ผมเป็นสมาชิกเว็บเทพบรรพกาล

    EP-70 โรงพยาบาลชุนเหลียน

    “เจ้าของบาร์ติงหวน...บ้าน่า นั่นมันหนึ่งในบาร์ระดับไฮเอนด์เลยนะ ฉันเคยไปเที่ยวที่นั่น ผู้หญิงมหาลัยเนี่ยสวยเฟี้ยวอย่าให้บอก”

    “ปรากฏว่าเขาเป็นเจ้านายของลั่วเฟย มิน่าละถึงได้ลงไปคุกเข่าแบบนั้น เอาล่ะสิแบบนี้จะเป็นยังไงต่อ”

    “ฉันเองก็เคยไปเที่ยวบาร์ติงหวน ที่นั่นบรรยากาศดี เครื่องดื่มราคาพอรับได้ สภาพหรูหราแม้ว่าจะไม่ใช่บาร์ที่ดีที่สุดในชุนเหลียน แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในบาร์หลักที่ต้องไปเที่ยว”

    “ว้าว หนุ่มหล่อคนนี้เป็นเจ้าของบาร์ ฉันเองก็อยากเข้าทำงานที่นั่น...ขอเข้าไปคุยกับเขาดีไหมนะ เผื่อจะใจอ่อนให้เงินเดือนดีๆ กับฉัน”

    นักศึกษาหลายคนเริ่มซุบซิบเสียงเบา

    ไม่มีใครแปลกใจหลังจากรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมลั่วเฟยที่เป็นหัวหน้าชมรคาราเต้ถึงได้ยอมแพ้ทั้งที่ยังไม่ออกหมัด

    “นายคือหนึ่งในการ์ดพวกนั้นสินะ” หลินอู๋เฉินถาม ไม่คิดเลยว่าจะได้พบพนักงานบาร์ที่นี่

    “ใช่ครับ ผมเป็นหนึ่งในการ์ดที่ปกป้องคุ้มครองคุณหยูชิหลิง”ลั่วเฟยกล่าวด้วยความรู้สึกดีใจ “นอกจากนั้นคุณหลิน ผมขอแสดงความยินดีด้วยที่กลายเป็นเจ้าของบาร์อินไซด์”

    บาร์อินไซด์....แค่คำนี้ถูกกล่าวออกมา ก็ทำให้พวกนักศึกษากลายเป็นคลั่ง

    เป็นเจ้าของบาร์ติงหวนว่าเจ๋งแล้วนะ แต่ยังเป็นเจ้าของบาร์อินไซด์อีกบาร์ ตัวตนของหลินอู๋เฉินดูจะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว

    หน้าตาดี รูปร่างเพอร์เฟค รวยสมาร์ท มีใครบ้างไม่อยากได้เป็นแฟน

    เย่หลิงรับรู้ถึงสายตากระหายใคร่ของบรรดาเพื่อนนักศึกษาก็รู้สึกกังวล แต่เธอต้องจนด้วยเกล้า คุณหลินโดดเด่นเกินไป มีใครบ้างไม่อยากได้มาครอบครอง

    “แค่บาร์เล็กๆ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร” หลินอู๋เฉินดูไม่ใส่ใจ แต่แค่คำนี้ถูกพ่นออกมา ก็ทำให้ทุกคนตกใจจนเขาแทบทรุด

    “อะไรนะ บาร์อินไซด์แค่ธุรกิจเล็กๆ เหรอ โอ้วแม่เจ้า ต้องรวยเบอร์ไหนกันถึงจะพูดคำนี้ได้”

    “แม่จ๋า หนูอยากได้เขาเป็นผัว หนูอยากท้องลูกของเขา!”

    นักศึกษาเริ่มกลายเป็นบ้าคลั่ง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มองหลินอู๋เฉินปานกลืนกิน

    เย่หลิงขบฟันกรอด เป็นอีกครั้งที่เธอสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามจำนวนมาก

    “ลั่วเฟย ถ้าหากนายกลัวมันละก็ฉันจะเข้าไปจัดการเอง!”

    “เห่าไช่ นี่นาย....”

