โรงเรียนมัธยมรุ่งอรุณ เมืองรุ่งอรุณ
โรงเรียนแห่งนี้ อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองรุ่งอรุณ เลยได้ชื่อว่าโรงเรียนรุ่งอรุณ และพระอาทิตย์ก็ขึ้นหลังโรงเรียนจริงๆ ยังมีความนัยที่ว่าการเรียนเหมือนอาทิตย์ขึ้น และก็ยังบอกเป็นัยๆว่า โรงเรียนแห่งนี้เป็โรงเรียนบ้านนอกหลังเขา และหลังโรงเรียนก็เป็เขาจริงๆ เป็เขตป่าสงวน ทอดยาวไกลไปหลายร้อยกิโลเมตร
อย่างไรก็ดี มันก็ยังเป็โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ หรือเมืองเล็กๆ คนในอำเภอส่วนใหญ่ จึงส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนที่แห่งนี้
แต่สำหรับคนทั่วไปนั้น จะส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนที่มีชื่ออีกสองแห่ง คือโรงเรียนตะวันฉาย และโรงเรียนแสงอุษา ที่เป็ตัวเลือกสำหรับคนมีเงิน
โรงเรียนแสงอุษานั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอนิเมะเื่นารูโตะแต่อย่างใด เพราะโรงเรียนนี้ตั้งมานานห้าสิบกว่าปี ก่อนที่จะมีอนิเมะเื่นารูโตะเสียอีก แต่เมื่ออนิเมะเื่นี้ออกมา ก็ทำให้เด็กในโรงเรียนนี้ถูกล้ออยู่พอสมควร และก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เด็กในโรงเรียนกลับมีชื่อเสียงในเื่บ้าพลังอยู่ไม่น้อย คงเพราะพวกเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากอนิเมะก็เป็ไปได้
ส่วนโรงเรียนตะวันฉายนั้น โดดเด่นทั้งเื่เรียนและเื่กีฬา เพราะเป็โรงเรียนเอกชน จึงจ้างครูที่มีคุณภาพสูงมาสอน ในโรงเรียนนี้ยังเปิดสอน วิชาศิลปะการต่อสู้อีกด้วย และด้วยเหตุนี้หรือเปล่าไม่รู้ โรงเรียนแสงอุษากับโรงเรียนตะวันฉาย จึงมักจะมีเื่กันบ่อยๆ เมื่ออยู่ข้างนอก เหมือนกับนักเรียนช่างกลของไทยยังไงยังงั้น
อย่างไรก็ตาม คนที่ร่ำเรียนอยู่ภายในโรงเรียนรุ่งอรุณ จึงเป็ประเภท ลูกชาวบ้านธรรมดา ที่ไม่สามารถเข้าโรงเรียนตะวันฉายและโรงเรียนแสงอุษาได้
แน่นอนว่ายังมีพวกลูกนักเลงในท้องถิ่น เข้ามาเรียนในโรงเรียนนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะฉนั้นก็ยังมีคนโชคร้ายโดนรังแกอยู่เสมอ แต่ก็ยังดีกว่าโรงเรียนเอกชนที่กล่าวมา เพราะหากคนธรรมดาไปเรียนในโรงเรียนพวกนั้น ก็จะกลายเป็เบ๊ให้พวกลูกคนรวยๆไป…
…
หม่ากั๋วิ ปั่นจักรยานพาน้องสาวมาโรงเรียน ทันเวลาก่อนกดออดเข้าแถวพอดี ในตอนแรกนั้น เขาคิดว่าหากหาเงินได้ เขาจะซื้อจักรยานให้น้องสาวอีกซักคัน ให้ปั่นมาพร้อมกัน จะได้เหนื่อยน้อยลง แต่พอมาคิดๆดูอีกที การปั่นจักรยานนี้ ก็เป็การฝึกฝนร่างกายอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน
สำหรับคนที่บ้าน คิดว่าเขาเรียนที่นี่อีกแค่ปีเดียว พอปีหน้าน้องสาวก็สามารถใช้จักรยานคันนี้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็ต้องซื้อใหม่อีกคัน แต่หากซื้อเร็วหน่อย เธอก็จะปั่นได้เอง และปั่นมาพร้อมกัน ทั้งเธอยังได้ฝึกฝนร่างกายไปด้วย
เพียงแต่กว่าจะถึงโรงเรียน ก็ได้เหงื่อ และตัวเหม็นเหงื่อไม่น้อย พอคิดไปคิดมา เขาก็อยากจะติดตั้งเกียร์ให้จักรยานซักหน่อย เพียงแต่ว่าตอนนี้เกียร์จักรยานไม่ได้รู้จักกันอย่างแพร่หลาย หากอยากได้ คงต้องสั่งซื้อจากญี่ปุ่นโดยตรง และไม่รู้ว่าในเมืองใหญ่ๆจะมีคนนำมาขายหรือเปล่า หรือมีคนทำออกมาหรือเปล่า และที่แน่ๆคงไม่ใช่ถูกๆ
…
ในห้องเรียนนั้น จะนั่งกันเป็คู่บัดดี้ มีอะไรก็จะได้ปรึกษาหารือและช่วยเหลือกัน
โต๊ะข้างๆของหม่ากั๋วินั้นเป็ผู้หญิง ชื่อลู่เสว่ฉี ชื่อเหมือนตัวละครหนึ่งในนิยายเื่หนึ่ง แถมคำบรรยายรูปร่างหน้าตาของเธอนั้น ก็ยังคล้ายกับในนิยาย และยังคล้ายกับตัวละครในซีรีย์
สตรีนางนี้งดงามเหมือนดั่งเทพธิดานางฟ้า ใบหน้าเนียนนุ่มขาวผ่องเหมือนดั่งไข่ปอก ผมดำเงางาม ลู่ลงด้านหลังเหมือนดั่งน้ำตก คิ้วโค้งเข้มเหมือนดั่งคันศร ดวงตาดำสนิทดุจนิล ั์ตาแฝงแววมุ่งมั่น จมูกโด่งเป็สัน ริมฝีปากแดงนิดหน่อย แม้ไม่ได้แต่งแต้ม แก้มขาวผ่อง แดงระเรื่อ ลำคอขาวเนียน ฟันขาวสดใส มีลักยิ้มแก้มบุ๋มอยู่หนึ่งข้าง
การแต่งกายของโรงเรียนมัธยมโรงเรียนนี้ ก็ใส่ชุดวอร์มเป็เครื่องแต่งกายหลัก เหมือนกับโรงเรียนอื่นๆ แต่ชุดวอร์มนี้ก็ไม่สามารถปกปิดรูปร่างที่สมส่วนของเธอเอาไว้ได้ มีส่วนเว้าส่วนโค้งให้จินตนาการถึง หน้าอกนูนขึ้นชัดเจน เอวขอด สะโพกผาย ในห้องเรียนนั้น มีแต่คนอิจฉาหม่ากั๋วิที่ได้นั่งข้างเธอ เธอทั้งเรียนเก่งแถมยังสวยอีกต่างหาก
อย่างไรก็ดี เธอเป็เด็กเรียน แถมยังเป็หัวหน้าห้อง การได้นั่งข้างหม่ากั๋วิ ที่เป็เด็กเรียนเหมือนกัน ก็นับว่าสมควร
แต่ถึงกระนั่น ต่างคนต่างก็เป็เด็กเรียน แม้ว่าจะนั่งข้างกัน แต่ก็พูดคุยกันวันหนึ่งไม่กี่ประโยค
"เสว่ฉี ขอลอกการบ้านหน่อย"
"หือ เมื่อวานมีการบ้านด้วยเหรอ"
"เมื่อวานวันอาทิตย์จะมีการบ้านได้ไง"
"นั่นสิ แล้วนายจะขอลอกการบ้านอะไร"
"งั้นถ้าวันนี้ไม่มีการบ้านให้ลอก วันอื่นฉันขอลอกการบ้านได้ไหมล่ะ"
"นายก็ทำเองได้ ทำไมต้องมาขอลอกฉัน"
