ชายายอดพิษ พิชิตใจอ๋องมัจจุราช [นิยายแปล]

    บทที่ 55 ต่อไปเจ้ากร่างได้เลย (เปิดฟรีวันที่ 16 มกราคม 2569)

    หลายคนตกใจจนกรีดร้องออกมา

    หลิงอ๋องเบิกตากว้าง ไม่กล้าเปล่งเสียงแม้แต่น้อย

    ฉู่จี้เฟิงยังคงมีรอยยิ้มที่มุมปาก มองดูทุกคน “เป็นอย่างไรบ้าง วันนี้ทุกท่านดูเรื่องสนุกกันพอใจหรือไม่”

    ชาวบ้านที่ขวัญอ่อนถึงกับเป็นลมหมดสติ ส่วนผู้ที่ใจแข็งกว่าหน่อย รีบพยักหน้ารับคำ แต่ในใจพวกเขาต่างให้คำมั่นว่าจะไม่มีวันมาดูเรื่องวุ่นวายของฉู่จี้เฟิงอีก พวกเขาไม่อาจทนกับความหวาดกลัวเช่นนี้ได้

    จางต้าหู่และโจรป่าคนอื่นต่างคิดเช่นเดียวกัน 

    โชคดีที่พวกเขาไม่ได้กล่าวร้ายซูอิ่นเย่ว์เมื่อครู่ ไม่เช่นนั้นศีรษะคงหลุดจากบ่าไปแล้ว!

    แส้ของฉู่จี้เฟิงเปื้อนเลือด ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย มองซูเยียนหนิงเพียงแวบเดียว

    ซูเยียนหนิงรู้สึกเหมือนมีเสียงระเบิดดังในหัว ร่างกายสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว และถอยหลังออกไป

    “พี่ใหญ่!” ซูอิ่นเย่ว์ตะโกนเรียก ทำให้ซูเยียนหนิงหยุดชะงัก

    ซูเยียนหนิงพยายามรวบรวมสติ ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าซูอิ่นเย่ว์!

    ซูอิ่นเย่ว์ตกตะลึงไปชั่วขณะ

    “เป็นความผิดของข้าเอง ที่หลงเชื่อคำพูดของผู้อื่น เกือบทำร้ายน้องรอง!” ซูเยียนหนิงกล่าวทั้งน้ำตา ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “หากน้องรองจะโกรธหรือเกลียดข้า ข้าก็ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ”

    สถานการณ์ในวันนี้ นางไม่มีทางแตะต้องซูอิ่นเย่ว์ได้แม้แต่ปลายเส้นผม เพื่อไม่ให้ตนเองต้องเดือดร้อน นางจึงทำได้เพียงคุกเข่าต่อหน้าฝูงชน

    ซูอิ่นเย่ว์เห็นว่านางสามารถโอนอ่อนผ่อนตามได้ ย่อมถือว่าเติบโตขึ้นจากเมื่อก่อนไม่น้อย

    นางหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ผู้อื่นพูดต่อๆ กันผิดเพี้ยนไปก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่เหตุใดท่านจึงกล่าวหาข้าว่าแอบซ่อนภาพวาดของบุรุษเล่า”

    ซูเยียนหนิงเช็ดน้ำตาที่หางตา กล่าวด้วยเสียงเศร้า “เป็นความผิดของข้าเอง มองผิดไปแล้วกลับพูดจาเหลวไหล...”

    นางแอบเหลือบมองฉู่จี้เฟิงอย่างหวาดหวั่น กลัวว่าแส้ของเขาจะฟาดลงมาอีก จึงยกมือขึ้นฟาดเข้าที่แก้มของตนเอง

    เสียงตบดังขึ้นติดกัน ใบหน้าที่งดงามเริ่มบวมแดง

    “หากน้องรองยังไม่หายโกรธ ข้าจะตบตนเองอีกเพื่อไถ่โทษ” ซูเยียนหนิงกล่าวจบ ก็ฟาดมือลงบนใบหน้าของตนอีกครั้งโดยไม่ลังเล

    ชาวบ้านที่มองอยู่ เห็นนางทั้งคุกเข่าทั้งตบตนเอง ก็เริ่มรู้สึกสงสารขึ้นมา

    “ไม่เคยเห็นบุตรสาวภรรยาเอกคุกเข่าขอโทษบุตรสาวอนุ นางช่างน่าสงสารยิ่งนัก ใบหน้าก็บวมไปหมดแล้ว”

    “ตอนนี้นางเป็นพระชายาของหลิงอ๋องซื่อจื่อแล้ว มีคนหนุนหลังใหญ่ จะทำเช่นนี้ก็ไม่แปลก”

    “เช่นนี้นางกับหลิงอ๋องซื่อจื่อก็ดูเหมาะสมกันจริงๆ ...”

