อันธการลิขิต (ภาคปฐมบท)

    ตอนที่ 84 ผู้มาเยือนในยามค่ำ

    มือของชายหนุ่มสัมผัสไปตามขอบประตู ทางออกของเขาอยู่เบื้องหน้า แต่ยังไม่รีบร้อนเปิดมันตอนนี้ เมื่อเข้ามาในถิ่นของศัตรูก็จำเป็นจะต้องระวังตัวให้มากที่สุด เขาไม่รู้ว่าภายนอกจะมีคนเฝ้าอยู่หรือไม่


    ชายหนุ่มแนบหูไว้ตรงช่องว่างระหว่างประตู พยายามจับความเคลื่อนไหวของเสียงจากอีกด้าน แต่ทุกอย่างเงียบงัน ไม่มีเสียงฝนตกเหมือนตอนที่เขาเข้ามา มีเพียงเสียงน้ำหยดจากชายคาและซอกหินเท่านั้น ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนไปมองผ่านซอกประตูแทน แต่คราบตะกรันกำมะถันที่เกาะตามรอยแยกปิดบังทัศนวิสัยของเขาไว้


    แม้จะยังไม่แน่ใจ แต่จะให้อยู่ในนี้เฉยๆ ก็คงจะไม่ได้ เขาหันไปขอความช่วยเหลือจากไมเคิลที่นั่งพักอยู่ใกล้ๆ


    "มาช่วยผมเปิดประตูนี้ที เราจะได้ออกไปกันแล้ว"


    ไมเคิลที่กำลังนั่งหอบลุกขึ้นช้าๆ เขายังอ่อนเพลียจากการเดินทางในอุโมงค์ แต่ก็พยายามฝืนร่างกายเดินมาช่วย แม้จะยังมีอาการเวียนหัวและคลื่นไส้อยู่บ้าง


    ทั้งสองช่วยกันออกแรงผลักประตูหิน เสียงโลหะเสียดสีกันดังแหลมเล็กน้อยจากบานพับที่ขึ้นสนิม ความชื้นและไม่ได้ใช้งานมานานทำให้มันฝืดกว่าปกติ แต่ในที่สุดประตูก็เปิดออกได้กว้างพอให้คนลอดผ่าน


    กลิ่นกำมะถันที่ผสมกับความชื้นหลังฝนลอยเข้าจมูก ชาร์ลส์ย่องออกไปก่อน สำรวจสถานการณ์รอบด้าน สายตากวาดมองไปทั่วบริเวณ แสงจันทร์สาดส่องลงมาให้เห็นแนวหลุมศพเก่าที่ถูกทิ้งร้าง หินสลักผุกร่อนจากการกัดเซาะของกำมะถัน พื้นเป็นโคลนเหลวที่ผสมกับแร่กำมะถันสีเหลือง


    เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัย เขาจึงพยักหน้าให้ไมเคิลตามออกมา แต่ทันใดนั้น หางตาเขาก็เหลือบไปเห็นแสงไฟส่องกระทบร่างของเขาจนเกิดเป็นเงา ชาร์ลส์รีบดึงร่างของไมเคิลให้หมอบต่ำลง ซ่อนตัวอยู่หลังแผ่นหินสลักที่แตกหักผุพัง


    ชาร์ลส์หันไปทางต้นแสง พบภาพที่ทำให้ชายหนุ่มต้องตื่นตัว ในความมืดของสุสาน แสงตะเกียงในมือของพวกเขาเผยให้เห็นสามคนยืนตระหง่านอย่างชัดเจน


    ทั้งสามแต่งตัวธรรมดาเหมือนคนเฝ้าสุสานและสัปเหร่อ แต่ชาร์ลส์รู้ดีว่าไม่มีใครในโบสถ์แห่งนี้ที่ธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอก คนหนึ่งถือเคียวตัดหญ้าด้ามยาว อีกคนกำคราดแหลมสี่ง่ามราวกับอาวุธ และคนสุดท้ายที่ถือตะเกียงก็หันปากกระบอกปืนมาทางพวกเขา


    'บัดซบ' แม้จะพยายามระวังตัว แนบหูฟังเสียงจากภายนอกอย่างระมัดระวังแล้ว แต่ประสาทสัมผัสเพียงอย่างเดียวไม่อาจครอบคลุมได้ทั้งหมด เขาต้องเผชิญหน้ากับคนเฝ้าสามคนที่พร้อมจะโจมตีได้ทุกเมื่อ นี่คือผลจากความผิดพลาดของเขาเอง