"ก็ฉันอยากลอกการบ้านเธอไง เธอไม่รู้หรือว่า พวกผู้ชายน่ะ จะชอบหาเื่คุยกับคนที่ตัวเองชอบ อย่างการขอลอกการบ้าน"
"…"
"สนใจเื่ตัวเองไป อย่าชวนฉันคุยเื่ไร้สาระ"
"จริงๆนะ"
อย่าถามถึงความสัมพันธ์ส่วนตัว ทั้งคู่ไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านของเพื่อนโต๊ะข้างๆนั้น ทำมาหากินอะไร รู้เพียงแค่ว่าต่างคนต่างตั้งใจเรียน เพียงพูดคุยกันนิดหน่อย ยังไม่ถึงกับหยอกล้อกัน เหมือนเพื่อนจริงๆ
ลู่เสว่ฉีไม่ได้สนใจคุยกับหม่ากั๋วิอีกต่อไป ก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรของเธอไป แต่ดูเหมือนว่าเธอจะอมยิ้มอยู่เล็กน้อย คงจะพยายามเก็บอาการอยู่
วันนี้ลู่เสว่ฉีรู้สึกว่าหม่ากั๋วิผู้นี้แปลกตาอยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าแปลกตรงไหน ดูเหมือนเขาจะกล้าขึ้น หรือว่าพยายามจะเปลี่ยนลุค
อย่างไรก็ดี นี่เป็ห้องห้า ซึ่งไม่ใช่ห้องหนึ่ง ถือเป็คนเรียนเก่งในหมู่คนที่เรียนไม่เก่ง และห้องห้านี้ก็โดดเด่นในเื่กีฬาไม่ใช่เื่เรียน เพียงแต่ มีแต่หม่ากั๋วิที่ไม่ค่อยได้เล่นกีฬากับเขา หม่ากั๋วิไม่รู้ว่า ก่อนหน้านี้ หม่ากั๋วิคนเก่า มีชมรมกับเขาบ้างหรือเปล่า แต่คงไม่มี และภายในห้องนี้ก็มีเพื่อนน้อยมาก ไม่รู้ว่าใครที่พอจะนับได้ว่า เป็เพื่อนสนิท เพราะั้แ่เขามาโรงเรียน ยังไม่มีใครเข้ามาชวนคุยเลย นี่มันจะเก็บตัวเกินไปหรือเปล่า
ก่อนเรียนคาบภาษาอังกฤษ ภายในห้องพากันเจี๊ยวจ๊าว ทุกคนกำลังคุยกันเื่การแข่งขันกีฬาภายในโรงเรียน และใครจะเล่นอะไรบ้าง
ในห้องมีนักกีฬาบาสเก็ตบอลอยู่สามคน ซึ่งกำลังเป็ที่สนใจในหมู่พวกสาวๆ
พอครูเข้ามา ทุกคนก็กลับไปนั่งที่ของตัวเอง และหัวหน้าห้องก็สั่งทำความเคารพครู และครูก็เช็คชื่อ
หม่ากั๋วิไม่ได้สนใจ สาวสวยที่นั่งข้างมากนัก รวมถึง การแข่งขันกีฬาที่กำลังจะมาถึง
"หม่ากั๋วิ"
"มาครับ"
"ลู่เสว่ฉี"
"มาค่ะ"
…
เมื่อครูขานชื่อเสร็จ ก็ส่งกระดาษคำถามและกระดาษคำตอบออกมา ให้ทยอยส่งกันไปตามโต๊ะ การสอบจำลองนั้นมีั้แ่เริ่มเรียน ม.6 เทอมแรกแล้ว ทุกคนในห้องพากันโอดครวญ นี่มันเช้าวันจันทร์ พอเริ่มสัปดาห์ ก็เจอการทดสอบแบบสุ่มของอาจารย์ประจำวิชาภาษาอังกฤษเข้าไปแล้ว อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ จะมีชีวิตอยู่กันได้ยังไง
