ตอนที่ 12
นกไม้ร้องพ่องจังหวะ เงาหมู่เมฆาลอยล่องกล่อมใจให้สงบ แสงแดดและสายลมกระทบผืนน้ำที่ไหลเอื่อยเฉื่อย หากจะมีสิ่งผิดแปลกอันใด ก็คงจะไม่พ้นเหล่าผู้คนที่ยังดินรนมีชีวิตท่ามกลางมหานครอันใหญ่โต ลำธารอันเกิดจากฝีมืุ์ สะท้อนภาพดวงแสงหนึ่งบนฟากฟ้าที่กำลังมุ่งตรงไปยังใจกลางเมืองหลวงที่กินพื้นที่กว่าร้อยลี้นี้
กำแพงยาวหลายร้อยลี้รูปทรงจตุรัสสร้างความรู้สึกอันเบื่อหน่ายให้กับผู้ที่อยู่ในดวงแสงสีทอง มันถอนหายใจจนติดเป็นิสัยไปเสียแล้ว มันเหาะเหินกลางเวหาต่อไปอีกครึ่งชั่วยาม เบื้องหน้าของมันปรากฏเป็พื้นที่โล่งกว้าง ครั้นจะว่าโล่งก็ใช่จะราบเรียบ บนผืนธรณีนั้นกลับตั้งไว้ด้วยราชวังอันใหญ่โต กินพื้นที่มากกว่าหนึ่งในห้าของมหานครอันวุ่นวายนี้
ดวงแสงครั้นเมื่อพุ่งผ่านเขตกำแพงของราชวังแล้ว มันก็ชะลอความเร็วก่อนจะค่อยๆลดเพดานบินต่ำลง เหล่าทหารยามหลายร้อยนายในพื้นที่ระยะนั้นต่างก็เริ่มคุกเข่าลง เพื่อต้อนรับการมาเยือนของผู้มาใหม่นี้
“คารวะท่านราชครูเจี้ยนเหล่ย!” ทหารผู้รักษาการหลายร้อยต่างะโออกมาเป็เสียงเดียวกัน
ผู้ที่อยู่ในดวงแสงนั้นมิใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็เทพกิเลนสายฟ้าเจี้ยนเหล่ย มันเหินร่างลงมายังพื้นหินอ่อนเบื้องหน้าแล้วจึงเอ่ยถามออกไปว่า
“ฝ่าาอยู่ในท้องพระโรงใช่หรือไม่”
“เรียนท่านราชครู ขณะนี้ฝ่าากำลังเสวยพระกระยาหารโดยลำพัง” ตัวแทนทหารกล่าวพร้อมกับคุกเข่า
“ลุกขึ้นเถิด พาเราไปเข้าเฝ้า” เจี้ยนเหล่ยสีหน้าเรียบเฉย ในขณะนี้ตัวมันคล้ายจะกลับกลายเป็ผู้สูงศักดิ์แตกต่างจากครั้นเมื่ออยู่ในป่าเขา
ตัวแทนทหารรับคำก่อนจะรีบลุกขึ้นก่อนจะเดินนำเจี้ยนเหล่ยออกไปทันที ระหว่างทางเดินภายใน หากผู้ใดได้ยลชมก็จะเริ่มหลงไหลในพระราชวังแห่งนี้ ที่ถูกเติมเต็มด้วยสวนดอกไม้นานาชนิด พืชพรรณไม้หายากต่างๆล้วนถูกจัดแสดงเรียงรายตลอดสองข้างทาง ทั้งสองเดินผ่านตำหนักแล้วตำหนักเล่า กว่าจะมาถึงที่หมายก็ใช้เวลาร่วมหนึ่งในสี่ชั่วยามแล้ว
“ฝ่าาประทับอยู่ด้านใน..เชิญท่านราชครู” ทหารยามกล่าวจบมันก็เดินก้มหน้าจากไปโดยมิได้มองสิ่งอื่นใดจากสองข้างทาง
เจี้ยนเหล่ยสูดลมหายใจลึกคราหนึ่ง การมาของมันครั้งนี้มิใช่ครั้งแรก แต่ทุกคราที่มันเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิผู้นี้แบบเป็ทางการ กลับคล้ายจะทำให้มันอดรู้สึกหายใจลำบากมิได้ เมื่อตั้งสติได้แล้วมันก็เปิดประตูบานใหญ่เข้าไป