    ซูอิ่นเย่ว์ได้ยินเสียงซุบซิบนินทาเหล่านี้ แอบรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง

    พวกเขาเป็นคนนอก เรื่องนี้ไม่ได้กระทบกับพวกเขาโดยตรง ย่อมพูดจาไร้เยื่อใยได้ง่ายดาย

    ฉินมู่เป็นคนตรงไปตรงมา เห็นซูเยียนหนิงเล่นละครกลับไปกลับมา จึงตวาดขึ้นว่า “เมื่อครู่เจ้ากล่าวหาพี่ซูอยู่ตลอด! เวลานี้คุกเข่าและตบหน้าตัวเองไม่กี่ที ก็คิดว่าจบเรื่องแล้วงั้นรึ! เรื่องมันจะง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร!”

    แต่คำพูดนี้ของนางกลับทำให้ชาวบ้านหลายคนมองด้วยความแปลกใจ คิดว่าซูอิ่นเย่ว์และพวกของนางจองเวรไม่ยอมปล่อย

    ซูอิ่นเย่ว์เดินเข้ามาดึงแขนฉินมู่เบาๆ และส่ายศีรษะ “น้องฉิน ในเมื่อพี่สาวของข้ายอมรับผิดแล้ว ก็อย่าเอาเรื่องให้มากไปนักเลย”

    ฉินมู่เม้มริมฝีปาก แต่ก็ต้องยอมถอย

    วุ่นวายกันมานาน ฉู่จี้เฟิงก็เริ่มรู้สึกเหนื่อย จึงสั่งให้ซูอิ่นเย่ว์ขึ้นรถม้ากลับเมืองพร้อมเขา

    ฉินมู่รีบตามไป ไม่อยากเห็นใบหน้าน่ารังเกียจของซูเยียนหนิงอีก

    เมื่อไม่มีเรื่องสนุกให้ดูอีก ชาวบ้านจึงแยกย้ายกันไป ขณะนั้นเอง สาวใช้ของตระกูลซูจึงรีบเข้ามาประคองซูเยียนหนิงให้ลุกขึ้น

    น่าสงสารนัก ซูเยียนหนิงที่เคยงดงาม ตอนนี้หน้าบวมจนเหมือนหัวหมู

    หลังขึ้นรถม้า สาวใช้รีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับใบหน้าให้ แต่เพียงแค่แตะถูกใบหน้า ซูเยียนหนิงก็ตวัดมือตบสวนทันที ทำให้สาวใช้ถึงกับหน้ามืดตาลาย

    “มือหนักขนาดนี้ เจ้าคิดจะฆ่าข้าหรืออย่างไร!” ดวงตาของซูเยียนหนิงฉายแววอำมหิต ไม่เหลือท่าทางอ่อนแอเมื่อครู่แม้แต่น้อย

    สาวใช้กุมหน้าตัวเอง พลางสะอื้นไห้กล่าวว่า “บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ขอคุณหนูโปรดยกโทษให้”

    ซูเยียนหนิงเป็นดังแก้วตาดวงใจของตระกูลมาตลอด วันนี้กลับต้องคุกเข่าต่อหน้าชาวบ้านเพื่อรักษาชีวิต ถือเป็นความอัปยศครั้งใหญ่!

    แม้จะลงมือกับสาวใช้เพื่อระบายโทสะ แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้นางหายแค้น

    สายตาของนางยิ่งดุดันขึ้น 

    หากไม่ได้ล้างแค้นในวันนี้ นางจะไม่ขอเป็นคน!

     

    บนรถม้าสีดำ

    ฉู่จี้เฟิงนั่งใกล้เตาอุ่น รอจนกลิ่นคาวเลือดบนร่างจางหายไปพอสมควร ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าเชื่อฟังหรอกรึ ไยถึงก่อเรื่องขึ้นมาอีก”

    ใบหน้าของซูอิ่นเย่ว์ยังคงขมุกขมัว “ข้าไม่หาเรื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่คิดร้ายต่อข้า”

    นางมองออกไปข้างนอก แล้วกล่าวต่อ “ซื่อจื่อ อีกเดี๋ยวข้าต้องไปที่ที่ว่าการ ท่านกลับจวนไปพักผ่อนก่อนเถอะ”

    เขาออกไปปฏิบัติภารกิจตามราชโองการหลายวัน วันนี้เพิ่งกลับถึงเมืองหลวง ก็น่าจะเหนื่อยไม่น้อย

