บทที่ 3 : ข้าแค่้าเป็คนดี...
วันเวลาของการเดินทางข้ามป่า ข้ามเขาด้วยเท้า มันเป็อะไรที่น่าเหลือเชื่อเอามากๆ สำหรับคนทั่วไป การเดินทางข้ามแคว้นสักแคว้นหนึ่งด้วยเท้าเปล่าไร้ซึ่งม้าเกวียนนั้นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 เดือนแน่นอน ถึงแม้จะมีม้าดีวิ่งได้ไวแค่ไหนก็ตาม เต็มที่ก็ทำเวลาได้แค่ครึ่งเดือนกว่าๆ เท่านั้น
แต่สำหรับครอบครัวของฟงนั้น ใช้เวลาเพียงแค่สองสัปดาห์ก็เดินทางข้ามมาถึง 2 แคว้นแล้ว และตอนนี้ครอบครัวของเขานั้นกำลังเดินทางเข้าเมืองของแคว้น "เทียน" เพื่อทำเื่ขอเป็ประชากรอาศัยอยู่ในเขตปกครองเมืองแห่งนี้อย่างถูกต้อง
ณ จวนลงทะเบียนประชากรของเมืองหลวงแคว้นเทียน
"เ้าแน่ใจหรือ? ว่า้าอยู่ต้องชายป่าแห่งนั้น?" เ้าหน้าที่ของเมืองเทียนกล่าวถามชินผู้เป็หัวหน้าครอบครัวอย่างฉงนสงสัย ที่ครอบครัวตรงหน้า้าพื้นที่อยู่ห่างจากพื้นที่ภายในเมืองที่เจริญ
"แน่นอนนายท่าน ตัวข้าเป็ถึงพรานป่า การอาศัยอยู่พื้นที่แถบนั้นจะทำให้ข้าสามารถล่าสัตว์กับหาของป่าได้ง่ายขึ้น อีกอย่าง เห็นอย่างนี้ข้าก็เป็จอมยุทธ์ที่พอมีฝีมือพอตัวนะท่าน" ชินตอบไปด้วยรอยยิ้ม
"อ่า อ่า หากเ้ายืนยันก็ตามแต่เ้า แต่ขอให้จำไว้อย่างหนึ่ง ถึงพื้นที่แถบนั้นจะเก็บภาษีครัวเรือนต่ำ แต่เ้าก็ต้องจ่ายให้ตรงเวลา อย่าคิดเบี้ยวเด็ดขาด ซึ่งเ้าก็คงรู้ตัวดีว่าคนที่ไม่จ่ายภาษีครัวเรือนจะเป็ไง ก็จำไว้ให้ดีละ" เ้าหน้าที่แจ้งเตือนต่อฟงอีกครั้ง
"ขอรับท่าน ข้าจะไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน" ชินตอบรับคำอย่างหนักแน่น
"เฮ้อ... เอาละ เ้าลงชื่อครอบครัวของเ้า กับจ่ายเงินค่าที่มาเสร็จก็ไปได้แล้ว ส่วนพื้นที่ชายป่าแถบนั้นเ้าจะสร้างบ้านอาศัยอยู่ยังไงก็เื่ของเ้าแล้วกัน แต่อย่าให้มันเกินพื้นที่ๆ เ้าจ่ายภาษีแล้วกัน"
เ้าหน้าที่ถอนหายใจออกมาก่อนจะแจ้งให้ชินนั้นมาแจ้งชื่อครอบครัว พร้อมกับจ่ายเงินค่าภาษีครัวเรือน และเ้าหน้าที่คนนี้ก็ต้องหนักใจที่ครอบครัวตรงหน้านั้นยืนยันที่จะอยู่ในพื้นที่เขตชายป่าอย่างไม่โต้แย้งอะไรเลย ทั้งๆ ที่พื้นที่แถบนั้นมักมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่กันมากมาย และที่เป็อันตรายต่อผู้คนก็คงเป็พวกหมีป่า หรือไม่ก็เสือป่า ที่แถวนั้นมีสัตว์ป่าพวกนั้นอยู่มากพอสมควร...
เมื่อชินดำเนินการเื่ลงทะเบียนประชากรของครอบครัวเสร็จแล้ว เขาก็พอครอบครัวกลับไปยังพื้นที่ๆ ตนนั้นเป็ผู้เลือกไว้ทันที จริงๆ แล้วจะบอกอย่างนี้ก็ไม่ถูก พื้นที่ๆ ชินเป็ผู้เลือกนั้น เป็ฟงต่างหากที่เป็ผู้เสนอให้เลือกพื้นที่ตรงนั้น
พื้นที่ๆ ฟงเลือกนั้นคือลานกว้างที่อยู่บนผาสูงจากพื้นดินนับสิบเมตร ซึ่งเ้าหน้าที่ของกรมที่ดินของแคว้นเทียนนั้นเข้าใจว่าครอบครัวของฟงคงอาศัยที่บริเวณตีนผา ซึ่งฟงนั้นไม่คิดอาศัยอยู่ตรงนั้นแน่นอน
พอครอบครัวของฟงกลับมาถึงพื้นที่ของตนแล้ว ฟงก็ให้น้องหลิ่งของเขาขี่หลังเพื่อทะยานตัวขึ้นลานกว้างบนเนินผานั้นทันที พร้อมกับชินที่แบกหลินฮัวไปด้วย
"ช่างเลือกพื้นที่ได้ดีเสียจริงนะลูกฟง" ชินกล่าวชมออกมา หลังจากขึ้นมาแล้วหันหลังกลับไปมองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับฟ้าไป เป็ภาพที่สวยงามมากหากไม่ได้มายืนมองอยู่ตรงบริเวณนี้
"แต่ข้าไม่ชอบเลยท่านพ่อ ข้าไม่สามารถขึ้นลงเนินผานี่ได้เหมือนกับพวกท่าน" หลิ่งน้อยที่ยืนข้างๆ ฟงกล่าวออกมาด้วยใบหน้าเศร้าๆ
"ฮะ ฮะ เ้าไม่ต้องกังวลไปหลิ่งน้อย พี่ชายจะสอนการฝึกปราณให้ กับท่านแม่แน่นอน ทั้งน้องหลิ่งกับท่านแม่จะได้ขึ้นลงที่นี่ได้สะดวก" ฟงกล่าวอย่างหัวเราะชอบใจออกมาเมื่อเห็นน้องชายของตนทำหน้าเศร้าสร้อย
"ก่อนจะฝึกปราณน่ะ ช่วยคิดก่อนว่าคืนนี้พวกเราจะนอนที่ไหนกันดีกว่านะลูกฟง" หลินฮัวที่ยืนฟังกล่าวอย่างยิ้มๆ ออกมา
"อ๊ะ! ข้าขอโทษท่านแม่ ข้าลืมเื่บ้านไปเลย" ฟงกล่าวขอโทษออกมาทันทีหลังเห็นว่ารอยยิ้มของเเม่ตนนั้นไม่ได้เป็รอยยิ้มของการยินดี แต่เป็รอยยิ้่มของการสั่งงานเสียมากกว่า
ฟงปลีกตัวออกมาจากกลุ่มของครอบครัว พร้อมทั้งบอกให้ทั้งสามอยู่ด้านหลังของเขาไว้ก่อน จากนั้นฟงก็คุกเข่าลงกับพื้นแล้วหลับตาลง พร้อมกับประทับฝ่ามือทั้งสองข้างไปที่พื้นหน้าผาแห่งนี้
คลื่นนนนนน!!!~
เสียงของผืนดิน และพื้่นผานั้นสั่นะเืเกิดขึ้นเป็ระยะ พร้อมกับบริเวณด้านหน้าของฟงห่างออกไปประมาณ 10 เมตรกว่าๆ กำลังมีดินและหินแทรกตัวขึ้นมาจากพื้นแล้วค่อยๆ ต่อตัวเป็รูปเป็ร่างของบ้านขึ้นมา
"ฟู่....." ฟงลืมตาขึ้นพร้อมกับปล่อยลมหายใจออกมา
"เสร็จแล้วครับท่านพ่อ ท่านแม่" ฟงดันตัวยืนขึ้นแล้วหันไปกล่าวกับครอบครัวของตนที่กำลังยืนมองบ้านที่สร้างจากหินและดินเหนียวด้านหน้าอย่างอึ้งๆ
"ถึงจะรู้ว่าลูกมีลมปราณวรยุทธ์ แต่พอได้อย่างนี้ที่ไร แม่ก็ยังไม่สามารถคุ้นชินกับมันได้เสียที เฮ้อ..." หลินฮัวกล่าวก่อนจะถอนหายใจออกมา
"ขะ.. ข้า.. อยากทำได้แบบท่านพี่เหลือเกิน..." หลิ่งน้อยกล่าวด้วยเสียงค่อยๆ
จากนั้นทั้งสี่ก็เดินเข้าไปในบ้านเดี่ยวชั้นเดียวที่เป็บ้านขนาด 10 x 7 เมตร ภายในนั้นไม่ได้มีข้าวของเครื่องใช้อะไรเลย มีเพียงห้องเปล่าๆ ที่แยกไว้ จำนวน 6 ห้อง พร้อมกับห้องโถงใหญ่ห้องหนึ่งที่ฟงตั้งใจให้ห้องนี้เป็ห้องสำหรับทานอาหารสำหรับครอบครัว
สำหรับ ชิน, หลินฮัว, และหลิ่งน้อยนั้น ค่อนข้างพอใจกับสภาพบ้านหลังนี้มาก มันดูดีกว่าบ้านไม้หลังน้อยก่อนหน้านี้อย่างมาก แต่สำหรับฟงนั้นยังไม่ค่อยพึ่งพอใจเสียเท่าไหร่ เพราะสิ่งก่อสร้างหลังนี้นั้น เขาได้ใช้เพียงแค่หินกับดินเหนียวในการสร้างเท่านั้น เขา้าไม้มาสร้างเครื่องเรือน แต่บนเนินผาแห่งนี้นั้นไม่ได้มีต้นไม้ที่มากพอจะนำมาทำได้ และถึงทำได้ เขาก็ไม่อยากทำตอนนี้เพราะมันใกล้ค่ำแล้วนั้นเอง บวกกับเขา้าให้เนินแห่งนี้มีความเป็ธรรมชาติที่สุด เลยตัดตัวเลือกที่จะใช้ไม้บนเนินผาแห่งนี้ทิ้งไป
หลังจากสำรวจห้องของกันและกันได้จนพอใจแล้ว ชินกับฟงก็ต้องรับผิดชอบลงจากเนินผาไปหาของป่าเพื่อนำมาทำอาหารมื้อเย็นวันนี้ ส่วนหลินฮัวและหลิ่งนั้นต้องรับผิดชอบในการจัดเก็บข้าวของที่เป็สมบัติที่ติดตัวมา แม้มันจะมีไม่มากก็ตาม...