ด้านในตำหนักนี้มิได้ถูกตกแต่งใดๆทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่แปลกแยกจากพื้นที่ทั่วไปในราชวัง ศาลาไม้ที่ดูเก่าทรุดโทรมท่ามกลางผืนหญ้าเขียวขจี ด้านในตัวศาลามีร่างชายชราในชุดชาวบ้านธรรมดากำลังยกจอกสุราขึ้นมาดื่มแม้ว่าจะมีผมขาวโพลนแล้ว แต่ดูจากอากัปกิริยาแล้วดูคล้ายว่าจะยังมีกำลังวังชาไม่ต่างจากชายวัยกลางคนเท่าใดนัก
“เหตุใดพระองค์จึงฉลองพระองค์เยี่ยงสามัญชน” เจี้ยนเหล่ยเอ่ยกล่าวขึ้น มันเดินมาหยุดเบื้องหน้าชายชราก่อนจะคุกเข่าลง “กระหม่อมคารวะองค์จักพรรดิ์”
“ลุกขึ้นเถิดสหายข้า ตอนนี้เ้าเห็นข้าเป็จักรพรรดิ์หรือ?” ชายชรากล่าวแล้วรินสุราใส่จอกยื่นให้ชายหนุ่ม หากแต่ว่ามันยังคงคุกเข่าอยู่ ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ก้มลงมองพื้นคล้ายมิอยากสบสายตาชายชรา
“จักรพรรดิ์มีเพียงพระองค์เดียว ข้าน้อยมิบังอาจ...”
ตุบ!
“ตอนนี้ ขณะนี้ ข้าเป็เพียงชาวบ้านธรรมดา เป็สหายเก่าของเ้า หากว่าเ้ายังดึงดันเช่นนั้นก็กลับไปเถอะ!” ชายชรากำหมัดใช้สันมือทุบโต๊ะ พลันนั้นเองเจี้ยนเหล่ยที่นิ่งเงียบก็พลันหัวเราะขบขันออกมาทันที
“ฮ่า ฮ่าๆ เ้ายังคงถูกข้ากลั่นแกล้งเสมอนะ.. เทียนหลง” เจี้ยนเหล่ยว่าแล้วมันก็ลุกขึ้นด้วยท่าทีปลอดโปร่ง มันฉวยคว้าจอกสุราในมือชายชราก่อนจะเดินไปนั่งอีกฟากของโต๊ะ
“จะ.. เ้า” ชายชราชี้นิ้วเคาะไปยังไปยังด้านเจี้ยนเหล่ย แต่สุดท้ายชายชราก็ถอนหายใจส่ายหัว
“เป็อันใดหรือสหายข้า ในวังค์มิได้สุขสบายหรือไร.. ครั้งก่อนในท้องพระโรง ข้าแทบจะกลั้นใจตายเสียให้ได้” เจี้ยนเหล่ยว่าแล้วก็ยกจอกสุราขึ้นดื่ม มันกล่าวด้วยท่าทีทะเล้นว่า “คารวะองค์จักรพรรดิ์”
“เ้าช่วยละเว้นข้าสักวันมิได้หรือไร ขอให้ข้าเป็เช่นคนธรรมดาสามัญบ้าง” ชายชราถอนหายใจอีกครา
“เฮ่อ..เอาเถอะ ข้าจะเล่นกับเ้าสักวัน ข้ารู้ว่าการประชุมในท้องพระโรงมันกดดัน ข้าจึงหาเื่ไม่เข้าร่วมอีกหลังจากครั้งนั้น”
“เ้าก็เป็เช่นนี้ ปล่อยให้สหายชราคนนี้เป็ที่รองมือรองเท้าของแผ่นดิน อะไรๆก็ข้าไปหมด” ชายชราผู้มีนามว่าเทียนหลงถอนหายใจคราแล้วคราเล่า
“แล้วเ้าเป็สุขหรือไม่ เมื่อได้ทำเช่นนั้น” เจี้ยนเหล่ยเอ่ยถาม มันหรี่ตาลงเล็กน้อยจ้องนัยตาของคู่สนทนา
“รับใช้ปวงชน ไร้ผู้ทุกข์ยาก แผ่นดินเจริญรุ่งเรือง เช่นนั้นคือจักรพรรดิ์ที่แท้จริง” ชายชราแววตาแน่วแน่
“ดี!” เจี้ยนเหล่ยว่าแล้วก็ยกจอกสุราขึ้นคารวะ ชายชราก็เห็นดังนั้นก็ยกสุราขึ้นดื่มเช่นกัน
