะ ข้าจะดูแลมารดาและน้องชายของเ้าเอง'
เสี่ยวจูพึมพำออกมาเพื่อบอกกล่าว แก่เ้าของร่างที่ตอนนี้นางกำลังอยู่ และหลังจากที่นางพูดจบ ก็ได้มีลมวูบหนึ่งพัดเบาๆมาโดนตัว จนนางรู้สึกและััได้ว่านี่คือการตอบรับ ของดวงิญญาของผู้เป็เ้าของร่างเดิม
"ท่านหมอเร็วเข้าเถิดเ้าค่ะ ลูกสาวของข้าท่าจะแย่แล้วนะเ้าคะ"
"ท่านหมอ..ท่านเดินเร็วหน่อยสิขอรับ"
"โอ๊ย!เ้าสองแม่ลูกนี่ยังไงกัน ขาของข้าจะก้าวเดินตามพวกเ้าไม่ทันแล้ว อย่าลากข้า!ประเดี๋ยวข้าล้ม"
"ท่านหมอ..ท่านก็ก้าวเท้าให้ไวๆหน่อยสิเ้าคะ"
"นั่นสิขอรับ"
เสียงเร่งเร้าของหลันซื่อและบุตรชายกู้ฉิงหลาง ที่กำลังพูดเร่งให้หมอชราเดินเข้ามาในบ้าน เสียงดังลั่นไปถึงข้างในห้องนอนของเสี่ยวจู เมื่อนางได้ยินน้ำเสียงที่ร้อนรนและเป็กังวล ของผู้เป็มารดาและน้องชายของตน นางก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจเป็อย่างมาก
"ท่านหมอลูกข้าเป็เช่นไรบ้างเ้าคะ"
"รอเดี๋ยวก่อนสิ ข้ายังไม่ทันได้จับชีพจรของบุตรสาวเ้าเลยนะ"
"ขออภัยเ้าค่ะ ข้าใจร้อนไปหน่อย"
"พวกเ้าสองแม่ลูก..ช่างทรมานสังขารคนแก่เช่นข้าจริงๆ"
หมอชราเพียงหนึ่งเดียวประจำหมู่บ้านที่มีนามว่าอู่หลง เขาได้ปรายตามองหลันซื่อและกู้ฉิงหลาง เขาที่พึ่งก้าวเท้าเข้ามาในห้องกำลังหายใจเหนื่อยหอบ พลางพูดตอบกลับไปด้วยสีหน้าที่ดูบึ้งตึง เขาที่แก่มากแล้วกลับถูกแม่ลูกคู่นี้ ลากดึงให้เดินมาอย่างเร่งรีบ ทำเอาคนแก่เช่นเขาถึงกับหายใจหายคอแทบไม่ทัน
"เอาล่ะ..ยื่นมือออกมา ข้าจะตรวจชีพจรให้เ้า"
เสี่ยวจูยื่นมือออกไปให้หมอชราตรวจอย่างว่าง่าย ท่านหมอเพียงใช้นิ้วแตะไปที่ข้อมือของนางเบาๆ ก่อนที่เขาจะหันหน้าไปพูดคุยกับมารดาของนาง
"บุตรสาวเ้าไม่เป็อะไรแล้ว อาการโดยรวมถือว่าไม่มีอะไรที่น่าเป็ห่วง จากนี้ดื่มยาอีกสักสองสามเทียบก็พอ เพียงแต่นางเสียเืไปมาก จำเป็ต้องบำรุงเสียหน่อยนะ"
"ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้วจริงๆหรือเ้าคะท่านหมอ แต่ตอนที่นางฟื้นขึ้นมา นางบอกกับข้าว่าปวดหัวมากนะเ้าคะ"
"อืม..เ้าไม่ต้องกังวลไป มีอาการปวดหัวหลังจากฟื้น นั่นเพราะหัวของนางแตกเป็แผลใหญ่พอสมควร แผลเหวอะหวะส่งผลให้นางปวดหัวนั่นก็ไม่แปลกหรอก ดื่มยาแล้วนอนพักให้มาก หลังจากแผลสมานตัวดีแล้ว อาการปวดหัวก็จะดีขึ้นเองตามลำดับนั่นแหละ หากมีอะไรก็ไปตามข้าแล้วกัน"
"ขอบคุณท่านหมอมากเ้าค่ะ เอ่อ..แล้วค่ารักษาครั้งนี้ท่านหมอจะคิดเท่าไหร่เ้าคะ"
"อืม...ไม่เป็ไร ค่ารักษาไม่ต้องหรอก ข้าแค่ตรวจชีพจรให้บุตรสาวเ้าเพียงเล็กน้อย หาใช่เื่เหลือบ่ากว่าแรง ครั้งนี้เ้าจ่ายแค่ค่ายา มาให้ข้าสี่สิบอีแปะก็พอแล้วล่ะ"
"นี่เ้าค่ะค่ายาสี่สิบอีแปะ ยังไงข้าก็ต้องขอขอบคุณท่านหมออีกครั้งนะเ้าคะ"
"อืม...ไม่ต้องเกรงใจไปคนกันเองทั้งนั้น อีกเดี๋ยวเ้าให้ฉิงหลาง ตามข้าไปเอายาที่บ้านก็แล้วกันนะ"
"เ้าค่ะ"
หลังจากตรวจรักษาและเอ่ยกำชับ เกี่ยวกับข้อควรระวังต่างๆเสร็จ หมอชราอู่ก็เดินออกจากบ้านของหลันซื่อ โดยมีกู้ฉิงหลางเดินตามกลับไปเพื่อเอายา ที่บ้านของหมอชราตามที่พูดคุยกันไว้ก่อนหน้านี้ ทางด้านของคนป่วยอย่างเสี่ยวจู นางก็เอนหลังพิงหัวเตียงอย่างอ่อนแรง
"เสี่ยวจู..หิวหรือยังลูก เ้าจะกินอะไรสักหน่อยไหมจะได้มีแรง"
"เ้าค่ะท่านแม่"
"งั้นรอแม่เดี๋ยวนะ แม่จะไปยกข้าวต้มมาให้"
"เ้าค่ะ"
หลันซื่อรีบออกจากห้องไปยกอาหารมาให้บุตรสาว ทันทีที่มารดาวางถาดอาหารลงตรงหน้า เสี่ยวจูถึงกับถอนหายใจแรงออกมา เพียงแค่นางมองดูถ้วยข้าวต้มใส ที่แทบจะมองเห็นก้นถ้วยเพราะไม่มีเมล็ดข้าว ตัวของนางก็รู้ได้ในทันทีว่าครอบครัวปัจจุบันของตน มีฐานะที่ยากจนข้นแค้นมากเพียงใด
แต่ทว่าสิ่งที่เห็นและได้รับรู้มาทั้งหมด นอกจากจะไม่ทำให้นางเศร้าโศกแล้ว กลับส่งผลที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ใจของเสี่ยวจูตอนนี้มีแต่ความรู้สึกฮึกเหิม นางตั้งใจแน่วแน่ว่าตนเองจะต้องคิดหาวิธี ที่จะทำให้ครอบครัวนี้มีกินมีใช้ให้จงได้