"ท่านพ่อข้าจะไปหาปลาที่แม่น้ำนะครับ" ฟงที่ทะยานตัวมาคู่กับผู้เป็พ่อได้กล่าวขึ้น
"อ่า... พ่อจะไปหาพวกสมุนไพร กับผลไม้แล้วกันลูกฟง" กล่าวจบทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนักสองพ่อลูกก็กลับมาเจอกันก่อนจะทะยานตัวกับบ้านหลังใหม่ของพวกเขา โดยการล่าในวันนี้ทั้งสองใช้เวลาเพียงครึ่้งก้านธูปเท่านั้นเอง ซึ่งของที่ได้มาก็มี ปลาตัวอ้วน 3 ตัว ผลไม้ป่าหนึ่งหอผ้าใหญ่ สมุนไพรสำหรับปรุงอาหารและเป็ยารักษาโรคได้จำนวนหนึ่ง และฟงนั้นยังได้หาพวกเห็ดป่าที่สามารถกินได้กลับมาด้วย
มื้ออาหารของครอบครัวฟงก็เป็ไปอย่างเรียบง่าย มื้ออาหารนี้ประกอบไปด้วย ข้าวต้ม, ปลาต้มสมุนไพร, และเห็ดย่าง ทั้งสี่ทานอาหารอย่างมีความสุขก่อนที่จะแยกย้ายกันไปนอนพักผ่อน โดยชินกับหลินฮัวนั้นนอนห้องเดียวกัน ส่วนฟงกับหลิ่งนั้นนอนด้วยกัน ซึ่งตอนแรกฟงจะไปนอนคนเดียว แต่หลิ่งนั้นงอแงไม่อยากนอนคนเดียวเพราะไม่ชินกับบ้านใหม่ จึงทำให้ฟงจำใจต้องไปนอนเป็เพื่อนน้องชายจอมเอาแต่ใจของเขา
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
รุ่งเช้าได้มาเยือน
ครอบครัวของฟงได้ตื่นขึ้นใน่เช้าของวันกันทั้งครอบครัว ด้วยผู้ที่เป็คนตามปลุกทุกคนให้ตื่นก็คือฟงนั้นเอง ฟงนั้นไล่ตามปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้นเพื่อจะแจ้งแผนการฝึกลมปราณ กับวิชายุทธ์ควบคู่ให้กับหลินฮัวและหลิ่ง
"จากวันนี้ไปข้าจะช่วยฝึกลมปราณให้กับท่านแม่และหลิ่ง เพราะงั้นข้าจะต้องให้ทั้งสองตื่นเร็วกว่าปกติเพื่อจะได้เริ่มการฝึกเสียที" ฟงกล่าวออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เพราะเขานั้นเป็ผู้ฝึกลมปราณการนอนพักนั้นไม่จำเป็อะไรกับเขาเท่าไหร่ ผิดกับหลิ่งน้อยที่กำลังงวงเงียจะหลับอยู่ตลอดเวลา
"แล้วแม่ต้องทำอย่างไรบ้างลูกฟง? แม่ต้องนั่งสมาธิเหมือนพ่อของลูกตอนอยู่ในถ้ำไหม?" หลินฮัวถามขึ้นทันที เพราะนางนั้นไม่ค่อยอยากนั่งสมาธิเท่าไหร่ เพราะคิดว่ามันเป็การทำอะไรที่เสียเวลาสำหรับนาง
"ไม่ต้องครับท่านแม่ ขั้นตอนนั้นจะเป็หลังจากท่านแม่มีระดับต่อไปครับ" ฟงตอบออกมาอย่างยิ้มๆ
"แล้วแม่ต้องเริ่มอย่างไร?" หลินฮัวถามขึ้นอย่างโล่งอกที่ไม่ต้องฝึกด้วยการนั่งสมาธิ
"ข้ามีวิธีเปิดจุดตันเตียนสำหรับเตรียมฝึกลมปราณที่ง่ายกว่าที่ท่านคิด ขอเพียงท่านแม่กับน้องหลิ่งอดทนสักพักหนึ่งก็เท่านั้น" ฟงกล่าวอย่างยิ้มๆ แต่ชินผู้เป็พ่อที่ยืนข้างๆ นั้นทำหน้าตาเหมือนใกลัวอะไรบางอย่าง
"อดทน? / อดทน?" ทั้งหลินฮัว และหลิ่งน้อยต่างพูดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน
"ไม่มีอะไรมากครับ ท่านแม่กับน้องหลิ่งแค่หลับตาลงก็พอแล้ว เดี๋ยวข้าจัดการเอง" ฟงกล่าวจบ ทั้งหลินฮัวกับหลิ่งก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหลับตาลง
พอหลินฮัวกับหลิ่งหลับตาลงแล้ว ฟงก็หงายฝ่ามือทั้งสองของเขาขึ้นก่อนจะมีไอพลังสีฟ้าอ่อนไหลออกมา จากนั้นฟงก็ส่งฝ่ามือทั้งสองของเขาไปที่บริเวณท้องน้อยของทั้งสองตรงหน้า แล้วส่งไอปราณบริสุทธิ์เข้าร่างกายโดยตรง
โดยปกติแล้วการฝึกลมปราณเบื้องต้นนั้น ผู้ฝึกต้นต้องนั่งสมาธิเพื่อกำหนดจิตให้สามารถจับกระแสพลังในร่างกายตนเองให้ได้ก่อน จากนั้นค่อยรวบรวมกระแสพลังที่จับได้ให้ค่อยๆ ไปพัฒนาอยู่ที่จุดๆ เดียวบริเวณท้องน้อย หรือที่เรียกว่าจุด "ตันเถียน" นั้นเอง ซึ่งการฝึกนี้นั้นต้องใช้เวลานานไม่ต่ำกว่าเดือนสำหรับอัฉริยะ แต่คนทั่วไปนั้นต้องใช้เวลาถึงครึ่งปี
สำหรับวิธีของฟงนั้นเป็การกระทำนอกรีต หรือวิธีต้องห้ามนั้นเอง ฟงนั้นส่งกระแสพลังงานปราณบริสุทธิ์เข้าสู่บริเวณจุดตันเถียนโดยตรง การทำอย่างนี้ในชาติภพก่อนของเขานั้นจะเป็การเพิ่มพลังให้กับผู้ฝึกปราณได้ก็จริง แต่พลังที่ไม่ได้ผ่านการคัดกรองจากร่างกายนั้นจะทำให้มีผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า ทำให้ผู้ที่ได้รับพลังปราณอย่างวิธีนี้จะมีระดับบ่มเพาะพลังที่ลดลง หากเลวร้ายที่สุดก็คือการสูญเสียระดับบ่งเพาะพลังทั้งหมดไปนั้นเอง
แต่ว่าวิธีนี้สำหรับผู้ที่มิเคยบ่มเพาะพลังปราณนั้นจะให้ผลเป็อีกเื่หนึ่ง ซึ่งฟงรู้วิธีนี้จากการทดลองกับชินผู้เป็พ่อของตนนั้นเอง และฟงเองก็คิดว่าที่โลกก่อนไม่มีใครใช้วิธีอย่างนี้เพราะกลัวในเื่ผลเสียที่ตามมามากกว่า ทั้งๆ ที่ผลของมันสำหรับผู้ที่ไม่เคยฝึกปราณมาก่อนนั้นเป็อะไรที่สุดวิเศษเอามากๆ
แน่นอนว่าการทำอย่างนี้ย่อมมีสิ่งแลกเปลี่ยนที่มากมาย ซึ่งนั้นก็คือความเ็ปแบบเฉียบพลันที่ร่างกายต้องทนรับพลังนั้นเอง...
ทั้งหลินฮัวกับหลิ่ง พอได้รับกระแสพลังปราณบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกายไป ก็ทำให้ทั้งคู่ต้องทนเ็ปไปทั่วทั้งตัว ร่างกายทุกส่วนของพวกเขาทั้งสองต่างเจ็บอย่างกับถูกเข็มร้อนมากมายมหาศาลทิ่มแทงเข้า-ออกอยู่ตลอดเวลา และตรงบริเวณท้องน้อยของทั้งคู่ก็รู้สึกเ็ปมากกว่าจุดอื่นเอามากๆ ร้าวกับว่าบริเวณท้องน้อยถูกไฟลนอยู่ตลอดเวลาก็ว่าได้...
""แฮ่ก~ แฮ่ก~ แฮ่ก....."" เสียงหอบหายใจของทั้งหลินฮัวกับหลิ่ง ที่อยู่ในสภาพนอนอาบเหงื่ออยู่กับดังขึ้น และใบหน้าของทั้งสองนั้นเต็มไปด้วยความตื่นกลัวอย่างมาก
"ท่านแม่ น้องหลิ่ง ตอนนี้ทั้งสองก็เป็ผู้ฝึกลมปราณแล้ว ข้าขอยินดีด้วยนะ" ฟงกล่าวด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินไปอุ้มร่างน้องชายตัวเองขึ้นเพื่อพาไปนอนพักด้านในบ้าน ส่วนหลินฮัวนั้นก็ได้ชินเป็ผู้พาเข้าไป
เมื่อพาหลินฮัวกับหลิ่งเข้าไปพักในบ้านเรียบร้อยแล้ว ฟงกับชินก็เดินออกมาคุยกันที่ด้านนอกบ้าน เพื่อวางแผนชีวิตในอนาคตของครอบครัว โดยทั้งคู่นั้นมีความเห็นตรงกันอย่างหนึ่งคือ ไม่้าชื่อเสียงเงินทอง หรืออำนาจมากมาย เพราะสิ่งเ่าั้ล้วนทำให้ครอบครัวแตกแยก
"งั้นวันนี้ข้าต้องขอรบกวนให้ท่านพ่อหาของป่าไปขายในเมืองก่อนแล้วกัน ส่วนข้าต้องลงผาไปหาพวกไม้มาต่อเติมบ้าน กับทำพวกเครื่องเรือน" ฟงกล่าวต่อชินหลังจากคุยเื่หลักจบแล้ว
"ก็ได้ลูกฟง... แล้วลูก้าอะไรบ้างมั้ย? พ่อจะได้ซื้อเข้ามาฝาก" ชินที่กำลังจะแยกกับฟงกล่าวถามขึ้น
"อืม... ข้ายังไม่มีสิ่งใด้าเลยท่านพ่อ ท่านซื้อพวกขนมมาให้น้องหลิ่งดีกว่า" ฟงตอบไปอย่างยิ้มๆ
"ลูกเนี้ยรักน้องเหลือเกินน้า~ พ่อชักอิจฉาเเล้วสิ ฮ่า ฮ่า ฮ่า" ชินกล่าวจนก็หัวเราะขึ้นอย่างชอบใจ แล้วทะยานตัวออกไป
"ฮะ ฮะ... ข้าก็แค่อยากดูแลครอบครัวก็เท่านั้นเอง..." ฟงกล่าวด้วยเสียงค่อยๆ ก่อนจะทะยานตัวแยกออกไปหาพวกไม้ เพื่อนำมาแปรรูป กับต่อเติมบ้าน
ฟงนั้นใช้ทักษะวิชาตัวเบา บวกกับผสานลมปราณเข้าร่างกายทำให้มีพละกำลังเหนือกว่าคนสามัญทั่วไปหลายสิบเท่า เขานั้นแบกท่อนไม้ขนาดใหญ่สองท่อนด้วยแขนทั้งสองอย่างสบายเหมือนแบกนุ่น ก่อนจะทยานตัวกลับขึ้นผาไปทันที
พอมาถึงบนลานกว้างของเนินผาแล้ว ฟงก็จัดการวางท่อนไม้ทั้งสองลงพื้นทันที จากนั้นเขาก็ลงมือแทรกพลังปราณบริสุทธิ์ลงไปที่ท่อนไม้ เฉกเช่นเดียวกับการสร้างบ้านด้วยดินและหิน เขาใช่ลมปราณบริสุทธิ์นั้นเป็สายใยที่เชื่อมต่อกับสิ่งที่ัั เพื่อควบคุมรูปร่างของมัน
และไม่นานนักเครื่องเรือนจากไม้ก็ค่อยๆ ถูกสร้างออกมาจากจินตนาการของฟง ทั้งโต๊ะไม้, เก้าอี้ไม้, จาน, ชาม, ถังน้ำขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และอื่นๆ รวมถึงบงกบประตูหน้าต่างก็ถูกสร้างขึ้นด้วยเพื่อต่อเติมบ้านให้สมบูรณ์ เพราะตอนนี้บ้านของเขานั้นยังไม่มีประตูหน้าต่างเลยแม้แต่น้อย