หนึ่งชายหนุ่มหนึ่งชราใช้เวลากว่าชั่วยาม สนทนาเื่เก่าก่อนของทั้งสอง หากว่ามีข้าราชบริพานได้มาเห็นแล้ว คงต้องคิดว่าสองบุรุษนี้มิใช่ผู้ศักดิ์อันใดเป็แน่แท้ ถ้อยคำที่ใช้ล้วนแล้วแต่เป็ภาษาชาวบ้านทั้งสิ้น
“ว่าแต่เ้ากลับมาครานี้ เหตุใดมิได้พาสหายมาด้วยดังที่เคยว่าเล่า?” เทียนหลงเป็ผู้เริ่มถามเข้าประเด็นในวันนี้ มันคาดคิดไว้แล้วว่าเจี้ยนเหล่ยที่มาหามันในวันนี้ ต้องมีเื่อันใดเป็แน่แท้ มิฉะนั้นเทพกิเลนสายฟ้าผู้เบื่อหน่ายการเมืองจะตีตัวออกห่างจากราชวังเสมอ
“นั่นสิ.. อันที่จริงสหายข้าในตอนนี้คงมิได้เข้าวังเป็ราชครูแล้ว” เจี้ยนเหล่ยตอบ สีหน้าของมันคล้ายจะมีเื่น่ายินดีเกิดขึ้น
“การเชื้อเชิญจากข้าผู้เป็องค์จักรพรรดิ์ มีเหตุอันใดที่ทำให้เปลี่ยนใจ?” เทียนหลงสีหน้าฉงน
“นางพบพานวาสนาของนางแล้ว เพียงแต่ว่า.. ” เจี้ยนเหล่ยแววตาลังเล เทียนหลงสังเกตุเห็นอากัปกิริยาของสหายแล้วจึงกล่าวถามว่า “เพียงแต่ว่า?”
เทพกิเลนสายฟ้าครุนคิดอย่างหนัก แม้ว่าข่าวสารที่มันจะบอกกล่าวนั้นจะดีเลิศเพียงใด แต่คำว่า’สหาย’ย่อมต้องให้คำมั่นยิ่งกว่า ท้ายสุดแล้วมันจึงหันไปจ้องเผชิญดวงพระเนตรของจักรพรรดิ์ด้วยสายตาอันเด็ดเดี่ยว
“สหายข้า.. สิ่งที่ข้าจะกล่าวกับเ้าต่อไปนี้ เ้าต้องให้คำมั่นกับข้าก่อน” เจี้ยนเหล่ยแววตาจริงจังกล่าว เทียนหลงคล้ายจะนึกว่าคงเป็เหตุผลอันเล็กน้อยเกี่ยวกับการจะมาของราชครูคนใหม่ มันจึงพยักหน้ากล่าวว่า
“ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่เ้าจะขอต่อจากนี้ ข้าให้คำมั่น..ด้วยวาจาแห่งราชัน”
“เช่นนั้นก็ดี” เจี้ยนเหล่ยว่าแล้วมันก็ขยับกายเข้าหาจักรพรรดิ์ผู้ชราภาพก่อนจะโบกมือคราหนึ่ง พลันนั้นม่านพลังไร้รูปก็ก่อตัวขึ้นครอบคลุมทั้งสองเอาไว้ ซุ่มเสียงนกไม้ภายนอกกลับเลือนหายจากโสทประสาทไปสิ้น
“ข้าคงต้องเล่าั้แ่ต้น.. สหายของข้าผู้นี้คือนางพญางูั์เหว่ยซาน ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน นางได้พบเจอกับผู้ที่เป็วาสนาของนาง” กล่าวถึงตรงนี้ เทียนหลงก็เลิกคิ้ว แม้จะแปลกใจอยู่บ้างว่าสหายของเจี้ยนเหล่ยเป็หญิงสาว แต่ก็มิอาจเข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องกางม่านพลังไว้ หากแต่ว่าคำกล่าวของเจี้ยนเหล่ยต่อจากนี้ ผู้เป็จักรพรรดิอันเป็ตัวตนที่อยู่เหนือทุกสิ่งจะต้องใเป็แน่แท้
“วาสนาของสหายข้านั้นคือ ความรักและบทกวี แปลได้ว่า จะได้พบกับบทกวีพร้อมกับความรัก ซึ่งในตอนนี้นางก็ได้ยอมรับวาสนานี้แล้ว...”