วิชาภาษาอังกฤษกับคณิตศาสตร์นั้น หม่ากั๋วิชำนาญเป็พิเศษ ส่วนที่รองลงมาคือฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ คือต้องรู้ว่า คนที่จะเข้าเอ็มไอทีได้ จะต้องได้เอวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ดังนั้นหม่ากั๋วิแค่ต้องปัดฝุ่นความรู้นิดหน่อยเท่านั้นเอง เขาสามารถเขียนส่งๆไป ก็ยังคิดว่าน่าจะได้คะแนนอันดับต้นๆของโรงเรียนแล้ว
หลังคาบภาษาอังกฤษ ทุกคนก็พากันพูดคุยอีกครั้ง
"กั๋วิ นายจะเล่นกีฬาอะไร"
ลู่เสว่ฉี ที่เป็หัวหน้าห้องที่นั่งข้างเขา ได้กล่าวออกมา
ความจริงเขาเล่นกีฬาเป็ทุกประเภท แต่ประเภทที่ต้องเล่นเป็ทีมอย่างบาสเก็ตบอลหรือฟุตบอล ก็คงต้องปรับตัวนิดหน่อยให้เข้ากับเพื่อนร่วมทีม แถมยังต้องหาเวลาซ้อมกับเพื่อนๆในตอนเย็น แต่เขาต้องเข้าร้านเน็ต เพื่อพิมพ์นิยายทุกวัน คงไม่ว่างมาซ้อม นอกเสียจากเขาจะมีคอมพิวเตอร์ที่บ้าน เขาจึงจะสามารถพิมพ์งานได้ ตอนอยู่บ้าน หากเป็เช่นนั้น สิบห้าวันหรือหนึ่งเดือนก็น่าจะพิมพ์จนจบสามเล่มได้ไม่ยาก
"วิ่งแข่ง มีคนลงหรือยัง"
"มีแล้ว"
"พุ่งหอก, ะโสูง"
"มีแล้ว"
"วิ่งผลัด"
"มีแล้ว"
หม่ากั๋วิ มองดูหลังห้อง รู้สึกว่าในห้องนี้จะมีคนเล่นบาสเก็ตบอลอยู่หลายคน
"ถ้างั้นฉันลงบาสเก็ตบอล"
"อืม"
ลู่เสว่ฉี ก็เขียนลงไป เธอไม่ถามด้วยซ้ำว่าเขาเล่นเป็ไหม หรือเคยเล่นหรือเปล่า สงสัยว่าเธอคิดว่าเขาคงเล่นเป็ตัวสำรองได้
"ว่าแต่เธอลงอะไร"
"ฉันลงแข่งวิ่ง"
หม่ากั๋วิ ยกนิ้วโป้งให้เธอ ไม่คิดว่าเด็กเรียนอย่างเธอ จะลงแข่งวิ่ง แต่จะว่าไปแล้วกีฬาประเภทนี้ แค่ต้องวิ่งแข่งกับคนอื่น ไม่ต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากนัก เหมาะกับเด็กเรียนและไม่ค่อยพูดอย่างเธอพอดี
"สู้ๆนะ"
"ตอนเย็นแล้วเธอทำอะไร ซ้อมวิ่งหรือเปล่า"
"ฉันสามารถซ้อมวิ่งตอนกลับบ้านได้"
"บ้านเธออยู่ไกล จากโรงเรียนมากไหม"
"ประมาณ 15 กิโลเมตร"
"ถ้างั้นเธอวิ่งมาโรงเรียนหรือปั่นจักรยานมา"
"วิ่งมา"
"หากต้องวิ่งมาวิ่งกลับทุกวัน ก็คงไม่มีใครสู้เธอได้ ถ้างั้นแชมป์แข่งวิ่งของโรงเรียนเราก็คงเป็เธอแล้ว"
ลู่เสว่ฉี รู้สึกยืดอกขึ้นและแอบภูมิใจเล็กน้อย เพราะเธอมั่นใจกับฝีเท้าของเธอ
"ก็ไม่เท่าไหร่ แค่เก่งในโรงเรียนก็ไม่มีประโยชน์ แต่หากแข่งกับอีกสองโรงเรียน นั่นก็อีกเื่"
"ถึงโรงเรียนพวกนั้นจะมีคนเก่ง แต่ก็คงไม่มีใครฝึกซ้อมอย่างหนักเหมือนเธอ คนที่สามารถวิ่งไปวิ่งกลับระยะทางสิบกว่ากิโลเมตรทุกวัน คงไม่มีใครสามารถทำได้ ถึงแม้เธอไม่ชนะด้วยการแข่งความเร็ว แต่เธอคงสามารถเอาชนะ ด้วยการวิ่งมาราธอนได้ พยายามเข้านะ ฉันจะคอยเป็กำลังใจให้"