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
"ขอโทษนะท่านทหาร พอดีว่าข้ามีเื่ที่อยากจะสอบถามจะได้ไหม?" ชินที่ตอนนี้กำลังยืนอยู่ที่หน้าทางเข้าเมือง ก็ได้เดินเข้ามาหานายทหารที่ยืนประจำการเพื่อสอบถามข้อมูล
"เื่ใดกันหรือ?" นายทหารยามถามอย่างสงสัย
"ในยามนี้ของป่าที่หาได้ อะไรที่มีราคาดีบ้าง ท่านพอจะทราบมั้ย? พอดีข้าเป็พรานป่าที่พึ่งมาอาศัยที่เมืองแห่งนี้เลยไม่รู้ว่าอะไรเป็ที่้าบ้าง" ชินกล่าวก่อนจะค่อยๆ ก้มหัวเพื่อแสดงความเคารพ
"อืม... ตอนนี้ก็คงเป็พวกเห็ดหลินจือ กับโสมแดงแหละพ่อพรานป่า เพราะ่นี้ใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้วด้วย พวกสมุนไพรพวกนั้นเลยได้ราคาดีเพราะมันเอาไว้ปรุงเป็ยาบำรุง กับยารักษาพิษไข้ได้ดีเลยละ ทางสำนักโอสถ์กำลัง้าของพวกนี้มากพอดูเลยแหละ"
"หืม? ทำไมเห็ดหลินจืบ กับโสมแดงถึงขายได้แพงจังละท่านทหาร? ไม่ใช่ว่ามันสามารถปลูกดูแลเองได้งั้นหรือ?" ชินถามกลับอย่างสงสัย
"ที่เ้าว่ามาก็ถูกสำหรับบางเมือง หรือบางหมู่บ้าน แต่สำหรับที่เมืองนี้น่ะพื้นที่เพาะปลูกสมุนไพรเ่าั้น่ะมันไม่ค่อยเหมาะสมนะสิ ปลูกเท่าไหร่ๆ มันก็ได้ผลผลิตน้อย ไม่คุ้มทุน พวกเขาเลยไม่ค่อยปลูกกัน ทำให้ราคามันสูงเพราะมันหาได้ในจำนวนที่น้อยไงละพ่อพราน"
"อ๋อ~ เป็เพราะเหตุนั้นงั้นหรือ"
"และอีกเื่ที่ข้าจะเตือนไว้นะพ่อพราน ่นี้ให้ระวังพวกหมีป่าเอาไว้มากๆ ด้วย เพราะใกล้ฤดูหนาวแล้ว พวกมันจะออกล่ามากกว่าปกติก่อนจำศีล เพราะงั้นเข้าป่าก็ระวังๆ ไว้ด้วยละ" ทหารยามกล่าวเตือนอย่างยินดี
"ครับท่านทหาร ขอบคุณสำหรับข้อมูล" ชินกล่าวจบก็คำนับให้ ก่อนจะพุ่งทะยานตัวออกไป
"อุหว่า!~ เ้านั้นเป็พรานป่าจริงหรือนั้น?" นายทหารยามที่เห็นชินทะยานตัวออกไปก็ร้องใออกมา
ทางด้านชินนั้นได้พุ่งทะยานตัวออกมาอย่างเร่งรีบโดยลืมสิ่งที่ฟงเคยเตือนไปเสียสนิท ฟงนั้นเคยเตือนชินเื่การใช้วิชาตัวเบาพวกนี้ต่อชินเพราะไม่้าให้มีผู้รู้เห็นมาก เพราะมันจะนำปัญหามาให้ภายหลังนั้นเอง แต่ชินลืมเื่นั้นเพราะความดีใจที่ก่อนมาถึงหน้าเมืองนั้น เขาได้ผ่านพื้นที่ๆ มีพวกเห็ดหลินจือขึ้นอยู่มากมาย รวมถึงโสมแดงก็ด้วย ทำให้เขาเร่งรีบแล้วทะยานตัวออกมาอย่างเคยชิน
โฮร่กกกกก!!~
เสียงร้องคำรามของหมีป่าดังขึ้นจากทางด้านข้างของชินทำให้เขาต้องหยุดเท้าลงแล้วหันไปทางทิศต้นเสียงทันที เขาได้พบกับกลุ่มคนจำนวน 5 คนที่แต่งตัวดูดีนั้นกำลังหนีอย่างทุลักทุเล และด้านหลังของคนพวกนั้นก็มีหมีป่าตัวใหญ่กำลังไล่กวดมาติดๆ
"เฮ้อ... ทำไมคนพวกนั้นถึงเข้ามาในป่ากันนะ?" ชินถอนหายใจก่อนจะบ่นออกมาอย่างเซ็งๆ ที่พวกที่เหมือนลูกคุณหนูถึงเข้าป่ามาหาเื่เดือดร้อน
"เฮ้!!~ เ้าน่ะ! รีบหนีเร็วเข้า!!" หนึ่งในกลุ่มคนทั้ง 5 นั้นวิ่งตรงมาทางที่ชินกำลังยืนอยู่ พร้อมกับหมีป่าตัวใหญ่ที่ไล่ตามมา
"ช่วยไม่ได้แฮะ... แค่ไล่ไปก็พอสินะ" ชินพูดจบก็วิ่งสวนกับคนทั้ง 5 ไปทันที ก่อนจะพุ่งเข้าไปกอดร่างของหมีป่าที่ตามมาด้านหลัง
จากนั้นชินที่ไม่อยากทำร้ายหมีป่าตัวนี้มากนักก็จัดการโยนมันลอยกระเด็นออกไป ทำให้เ้าหมีป่านั้นล้มกลิ้งไปกับพื้นทันที
"ไปซะเถอะ ถือว่าข้าขอร้องนะ" ชินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบปกติ ซึ่งคนทั่วไปนั้นจะได้ยินอย่างนั้น แต่สำหรับสัตว์ป่าด้านหน้านั้นต่างรู้สึกกลัวเพราะเขาผสานจิตคุกครามใส่ไปในคำพูดนั้นเอง
"เอ๋? ไปจริงๆ งั้นหรอเนี้ย?" ชินกล่าวขึ้นหลังจากเห็นว่าหมีป่าตัวนั้นดันตัวขึ้นแล้วถอยล่นเข้าไปในป่า
"สะ.. สุดยอดเลย! ท่านเป็ใครกันถึงจัดการกับหมีป่าตัวนั้นได้อย่างสบายมือ" เด็กหนุ่มที่หน้าตาดูดีกล่าวขึ้นก่อนจะเดินเข้ามาหาชินอย่างดีใจ
"อ๊ะ? ข้างั้นหรอ ต้องขออภัยด้วยที่ทำตัวเสียมารยาท ข้าชื่อ [ชิน] เป็เพียงนายพรานที่อาศัยอยู่ที่เขตชายป่าขอรับ" ชินกล่าวก่อนจะก้มหัวนอบน้อม เพราะเขานั้นเหลือบตาไปเห็นเข็มกลัดที่สลักอักษรคำว่า [เทียน] อยู่ที่หน้าอกด้านขวาของชายหนุ่มตรงหน้า ซึ่งนั้นอาจหมายถึงว่าคนตรงหน้าเป็คนใหญ่ คนโตก็ได้
"ข้าเองก็ขอโทษด้วยที่ไม่ได้แนะนำตัวเช่นกันท่านชิน ข้า [เทียน ฮู่] องค์ชายใหญ่ตระกูลเทียน" เทียนฮู่กล่าวก่อนจะก้มหัวลงเล็กน้อย ทำให้ชินถึงกับยิ้มเล็กๆ ที่องค์ชายตรงหน้าไม่ถือตัวเลยแม้แต่น้อย
"ข้าต้องขอกล่าวว่ายินดีที่ได้รู้จักอีกรอบแล้วกันองค์ชายเทียนฮู่ หากไม่มีเื่อันใดแล้วข้าน้อยขอตัวก่อน" ชินกล่าวก่อนจะก้มหัวลงเล็กน้อย
"เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน ข้าอยากให้ท่านชินช่วยฟังคำขอของข้าจะได้หรือไม่?" เทียนฮู่รีบกล่าวทันทีหลังเห็นว่าชินกำลังจะจากไป
"คำขอ? สิ่งใดกันหรือองค์ชายเทียนฮู่?" ชินลักคิ้วแล้วถามกลับอย่างสงสัย
"ข้าอยากให้ท่านเข้ารับการสมัครคัดเลือกเป็ราชองครักษ์ในราชวังประจำตัวของข้า แน่นอนว่าข้าจะช่วยเหลือท่านกับครอบครัวให้อย่างดีเลย ท่านสนใจไหม?" เทียนฮู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
"องค์ชาย! ได้โปรดไตร่ตรองด้วยขอรับ เ้านั้นเป็เพียงพรานป่าที่เป็สามัญชนเท่านั้นเองนะขอรับ จะให้สามัญชนเข้ารับการสมัครมันออกจะ..." หนึ่งในผู้ติดตามของเทียนฮู่กล่าวขึ้นอย่างเหยียดหยามชินที่รู้ว่าชินนั้นเป็เพียงพรานป่าไร้แซ่
"หุบปากไปเลยเถาเถา! เขาเป็สามัญชนแล้วไง? อย่างน้อยเขาก็มีฝีมือพอที่จะสยบหมีป่าได้ ไม่เหมือนเ้าที่เอาแต่วิ่งหนี" เทียนฮู่หันไปต่อว่าอย่างไม่พอใจที่คนติดตามของตนนั้นทำกิริยาหยามเหยียดผู้มีพระคุณของตน
"กรอด..." เถาเถานั้นได้แต่กัดฟันอย่างโกรธแค้นที่ถูกต่อว่า
"เรียนองค์ชายเทียนฮู่... ข้าว่าเื่นี้ ข้ามิอาจตัดสินใจคนเดียวได้ ดังนั้นให้ข้าได้ปรึกษากับครอบครัวก่อนหรือไม่?" ชินกล่าวขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยจะดีเสียเท่าไหร่
"เอาอย่างนั้นก็ได้ท่านชิน ถึงยังไงการคัดเลือกจะถูกจัดขึ้นอีก 3 เดือนข้างหน้านี้ ข้าหวังว่าท่านจะมาเข้าร่วมการคัดเลือกนะ" เทียนฮู่กล่าวอย่างคาดหวังว่าชินจะตอบรับคำเชิญของเขา
"ครับองค์ชายเทียนฮู่" ชินกล่าวจบก็หันหลังแล้วออกตัววิ่งจากไปตามปกติทันที
หลังจากชินได้ปลีกตัวออกห่างมาได้แล้วนั้น เขาก็ทะยานตัวออกไปทำสิ่งที่คิดไว้ต่อทันที ไม่นานนักเขาก็หาเห็ดหลินจือกับโสมแดงได้มากพอควร ก่อนจะรีบกลับเข้าเมืองเพื่อนำของเหล่านี้ไปขาย ซึ่งเขาก็ไม่ได้หาร้านที่รับซื้อของพวกนี้ยากมากมายอะไร กลับกันมันหาง่ายยิ่งกว่าสิ่งใดอีก และเงินตอบแทนที่ได้มาก็มากพอควรอีกด้วย
"ได้เยอะเหมือนกันนะเนี้ย... ข้าว่าเป็พรานป่าที่เมืองนี่ก็รุ่งเหมือนกันนะเนี้ย ถึงแม้จะเจอพวกหมีป่ากับพวกเสือบ่อยๆ ก็เถอะนะ" ชินคิดในใจก่อนจะเดินเลือกซื้อข้าวสาร กับพวกข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากนั้นก็มุ่งตรงกลับบ้านทันทีโดยไม่ลืมซื้อขนมหวานกลับมาเป็ของฝากลูกชายคนเล็ก
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
3 เดือนผ่านไป