    วินาทีนี้ชาร์ลส์ต้องแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า ไม่มีเวลาให้วางแผนอีกแล้ว เขาปลดปล่อยพลังใส่ทั้งสามคน ทำให้พวกเขาเผลอชั่วขณะ สติถูกชักจูงให้สับสน ลืมสิ่งที่จะกระทำ


    ชาร์ลส์วิ่งเข้าหาชายที่ถือปืนอย่างรวดเร็ว ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้สติกลับคืนมา มือของเขากระชากปืน บิดข้อมืออีกฝ่ายอย่างแรงจนมีเสียงร้อง อาวุธในมือหลุดออกมาสู่การครอบครองของชายหนุ่ม ชาร์ลส์ไม่รอช้า ฟาดด้ามปืนเข้าที่ขมับจนชิ้นส่วนกระเด็น ร่างนั้นทรุดลงหมดสติ


    อีกสองคนยังคงมึนงง ชาร์ลส์รีบประชิดคนถือเคียว ล็อกแขนบิดให้อาวุธหลุดจากมือ ก่อนจะเตะเข้าที่หว่างขา ใบหน้าของชายผู้นั้นบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะล้มลงดิ้นทุรนทุราย


    เป้าหมายสุดท้ายคือชายที่ถือคราดสี่ง่าม ชาร์ลส์ซัดหมัดเข้าที่ท้องน้อยจนอีกฝ่ายงอตัว แล้วตามด้วยเข่าเข้าที่ใบหน้าอย่างจัง ร่างนั้นล้มลงกองกับพื้น


    ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ คนเฝ้าทั้งสามก็ถูกจัดการจนหมดสิ้น การปะทะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ไม่ดังพอที่จะเรียกความสนใจจากคนอื่น


    ไมเคิลโผล่หน้าออกมาจากที่ซ่อน สีหน้าทั้งตกใจและโล่งอกที่เห็นชายหนุ่มจัดการศัตรูได้อย่างว่องไว


    ชาร์ลส์ผ่อนลมหายใจ สูดอากาศชื้นผสมกำมะถันเข้าเต็มปอด แม้จะเป็นกลิ่นแสบจมูก แต่ก็ยังดีกว่าไอพิษในทางลับ ความโล่งใจแล่นผ่านร่างกาย


    ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งกำลังยกมือขึ้น นกหวีดเล็กๆ แตะริมฝีปาก เสียงแหลมแว้ดดังขึ้นในอากาศ "ฟี้..."


    "ฮฺเรโอดา!" ชาร์ลส์ตวัดมือ คลื่นกระแทกพุ่งออกจากฝ่ามือ ปะทะร่างของผู้เป่านกหวีด


    ชายผู้นั้นลอยละลิ่วกระแทกเข้ากับหินสุสาน เสียงนกหวีดขาดห้วงกลางคัน อุปกรณ์เตือนภัยหลุดจากมือร่วงลงพื้น


    แม้จะหยุดสัญญาณได้ทัน แต่ชาร์ลส์รู้ดีว่าเสียงได้ดังออกไปแล้ว ไม่นานคนที่เหลือจะได้ยินและเริ่มตามล่าพวกเขา


    ชาร์ลส์หันไปหาไมเคิลที่กำลังมองเหตุการณ์ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "เราต้องรีบไปจากที่นี่" พลางคว้าแขนของนักวิจัยให้ลุกขึ้น


    "ทางนั้น" ชาร์ลส์ชี้ไปยังแนวหินที่ทอดยาวไปจรดขอบป่า


    ทั้งสองวิ่งฝ่าความมืด เท้าย่ำลงบนพื้นโคลนเหลวที่ผสมกำมะถัน มุ่งหน้าไปยังจุดที่เขาทิ้งม้าไว้ก่อนจะแอบเข้ามายังโบสถ์


    เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังใกล้เข้ามาที่เกิดเหตุ แสงตะเกียงสว่างขึ้นเรื่อยๆ บ่งบอกว่ากลุ่มคนจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามาที่นั่น


    พวกเขาพบร่างของพรรคพวกสี่คนนอนระเนระนาดบนพื้นโคลน หนึ่งในนั้นรีบเข้าไปถามไถ่ชายที่ยังมีสติ ซึ่งกำลังนอนกุมหว่างขาด้วยสีหน้าเจ็บปวด


