บทที่ 29 เซียนน้อยแห่งหุบเขาธิดาสวรรค์(จบ)
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านมีอะไรหรือเจ้าคะ ทำไมถึงรีบวิ่งมาจนป่านนี้” เย่หัวมองตามสายตาของเจ้าสัง ซึ่งกำลังมองไปยังผู้มาใหม่ที่กำลังวิ่งกระหืดก็มาหานาง สวัสดีก็เห็นเป็นจางหลงที่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็วสูงเกินความเร็วสูงสุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถทำได้ นางมั่นใจว่ามันเร็วกว่าการวิ่งของคนปกติทั่วไปแน่ๆ ถึงไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็เถอะ “ถ้าหากว่าท่านหัวหน้ามาหาภรรยากับบุตรสาวของท่าน ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังจัดการมื้อเช้าของพวกเราอยู่ในครัวเจ้าค่ะ ให้ข้าไปตามทั้งสองคนไหมเจ้าคะ”
“มิใช่เช่นนั้นขอรับ ข้ามีเรื่องที่จะมาแจ้งแก่คุณหนูโดยตรง”
“ข้า? มีเรื่องอะไรกับข้าหรือเจ้าคะ”
“เรื่องทั้งหมดก็....”
หลังจากนั้นจางหลงก็ได้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ตลอดจนถึงเรื่องที่ว่าหัวมันทั้งหมดได้เน่าเปื่อยและกลายเป็นเชื้อเน่าที่ลุกลามไปโดยรอบ
“...”
ในตอนแรกที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ภายในหัวของเด็กหญิงก็ถึงกับว่างเปล่าไปชั่วขณะ อาจจะเป็นเพราะว่าในโลกใบนี้ตั้งแต่ที่นางได้มาอยู่อาศัย นอกจากในวันแรกเท่านั้นที่สร้างความทรงจำที่ไม่ค่อยดีให้กับนาง นอกจากนั้นก็แทบจะไม่มีเรื่องราวอะไรชวนปวดหัวเลยแม้แต่น้อย นอกจากเหตุการณ์ที่เจ้าสังฆ่าคนไปเมื่อก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นก็ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลย
เมื่อรวมกับความใจดีและเข้ากันง่ายของผู้คนในหมู่บ้าน ส่วนเด็กๆเองก็นิสัยดีเสียยิ่งกว่าเด็กๆในโลกเดิมของนางอย่างผิดหูผิดตา ทุกคนล้วนแล้วแต่เชื่อฟัง และไม่กระทำสิ่งที่ผิดไปจากคำสั่งของผู้ใหญ่เลยแม้แต่คนเดียว มันก็เลยทำให้นางจดจ่ออยู่กับการช่วยเหลือเด็กๆเท่าที่นางจะทำได้
เมื่อรับรู้ได้ว่าเด็กๆ อดอยากนางก็พยายามมอบสิ่งที่นางสามารถมอบให้ได้ โดยไม่ลืมที่จะเผื่อแผ่ไปยังครอบครัวของพวกเขา หลังจากนั้นก็มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากขึ้น ใช้อาหารเป็นเครื่องจ่ายแทนเงินทอง แลกกับแรงงานของผู้คน
ผ่านไปสักพัก เมื่อรู้ถึงจำนวนของผู้คนที่มากกว่าพันคน และหน้าหนาวที่ใกล้จะมาถึงในเวลาเพียงแค่หนึ่งร้อยวัน ซึ่งก็คือระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนหรืออาจจะน้อยกว่านั้นก็ได้ สำหรับคนในหมู่บ้านนี้พวกเขาส่วนใหญ่ ทำได้เพียงแค่เฝ้ารอคอยความตายเท่านั้น ไม่ว่าจะด้วยพื้นดินที่แห้งแล้ง ไม่ว่าจะด้วยฐานะที่ยากจนลงทุกวันทุกวัน เนื่องจากผ่านความยากลำบากมาตลอดระยะเวลาสิบปี
นางจึงลองพยายามทบทวนความคิด จนกระทั่งค้นพบว่าครั้งหนึ่งนางเคยศึกษาเรื่องการปลูกผักสวนครัวหลังบ้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีสิ่งที่นางมีอยู่แล้ว นั่นก็คือมันหวานและมันฝรั่ง หลังจากที่การทดลองได้ผลสำเร็จแล้วนางก็เพียงแค่ดีใจ แล้วหวังว่าหลังจากนี้เด็กๆกับครอบครัวของพวกเขาจะสามารถกินอิ่มนอนหลับได้โดยไม่ต้องหวั่นกลัวอะไรอีก
จนถึงกระทั่งนางคิดที่จะสอนหนังสือ วิชาเรียนต่างๆ ที่นาง พอจะจดจำไปถ่ายทอดให้เด็กๆทุกคน เพื่อให้พวกเขาอ่านออกเขียนได้และรอดพ้นจากการถูกหลอกในอนาคตที่จะมาถึง...
จนนางเองก็หลงลืมไปแล้วว่าคนอย่างไรก็เป็นคนอยู่วันยังค่ำ...
สำหรับนางที่ผ่านโลก ได้มองดูโซเชียล ได้มองเห็นผู้คนมากมาย ทรัมป์ ตัวนางเองก็มีอายุมากกว่าห้าสิบปีแล้วก่อนที่จะได้มาอยู่ในโลกใบนี้...
มีหรือนางจะไม่เข้าใจว่ามนุษย์นั้นเป็นอย่างไร
ที่ผ่านมานางก็เพียงแค่พยายามหลอกตัวเอง เท่านั้นว่าโลกนี้มันสงบสุข ทั้งๆที่ในวันแรกที่นางมาเหยียบย่างบนพื้นโลกนี้ นางก็แทบจะตายกลายเป็นผีอีกครั้งแล้วด้วยซ้ำ
“เอาเป็นว่าข้าขอเจอหน้าทุกคนที่กระทำความผิดเมื่อวานนี้ก่อนเจ้าค่ะ แล้วหลังจากนั้นข้าจะตัดสินใจอีกทีว่าข้าจะทำอย่างไรกับพวกเขา เพราะข้าเองก็ยังไม่มั่นใจในตัวเองเช่นกันว่าข้าในตอนนี้นั้นคิดเช่นไร ข้าอาจจะไม่ทำอะไรพวกเขาเลย หรือข้าอาจจะแม้แต่เข่นฆ่าพวกเขาเลยก็ได้ ข้าไม่รู้เลยว่าหลังจากที่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวจากปากของคนพวกนั้นแล้วข้าจะทำอย่างไรต่อไป...”
“ถือว่าข้าขอร้องแทนพวกมันเถิดนะครับ ถึงอย่างไรพวกมันก็อายุเพียงแค่ยี่สิบต้นๆเท่านั้น ยังถือว่าเด็กมากนัก ซ้ำยังมีครอบครัวของพวกมันที่ยังต้องอาศัยเรี่ยวแรงของพวกมันในการทำมาหากิน ถ้าหากเป็นไปได้ก็ไว้ชีวิตพวกมันเถิดหนาขอรับ ถือว่าข้าขอร้องอีกเสียงนึงนะขอรับ”
จางหลงคุกเข่าลงเบื้องหน้าของเด็กหญิง เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มองเห็นใบหน้าที่เฉยชาของนาง...
โดยปกติแล้วทุกคนในหมู่บ้านจะรับรู้กันดี ว่าไม่ว่าจะเกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้น หรือว่ามีเรื่องราวใดๆก็ตาม คุณหนูของพวกเขาก็จะคงรอยยิ้มน้อยๆ หรือไม่ก็เป็นใบหน้าที่เรียบเฉย มิได้แสดงอารมณ์ ใดๆ ออกมา แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นใบหน้าที่เย็นชาและไร้อารมณ์ขนาดนี้ ถึงจะเป็นเพียงแค่ใบหน้าของเด็กอายุแปดขวบปี แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ ไม่แม้แต่จะสามารถอธิบายได้ว่าทำไมเขาถึงคิดเช่นนั้น...
‘ที่ทุกคนในหมู่บ้านเรียกนางว่านางเซียนน้อยก็คงจะไม่ผิดแล้วแน่ๆ เพราะแม้แต่ข้าเองก็ยังไม่เคยเห็นใบหน้าของใครที่น่ากลัวขนาดนั้น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของข้าเลยที่สามารถหวาดกลัวใครสักคนได้ขนาดนี้ โดยเฉพาะอีกฝ่ายที่เป็นเพียงแค่เด็กแปดขวบ!’
จางลงคิดพลางลอบภาวนาในใจ ว่ามีให้เด็กหญิงมีโทสะไปมา กกว่านี้ จะอย่างไรเขาก็เป็นนักสู้ระดับสองดาว หากเป็นในบ้านนอกชนบทเช่นนี้แล้ว เขาก็แทบไม่เคยต้องหวาดกลัวใครเลยด้วยซ้ำ…
‘ขอให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีทีเถอะ’
หลังจากนั้นเพียงไม่นานผู้คนก็เริ่มทยอยมาถึง ตามที่ได้นัดแนะกันเอาไว้เมื่อวานนี้ แต่ก่อนที่ทุกคนจะได้เก็บเกี่ยวมันแปลงแรกที่เด็กๆได้ร่วมกันปลูก ก็มีเรื่องให้ต้องถกเถียงกันอยู่พักใหญ่ โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นการรุมประนามของชาวบ้านที่มีต่อคนทั้งยี่สิบคน ที่มาลักขโมยมันของเย่หัวไปเมื่อวาน
ซึ่งก็มีเสียงขอร้องอ้อนวอนให้เย่หัวยกโทษให้เช่นเดียวกัน...
จนในท้ายที่สุด...
นางก็ใจอ่อนและปล่อยคนทั้งยี่สิบคนนั้นไปเฉยๆ โดยที่ให้พวกเขาสัญญาเอาไว้ว่าจะไม่ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก...
โดยที่นางจะไม่มีทางรับรู้ได้เลยว่า อีกไม่นานนับจากนี้ไปนางจะต้องเสียใจกับทางเลือกของนางอีกครั้ง
แต่อีกมุมหนึ่งก็มีความเปลี่ยนแปลงไปของผู้คนที่มีต่อนาง โดยที่ในเวลาต่อมาผู้คนจะเรียกขานนางว่านางเซียนน้อยกันปากต่อปาก และตั้งชื่อหุบเขาแห่งนี้ที่เคยเกือบจะเป็นหุบเขาที่ตายไปแล้ว และได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง โดยฝีมือของเย่หัวว่า “หุบเขาธิดาสวรรค์” ซึ่งจะสืบทอดชื่อนี้ไปอีกนานนับพันนับหมื่นปี เพื่อระลึกถึงเด็กหญิงที่เคยช่วยพวกเขาทุกคนให้รอดชีวิตสืบต่อไปอีกนานแสนนาน
.................................
มาแล้วจ้า ถึงจะมาช้าแต่ก็มานะ…
ลองเพิ่มความยาวแต่ละตอนขึ้นทีละนิดทีละนิด *-*