่เวลา 3 เดือนที่ผ่านมานั้น ชินจะเป็ผู้รับอาสาไปหาของป่านำไปขายที่เมืองอยู่ตลอดเวลา ส่วนฟงนั้นจะอยู่ที่บ้านเพื่อฝึกสอนการใช้ลมปราณให้แก่แม่และน้องชายอยู่เสมอ จนตอนนี้ทั้งสองสามาถขึ้นลงผาแห่งนี้ได้อย่างง่ายดายแล้ว รวมถึงพวกวิชาตัวเบาต่างๆ ทั้งคู่ก็สามารถใช้ได้อย่างชำนาญอีกด้วย ทำให้ฟงเบาใจได้ในระดับหนึ่ง
ใน่เวลาที่ผ่านมานั้นชินเองที่หาเงินได้เยอะจากสมุนไพรก็มักจะมีเื่กับพวกนักเลงประจำเมืองแทบจะทุกวันก็ว่าได้ แต่ชินก็พยายามหลีกเลี่ยงแล้วถอยหนีออกมาทุกครั้งโดยไม่ลงมือกับพวกมันเลย ทำให้มีครั้งหนึ่งพวกมันคิดจะติดตามเขาที่นอกเมือง แต่ก็ไม่เคยสำเร็จสักครั้งหนึ่ง
ส่วนในเื่สมัครคัดเลือกราชองครักษ์นั้น ชินได้ปรึกษากับทางครอบครัวดูแล้วว่าจะเข้าไปสมัครดีมั้ย แต่แล้วข้อสรุปในครอบครัวก็บอกมาว่าให้ตัวของชินนั้นตัดสินใจเอาเองเสียดีกว่า และชินเองก็ตัดสินใจจะเข้าสมัครคัดเลือกเพราะอยากประลองฝีมือกับคนอื่นดูนั้นเอง
"ท่านพ่ออย่าหนักมือเกินไปละ ข้าเกรงว่าพวกนั้นจะตายเสียก่อนครบกระบวนท่า" ฟงกล่าวเตือนชินที่กำลังจะเดินเข้าลานประลองในรอบแรก ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องห่วงลูกฟงพ่อจะใช้แรงแค่ 2 ส่วนก็คงเพียงพ่อแล้ว" ชินหัวเราะชอบใจออกมาที่ลูกชายของตนนั้นกล่าวเป็ห่วงคู่ต่อสู้ของตน
"แค่ 1 ส่วนก็มากเกินพอแล้วท่านพ่อ" หลิ่งน้อยพูดเสริมขึ้นมา
"ใช่เลยหลิ่งน้อย พลังของท่านพ่อแค่ 1 ส่วนก็มากเกินพอแล้ว" ฟงพูดย้ำ
หลังจากพูดสัพเพเหระจบ ชินก็เดินขึ้นสนามอย่างสบายใจตามการขานเรียกชื่อของกรรมการผู้คุมการประลองแห่งนี้ การประลองคัดเลือกนั้นมีทั้งหมด 7 วันหรือ 1 สัปดาห์นั้นเอง
- วันแรกจะเป็การคัดเลือกเพื่อหาคนเพียง 32 คน จากทั้งหมด 8 สนาม จากนั้นจะให้ผู้ที่ผ่านรอบแรกพักฟื้นเป็เวลา 2 วัน
- วันที่ 4 จะเป็การคัดเลือกครั้งที่ 2 เพื่อหา ผู้ชนะแค่ 4 คนเท่านั้น แล้วจะให้พัก 2 วัน เพื่อรอเข้าสู่ศึกรอบชิงในวันสุดท้ายของงาน
- วันสุดท้ายของคือวันที่ 7 พอดี จะคัดเลือกเพียงผู้ชนะลำดับ 1 และ 2 เท่านั้นที่จะผ่านเข้าเป็ราชองครักษ์ส่วนตัวขององค์ชายเทียนฮู่
"ท่านแม่ ข้าจะไปเดินเล่นในเมือง ท่านจะไปกับข้ามั้ย?" ฟงที่ไม่ค่อยอยากดูการประลองเท่าไหร่ก็ได้ถามแม่ของตนว่านางจะไปด้วยกันมั้ย
"ไม่ละ ลูกฟงไปเถอะ แม่ขออยู่ให้กำลังใจพ่อของลูกที่นี่ดีกว่า ลูกแหละไปเดินเล่นก็ระวังๆ หน่อยละ" หลินฮัวกล่าวตอบกลับมา
"ครับท่านแม่" ฟงกล่าวจบก็เดินออกจากงานไปทันทีพร้อมกับน้องชายที่ะโเกาะหลังของเขา
ฟงเดินเล่นในเมืองแห่งนี้อย่างสบายใจ เขามองไปรอบๆ ที่ตอนนี้กำลังมีผู้คนมากกว่าปกติกำลังจับจ่ายซื้อของกันอย่างสับสนวุ่นวาย เดินมาได้สักพักฟงก็เจอกับกลุ่มเด็กอายุประมาณ 10 ขวบหน่อยกำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุนสนาน โดยหลิ่งน้อยนั้นส่งสายตาสนอกสนใจเป็อย่างมาก
"อยากไปเล่นกับเขาหรือหลิ่งน้อย?" ฟงหันคอกลับไปถามน้องชายของตนเองที่ขี่หลังอยู่
"อืม... แต่ถ้าข้าไปเล่นแล้ว ท่านพี่ฟงจะไม่เหงาหรอหากไม่มีข้า?" หลิ่งถามกับอย่างสงสัย
"เหงาสิหลิ่งน้อย แต่มันก็แค่ครู่เดียวเท่านั้นแหละ เพราะไม่ว่ายังไง พี่ก็จะเห็นหลิ่งน้อยอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว" ฟงกล่าวออกมาอย่างยิ้มๆ ก่อนจะย่อตัวให้น้องชายลงจากหลัง
"งั้นข้าไปขอเล่นกับพวกเขานะพี่ฟง" หลิ่งกล่าวออกมาด้วยใบหน้าดีใจอย่างมาก
"อืม... แล้วก็อย่าลืมเื่ที่สัญญากันไว้ จำได้มั้ย? หลิ่งน้อย" ฟงถามกลับเพื่อย้ำไม่ให้น้องชายใช้พลังลมปราณเล่นกับเด็กๆ คนอื่นเพราะอาจเกิดเื่ขึ้นได้
"ห้ามใช้แรงกับคนปกติมากไปหากมิได้หลบหนีหรือต่อสู้~" หลิ่งกล่าวจบก็ถูกฟงลูบหัวกลับทันที
"ดีมากหลิ่งน้อย ไปได้แล้วละ" ฟงกล่าวจบหลิ่งน้อยก็รีบวิ่งไปเล่นกับเหล่าเด็กๆ ทันที
ฟงนั้นรู้ว่าครั้งที่หลิ่งอยู่ที่หมู่บ้านเก่านั้น เขาก็ยังพอมีเพื่อนเล่นอยู่บ้าง แต่พอมาที่แคว้นนี้แล้ว น้องชายของเขาก็ไม่ได้ออกไปเล่นกับใครเลย เพราะงั้นวันนี้ฟงเลยถือโอกาสปล่อยให้หลิ่งออกไปวิ่งเล่นเหมือนเด็กทั่วๆ ไปบ้าง ส่วนตัวเขาก็คงเดินเรื่อยเปื่อยอยู่แถวๆ นี้ จนเขาไปสะดุดตากับขอทานชราคนหนึ่งที่กำลังนอนตัวสั่นใกล้ๆ ตรอกด้านข้างถนน เขาจึงเดินเข้าไปหาทันที
"ท่านลุง ท่านลุง..." ฟงกล่าวพลางเอื้อมมือไปเขย่าตัวของขอทานชราทันที
"อะ แค่ก แค่ก.." ขอทานชรานั้นค่อยๆ ลืมตาขึ้นพร้อมกับไอออกมา
"มีอะไรหรือเ้าเด็กน้อย? ข้าไม่มีของกิน หรือเงินให้เ้าหรอกนะ" ขอทานชรากล่าวออกมาทันที เพราะคิดว่าฟงจะมาขอของกินหรือเงินจากตน
"มิใช่ท่านลุง ข้าเพียงเห็นว่าท่านป่วย ข้าจึงอยากถามว่า้าให้ข้ารักษาท่านหรือไม่?" ฟงกล่าวออกมาทันที เพราะอาการของชายชราตรงหน้านั้นคล้ายอาการป่วยของคนที่โดนธาตุไฟเข้าแทรก ซึ่งในโลกนี่การเกิดอาการพวกนี้นั้นถือว่าไม่ปกติมากๆ และการเกิดอาการอย่างนี้มีสองสาเหตุคือ หนึ่งเกิดปัญหาจากการบ่มเพาะพลัง กับ สองถูกวางยาพิษ
"อะแค่ก แค่ก แค่ก... รักษา? ข้าฝันไปหรือไง? รู้ไหมว่ากี่ปีแล้วที่อาการของข้าเป็อย่างนี้?" ชายชราดังตัวขึ้น นั่งพิงกับกำแพงตรอกแล้วกล่าวอย่างมีโทสะ
"ข้ารู้อาการของท่านดีว่าท่านเป็อะไร แต่ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็มากี่ปีแล้วก็เท่านั้นเอง" ฟงตอบกลับไป
"ฮะ ฮะ ฮะ... ช่างเป็คำตอบที่กวนโมโหข้ายิ่งนัก... แต่เอาเถอะ เ้าจะรักษาข้ายังไง โรคที่ข้าเป็นั้นไม่มีใครรู้จัก แถมข้าไม่มีเงินตรามาจ่ายเ้าหรอกนะ" ชายชราตอบฟงทันที พอสิ้นเสียงของชายชรา ฟงก็ถือวิสาสะดึงข้อมือของชราขึ้นมาตรวจสอบชีพจรทันที
"เื่เงินตอบแทนนั้นไม่ต้อง แต่ข้าอยากทราบเื่ราวของท่านเสียมากกว่าว่าไปทำยังไงถึงโดนวางยาพิษที่ร้ายแรงขนาดนี้ได้" ฟงกล่าวตอบกลับไปทำให้ชายชราตรงหน้าเบิกตากว้างขึ้นทันที
"พิษ? เ้าไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่มั้ย? ข้าเนี่ยนะถูกวางยาพิษ?" ชายชรากล่าวอย่างไม่ค่อยเชื่อใจออกมา
"หากข้าเดาไม่ผิด ทานคงโดนพิษจากต้นตะวันโลหิตมาแน่ๆ มันมีผลทำให้ร่างกายเ็ปราวถูกไฟเผา ทั้งๆ ที่ร่างกายกับเย็นเฉียบ และอาการของท่านจะกำเริบหนักมากในยานค่ำคืน ถูกต้องไหมท่านลุง?" ฟงกล่าวอธิบายออกมา
"ใช่... ถูกอย่างที่เ้าว่าจริงๆ" ชายชราตอบอย่างอับจนปัญญา ก่อนจะหลับตาลงเพื่อนึกว่าใครกันที่ทำกับตนได้ถึงเพียงนี้
"ท่านอย่าพึ่งคิดถึงเื่คนที่วางยาเลย ท่านห่วงร่างกายของท่านก่อนดีกว่า จากอาการของท่านแล้วอีกเพียงแค่ปีกว่าๆ ท่านก็จะสิ้นลมแน่ๆ หากไม่ได้รับการรักษา" ฟงกล่าวจบก็ปล่อยมือที่จับข้อมือของอีกฝ่ายลง
"ขอร้องช่วยรักษาข้าเถอะพ่อหนุ่ม... หากข้าหากเมื่อไหร่ข้าจะหาทางตอบแทนเ้าอย่างงามแน่นอน" ชายชรากล่าวก่อนจะกุมมือข้างนั้นของฟงเอาไว้
"ไม่ต้องห่วงท่านลุง ข้าจะรักษาท่านเอง... การรักษาอาการของท่านนั้นมีอยู่สองวิธี หนึ่งคือการทานยาที่มีขั้วตรงข้ามในการหักล้างพิษ ซึ่งยานั้นต้องปรุงมาจากเมล็ดดอกไม้ที่เป็ธาตุน้ำ กับสองใช้พลังลมปราณธาตุน้ำเกื้อหนุนปรับสมดุลเอาจากผู้อื่น" ฟงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"พูดอะไรกันข้าไม่เห็นรู้เื่เลยพ่อหนุ่ม?" ชายชรากล่าวอย่างสงสัยกับคำพูดของเด็กหนุ่มตรงหน้า
"ท่านอย่าได้กังวลไปข้าจะรักษาให้ท่านแน่นอน แต่ท่านต้องเก็บเื่วิธีรักษาของข้าไว้เป็ความลับ ท่านสัญญาได้หรือไม่?" ฟงกล่าวถามขึ้นด้วยใบหน้าจริงจัง
"ได้ๆ ข้าสัญญา ถึงแม้ข้าจะไม่ค่อยเข้าใจก็เถอะ ข้าจะไม่บอกเื่วิธีรักษาของเ้า" ชายชรารีบตอบรับทันที
เมื่อได้รับคำตอบยืนยันแล้ว ฟงก็ลงอาคมบังตาที่หน้าตรอกแห่งนี้ทันที จากนั้นเขาก็ขอให้ชายชรายืนมือทั้งสองแบออกมาด้านหน้า ซึ่งชายชราก็ทำอย่างเก้ๆ กังๆ
พอฝ่ามือทั้งสองของฟงและชายชราได้ประสานงานกันแล้ว ฟงก็เร่งพลังปราณในร่างกายของตนเองขึ้นกลั่นให้เป็ปราณบริสุทธิ์แล้วเปลี่ยนให้มันเป็ปราณธาตุน้ำ ก่อนจะส่งให้มันไหลผ่านไปสู่ชายชราตรงหน้าโดยมีฝ่ามือของทั้งคู่เป็สื่อนำ
ร่างกายของชายชราค่อยๆ รู้สึกดีขึ้นอย่างช้าๆ เขารู้สึกสบายเนื้อสบายตัวขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ไม่นานนักเด็กหนุ่มตรงหน้าชายชราก็ถอนมือลง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างยินดี
"ข้ารักษาอาการของท่านเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ท่านหายจากพิษแล้วท่านลุง" ฟงกล่าวออกมา
"งะ.. งั้นหรือ?..." ชายชรารับคำอย่างไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนัก ใจหนึ่งก็คิดว่าเด็กตรงหน้าหลอกลวง แต่อีกใจหนึ่งก็เชื่อว่าอาการป่วยหายไปแล้วเพราะร่างกายไม่รู้สึกร้อนรุ่มแล้ว
"หากไม่ติดปัญหาใดแล้วข้าขอตัวก่อนนะท่านลุง" ฟงกล่าวจบก็ดันตัวเองลุกขึ้นทันทีแล้วคลายอาคมพรางกายออก
"เดี๋ยวก่อนพ่อหนุ่ม ข้าขอทราบชื่อแซ่ของเ้าได้หรือไม่?" ชายชรารีบร้องถามขึ้นทันที
"ข้าชื่อ [ฟง] ไม่มีแซ่ครับท่านลุง" ฟงกล่าวจบก็พลันหายไปจากสายตาชายชราทันที
พอชายชราได้เห็นร่างกายของฟงได้หายไปต่อหน้าต่อตาก็พลันรู้สึกขนลุกขึ้นทันที ก่อนจะตั้งสติได้ หัวของเขาก็ร้องเรียกฟงนั้นเป็ผู้วิเศษไปแล้ว ชายชราคนนี้นั้นก็รู้เื่นิทานพื้นบ้านมาพอควรเหมือนกัน เพราะงั้นผู้วิเศษ หรือผู้มีพลังลมปราณนั้นจึงเป็ตัวตนแค่ในจินตนาการเท่านั้นไม่มีจริง แต่วันนี้เขาได้พบกับผู้วิเศษตัวจริงแล้วทำให้เขารู้สึกโชคดีกว่าครั้งไหนๆ ในชีวิตเอามากๆ
ฟงนั้นหาได้สนใจชายชราคนนั้นไม่ เขาออกเดินตระเวนไปทั่วๆ อย่างเรื่อยเปื่อย เจอใครเจ็บป่วยก็เข้าไปทัก พร้อมกับแนะนำวิธีรักษาให้ ใครคนไหนเชื่อก็ถือว่าโชคดีไป ใครคนไหนไม่เชื่อฟงก็ได้แต่ปล่อยเลยไปเท่านั้น เขาทำอย่างนี้ฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ จนตอนนี้งานประลองคัดเลือกราชองครักษ์ในวันแรกก็จบลงไปแล้วเช่นกัน ทำให้เขาต้องเดินไปตามหลิ่งเพื่อกลับไปรวมกับครอบครัว
"เป็ยังไงบ้างท่านพ่อ งานประลองสนุกมั้ย?" ฟงที่เจอหน้าชินผู้เป็พ่อก็ถามขึ้นทันที
"เฮ้อ... เหงื่อสักหยดพ่อยังไม่มีเลยลูกฟง พ่อคาดหวังไว้เยอะมากแต่ดูสิ พวกนั้นช่างอ่อนแอกว่าลูกหลิ่งเสียด้วยซ้ำ" ชินกล่าวอย่างหน่ายใจออกมา
จากนั้นทั้งสี่ก็รวมตัวกันเพื่อจะไปหาอาหารทานก่อนจะกลับบ้าน แต่พอเดินออกมาจากงานประลองได้ไม่นานนักก็มีกลุ่มคนที่แต่งตัวดูดีเหมือนกับพวกขุนนางเดินมาหาครอบครัวของชิน
"มีอะไรกับครอบครัวข้าหรือเปล่านายน้อย?" ชินกล่าวออกไปด้วยใบหน้าหน่ายๆ
"ข้า้าให้พวกเ้าถอนตัวจากการประลองในรอบหน้า และนี่คือค่าตอบแทนหากพวกเ้าถอนตัวออกไปจากการแข่ง" ชายหนุ่มหน้าตาดีที่เป็หนึ่งในผู้ร่วมประลองกล่าวขึ้น
"แล้วถ้าข้าบอกว่าไม่ละ? พวกท่านจะทำไม?" ชินตอบกลับออกมาก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็จริงจัง
"ข้าขอเตือนไว้ว่าอย่าดีกว่า ไม่งั้นเ้าและครอบครัวจะไม่สามารถอยู่ในเมืองนี้อย่างเป็สุข" ชายหนุ่มตอบกลับมา พร้อมกับยกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ท่านพี่พวกเขาคิดว่าพวกเราอยู่ในเมืองนี้ด้วยแหละ" หลิ่งน้อยที่ได้ประโยคของคนตรงหน้าก็หัวเราะอย่างใสซื่อออกมา
"นั้นสิน้า~ ช่างน่าตลกจริงๆ เลย" ฟงตอบน้องชายของตัวเองอย่างยิ้มๆ
ส่วนทางด้านกลุ่มคนนั้นก็รู้สึกเสียหน้าเอามากๆ พวกนั้นจึงตัดสินใจเดินถอยออกไปทันที ส่วนทางฟงกับชินนั้นรู้อยู่แล้วว่าพวกนี้คงต้องไปสืบหาข้อมูลที่อยู่ของพวกเขาแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นการจะขึ้นไปบนบ้านของพวกเขาก็ไม่ได้ทำง่ายๆ ภายในวันเดียวแน่นอน พวกเขาจึงเลือกที่ไม่สนใจพวกนี้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อครอบครัวของฟงทานอาหารกับเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ออกเดินจับจ่ายซื้อของจำเป็กันอีกเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากเมืองไป โดยมีเหล่ากลุ่มคนที่ไม่น่าไว้ใจนั้นแอบสะกดรอยตามมาด้วย แต่พวกนั้นก็ทำได้เพียงติดตามแค่หน้าเมืองเท่านั้น เพราะครอบครัวของฟงนั้นได้หายไปอย่างรวดเร็วราวภูติผี ทำให้คนพวกนั้นต่างหาคำตอบไม่ได้
ตลอดระยะเวลา 2 วันที่ต้องรอสำหรับการคัดเลือกในรอบต่อไปนั้นครอบครัวของฟงไม่ได้ลงมาจากบ้านบนผาเลยแม้แต่น้อย พวกเขามีของกินของใช้เพียงพอสำหรับระยะเวลาครึ่งปีเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นวันนี้ก็เป็อีกวันนึงที่ครอบครัวเขาต้องลงจากบ้านเพื่อเข้าเมืองหลวงอย่างช่วยไม่ได้
และก็เป็อย่างเดิมเช่นเคย ฟงนั้นพอมาถึงสนามประลองก็เลือกที่จะออกไปเดินเล่นในเมืองเพื่อรักษาและช่วยเหลือคน ส่วนหลิ่งก็ออกไปวิ่งเล็กกับเด็กกลุ่มเดิม ในวันนี้นั้นพ่อค้าแม่ค้าในเมืองต่างหยิบยื่นของกินให้กับฟงมากมายเพื่อตอบแทนที่เขาได้แนะนำวิธีรักษาให้ในคราวก่อน ซึ่งฟงก็ยิ้มรับไว้อย่างยินดีเช่นกัน
"นี่พ่อหนุ่มลูกชายของข้าไม่สบายมาหลายวันแล้ว กินยาก็ไม่ดีขึ้นเลย ข้าอยากให้พ่อหนุ่มไปช่วยดูอาการให้หน่อยจะได้ไหม?" เสียงของลุงพ่อค้าเนื้อหมูกล่าวกับฟงอย่างเศร้าๆ
"ไม่มีปัญหาท่านอา ว่าแต่ท่านสามารถพาข้าไปเลยได้ไหม?" ฟงกล่าวถามออกไป
แน่นอนว่าลุงพ่อค้าร้านเนื้อหมูก็ตอบตกลง ก่อนจะฝากร้านไว้กับลูกน้องและเป็ผู้พาฟงไปบ้านของเขาทันที พอฟงมาถึงเขาก็ตรงไปที่ห้องของลูกชายพ่อค้าร้านเนื้อหมูทันที โดยลูกชายของพ่อค้าร้านเนื้อนั้นกำลังนอนอยู่บนเตียงด้วยสภาพร่างกายที่ผอมแห้ง
"ข้าขออนุญาติตรวจชีพจรของลูกชายท่านหน่อยนะท่านอา" ฟงกล่าวก็ไม่รอให้พ่อค้าด้านหลังอนุญาติ เขาวาดมือออกไปตรวจชีพจรคนไข้ทันที
"อืม... ไข้หวัดบวกกับพิษจากยาบางอย่าง..." ฟงพึมพัมออกมาก่อนจะหันกลับมามองพ่อค้าด้านหลัง
"ท่านอาลูกชายของท่านนั้นแพ้เกสรดอกไม้หรือไม่?" ฟงถามสิ่งที่ค้างคาใจทันที
"อา! ถูกต้อง ลูกชายข้าแพ้พวกเกสรดอกไม้ แต่มันก็ไม่น่าจะทำให้อาการของลูกชายข้าเป็อย่างนี้เลยมิใช่หรือ?" พ่อค้ากล่าวถามกลับอย่างสงสัย
"ไม่หรอกท่านอา... ยาต้มที่ท่านอาซื้อมานั้นมีส่วนผสมของตัวดอกไม้ และที่ตัวดอกไม้พวกนั้นยังคงมีเกสรของพวกมันหลงเหลืออยู่ มันจึงส่งผลเป็พิษมากกว่ารักษานะท่านอา" ฟงกล่าวออกมาอย่างมั่นใจฉะฉาน
"บ้าน่า! งั้นตลอดมาข้าก็ทำร้ายลูกชายข้าตลอดเลยงั้นหรือ?" พ่อค้าตอบออกมาอย่างใ
"อืม... เดี๋ยวข้าขอนึกวิธีรักษาอาการนี้ก่อนนะท่านอา แน่นอนว่าข้าจะรักษาอาการแพ้เกษรดอกไม้ให้ลูกชายท่านอาด้วย" ฟงกล่าวจบก็หลับตาลงเพื่อคิดหาข้อมูลในหนังสือที่ตนเคยอ่านในภพชาติก่อนทันที อดีตของฟงนั้นเป็ถึงลูกหลานตระกูลปราชญ์ เพราะงั้นความรู้มากมายในหัวของเขานั้นย่อมยังไม่หายไปแน่นอน
"อ่า... ข้าได้วิธีรักษาแล้ว... ข้า้าให้ท่านอานำของสามสิ่งมาให้ข้า ท่านอาสะดวกหรือไม่?"
"ว่ามาเลยพ่อหนุ่มข้าจะรีบไปหาให้ทันที"
"หญ้ารากวัว 1 กำมือ, ดอกอัญชัน 10 ถึง 12 ดอก, ตะไคร้ 7 ต้น, และเป็ไปได้ถ้วยมาด้วยสักใบ ข้าจะเอาไว้ใส่ยาที่ปรุง" ฟงกล่าวจบพ่อค้าร้านเนื้อก็รีบวิ่งออกไปหาของทั้งสามสิ่งทันที
สามสิ่งที่ฟงกล่าวออกไปนั้นเป็สิ่งที่หาง่ายมากในเมืองแห่งนี้หรือทุกเมืองก็ว่าได้ หญ้ารากวัวนั้นมีขึ้นอยู่แทบทุกพื้นที ดอกอัญชันเองก็เป็สิ่งที่หาง่ายราวขยะ เพราะมีปลูกไว้ทั่วทั้งเมือง ส่วนตะไคร้นั้น สามารถหาได้ในห้องครัว และไม่นานนักพ่อค้าร้านเนื้อก็วิ่งกลับมาพร้อมกับของที่ฟงร้องขอ
"เอาละท่านอา ก่อนจะทำยารักษา ข้ามีเื่ต้องให้ท่านสัญญาไว้อย่างหนึ่งจะได้หรือไม่?" ฟงถามขึ้นด้วยใบหน้าจริงจัง
"วะ.. ว่ามาเลย"
"ข้าอยากให้ท่านเก็บเื่วิธีปรุงยาของข้าเอาไว้เป็ความลับ หากท่านทำได้ข้าจะยืนยันลงมือช่วยเหลือลูกชายของท่านอาแน่นอน แต่ถ้าหากไม่ได้ข้าก็ต้องขอตัวจากไป" ฟงกล่าวโดยไม่กระพริบตา ราวกับ้าให้ชายตรงหน้าไม่ปฏิเสธ
"ได้! ข้าสัญญา"
สิ้นเสียงคำตอบของพ่อค้าร้านเนื้อ ฟงก็จัดการใช้ลมปราณส่งออกไปปิดประตูกับหน้าต่างห้องทันที ทำให้พ่อค้าร้านเนื้อใมากที่อยู่ๆ ประตูกับหน้าต่างห้องก็ปิดเองตามการวาดมือของเด็กหนุ่มตรงหน้า
ฟงน้ำของสามสิ่งมาวางไว้บนผ้าขาวตรงหน้า เขายื่นมือขวาออกมาหงายขึ้นก่อนจะมีดวงไฟสีฟ้าอ่อนลอยออกมาที่ฝ่ามือ จากนั้นดวงไฟนั้นก็ลอยออกมาอยู่กลางอากาศเบื้องหน้าฟง ตามมาด้วยสิ่งของสามสิ่งตรงหน้าค่อยๆ ลอยตามขึ้นมา ก่อนจะลอยเข้าไปรวมกันและหมุนวนไปมา ตามท่วงท่าการวาดมือสะบัดไปมาของเขา
ของสามสิ่งนั้นถูกความร้อนจากไฟสีฟ้าแบ่งออกเป็สองส่วน คือส่วนที่ระเหยเป็ไอ กับส่วนที่สลายเป็ผง ฟงนั้นหาได้สนใจส่วนที่กล่าวเป็ผงนั้นไม่ เขาใช้สมาธิค่อยๆ รวบรวมสิ่งที่ระเหยเป็ไอนั้นมารวมตัวกัน ก่อนจะขึ้นรูปเป็เม็ดยาทรงกลมขึ้นมา และเขาก็จบขั้นตอนทั้งหมดด้วยการทำให้มันตกผลึกเป็เม็ดยาจำนวน 4 เม็ด ลอยไปอยู่ในถ้วยใบเล็กทันที
"ฟู่..... เรียบร้อยแล้วท่านอา ข้าปรุงยาที่รักษาอาการของลูกชายท่านให้แล้ว" ฟงกล่าวจบก็ยกถ้วยที่มีเม็ดยาสีเขียวทั้ง 4 เม็ดยื่นไปให้พ่อค้าร้านเนื้อทันที
"ดะ... ได้.. ยะ.. ยังไง... ทะ.. ทำได้ยะ.. ยังไงกัน?" พ่อค้าร้านเนื้อกล่าวออกมาด้วยเสียงติดๆ ขัดๆ
"ข้าแค่ใช้พลังปราณช่วยแยกส่วนของสมุนไพรทั้งสามออก ก่อนจะกลั่้นให้เป็ไอน้ำ แล้วนำมันมาหลอมรวมให้ตกผลึกก็เท่านั้นท่านอา" ฟงอธิบายออกมาโดยหารู้ไม่ว่าชายตรงหน้านั้นมิเข้าใจความหมายเลยสักนิด
"งะ... งั้นหรือ..."
"ถูกต้องแล้ว จากนี้ก็ให้ลูกชายท่าน ทานยาของข้าหลังอาหารเพียง 4 มื้อก็น่าจะเห็นผลดีขึ้นแล้วละท่านอา" ฟงกล่าวออกมาอย่างยิ้มๆ
"เดี๋ยว! เดี๋ยว! สมุนไพร? เมื่อกี้พ่อหนุ่มว่าสามสิ่งนั้นเป็สมุนไพรงั้นหรือ?" พ่อค้ารีบถามออกมาอย่างไม่คิดทันที ทั้งๆ ที่รู้สรรพคุณของๆ ที่หามาอยู่แล้ว จะยกเว้นก็ดอกอัญชัน กับหญ้ารากวัวเท่านั้นที่เขาไม่รู้
"ใช่แล้ว... ดอกอัญชันนั้นสามารถกลั่นเพื่อทำเป็ยารักษาการแพ้เกษรดอกไม้ได้ แต่มันต้องผสมรวมกับหญ้ารากวัวที่ช่วยเจือจางฤทธิ์พิษบางอย่างที่แฝงมาของดอกอัญชันด้วย แต่ถึงอย่างนั้นอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือตะไคร้ เพราะมันจะทำหน้าที่ลดพิษไข้ที่จะเป็อาการแฝงจากดอกอัญชันได้" ฟงอธิบายยืดยาวออกมา
"อ๋อ~ เป็อย่างนี้นี่เอง... ไม่สิ!~ พ่อหนุ่มใช้ลมปราณได้ด้วยงั้นหรือ?" พ่อค้าเนื้อรีบเข้าประเด็นหลักทันที
"อ๋อครับ ข้าใช้มันได้ ถึงแม้ว่าจะทำไม่ค่อยเก่งก็เถอะ" ฟงกล่าวอย่างยิ้มๆ
"เอาละวันนี้ข้าขอลานะท่านอา" ฟงลุกขึ้นยืนก่อนจะวาดมือไปในอากาศหนึ่งครั้ง ประตูหน้าต่างที่ปิด ก็ถูกเปิดเหมือนครั้งก่อน พร้อมกับร่างของฟงที่หายไป
"ผะ... ผะ.. ผู้วิเศษ... ผู้วิเศษจริงๆ ด้วย..."
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
"ฮัดชิ้ว!~ บ้าจริง... ข้าเป็หวัดงั้นรึ?" ฟงที่ออกมาจากบ้านพ่อค้าเนื้อแล้วก็จามขึ้นทันที
"อืม... ข้าจะไปไหนดีนะ" ฟงบ่นพึมพัมก่อนจะเดินไปอย่างเรื่อยเปื่อย
ระหว่างที่ฟงกำลังเดินคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น ก็มีรถม้าวิ่งผ่านฟงไปอย่างเร่งรีบคันหนึ่ง บนรถนั้นมีตัวอักษรสลักคำว่า "สำนักโอสถ์" เขียนไว้อยู่อย่างสวยงาม
"เห้ย! หลบออกไปโว้ย!" เหล่าทหารที่วิ่งตามรถม้านั้นะโโวยวายอย่างไร้มารยาท พร้อมกับวิ่งชนไม่สนผู้คนรอบข้างเลยสักนิด
แต่มีหรือฟงจะสนใจและหลีกทางให้ ในเมื่อครั้งแรกเขาก็หลีกทางให้รถม้าผ่านทางไปได้แล้ว ทำไมเขาต้องหลีกทางให้ทหารที่กร่างทำตัวโชว์อำนาจอย่างนี้กันด้วย? และแน่นอนเ้าทหารคนดังกล่าวก็วิ่งเข้ามาหมายชนฟงอย่างไม่สนใจ แต่แล้วมันกลับกระเด็นออกไปแทน
"อ๊ากกก!!~ ไหล่ข้า! ไหล่ข้าเจ็บไปหมดแล้ว!~ อ๊ากกก!!~" นายทหารคนนั้นร้องะโอย่างกับหมูโดนเชือดในขณะที่นอนโอดครวญอยู่ที่พื้น
"ไร้สาระ" ฟงกล่าวออกมาก่อนจะไม่สนใจแล้วเดินต่อ
ชิ้ง!~ ชิ้ง!~ ชิ้ง!~
เสียงของกระบี่ที่ถูกดึงออกจากฝักดังขึ้นสามครั้ง พร้อมกับมีนายทหารอีกสามคนวิ่งเข้ามาล้อมฟงเอาไว้
"แก! บังอาจทำร้ายองครักษ์ทหารของสำนักโอสถสรรค์ อยากตายนักใช่มั้ย?" หนึ่งในทหาระโว่าออกมา
"หา? เห็นๆ กันอยู่ว่าไอ้สวะนั้นวิ่งมาชนข้าเอง เหตุใดสวะอย่างแกถึงกล้าเชิดหน้ามาว่าข้าด้วย?" ฟงกล่าวออกมาอย่างไม่ไว้หน้าเื่อายุเลยแม้แต่น้อย
"ไอ้เด็กบัดซบ! อย่าอยู่เลย" มันกล่าวจบก็พุ่งเข้าไปทั้งสามคนหมายจะใช้กระบี่ในมือฟัดให้เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ตายก็พิการกันไปข้างหนึ่ง
พึบ!~ พึบ!~ พึบ!~
แต่แล้วมีเพียงแค่เสียงลมเท่านั้นที่พวกมันกลับฟันได้ ร่างของฟงนั้นเคลื่อนไหวเพียงสามก้าวเท้าก็ถอยหลบกระบี่เ่าั้ได้อย่างหมดจด
"ข้าจะเตือนเป็ครั้งสุดท้าย หากไม่หยุดตอแยกับข้า ข้าจะทำให้พวกเ้าพิการตลอดชีวิตแน่..." ฟงกล่าวออกมาด้วยใบหน้าหงุดหงิด เขาเกียจพวกคนแบบนี้มากที่สุด
ซึ่งแน่นอนสามคนตรงหน้าฟงนั้นไม่ได้สนใจคำกล่าวของเขาเลยแม้แต่น้อย พวกมันยังดึงดันพุ่งเข้ามาโจมตีฟงหมายจะเอาชีวิต
"ถือว่าข้าเตือนแล้ว..." ฟงเอ่ยด้วยเสียงเรียบๆ
จากนั้นเขาก็เบี่ยงตัวหลบกระบี่ที่พุ่งเข้ามาอย่างง่ายๆ พร้อมกับซัพฝ่ามือไปที่บริเวณหัวใจของทหารนายแรกทันที ตามมาด้วยนายที่สอง และสามตามลำดับ
"อ๊ากกกกกก!!~"
"อ๊ากกกกกก!!~"
เสียงร้องโหยหวนของทหารดังขึ้นเพียงสองนาย ส่วนอีกนายนั้นสำลักเืออกปากแล้วสลบไปที่เรียบร้อยแล้ว และทางด้านรถม้าด้านหน้าเองก็ได้หยุดจอดลง พร้อมกับมีหญิงสาวแต่งตัวดีนางหนึ่งรีบวิ่งกลับมาตามต้นเสียงร้องทันที
"เ้าทำอะไรกับทหารองครักษ์ของข้ากัน?" แม่นางที่วิ่งเข้ามากล่าวถามขึ้นทันที
"งั้นข้าขอถามกลับ เ้าทำอะไรกับเหล่าประชาชนที่ถูกทหารองครักษ์ของเ้าวิ่งชนบ้าง?" ฟงต่อคำเถียงกลับทันที
"การวิ่งชนนั้นถือเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้หากพวกนั้นมิหลบเอง ทำไมข้าต้องช่วยเหลือพวกนั้น"
"งั้นการที่ข้าหลบรถม้าของแม่นางแล้ว พวกมันจงใจวิ่งมาชนข้าเนี้ยจะต้องให้ข้าทำยังไง ไหนลองตอบมาสิแม่นาง?"
"เ้าก็ต้องหลบสิ จะยืนเซ่ออยู่เพื่ออะไรกัน?"