“ครั้นเมื่อนางได้พบกับเด็กชายผู้หนึ่ง มันได้มอบห้วงกวีให้แก่นางเพื่อทะลวงระดับ!” กล่าวถึงตรงนี้ ชายชราก็เบิกตากว้าง สองมือเหี่ยวย่นยกขึ้นกุมไหล่ของเจี้ยนเหล่ยพร้อมกับกล่าวย้ำ “เช่นนั้นต้องเกินกว่าขั้นที่ห้า!”
“ใช่..สหายข้ามิได้โป้ปดต่อข้า และข้าก็ได้เห็นมันอัญเชิญขั้นที่หกด้วยตาตนเอง” เจี้ยนเหล่ยหรี่ตาเล็กน้อยให้เทียนหลงได้เห็น เพราะสิ่งที่มันจะกล่าวต่อจากนี้คือเนื้อหาที่สำคัญที่สุด
“สิ่งที่ข้าจะบอกเ้าต่อไปนี้ เงื่อนไขก็คือให้รอ3ปี ซึ่งเ้าได้รับปากข้าแล้ว” ได้ยินดังนั้นเทียนหลงก็ยืดตัวขึ้น มันกอดอกด้วยท่าทีอันสง่าแล้วพยักหน้า
“สหายของข้าคิดจะคดโกงวาสนา ด้วยการที่นางจะส่งมอบวาสนาความรักให้กับเด็กน้อยผู้นี้ นั่นจะแปลได้ว่าสิ่งที่สมน้ำสมเนื้อที่จะต้องจ่าย จะกลับกลายเป็ตัวนางเอง” เจี้ยนเหล่ยทอดถอนหายใจ กฏการส่งมอบวาสนาเพื่อที่จะเปลี่ยนสิ่งชดใช้นั้น จะขึ้นอยู่กับตัวผู้รับมอบ หากว่าเหว่ยซานมอบวาสนาความรักให้หยุนเสวี่ยเฟิงแล้ว แต่เสวี่ยเฟิงปฏิเสธที่จะรับความรักจากนาง นั่นเท่ากับว่าสิ่งแลกเปลี่ยนจะยังคงเป็การจากลาดังเดิม
“เช่นนั้นแล้วเด็กชายได้ตอบรับความรักเพื่อไม่จากลาของนางหรือไม่?” เทียนหลงในท่ากอดอกชูนิ้วชี้ขึ้นกล่าวขัดจังหวะ
“ข้าคิดว่านางจะใช้เวลาเพื่อบ่มเพาะก่อร่างให้ความรักนั้นงอกเงย เมื่อถึงเวลาส่งมอบวาสนาและเด็กชายตอบรับ สิ่งสมน้ำสมเนื้อที่จะต้องแลกซึ่งก็คือตัวนางเองที่จะอยู่ร่วมกับเด็กชายตลอดไปมิเป็อื่น แม้นว่าเด็กชายจะมีความรักกับผู้ใดอีก นางล้วนแล้วแต่ต้องจำยอม.. นั่นคือสิ่งที่ข้าย้ำเตือนนาง”
“อืม.. คดโกงแต่มิคล้ายคดโกง หากว่ามอบวาสนาความรักสำเร็จ เช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้ในภายภาคหน้า จะต้องมีความรักกับหญิงสาวอื่นเข้ามาพัวพัน แต่สำหรับเ้าแล้วนั้นการจะคดโกงโดยการมอบความตายให้ผู้อื่นนั้น คงไม่มีผู้ใดจะยอมรับความตาย” เทียนหลงกล่าวคล้ายตอกย้ำ แต่อันที่จริงแล้ว ทั้งสองนั้นเป็สหายสนิทกัน พูดคุยกันได้ทุกเื่เจี้ยนเหล่ยจึงมิได้ถือสาหาความ
“แต่ข้าก็ยังสงสัย วาสนานั้นเป็สิ่งที่ดีทั้งวรรคหน้าและวรรคหลัง แต่ฉไนนความตายจึงเป็วาสนาของเ้ากัน แล้วสิ่งแลกเปลี่ยนอันสมน้ำสมเนื้อ เ้าจะจ่ายมันได้อย่างไร ในเมื่อตอนนั้นเ้าได้ตายไปแล้ว?”