ถึงแม้ว่าถ้อยคำนี้จะฟังดูแปลกๆ เหมือนประชดประชันยังไงไม่รู้ แต่ถึงกีฬาชั้นปีจะไม่มีแข่งมินิมาราธอน แต่กีฬาสีมี เขาคงหมายถึง หากไม่ชนะร้อยเมตร ก็รอแข่งตอนกีฬาสีสินะ เมื่อได้ยินดังนี้ เธอก็รู้สึกดีอยู่บ้าง
"ขอบใจนายมาก"
"ยินดีเสมอ วันแข่ง ฉันจะเซียร์เธอเต็มที่ มอบใจให้เธอไปเลย"
"ว่าแต่ ไม่มีการแข่งจักรยานเหรอ ฉันสามารถลงได้นะ ฉันปั่นจักรยาน ไปและกลับบ้านทุกวัน"
ลู่เสว่ฉีหัวเราะคิก แย้มยิ้มออกมา แก้มแดงระเรื่อ จนทำให้หม่ากั๋วิใในรอยยิ้มของเธออยู่บ้าง มาเรียนอยู่หลายวันพึ่งจะเห็นเธอแย้มยิ้ม
"หากเป็แข่งโอลิมปิก ก็มีนะ การแข่งจักรยาน แต่กีฬาโรงเรียน ไม่มีหรอก แต่ว่านะ ไม่ได้มีแต่นายหรอกนะที่ปั่นจักรยานไปและกลับบ้าน จากโรงเรียนทุกวัน"
"น่าเสียดายนะ ฉันปั่นจักรยานเก่งมาก หากไม่เชื่อนะ วันนี้ให้ฉันปั่นไปส่งเธอที่บ้านดีไหม แล้วเธอจะรู้ ว่าใครเป็เ้าของฉายา จักรยานเ้าพายุ"
"นายต้องกลับบ้านพร้อมน้องสาวไม่ใช่เหรอ"
"ไม่เป็ไรหรอก ฉันแค่ให้เธอรอแป๊บเดียว แค่บอกเธอไปว่า ฉันจะไปส่งพี่สะใภ้ก่อน แล้วค่อยกลับบ้านเรา"
"บ้า ใครเป็พี่สะใภ้ของนายกัน"
"ไม่ใช่นะ ไม่ใช่พี่สะใภ้ของฉัน แต่เป็พี่สะใภ้ของน้องสาวฉัน ฉันหมายถึงเธอเป็แฟนฉันไง"
"ฉันไปเป็แฟนนายั้แ่เมื่อไหร่กัน"
"แล้วต้องทำยังไงเธอถึงจะยอมเป็แฟนฉันล่ะ ให้ฉันแข่งวิ่งกับเธอไหม หากเธอเอาชนะฉัน ฉันจะยอมเป็แฟนเธอ และหากฉันเอาชนะเธอได้ เธอก็ต้องยอมเป็แฟนฉัน ตกลงไหม"
ลู่เสว่ฉีรู้สึกเขินๆอยู่บ้าง เผลอยิ้มออกมาแล้วว่า
"แบบนี้ แล้วมันต่างกันยังไง"
"ต่างกันสิ หากเธอเอาชนะฉัน ฉันก็จะยอมเป็แฟนเธอ เหมือนฉันยอมเป็เบ๊เธอ หากเธอสั่งให้ฉันไปทางซ้าย ฉันจะไม่ยอมไปทางขวา แต่ถ้าหากฉันเอาชนะเธอได้ เธอก็ต้องเชื่อฟังฉัน หากกินข้าวด้วยกัน เธอก็ต้องยอมให้ฉันจ่าย ให้ฉันไปรับไปส่งเธอกลับบ้าน และฉันก็มีสิทธิจับมือเธอ พาเธอไปเดท บอกกับคนอื่นๆว่าเธอเป็แฟนฉัน ให้ฉันได้ดูแลเธอ เธอว่ามันต่างกันไหมล่ะ"
"นายคิดว่าเอาชนะฉันได้งั้นสิ"
"กล้าหรือเปล่า สาวน้อย หากชนะฉันได้ เธอได้ทั้งแฟนได้ทั้งเบ๊เลยนะ สนใจหรือเปล่า…"
ไม่เพียงแต่ลู่เสว่ฉีเท่านั้น คนในห้องก็พากันฮือฮา… แบบนี้ก็ได้เหรอ…
เมื่อเห็นทุกคนฮือฮา ลู่เสว่ฉีก็ไม่อยากเสียหน้า เพราะเธอเป็หัวหน้าห้อง แถมเธอยังมีความมั่นใจไม่น้อย เธอจึงว่า
"ถ้างั้น ได้เลย นายอย่าเสียใจทีหลังล่ะ…"
"หากฉันชนะ นายต้องมาเป็เบ๊ฉัน และลืมเื่ที่บอกว่านายเป็แฟนฉันได้เลย"
"แต่ ถ้าหากนายชนะ ฉันจะ… แล้วแต่นายเลย…"
"ตกลงตามนั้น"