    เห่าไช่รองประธานชมรมคาราเต้เคลื่อนไหว

    เขาเดินออกไปเผชิญหน้ากับหลินอู๋เฉิน ทั้งที่รู้ถึงตัวตนอีกฝ่าย

    คราวนี้ไม่มีใครมองว่าหลินอู๋เฉินบ้าอีกต่อไป ด้วยสถานะทางสังคม ตัวตนเล็กๆ อย่างเห่าไช่ไม่สามารถนำมาเทียบหรือสั่นคลอนได้เลย

    “หลินอู๋เฉิน กล้าสู้กับฉันหรือเปล่าล่ะ!” เห่าไช่กวักมือ พร้อมต่อสู้กับคนร่ำรวย

    “เป็นแค่'มด'แต่กล้าท้าสู้กับฉัน พวกไม่เจียมตัว อยากจะเข้ามาก็เข้ามา แค่ใช้มือข้างเดียวฉันก็ล้มนายได้แล้ว!” หลินอู๋เฉินกระทั่งไม่เลิกหนังตา ทำตัวเอ้อระเหย ล่องลอยเหมือนเมฆบนท้องฟ้า

    “ไอ้เวรนี่ วันนี้แหละมึงจะได้รู้ว่าไม่ควรเล่นกับใคร!” เห่าโช่กระโจนเข้าใส่ อาศัยศิลปะการต่อสู้คาราเต้ คนธรรมดาไม่สามารถรับมือได้อยู่แล้ว

    ทักษะนี้เขาฝึกฝนมาแรมปี แม้จะสู้ลั่วเฟยประธานชมรมไม่ได้ แต่การล้มหลินอู๋เฉินเป็นแค่เรื่องกล้วยๆ

    เท้าของเห่าไช่เคลื่อนไหวรวดเร็ว จนใครหลายคนเริ่มเป็นห่วงหลินอู๋เฉิน ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนร่ำรวย ทักษะต่อสู้อาจไม่มี ดังนั้นความพ่ายแพ้จึงอยู่ใกล้แค่เอื้อม

    แต่แล้วลั่วเฟยได้เข้ามาบล็อก และตอบโต้คืนด้วยเท้า โจมตีเข้าขาซ้ายของเห่าไช่

    “ลั่วเฟย ไอ้สุนัขเลี้ยงไม่เชื่อง!” เห่าไช่คำราม สีหน้าปั้นยากขีดสุด

    “ฉันกำลังช่วยนายต่างหาก”

    “ช่วย...ไม่เห็นเลยว่าช่วยตรงไหน เห็นอยู่ว่านายกำลังช่วยมัน คงย้ายข้างจากนายน้อยหวังแล้วสินะ!”

    นายน้อยหวัง...คำพูดของเห่าไช่ได้ปลุกความสนใจทุกคน

    พวกเขาเริ่มหันไปหานายน้อยรุ่นที่สองอย่างหวังเห่า เขายืนอยู่ข้างเจียงหยุนเออร์ นักเปียโนฝีมือดีแห่งมหาลัยชุนเหลียน

    “มองฉันทำไม เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน ใช่ไหมเห่าไช่!” นายน้อยหวังแก้ต่าง ไม่อยากเปิดเผยตัวตน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าเจียงหยุนเออร์

    เห่าไช่รู้ตัวว่าเผลอพลั้งปาก จึงรับพยักหน้าซ้ำๆ “ใช่ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด มันไม่เกี่ยวกับนายน้อยหวังเลยสักนิด”

    “งั้นก็ดี เพราะถ้าหากนายลุกขึ้นมาเรียนพรุ่งนี้ไม่ได้ นายน้อยหวังจะได้ไม่โทษว่าเป็นความผิดของฉัน!” ลั่วเฟยย่างกรายเข้ามาหาเห่าไช่

    อีกฝ่ายรู้สึกกลัวแต่ไม่มีที่ให้หนี อีกทั้งกลุ่มคนจำนวนมากยังมองดูเขาอยู่ เห่าไช่ไม่มีทางเลือกอื่นจึงต้องสู้ตายกับลั่วเฟย แต่สุดท้ายด้วยฝีมือที่ห่างกันมากจนเกินไป เขาจึงพ่ายแพ้ไปในระยะเวลาไม่ถึง 1 นาที