“เื่นี้ข้าเพียงต้องหาคำตอบต่อไป หรืออาจจะไม่ต้องหาคำตอบอีกแล้ว” เจี้ยนเหล่ยกล่าวถึงตอนนี้ก็พาให้เทียนหลงเกิดความสงสัยอีกครั้ง
“เื่ของสหายข้ายังมิได้จบ.. ครั้นเมื่อนางได้ตัดสินใจแล้ว ในเช้าวันต่อมา เด็กชายผู้นั้นกลับได้รับคำใบ้วาสนา..” เจี้ยนเหล่ยเว้นว่างคำกล่าว เทียนหลงก็ยิ่งลุ้นระทึกขึ้นไปอีก
“ผลาญฟ้า วาสนา”
สิ้นเสียงของเจี้ยนเหล่ย เทียนหลงพลันใแทบหงายหลัง หัวใจของชายชราพลันเต้นรัวเร็ว ใบหน้าเหี่ยวย่นซีดคล้ายจะเป็ลม เทพกิเลนมีไหวพริบ มันจึงรีบประคองสหายผู้ชราภาพ
“เป็เช่นนั้นจริงหรือ” ชายชรากล่าวย้ำ เจี้ยนเหล่ยก็พยักหน้าแล้วจึงกล่าวว่า
“เ้าคงมิได้คิดจะผิดคำกล่าวรับปากของเ้าใช่หรือไม่?”
ชายชรามีท่าทีตื่นเต้นอยากจะรีบดำเนินการบางอย่างในทันที หากเพียงแต่ว่าเทพกิเลนนั้นได้กล่าวย้ำเตือนเสียก่อนมันจึงกอดอกนั่งลงอีกครั้งกล่าวว่า
“แล้วเหตุอันใดจึงขอเวลา3ปี?”
“ผู้ที่มีวรรคหลังว่า’วาสนา’ นั้นคล้ายจะเป็ผู้ที่เปลี่ยนแปลงวาสนาและสิ่งแลกเปลี่ยนให้กับผู้ที่มันกระการใดๆด้วยได้ แม้กระทั่งจะไขว่คว้าวาสนาใดๆให้แก่ตน ล้วนจะทำได้อย่างใจนึก และหากเ้ายังไม่ลืมที่ข้าได้เล่าไป วาสนาของนางคือความรักที่จะส่งมอบให้เด็กชาย แม้นว่าจะนับเป็วาสนา หากแต่ว่าความรักคือความรู้สึก.. นางขอเวลาเพียงแค่สามปี เพื่อเปลี่ยนแปลงวาสนาและเหนือสิ่งอื่นใดคือความรู้สึกรักของนาง ด้วยที่ว่าเด็กน้อยยังมีอายุเพียง12เท่านั้น มันคงยังมิอาจจะออกมาสู่โลกกว้างนี้ได้อย่างเสรี”
“อืม... ความรักหรือ จะเปลี่ยนอันใดได้กัน ข้าเคยมีรัก.. บัดนี้ก็ยังรัก จะให้เลิกรักได้อย่างไร ยิ่งเป็วาสนาความรักยิ่งแล้วใหญ่ มันคงจะสาหัสสากรรจ์” เทียนหลงว่าแล้วก็มองออกไปด้านนอกศาลา ในแววตาของมันคล้ายจะสะท้อนภาพเงาของหญิงชราผู้หนึ่ง
“เฮ่อ.. ข้าก็คิดเช่นนั้น ยิ่งอยู่นานยิ่งผูกพัน หากต้องแยกจาก มิได้เกลียดชังก็คงเป็เคียดแค้น มิรู้ว่านางโง่เขลาหรือไรกัน..”