    ใครจะคิดว่าฉู่จี้เฟิงกลับไม่เห็นด้วย ยังแค่นเสียงเย็นชา “เรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงนี้ เจ้ายังคิดจะผลักไสข้าให้ไปพบก่วงเหวินเทาอีกหรือ เจ้ากลัวไม่ใช่เหรอว่าอาจมีคนเอาเรื่องนี้ไปใช้หาผลประโยชน์”

    ซูอิ่นเย่ว์ชะงักไปเล็กน้อย

    ถูกคนอื่นเหน็บแนมยังพอทน แต่คำพูดเย้ยหยันของฉู่จี้เฟิงกลับทำให้นางยิ่งอึดอัด

    นางสะกดกลั้นอารมณ์ก่อนกล่าวว่า “วันนี้ท่านกลับถึงเมือง ข้าเพียงกลัวว่าท่านจะเหนื่อย หากท่านไม่เห็นค่าก็แล้วไป อีกอย่าง ข้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง ข้าต้องกลัวอะไรเล่า”

    ฉู่จี้เฟิงได้ยินเช่นนั้น อารมณ์ก็อ่อนลง ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “หาได้ยากที่เจ้าจะใส่ใจข้า ข้าก็เพียงกังวลว่าเจ้าจะถูกกลั่นแกล้ง จึงกังวลไปหน่อย”

    ซูอิ่นเย่ว์รู้สึกว่าคำพูดนี้แปลกประหลาด แต่ในน้ำเสียงของเขามีความรู้สึกขอโทษ ทำให้ความขุ่นเคืองในใจของนางพลันหายไป

    แต่ไม่นานนัก ฉู่จี้เฟิงก็ถามขึ้นอีกว่า “ก่วงเหวินเทาหน้าตาธรรมดาเช่นนั้น เจ้าชอบเขาจริงๆ หรือ”

    ซูอิ่นเย่ว์เหลือบมองเขา ดูท่าว่าเขารู้เรื่องไม่น้อย ตนเองคงปิดบังเขาไม่ได้

    ก็นั่นสินะ ในเมื่อพวกเขาอยู่บนเรือลำเดียวกัน ย่อมต้องตรวจสอบพื้นเพของกันและกัน

    นางไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ได้แต่กล่าวว่า “เมื่อก่อนสายตาข้าไม่ดีนัก ตอนนี้กลับรู้สึกว่าเขาก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ วันนี้ซื่อจื่อกลับมา ก็ช่วยข้าได้มาก หากไม่มีท่าน ข้าคงรับมือกับหลิงอ๋องไม่ได้”

    หากไม่ใช่เพราะฉู่จี้เฟิงฆ่าคน ปิดปากหลิงอ๋อง เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ

    ดูเหมือนว่ายามคับขันก็ต้องใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา แต่ซูเยียนหนิงกลับแสร้งทำเป็นอ่อนแอและยอมรับผิดเสียก่อน ทำให้พวกเขาทำอะไรไม่ได้ ช่างน่าเสียดายจริงๆ

    “เจ้าช่างโง่เง่า” ฉู่จี้เฟิงแค่นเสียง “เจ้ารู้อยู่แล้วว่าก่วงเหวินเทามีพิรุธ ก็ควรจับตัวเขามาทรมานเค้นความจริงเสีย ก็ไม่ต้องตามเขาออกนอกเมือง และสามารถลากตัวผู้อยู่เบื้องหลังออกมาได้”

    ถูกเขาพูดเช่นนี้ ซูอิ่นเย่ว์ก็รู้สึกเสียหน้าไม่น้อย

    สุดท้ายนางเพียงพึมพำว่า “คนเบื้องหลังนั้นตั้งใจวางแผนเล่นงานข้า หากข้าจับตัวคนมา ก็เท่ากับทิ้งหลักฐานให้ฝ่ายตรงข้ามใช่หรือไม่ ข้าต่างจากซื่อจื่อ แม้ซื่อจื่อจะฆ่าคนก็ไม่มีใครกล้าทำอะไร แต่หากข้าก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว ชีวิตข้าคงไม่เหลือ”

    ฉู่จี้เฟิงเคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างโอหัง แทบไม่เคยรู้จักความระแวดระวัง จึงไม่เข้าใจการกระทำและความรู้สึกของซูอิ่นเย่ว์

    “ในเมื่อเจ้าแต่งงานกับข้าแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวเรื่องถูกจับผิด ต่อให้เกิดเรื่องใหญ่เพียงใด ข้าก็จะปกป้องเจ้า จากนี้ไป เจ้าก็จงเชิดหน้าชูตาเดินได้อย่างสง่างาม!” ฉู่จี้เฟิงกล่าวอย่างจริงจัง

    คล้ายกับเรื่องชายายอดพิษ พิชิตใจอ๋องมัจจุราช [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน