บทที่ 103
ณ โรงจอดรถม้าของร้านไวน์วีตาเร่“กล่องไม้ธรรมดานี่น่ะเหรอ? อุปกรณ์เวทมนตร์ที่เจ้าว่า” ฮาคิมกล่าวขณะที่มองดูกล่องไม้สีดำในสองมือของภาม“สิ่งนี้เรียกว่ากล่องสัญญาณเวทย์ ข้าขอเวลาเปิดกล่องให้ดูสักครู่” จอมเวทย์หญิงบีดีเลียกล่าวกับคนรอบข้าง“แต่ท่านหญิงอย่าเพิ่งปิดการทำงานของมันนะขอรับ ข้ายังไม่อยากให้ฝ่ายนั้นรู้ตัว” เกษตรกรหนุ่มกล่าวเตือนก่อนที่จะวางกล่องนั้นลงบนเกวียนเช่นเดิม เพื่อให้หญิงสาวจัดการได้ง่ายขึ้น“ได้สิ ถ้าท่านต้องการอย่างนั้น” กล่าวจบบีดีเลียก็วางมือขวาไว้บนกล่องสีดำ แหวนอัญมณีสีขาวหม่นที่นิ้วกลางของเธอก็เรืองแสงเล็กน้อย หลังจากแสงสีขาวบนแหวนของบุตรีแห่งดยุคดับลง เธอก็เปิดฝากล่องออกด้านในปรากฏอัญมณีเม็ดสีแดงขนาดเท่านิ้วโป้งถูกยึดไว้ด้วยแผ่นโลหะหลายชิ้นที่มีการลงอักขระอาคมเอาไว้“ทับทิมเม็ดเท่านิ้วโป้งเลยเหรอ! ถึงจะไม่ได้เจียระไนแต่ก็ราคาแพงใช่เล่น ข้าว่าเคลย์ที่เป็นแค่พ่อค้าหน้าใหม่ที่เพิ่งมีชื่อเสียงคงไม่ได้ลงมือคนเดียวแน่นอน” มีอาหญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนกล่าวออกมา“ท่านภามท่านเดือดร้อนแล้วล่ะ กลุ่มโอเมก้านั่นต้องการตามท่านไปถึงฟาร์มเพื่อกดดันให้ขายผลผลิตให้แน่นอน” หญิงสาวผมสีดำเริ่มรู้สึกเป็นห่วงชายหนุ่ม“ไม่ใช่แค่กดดันให้ขายผลผลิต ข้าว่าถ้ามันไปเห็นที่นั่นมันคงต้องการครอบครองที่ดินที่สามารถปลูกพืชนอกฤดูมาเป็นของตัวเองแน่ๆ และอาจถึงขั้นบังคับเจ้าให้เพาะปลูกให้พวกมันด้วย เพราะวิธีการดูแลคงต้องมีกรรมวิธีพิเศษใช่ไหมล่ะ?” พ่อค้าหนุ่มหันไปกล่าวย้ำกับเพื่อนด้วยความกังวล“หืม? ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า ตระกูลวีตาเร่ร่วมมือกับตระกูลเรโคลเต้ก็ไม่อาจปกป้องชาวสวนธรรมดาๆคนนึงได้ว่างั้น” ภามถามกลับทีเล่นทีจริง แต่ก็ถึงกับทำให้อีกสามคนทำหน้าไม่ถูกเช่นกัน เมื่อภามเห็นความลำบากใจของคู่ค้าคนสำคัญเขาก็รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลามาสืบสาวราวเรื่องเพราะเขามีวิธีรับมือพวกตัวร้ายอยู่แล้วหลายวิธี“ข้าพูดเล่นนะทุกคน พวกเจ้าคงไม่อยากออกหน้าไปมีเรื่องกับกลุ่มการค้าใหญ่สินะ เอาเป็นว่าข้ามีวิธีรับมือพวกมันอยู่หลายชั้นไม่ต้องเป็นห่วง” เกษตรกรหนุ่มกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่ปกติแทบไม่มีใครได้เห็น“อืม ยังไงข้าก็ต้องช่วยเจ้าอยู่แล้ว แม้ว่าจะแอบช่วยเหลือแบบลับๆเหมือนกับที่เราเคยทำมาแล้ว และที่สำคัญตระกูลข้าก็เป็นคู่แข่งการค้ากับทางนั้นอยู่แล้ว ไม่ได้เกรงกลัวแต่ก็ไม่ได้อยากแตกหัก” ฮาคิมกล่าวตามตรง“ส่วนข้าก็ออกหน้าไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาก็เป็นคนคอยหาข่าวอยู่ภายในที่ว่าการเมืองเท่านั้น ที่จริงก็มีพวกองครักษ์อยู่รอบตัวตลอด ยกเว้นถ้าออกมาพร้อมกับอัลเฟรดเท่านั้นถึงจะมีความเป็นส่วนตัว” บีดีเลียก็ชี้แจงเหตุการณ์ที่น่าลำบากใจให้ชายหนุ่มรับรู้เช่นกัน“ข้าเข้าใจพวกเราทุกคนนั่นแหละ เอาเป็นว่าเพื่อความสบายใจของทุกคน แทนที่จะรอให้ฝ่ายนั้นตามมาหาเรา ก็ชิงเล่นงานมันก่อนเลยก็แล้วกัน อิอิ” เป็นอีกครั้งที่ทุกคนได้เห็นรอยยิ้มที่ไม่เคยเห็นจากภาม แต่มันกลับเป็นรอยยิ้มที่แสนชั่วร้าย การที่เคลย์ตัดสินใจมาติดกล่องสัญญาณเวทย์ที่เกวียนของภามนั่นก็หมายความว่า พวกเขาพอจะรู้คร่าวๆ ว่าฟาร์มของชายหนุ่มอยู่ที่ไหนเพียงแต่ไม่อาจระบุตำแหน่งที่แน่ชัดได้ ถ้าหากชายหนุ่มเลือกที่จะทำลายกล่องสัญญาณเวทย์นี้ เมื่อฝ่ายตรงข้ามรู้จะต้องส่งคนมาควบคุมตัวเขาแล้วใช้ไม้แข็งทันที ซึ่งอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ หรือถ้าหากทิ้งไว้ที่ใดที่หนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปไม่มีการเคลื่อนไหวพวกนั้นก็จะรู้ว่าภามรู้ตัวแล้วเช่นกัน ครั้งหน้าเมื่อชายหนุ่มนำผลผลิตเข้ามาขายในเมืองก็จะโดนจู่โจมทันที ภามคิดว่าแม้สุดท้ายตัวเขาจะต้องปะทะกับกลุ่มโอเมก้า แต่ก็ขอถ่วงเวลาไว้ให้มากที่สุดเพื่อให้เขาได้มีเวลาวางแผนรับมือมากขึ้นในอนาคต และสร้างฟาร์มในฝันตามแผนให้สำเร็จ ตอนนี้เกษตรกรจึงใช้การซ้อนแผนเพื่อสร้างความสับสนวุ่นวายแก่พวกตัวร้ายเล็กน้อย ภามสอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดของกล่องสัญญาณเวทย์จากจอมเวทย์หญิง ได้ข้อมูลว่าทับทิมขนาดเท่านิ้วโป้งบวกกับวงจรอักขระเวทย์อันซับซ้อนที่ติดตั้งเอาไว้ภายในกล่อง มีรัศมีการทำงานถึง 10 กิโลเมตร และสัญญาณไม่มีทางขาดหายจนกว่าอักขระเวทย์ หรืออัญมณีจะถูกทำลาย แต่มีจุดอ่อนหนึ่งของระบบนี้ที่ภามได้ค้นพบนั่นก็คือ อุปกรณ์เวทย์อีกชิ้นหนึ่งที่เรียกว่าจานสัญญาณเวทย์ มันคือเครื่องมือที่อยู่กับใครสักคนในกลุ่มโอเมก้า ผู้มีหน้าที่ติดตามเป้าหมาย มันทำงานคล้ายเครื่องตรวจจับโลหะ บวกกับเข็มทิศคือจะมีเสียงหรือแสงมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้เป้าหมาย และมีลูกศรชี้บอกทาง แต่จานรับสัญญาณนั้นมันไม่อาจระบุที่อยู่ของเป้าหมายได้ชัดเจนจากระยะไกลเหมือนแอพพลิเคชั่นแผนที่ในโทรศัพท์มือถือ ผู้ถือตัวรับสัญญาณต้องเดินเข้าไปใกล้เป้าหมายเท่านั้นถึงจะรู้ตำแหน่งที่แน่ชัดได้ และเมื่อถึงเวลานั้นคนผู้นั้นก็จะต้องติดกับดักที่ถูกวางเอาไว้ ทหารจากต่างโลกจึงเลือกที่จะติดตั้งกล่องสัญญาณนี้ไว้ใต้รถม้าของบีดีเลียบุตรสาวของเจ้าเมือง เพื่อให้กลุ่มการค้าโอเมก้าต้องเกิดความลำบากมากขึ้นเล็กน้อย“ท่านภามแน่ใจหรือว่าวิธีนี้จะทำให้พวกนั้นเลิกติดตามท่านได้ ถ้าคนที่พวกนั้นส่งมาติดตามสัญญาณไม่ใช่พวกพ่อค้าในกลุ่มโอเมก้า และยังเป็นพวกนักฆ่ารับจ้างปากแข็ง ข้าก็ไม่อาจสืบสวนจนลงโทษพวกนั้นได้นะ” ท่านหญิงกล่าว“ก็ถือว่าช่างมัน แต่ท่านหญิงต้องแสดงให้แนบเนียนว่าไม่รู้เรื่องการติดกล่องสัญญาณด้วยล่ะ และหลังจากจับคนคนนั้นได้แล้ว ก็ต้องแกล้งทำเป็นสงสัยคู่อริเก่าของตัวท่านเองด้วยว่าเป็นผู้ลงมือครั้งนี้ เอาสักสองสามคนก็ได้” ภามแนะนำเพิ่มเติมในรายละเอียด“ท่านภาม! เหมือนท่านจะรู้เลยนะว่าข้าเคยมีปัญหากับผู้อื่น?” หญิงสาวมองค้อนชายหนุ่มตาเขียว ซึ่งทำให้ชายหนุ่มประหลาดใจไม่น้อยที่ชนชั้นสูงที่เพิ่งรู้จักกัน จะแสดงท่าทางเป็นกันเองกับเขาขนาดนี้“เอ่อ...จากเรื่องที่ฮาคิมเล่าให้ฟัง ทำให้ข้ารู้สึกว่าการเป็นชนชั้นสูงนั้นมีแต่ปัญหาน่ะสิขอรับ ข้าก็ว่าไปตามที่ได้ยินมาเท่านั้นแหละ” เกษตรกรหนุ่มแถออกมาหน้าด้านๆ ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่ภามได้แสดงตัวตนอีกด้านหนึ่งให้ผู้อื่นได้เห็น“ภาม! ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเป็นคนเช่นนี้” พ่อค้าหนุ่มถึงกับเดือดร้อนที่โดนใส่ร้ายจากเพื่อนของเขา“ฮ่าๆๆ ได้แกล้งไอ้ขี้เก๊กอย่างเจ้าข้าสะใจที่สุดแล้วล่ะ ฮาคิม” ภามหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจใคร บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงไปเยอะ และทำให้หญิงสาวทั้งสองคนรู้สึกเข้าถึงชายหนุ่มผู้ลึกลับได้มากขึ้น ระหว่างที่ภามติดกล่องสัญญาณเวทย์ที่ใต้รถม้าของบีดีเลีย อัลเฟรดพ่อบ้านประจำตระกูลเรโคลเต้ก็มาช่วยด้วย ทำให้ชายชรารู้ว่าภามคือสหายคนใหม่ของท่านหญิง แต่เขาก็ไม่ได้มีท่าทีไม่เป็นมิตรแต่อย่างใด กลับรู้สึกถูกชะตามากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ติดตั้งอุปกรณ์ไม่นานก็เสร็จ บุตรีแห่งดยุคก็ลาทุกคนกลับไป ฮาคิมเข้าร้านไปขายของเช่นเดิม ส่วนภามก็ไปที่บ้านของฮาคิมโดยมีอาหญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนเป็นผู้นำทาง ส่วนอลันก็เมาหลับอยู่ท้ายเกวียนเรียบร้อย ระหว่างทางเกษตรกรหนุ่มกลับไปเงียบขรึมอีกครั้ง หญิงสาวจึงชวนคุยผ่อนคลายบรรยากาศ“ท่านภามมาเส้นทางสายตะวันออกนี้บ่อยไหมเจ้าคะ?” มีอาถามลอยๆ“ก็เป็นครั้งที่สองเท่านั้นแหละ ครั้งแรกก็ตอนที่ช่วยครอบครัวมูเน่หนีออกมา มีอะไรรึเปล่า?” ชายหนุ่มหันไปถามหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านข้าง“คือว่า...ถ้าท่านไม่รังเกียจ ข้าอยากพาท่านไปชมพระอาทิตย์ตกดินที่ทะเลสาบลูน่าซองค์เจ้าค่ะ” หญิงสาวกล่าวชวนชายหนุ่มด้วยท่าทางเขินอาย