    ความแข็งแกร่งของลั่วเฟยกลายเป็นที่ประจักษ์

    ทุกคนรู้สึกว่าการต่อสู้จบเร็วเกินไป แต่เมื่อลองคิดดูก็ไม่น่าแปลกใจ ยังไงเสียรองประธานก็อ่อนกว่าอยู่แล้ว ไม่งั้นเขาจะเป็นแค่รองประธานเหรอ

    พอลั่วเฟยจัดการเสร็จ หลินอู๋เฉินเหลือบตามองหานายน้อยหวังก็หายตัวไปแล้ว เหลือแค่เจียงหยุนเออร์ที่กำลังมองมาที่เขา

    “คุณหลิน...” ลั่วเฟยเดินเข้ามาหา ใบหน้ารู้สึกผิด เตรียมตัวรับโทษที่กล้าท้าทายกับสิ่งที่ไม่มีทางชนะ

    หลินอู๋เฉินละสายตากลับมา โบกมือว่า “ช่างเถอะ ถือซะว่านายช่วยหยูชิหลิงครั้งนี้จะทำเป็นมองไม่เห็น แต่ถ้าหากมีครั้งหน้าล่ะก็...”

    “มันจะไม่มีครั้งหน้า ผมให้สัญญาเลยครับ” ลั่วเฟยตอบหนักแน่น

    “งั้นก็อย่าลืมสิ่งที่นายได้พูดวันนี้” หลินอู๋เฉินมองดูเวลาที่ข้อมือ หลังจากนั้นจึงเดินออกจากดาดฟ้าตึก มาถึงสถานที่ที่เหวินจิงนัดหมาย

    นักศึกษาบนดาดฟ้าเริ่มแยกย้าย เย่หลิงเป็นหนึ่งในนั้น แต่เธอไม่ได้กลับห้องเรียนเหมือนกับจินเฉิน หากแต่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วโทรไปหาที่บ้าน

    เธอเริ่มเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้พ่อฟัง

    ทันทีที่เย่เหรินรู้เรื่องก็รีบกล่าวว่า “นี่มันเป็นโอกาสของตระกูลเย่เรา!”

    “โอกาส...ดีใช่ไหมคะ”

    “ใช่โอกาสดี เจ้าเด็กโง่นั่นกล้ามีเรื่องกับคุณหลิน มันไม่รู้หรือไงว่าคุณหลินเป็นใคร แม้แต่ตระกูลฉินยังถูกเขาทำลายแค่ไม่กี่นาที นับประสาอะไรกับตระกูลหวัง” เย่เหรินเยาะเย้ย “พ่อจะรีบนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับคุณปู่ ช่วงบ่ายลูกมีเรียนหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็กลับบ้านมาประชุมซะ”

    “มีเรียนค่ะ แต่มันไม่สำคัญเท่ากับการทำให้คุณหลินพอใจ หนูเลยจะโดดเรียนช่วงบ่ายแล้วกลับไปประชุมที่บ้าน”

    “ก็ได้ รีบๆ กลับมาล่ะ”

    “ค่ะพ่อ หนูจะรีบกลับไปให้เร็วที่สุด!”

    เย่หลิงวางโทรศัพท์ลง ใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มประดับมุมปาก

    “คนที่มันกล้าท้าทายคุณหลิน จะต้องหายไป หวังเห่า นายก็แค่'มด'สำหรับคุณหลิน เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องให้คุณหลินจัดการ แค่ตระกูลเย่ก็พอแล้ว”

    ..........

    “ดูเหมือนว่านายจะชนะสินะ ร่างกายถึงได้ไม่มีบาดแผล” เหวินจิงที่นั่งอยู่บนฝากระโปรงรถเดาได้ไม่ยาก

    “...ชะ...ชนะก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ” จ้าวหานที่ยืนอยู่ข้างๆ เสริม

    “นั่นสิ ชนะก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ หรือว่าเธออยากเห็นแฟนตัวเองโดนซ้อม”

    หลินอู๋เฉินอยากจะแกล้งเธอสักหน่อยด้วยการเชยคางขึ้นมาชม แต่เพราะที่นี่คือมหาลัย บางทีอาจารย์มู่อาจจะมองมาจากที่ไหนสักแห่ง เขาจึงต้องยั้งใจไว้

    “เห็นนายโดนซ้อมสนุกออก นายจะได้รู้จักคำว่าแพ้ซะบ้าง” เหวินจิงหัวเราะว่า ดูเหมือนเธอยังไม่ลืมเรื่องในสนามแข่ง

    “ขึ้นรถเถอะ อ้ะนี่กุญแจ นายขับนะ”

    หลินอู๋เฉินรับกุญแจจากมือเล็กๆ จากนั้นทั้งสามคนจึงเข้าไปนั่งในรถ SUV

    “แล้วทำไมถึงไม่ไปดูฉันที่ดาดฟ้า” ในขณะที่กำลังติดเครื่องยนต์ เขาหันไปถามเธอด้วยความสนใจ

    “ขึ้นไปแล้ว แต่มันร้อนและคนก็เยอะมาก ฉันไม่ชอบอะไรแบบนั้นเลยรีบลงมา”

    “เหรอ แต่ในสนามแข่งรถก็ร้อนนะ ทำไมเธอถึงไม่ยักบ่น”

    “ไม่เหมือนกัน นั่นในสนามแข่งไปดูรถแข่ง ไม่เหมือนกับดูนายซะหน่อย”

    หลินอู๋เฉินยักไหล่ เลี้ยวรถออกไปจากมหาลัยชุนเหลียน ไปที่โรงพยาบาลตามคำสั่งของเหวินจิง

    ……….

    ไม่นานทั้งสามมาถึงที่หมาย

    พี่สาวของจ้าวหาน จ้าวลี่พักอยู่ในวอร์ดตึก C ดูเหมือนว่าเธอจะได้รับการดูแลอย่างดีจากเหวินจิง ถึงได้พักในห้องใหญ่เพียงคนเดียว ไม่ต้องนอนแออัดรวมกับใครให้อึดอัด

    เข้ามาในห้องเหวินจิงกับจ้าวหานรีบเข้าไปเปลี่ยนน้ำที่แจกันดอกไม้ เสร็จแล้วนำดอกเก่าไปทิ้งลงในถังขยะ แทนที่ด้วยดอกกุหลาบสีขาวบานสะพรั่ง

    จ้าวลี่นอนอยู่บนเตียง มีสายน้ำเกลือเจาะเข้าที่แขนซ้าย เธอหลับตาพริ้ม เหมือนกับว่านอนหลับเฉยๆ เสียอย่างนั้น

    จ้าวหานนั่งอยู่ข้างๆ จับมือของพี่สาวขึ้นมากุมไว้ ใบหน้าฉาบความกังวลหลายส่วน

    หน้าตาของจ้าวลี่แม้จะซีดเซียวแต่ไม่ได้แย่ นั่นหมายความว่าน้องสาวอย่างจ้าวหานก็ต้องสวยไม่แพ้กัน

    “ขอดูรอยที่กัดหน่อยสิ” อยู่ๆ หลินอู๋เฉินก็พูดขึ้น ทำให้เหวินจิงหันมามองด้วยความสนใจ

    “นายอยากจะดูไปทำไม หรือว่าอยากจะดูคอขาวๆ ของพี่ลี่ นิสัยไม่ดีเลยนะนายเนี่ย” เหวินจิงยิ้มเจ้าเล่ห์

    “ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย ฉันก็แค่อยากจะรู้ว่า บาดแผลที่ถูกกัดมันเป็นยังไง บางทีฉันอาจจะช่วยได้” หลินอู๋เฉินแก้ตัว และแน่นอนว่าเหวินจิงไม่อยากเชื่อเขาเท่าไหร่นักแต่ก็ยอมให้ดูรอยกัด

    คล้ายกับเรื่องผมเป็นสมาชิกเว็บเทพบรรพกาล ที่คุณอ่าน