    "เกิดอะไรขึ้น?" แต่ชายผู้นั้นไม่ตอบ ยังคงกุมจุดที่ถูกเตะด้วยความทรมาน


    "บอกมาสิว่าเกิดอะไรขึ้น!" คำถามเดิมถูกถามซ้ำ แต่คำตอบที่ได้ยังคงเป็นเพียงสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด คนถามจึงหันไปปลุกคนที่สลบแทน


    คนที่ฟื้นขึ้นมาจำอะไรไม่ได้มากนัก รู้เพียงว่ามีผู้บุกรุก เมื่อได้ข้อมูลเพียงเท่านี้ พวกเขาจึงไปปลุกชายอีกคนที่มีนกหวีดวางอยู่ไม่ห่าง


    "เกิดอะไรขึ้น?" ชายคนที่สองถามทันทีที่ลืมตา ร่างกายปวดระบมไปหมด


    "มีผู้บุกรุก พวกมันจัดการพวกเราทั้งสี่คนอย่างง่ายดาย" ชายผู้นั้นตอบเท่าที่จำได้


    "แล้วพวกมันหนีไปทางไหน?"


    "ไม่รู้ ฉันถูกอะไรบางอย่างกระแทกจนสลบก่อน"


    "บ้าเอ๊ย!" ชายผู้นั้นสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์


    เมื่อไม่มีทิศทางที่แน่ชัด พวกเขาจึงแยกย้ายกันออกตามหา บางกลุ่มมุ่งหน้าเข้าป่า บางกลุ่มกลับไปทางโบสถ์ ส่วนที่เหลือยังคงค้นหาอยู่รอบบริเวณ


    ภายในโบสถ์ที่ยังชื้นแฉะจากฝน บาทหลวงที่ถูกมัดพยายามปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการ เขาเกี่ยวใบหน้ากับขอบแท่นพิธี เชือกที่อุดปากออกจนพอเปล่งเสียงได้


    "ชูล อุก ตา!"


    หลังสิ้นเสียง ปมเชือกที่รัดแน่นค่อยๆ คลายตัว ความอึดอัดจากการถูกมัดมลายหายไป บาทหลวงลุกขึ้นจัดเสื้อผ้า กำลังจะไปปลดปล่อยนักบวชคนอื่น แต่แล้วเสียงฝีเท้าก็ดังก้องมาจากประตูใหญ่


    ร่างในชุดคลุมสีดำก้าวเข้ามา เงาทอดยาวบนพื้นโบสถ์ที่เปียกชื้น แสงเทียนริบหรี่ไม่อาจส่องให้เห็นใบหน้าใต้ผ้าคลุมได้ชัด หยดน้ำจากเพดานหล่นลงกระทบพื้นเป็นจังหวะ ผสานกับเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ เดินเข้ามา


    ร่างในชุดคลุมสีดำก้าวเข้ามา เงาทอดยาวบนพื้นโบสถ์ที่เปียกชื้น แสงเทียนริบหรี่ไม่อาจส่องให้เห็นใบหน้าใต้ผ้าคลุมได้ชัด หยดน้ำจากเพดานหล่นลงกระทบพื้นเป็นจังหวะ ผสานกับเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ เดินเข้ามา


    "ไม่ทราบว่าผู้มาเยือนเป็นใคร?" บาทหลวงถาม น้ำเสียงสุภาพแต่แฝงความระแวง


    "..." ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงย่างกรายที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงน้ำหยดจากชายเสื้อคลุมกระทบพื้นดังแผ่วเบา


    "ถ้าจะสวดมนต์ เกรงว่าเวลานี้คงไม่เหมาะ ไว้มาใหม่พรุ่งนี้เถิด" เขาพูดต่อ น้ำเสียงอ่อนโยนแต่ในใจกลับตึงเครียด


    ตลอดหลายปีที่เฝ้าระวังที่นี่ ไม่เคยมีใครมาสวดมนต์อธิษฐานจริงๆ สักครั้ง เพราะที่นี่มีแต่นักโทษและเจ้าหน้าที่ผู้คุมเท่านั้น บาทหลวงสัมผัสได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลาน แสงไฟสลัวไม่อาจส่องเห็นใบหน้าใต้ผ้าคลุม ทำให้ยากจะอ่านเจตนาของผู้มาเยือน


    'ใครกัน... ผู้ใช้เวทมนตร์ หรือผู้ยกระดับตัวตน?' บาทหลวงประเมินสถานการณ์ในใจ 'พวกเดียวกับไอ้คนก่อนหน้าหรือเปล่า? ไม่ว่าจะเป็นใคร เราต้องโจมตีก่อน ถ้าจัดการไม่ได้ อย่างน้อยก็มีโอกาสหนี'


    ริมฝีปากเริ่มขยับท่องคาถา แต่แล้วโลกก็หมุนคว้าง ทัศนวิสัยพร่าเลือน ทุกอย่างกลับหัวกลับหาง จู่ๆ เขาก็เห็นร่างในชุดนักบวชไร้ศีรษะยืนตระหง่าน ในมุมมองทัศนวิสัยที่อยู่ต่ำเพียงแค่ระดับเท้า


    ด้านหลังร่างไร้ศีรษะ คนในชุดคลุมสีดำยืนถือดาบเปื้อนโลหิต แสงเทียนสะท้อนกับคมดาบเป็นประกายพิศวง


    ในวินาทีนั้นเอง บาทหลวงก็ตระหนักว่าร่างไร้ศีรษะคือร่างของเขาเอง และภาพที่เห็นคือมุมมองจากศีรษะที่กลิ้งอยู่บนพื้นเปียกชื้น ก่อนที่สติจะดับสิ้น พร้อมกับประกายสุดท้ายแห่งชีวิต


    ร่างในชุดคลุมยืนมองศพที่ล้มลง ดาบในมือยังชุ่มด้วยเลือด ก่อนจะสะบัดมันฟาดฟันเหล่านักบวชที่ถูกมัดอยู่จนสิ้นลมทั้งหมด


    เขายืนนิ่งครู่หนึ่ง โลหิตที่เกาะบนใบดาบค่อยๆ ทะลุผ่านคมเหล็ก หยดลงพื้นราวกับไม่เคยมีวัตถุใดให้ยึดเกาะ ผสมกับน้ำฝนที่ขังอยู่บนพื้น กลายเป็นสายธารสีแดงจางๆ ไหลไปตามร่องหิน


    หลังทำความสะอาดคราบเลือด ร่างนั้นก็เดินทะลุผ่านแท่นพิธีลงสู่ชั้นใต้ดินโดยไม่ต้องใช้กลไกใดๆ ก่อนที่ควันดำพวยพุ่งออกจากห้องเก็บของและห้องพักนักบวช


    ภายในทางเดินลงสู่ใต้ดิน เพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงประตูห้องทดลอง ยามเฝ้าที่เห็นผู้มาเยือนไม่คาดฝัน ก็รีบตั้งท่าป้องกัน แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ทำอะไร ดาบคมกริบก็ฟาดผ่านอากาศ


    บาดแผลปรากฏที่ลำคอราวถูกของมีคมเฉือน เลือดอุ่นๆ ทะลักออกมา ยามทั้งสองรีบยกมือกุมแผล พยายามห้ามเลือด แต่ก็สายเกินไป สัญญาณชีวิตค่อยๆ มอดดับตามสายโลหิตที่ไหลริน สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกของความตายที่โอบกอด ก่อนจะสิ้นลมในที่สุด


    ชายในชุดคลุมเดินต่อไป เข่นฆ่าทุกคนที่ขวางทาง ร่างไร้ชีวิตล้มลงบนพื้นเปียกชื้น เลือดไหลผสมกับน้ำที่ขังอยู่ จนถึงห้องทดลองของไมเคิลในส่วนลึก เขาหยุดที่นั่นราวกับเป็นจุดหมาย เริ่มรื้อค้นเก็บเอกสาร ตัวอย่างทดลอง และหลอดแก้วบางอย่าง รวมถึงกระเป๋าสีน้ำตาลที่วางอยู่


    สุดท้าย เขาคว้าตะเกียงปาใส่กองเอกสารที่ชื้นจากความชื้นใต้ดิน แต่เปลวไฟก็ยังลุกลามอย่างรวดเร็ว ก่อนจะย้อนกลับไปห้องทดลองด้านบน จุดไฟเผาทำลายเช่นเดียวกัน


    ควันดำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน ผสานกับไอกำมะถันที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ แสงเพลิงสะท้อนกับหยดน้ำที่ยังเกาะพื้นผิว ร่างในชุดคลุมเดินจากไปยังทางที่มา ทิ้งไว้เพียงความพินาศวอดวายเบื้องหลัง กลิ่นควันไฟและกำมะถันผสมกันเป็นไอพิษที่แสบจมูกยิ่งกว่าเดิม ลอยคลุ้งขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มืดมิด


    คล้ายกับเรื่องอันธการลิขิต (ภาคปฐมบท) ที่คุณอ่าน

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    อสูรมังกรฟ้า เล้งซาน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.85M 1165
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258