"ข้าว่าแม่นางจะโง่เง้าเกินไปแล้วนะ? ข้าก็บอกอยู่ว่าพวกมันจงใจวิ่งมาชนข้า ต่อให้ข้าหลบมันก็จะชนข้าให้ได้อยู่ดี หัดไปดูแลเลือกคนดีๆ มาบ้างไม่ใช่เอาสวะมาข้างกายอย่างนี้" ฟงกล่าวจบก็เดินต่ออย่างไม่สนใจแม่นางตรงหน้าที่กำลังโมโหจนหน้าแดงกล่ำ
"นี่เ้ากล้ามากนะที่มาต่อปากต่อคำกับข้า!~ เ้ารู้มั้ยว่าข้าเป็ใครกัน?" นางยังคงไม่ยอมแพ้วิ่งไปขวางหน้าของฟงไว้ทันที
"มิรู้ และข้าก็มิอยากรู้จักพวกคนชั้นต่ำ ที่จ้องจะเอาแต่ใช้อำนาจกดขี่ผู้อื่นหรอกนะ ข้าขยะแขยง" ฟงกล่าวพร้อมทำหน้าตาหยี๋ออกมา
"เ้า!"
"หุบปากซะ! ข้ารำคาญ!" ฟงกล่าวพร้อมกับชกอากศโดยให้หมัดนั้นไปหยุดอยู่ที่หน้าของแม่นางตรงหน้าห่างออกจากหน้านางเพียงแค่เซนฯ เดียวเท่านั้น
"อย่ามายุ่งกับข้าอีก ไม่งั้นจะได้เป็เหมือนไอสวะพวกนั้นแน่..." ฟงกล่าวด้วยเสียงเรียบก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนสั่นด้วยความกลัว
หญิงสาวนางนี้นั้นเป็ถึงลูกของเ้าสำนักสำนักโอสถสรรค์ เธอนั้นถูกบิดาตามใจแต่เด็ก แม้แต่คนรอบกายก็ต้องตามใจนาง แต่ในวันนี้พอไร้ทหารราชองครักษ์ ไร้คนตามใจ ต้องเผชิญหน้ากับคนที่กล้าต่อว่าตัวเธอต่อหน้าอย่างนี้แล้ว มันกลับทำให้เธอกลัว กลัวจนสั่นไปทั้งตัว
"ขะ.. ข้า.. [ซื่อหลินหลิน] จะต้องทำให้เ้ามาตามใจข้าให้ได้เลยคอยดูเถอะ..." หลินหลินกล่าวพลางมองแผ่นหลังของฟงที่เดินจากไปอย่างช้าๆ
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
เวลาได้ไหลเลยผ่านมาอีก 4 เดือน
นับจากวันที่ฟงนั้นมีเื่กับ [ซื่อ หลินหลิน] ลูกสาวของเ้าสำนักโอสถ์นั้น เขาก็ต้องถูกคนของนางตามรบกวนเสมอในยามที่เข้าเมืองมารักษาชาวบ้าน แต่แน่นอนว่าฟงก็จัดการส่งแขกกลับไปทุกครั้งจนไม่มีผู้ใดกล้ามายุ่งย่ามกับฟงอีกแล้ว แม้ว่าจะเป็ลูกน้องของหลินหลินก็ตาม
ชินผู้เป็พ่อของฟงนั้นได้ชนะการคัดเลือกราชองครักษ์อย่างขาดลอย ไม่มีผู้ใดนั้นต่อกรเขาได้เลยแม้แต่น้อย และด้วยเพราะเหตุนี้ ชินจึงมีหน้าที่ให้การฝึกสอนทหารในวังด้วย ซึ่งเหตุที่ทำให้เขาต้องเขาฝึกสอนก็เพราะองค์ชายเทียนฮู่นั้นอยากจะแข็งแกร่งแบบชินนั้นเอง องค์ชายเทียนฮู่จึงขอให้ชินช่วยฝึกเหมือนกับทหาร ซึ่งชินก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรแม้แต่น้อย
เนื่องจากชินต้องเดินทางมาที่วังทุกวัน ฟงกับหลิ่งก็เลยถือโอกาสตามมาด้วย โดยฟงนั้นจะแยกไปรักษาชาวเมืองในตลาดอยู่สม่ำเสมอ ส่วนหลิ่งนั้นก็ไปวิ่งเล่นประสาเด็กตามเคย หากถามว่าหลินฮัวผู้เป็แม่อยู่ไหนนั้น นางก็อาศัยอยู่ที่บ้านแทบจะทุกวัน จะมีบ้างบางวันที่นางจะเข้าเมืองมาซื้อของใช้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น...
"เรียบร้อยแล้วท่านลุง... จากนี้ท่านต้องทานยาที่ข้าบอกติดต่อกันสัก 4 วันก็จะหายขาดแล้วละ" ฟงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม ก่อนจะส่งคนไข้คนสุดท้ายของวันนี้กลับบ้านไป
"เ้าฟง! วันนี้ข้าจะทำให้เ้าต้องตามใจข้าให้ได้เลยคอยดู!~" เสียงของหลินหลินดังขึ้นไล่หลังฟงมา
หลังจากหลินหลิน ไม่สามารถหาคนมาตอแยฟงได้แล้ว นางเลยต่อมาตอแยฟงด้วยตนเอง และมันก็มักจะจบลงด้วยการที่นางนั้นเป็ได้แค่เพียงอากาศในสายตาฟงเท่านั้น
"เฮ้อ... ทำไมท่านไม่ไปหาสิ่งที่เป็ประโยชน์ทำนอกจากมาตามตอแยข้ากันฮะ? ท่านหลินหลิน?" ฟงถอนหายใจแล้วกล่าวอย่างหน่ายใจไปทางหลินหลิน
"หาก้าให้ข้าเลิกทำอย่างนี้ ก็มาเป็ลูกน้องคอยตามตามใจข้าสักทีสิเ้าฟง" หลินหลินกล่าวอย่างยิ้มๆ
ฟงนั้นหาได้สนใจ เขาหันหน้ากลับแล้วรีบปลีกตัวเดินจากออกมาทันที และแม้ว่านางจะเดินตามฟงก็ตาม เขาก็แค่ไม่ต้องสนใจก็แค่นั้น
ยามนี้ชาวบ้านในเมืองนั้นต่างยกย่อง อีกทั่งยังกล่าวขานเรียกฟงว่า "หมอวิเศษ" เพราะฟงนั้นรักษาชาวบ้านทุกคนโดยไม่เก็บเงินเลยแม้แต่เหรียญเดียว บวกกับฟงนั้นได้บอกวิธีใช้สมุนไพรที่หาได้ง่ายๆ สำหรับรักษาอาการเจ็บป่วยให้อีกด้วย จึงทำให้เขากลายเป็ที่รักของชาวบ้านในเมืองหลวงไปแล้ว
และแน่นอนว่าเมื่อมีคนรัก ก็ย่อมมีคนเกียจเป็ธรรมดา ซึ่งคนเกียจฟงชนิดที่ว่าอยู่ร่วมเมืองกันไม่ได้นั้นก็คือเ้าสำนักโอสถ์ [ซื่อ หงเย่ว] ผู้เป็บิดาของหลินหลินนั้นเอง โดยต้นเหตุของความขัดแย้งนั้นมาจากผลประโยชน์ทางการค้าทั้งนั้น เพราะั้แ่ฟงเข้ามารักษาชาวเมืองโดยไม่คิดเงินนั้น ทำให้ผู้คนที่ต้องมาซื้อยาที่ปรุงโดยทางสำนักโอสถ์น้อยลงเรื่อยๆ
่แรกทางหงเยว่ได้ส่งคนมาตรวจสอบประวัติของฟงดูแล้วก็พบว่าฟงนั้นเป็พวกไร้แซ่จึงไม่อยากจะทาบทามมาทำงานในสำนักด้วย หงเย่วจึงส่งคนไปก่อกวนฟงทุกครั้งในยามที่ฟงนั้นมารักษาชาวเมือง แต่แน่นอนว่าคนที่ถูกส่งมานั้น กลับถูกส่งกลับไปที่สำนักด้วยสภาพาเ็ยับเยินเสมอ
"พี่ฟง!~ พี่ฟง!~" เสียงเรียกของเด็กหญิงตัวน้อยดังขึ้นพร้อมกับวิ่งมาหาฟง
"ว่าไงหรือหลี่เจี้ยน?" ฟงกล่าวก่อนจะก้มลงนั่งยองๆ เพื่อคุยกับเด็กหญิงน้อย
"หลิ่งหลิ่งไม่รู้หายไปไหนพี่ฟง และเมื่อครู่ก็มีคนฝากจดหมายนี้มาให้พี่ฟงด้วย" หลี่เจี้ยนกล่าวออกมาด้วยใบหน้าเป็กังวล
"ขอบคุณมากนะหลี่เจี้ยน" ฟงกล่าวก่อนจะยืนมือไปลูบหัวเด็กหญิงตัวน้อยเพื่อปลอบขวัญ
"เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าฟง?" หลินหลินที่เห็นว่าน่าจะเกิดเื่นั้นก็ชะโงกหน้าถามฟงทันที แต่ฟงนั้นหาได้สนใจ เขาเพียงแค่ยืนขึ้นแล้วเปิดจดหมายในมืออ่าน
("ข้า [ซื่อ หงเย่ว] เ้าสำนักโอสถ์ หากเ้าได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้วก็หมายความน้องชายของเ้าได้อยู่กับข้าแล้ว หากเ้าอยากได้ตัวน้องชายเ้าคืนก็จงมาหาข้าที่สำนัก และหากเ้าเอาจดหมายของข้าไปแจ้งแก่ราชสำนักละก็ เ้าจะมิอาจหาร่างกายของน้องเ้าได้เจออีกต่อไป จงจำเอาไว้")
"เ้าฟง..." หลินหลินที่อ่านเนื้อความในจดหมายก็พลันใกับการกระทำของบิดาของตนมากๆ เธอจึงพยายามจะพูดกับฟงให้ใจเย็นไว้ก่อน แต่ทว่าฟงนั้นกลับทำตาขวางหันมองเธออย่างโมโห
"แกอยากตายนักใช่มั้ย ไอ้บัดซบ!!~" ฟงร้องะโขึ้นฟ้าอย่างไม่อาจผู้ใด ทำให้ผู้คนนั้นต่างขนลุกในพลังเสียงที่ได้ยิน พร้อมกับจับจ้องมาทางฟง
"เ้าฟงใจเย็นก่อน! ข้าจะช่วยพูดกับท่านพ่อของข้าให้" หลินหลินกล่าวอย่างร้อนรน เพราะตลอด 4 เดือนมานี้ นางที่มาเกาะแกะตอแยกับฟงนั้น ไม่เคยเห็นครั้งไหนที่ฟงโกรธขนาดนี้มาก่อน
"หุบปากซะ!" ฟงตะคอกกลับใส่ทันที
สิ้นเสียงของฟง เขาก็ทะยานตัวเหยียบอากาศออกไปทันที โดยไม่สนสายตาของชาวบ้านที่จ้องมองอย่างตกตะลึงที่เห็น มนุษย์ก้าวย่างเหยียบอากาศได้เหมือนดั่งในนิทานของเด็ก และมนุษย์ผู้ก็คือหมอวิเศษที่เคยช่วยเหลือพวกเขานั้นเอง
"เ้าฟงรอก่อน!" หลินตะโกรไล่หลังพร้อมกับรีบวิ่งตามไปทิศที่ฟงพุ่งทะยานตัวไปทันที และทิศทางนั้นก็คือ สำนักโอสถ์นั้นเอง
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
เพี๊ยะ!!~
"อ๊ากกกก!~"
เสียงแส้หนังกระเบนสีดำสนิท ถูกหวดฟาดไปกับอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่สะบัดแส้หนังสีดำนี้ออกไป จะตามมาด้วยเสียงร้องของเด็กผู้ชายทุกครั้ง และเด็กคนนั้นก็คือหลิ่งน้อย น้องชายของฟงนั้นเอง
หลิ่งน้อยนั้นถูกจับพามาที่นี่เพราะถูกวางยาสลบในขนม แน่นอนว่าเด็กๆ ทั้งกลุ่มนั้นต่างสลบไปกันหมดทุกคน จะเหลือก็แค่หลี่เจี้ยนที่ไปหาน้ำดื่มและยังไม่ทานขนมเท่านั้นที่ไม่ได้สลบไป
พอหลิ่งฟื้นขึ้นมา เขาก็พบว่าตัวเองถูกตรึงไว้กับขื่อไม้ พร้อมกับโซ่ดำมัดข้อมือ ข้อเท้าของเขาไว้อยู่ หากเป็ยามปกติเขาคงโคจรพลังปราณเพื่อกระชากโซ่พวกนี้ให้ขาดไปได้อย่างง่ายดายแล้ว แต่เป็เพราะฤทธิ์ยาสลบทำให้ตัวของหลิ่งน้อยไม่สามารถโคจรพลังปราณได้เลยแม้แต่น้อย
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า สะใจจริง! หากพี่ชายเ้าไม่มาขัดแข้งขัดขาข้า เ้าก็ไม่ต้องมาโดนอย่างนี้หรอกเ้าเด็กน้อย ฮ่า ฮ่า ฮ่า" หงเย่วหัวเราะชอบใจออกมา ในระหว่างที่มองดูร่างของเด็กน้อยตรงหน้าที่กำลังร้องไห้อยู่ พร้อมกับร่างกายเต็มไปด้วยาแจากการถูกแส้หนังเฆี่ยนตี
"ฮื่อๆๆ... พะ.. พี่ข้า... พี่ข้าไม่ปล่อยแกไว้แน่... ฮื่อๆๆ" หลิ่งน้อยร้องไห้แล้วกล่าวออกมาอย่างเจ็บแค้น
"แค่เด็กคนนึงมันจะทำอะไรข้าได้กัน?" หงเย่วพูดอย่างอวดดีก่อนจะง้างมือเพื่อจะสะบัดแส้ออกไปอีกครั้ง
"งั้นแกเคยทรมาณชนิดที่ว่าตกนรกทั้งเป็มั้ยไอ้เเก่ระยำ..." เสียงเรียบดังขึ้นด้านหลังของหงเย่ว พร้อมกับความรู้สึกของดาบที่เชือดเฉือนเนื้อของมันตลอดเวลา
หงเย่วค่อยๆ หันกลับไปมองอย่างสั่นๆ มันเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมถึงรู้สึกหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้ และพอมันหันมาเสร็จก็พบกับเด็กหนุ่มที่ชื่อฟงกำลังยืนจ้องมองมันด้วยความโกรธ ซึ่งภาพถัดจากหลังของฟงไปเป็ภาพของเหล่าทหารยามของสำนักโอสถ์ล้มนอนเกลื่อนอยู่ที่พื้น
"หลิ่งน้อย... พี่ขอโทษนะ" ฟงกล่าวออกมาในขณะที่ตัวเขามายืนอยู่ตรงหน้าของหลิ่ง โดยตัวเขาในจุดเดิมที่ฟงยืนอยู่นั้นค่อยๆ เลือนหายไป
เคร้ง!~ เคร้ง!~ เคร้ง!~ เคร้ง!~
โซ่ตรวนทั้งสี่เส้นสะบั้นขาดออกจากกันหมด ตามท่วงท่าการวาดมือของฟง จากนั้นเขาก็ใช้มือทั้งสองประคองร่างน้องชาย ก่อนจะยัดยาเม็ดหนึ่งลงปากผู้เป็น้องชายไปทำให้เืนั้นหยุดไหล พร้อมกับหลิ่งน้อยค่อยๆ หลับตาลงแล้วสลบไป
"จงเตรียมตัวให้ดีซะไอ้ระยำหงเย่ว... ข้าจะกลับมาชำระหนี้ในครั้งนี้แน่นอน" ฟงกล่าวด้วยเสียงเรียบก่อนจะะโพุ่งทะยานตัวออกไป้า ชนเพดานห้องโถงที่สูงกว่า 7 เมตรเป็รูใหญ่ แล้วบินลับหายไปทันที
ทางหงเย่วนั้นเห็นว่าบุรุษตรงหน้านั้นทั้งหายตัวได้ สะบัดมือทำลายโซ่อย่างง่ายดาย หรือแม้กระทั่งบินก็ด้วย สิ่งที่กล่าวมานั้นก็ทำให้หงเย่วเข่าอ่อนล้มนั่งลงไปกับพื้นทันที ตอนนี้ภายในใจของมันได้ร่ำร้องแต่ด่าตนเองที่ได้ทำบางสิ่งที่โง่เขลาลงไปแล้ว
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ลานฝึกทหารในราชสำนัก
ชินตอนนี้กำลังฝึกการต่อสู้ให้เหล่าทหารอยู่ก็ต้องหยุดมือลงทันที พร้อมกับหันหน้ามองขึ้นไปบนฟ้าทันทีด้วยใบหน้าคิ้วขมวด ทำให้นายทหารรวมถึงองค์ชายเทียนฮู่ถามตั้งคำถามอย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
"มีอะไรงั้นหรือท่านชิน?" องค์ชายเทียนฮู่กล่าวอย่างสงสัย
"ลูกชายข้ากำลังโกรธ..." ชินนั้นไม่ได้หันกลับมามององค์ชายเลยด้วยซ้ำ เขาพูดออกมาด้วยใบหน้ากังวลอย่างมากว่าสิ่งใดกันที่ทำให้ลูกของเขาโกรธได้ขนาดทำให้กระแสพลังในธรรมปั่นป่วน
ไม่นานนักบนท้องฟ้าทางทิศที่ชินกำลังมองอยู่ ก็มีร่างของเด็กหนุ่มพุ่งทะยานตัวเหยียบย่างอากาศปรากฏออกมา โดยเขาอุ้มเด็กชายอีกคนไว้ด้วย ไม่นานนักเด็กชายคนนั้นก็ลงมายืนอยู่ด้านหน้าของชิน
"ลูกฟงเกิดอะไรขึ้นกัน? ใครทำอะไรอาหลิ่งน้อย?" ชินกล่าวขึ้นแล้วเดินไปหาฟงทันที
"ท่านพ่อ ข้าขอฝากน้องหลิ่งด้วย ข้ามีเื่ที่ต้องไปสะสาง" ฟงกล่าวพร้อมกับอุ้มร่างของหลิ่งส่งไปให้ชินอุ้มต่อ
คลื่นนนนนนน!!~
เสียงสั่นะเืดังขึ้นพร้อมกับแผ่นดินในบริเวณราชสำนักกำลังสั่นะเือย่างรุนแรง พร้อมกับร่างของชินมีไอสีฟ้าอ่อนไหลทะลักออกมาดั่งเปลวเพลิงกองใหญ่
"มันเป็ใครกันลูกฟง? มันผู้ใดที่บังอาจทำอย่างนี้กับหลิ่งน้อย?" ชินถามด้วยแววตาโกรธแค้นอย่างมาก
"ไม่ต้องห่วงท่านพ่อ ข้าจะกลับไปเก็บมันให้เอง เพราะงั้นได้โปรดพาน้องหลิ่งกลับบ้านไปก่อนเถอะ ถือว่าข้าขอร้อง" ฟงกล่าวจบก็พุ่งทะยานตัวออกไปทันทีทิ้งชินกับหลิ่งไว้ที่แห่งนี้
"ชิ! " ชินส่งเสียงที่ไม่พอใจออกมา
"ท่านชินได้โปรดใจเย็นด้วยเถอะ" องค์ชายเทียนฮู่รีบกล่าวทันที
"ข้าจะกลับบ้านแล้ว... จากนี้ไปข้าจะไม่มาที่เมืองนี้จนกว่าลูกข้าจะหายดี และหากลูกข้าอาการแย่ไปมากกว่านี้ ข้าจะกลับมาลบไอ้พวกที่ทำกับลูกข้าให้หายไปเลยคอยดูเถอะ!" ชินกล่าวอย่างมีโทสะ ก่อนจะะโเหยียบย่างอากาศพุ่งตรงกลับบ้านของตนไป
เมื่อชินกับฟงจากไปแล้วโดยวิชาเหยียบย่างอากาศนั้น ทั่วบริเวณลานฝึกของราชวังก็เกิดความโกลาหลทันที องค์ชายเทียนฮู่นั้นรีบเร่ง กลับเข้าวังหลวงทันทีเพื่อจะเข้าพบฮ้องเต้หรือบิดาของตนนั้นเอง เหตุที่ทำให้องค์ชายเทียนฮู่เร่งรีบนั้น เพราะเขาเเค่เห็นก็รู้แล้วว่าสองพ่อลูกที่พึ่งจากไปนั้นเป็ขุมกำลังที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ ในโลกใบนี้อีกแล้ว และขุมกำลังนั้น กำลังรู้สึกไม่ดีต่อแคว้นของเขาอย่างมาก หากร้ายแรงที่สุด แคว้นของเขาอาจถูกทำลายจนล้มสลายได้....
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
ทางด้านห้องโถงของสำนักโอสถ์
ตอนนี้หงเย่วพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะไปเก็บข้าวของแล้วหลบหนีออกจากเมืองเเห่งนี้ไป แต่ทว่าไม่ว่าเขาจะทำเช่นไรก็ไม่สามารถออกจากห้องโถงเเห่งนี้ไปได้เลยแม้แต่น้อย มันเหมือนกับว่าตัวเขาถูกกั้นด้วยกำแพงใสที่มองไม่เห็นทั้งทางประตู หรือหน้าต่างก็ตาม แน่นอนว่านี้เป็ผลจากอาคมของฟงนั้นเอง
"บ้าเอ๊ย!~ บ้าเอ๊ย!~ ทำไมถึงออกไปไม่ได้กัน!~" หงเย่วโวยวายอย่างหัวเสียที่ไม่สามารถออกจากห้องโถงไปได้
"ทำไมนะหรอ? ก็เพราะว่าข้าไม่้าไงละไอ้แก่บัดซบ" เสียงของฟงดังขึ้นจากทางด้านขื่อไม้บริเวณที่เคยเป็ที่ขึงร่างของหลิ่ง
"แก... อ๊ะ!? หลินหลิน..." หงเย่วจะหันกลับมาต่อว่าฟง แต่ก็ต้องหยุดปากลงทันที เพราะตอนนี้ที่ขื่อไม้นั้น ได้มีร่างของลูกสาวของมันถูกขึงไว้แทนนั้นเอง และข้างๆ ก็มีเด็กหนุ่มที่ตอนนี้กำลังถือแส้หนังกระเบนสะบัดไปมาอยู่
"ทำไมละ? ไม่พูดพร่ำต่อแล้วหรือไอ้เศษขยะ?" ฟงกล่าวจบก็สะบัดแส้พุ่งไปยังร่างของหงเย่วก่อนทันที
เพี๊ยะ!!~
"อ๊ากกกกก!!~"
การเฆี่ยนครั้งแรกของฟงนั้นพุ่งตรงตวัดเอาเนื้อตรงกลางอกของหงเย่วไปทันทีพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของมันดังตามออกมา
"ท่านพ่อ!!~" หลินหลินที่เห็นบิดาของตนถูกเฆี่ยนตีก็ร้องะโออกมาทันที
"ไงละ? เจ็บใช่มั้ยละ แล้วที่นี้แกรู้รึยังว่าน้องชายของข้ารู้สึกยังไงที่ถูกเฆี่ยนด้วยไอ้นี้?" ฟงเดินเข้าไปหาหงเย่วช้าๆ แล้วกล่าวอย่างเบาๆ
"ข้าเคยบอกแล้วใช้มั้ยว่า จะกลับมาคืนนี้ที่แกให้มา" ฟงกล่าวพร้อมกับเอามือจิกไปที่ผมของหงเย่วแล้วดึงหน้าของมันขึ้นมาพูดใกล้ๆ
"ได้โปรด... ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วย..." หงเย่วกล่าวออกมาทั้งน้ำตาแล้วยกมือทั้งสองขึ้นมากุมคำนับขอร้อง
"หึ! ไม่มีทาง.." ฟงแค่นเสียงกล่าวออกมาแล้วผลักร่างของหงเย่วทิ้งออกไปอย่างไม่ใยดี ก่อนจะหันเดินไปทางหลินหลินที่ถูกขึงไว้
"ในเมื่อแกกล้าทำร้ายสิ่งสำคัญของข้า ข้าก็จะทำร้ายสิ่งสำคัญของแกเช่น"
____________________________________________________________________
-- จบ --