“แต่มีอย่างหนึ่งที่ข้ามั่นใจ สหายเอ๋ย..” พลันนั้นชายชราก็ลุกขึ้น มันยกจอกสุราแล้วเดินออกไปด้านนอกศาลาไม้ที่เก่าทรุดโทรม จากนั้นมันก็ยกจอกสุราชูขึ้นมาดว่ากำลังรินหยดสุราจากดวงตะวันยามบ่าย แล้วจึงกล่าวขึ้นว่า
“ผู้วาสนา จักต้องเปลี่ยนวาสนาแม่หญิงนางนี้อย่างแน่นอน แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่คนเราต่างก็มีจิตใจความรู้สึกเมื่อหมดวาสนาต่อกันแล้ว ความรู้สึกต่อจากนั้นจะเป็อย่างไรต่างหากที่สำคัญ” แววตาของชายชราคล้ายทอประกายแสงสีทองวาบหนึ่ง
“หากว่าเด็กน้อยผู้นั้น สามารถเปลี่ยนแปลงวาสนาความรักของนางได้แล้ว ความรู้สึกจะเป็อย่างไรคือสิ่งสำคัญหรือ.. ” เจี้ยนเหล่ยรำพึงออกมา มันมองแผ่นหลังของชายชราก่อนที่จะลุกขึ้นเดินไปหา
“สหายข้า... ศิษย์ตัวน้อยของข้ายังอยู่ตำหนักเดิมหรือไม่?” เจี้ยนเหล่ยเมื่อคิดว่าพอใจกับการสนทนาแล้ว มันจึงเริ่มกล่าวถามเื่อื่น
“ยังอยู่ที่เดิม.. วันๆเอาแต่หกมุ่นกับกู่ฉินและกู่เจิงอยู่ในสวนพฤกษา มิคิดจะร่ำเรียนอันใดอีก..”
“ก็เ้ากับนางตั้งชื่อไว้เช่นนั้น หากว่าเ้าตั้งชื่อให้เหมาะสมกับการบริหารบ้านเมือง เช่นนั้นถึงจะได้ดั่งใจ” เจี้ยนเหล่ยตบบ่าชายชราคราหนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “ข้าขอไปเยี่ยมเยียนศิษย์ข้าเสียเล็กน้อย เ้าก็ควรกลับไปสวมใส่อาภรณ์ที่สมควรเถิด”
“ค่ำนี้ข้าจะเชิญเ้าไปรับประทานอาหาร” เทียนหลงกล่าวตามหลัง แต่เจี้ยนเหล่ยกลับโบกมือแล้วกล่าวทิ้งท้ายว่า “ถ้าในสวนแห่งนี้ข้าขอปฏิเสธ.. ยุงเยอะ”
เทียนหลงมองตามหลังเจี้ยนเหล่ยครู่หนึ่งก่อนที่จะเดินกลับมานั่งใต้ศาลาเก่าทรุดโทรมอีกครั้ง สุราที่เตรียมไว้ดื่มนั้นมิทราบว่าหมดไปแต่เมื่อใดไม่อาจรู้ได้
“ใยพวกเ้าต้องคิดว่าสิ่งตอบแทนคือการสูญเสียกัน.. ไขว่คว้าเพื่อจะดื่มด่ำและยอมรับเมื่อหมดเวลา เช่นนั้นจึงจะถูกต้อง มิต้องคดโกงใดๆ” เทียนหลงส่ายหัวกล่าวแล้วจึงคว่ำจอกเหล้า จากนั้นก็เดินออกไปยังประตูที่เจี้ยนเหล่ยออกไปก่อนหน้า
“สุราขวดนี้หมดแล้ว นำสุราขวดต่อไปมาให้ข้า”
ทางด้านของเทพกินเลนเจี้ยนเหล่ย มันก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปตามทางเดินหินอ่อนสีเหลือง สองข้างทางที่เคยเขียวชะอุ่มนั้นเริ่มกลับปลายเป็สวนดอกไม้นานาพันธุ์ แว่วเสียงบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดสายลอยมาตามลม
“อาจารย์.. ท่านยังคงก้าวเดินไม่เป็จังหวะเช่นเคย” เจี้ยนเหล่ยยังมิทันถึงที่หมาย น้ำเสียงใสก็ก้องกังวาลมาตามสายสม เสียงบรรเลงแว่วตามมาคล้ายจะส่งเสริมให้เข้าจังหวะการเอ่ยกล่าวของนาง
“เสียงกู่เจิงของเ้า.. อาจารย์เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดในโลกนี้ที่จะเข้าจังหวะของเ้าได้เสียแล้ว” เจี้ยนเหล่ยกล่าวขึ้น สองเท้าของมันยังเดินไปตามเส้นทางเดิม แม้จะไม่เข้ากับจังหะจากเครื่องดนตรีนั้นก็ตาม
“ข้าเพียงแค่ต้องรอคอยในวาสนาที่ได้รับคำใบ้เมื่อไม่กี่วันก่อน..” เสียงใสเอ่ยกล่าว
“เ้าอายุ12แล้วหรือนี่?”
“ข้าเกิดมา ก็ต้องมีวันเกิด เหตุใดอาจารย์จึงคล้ายลืมเลือนไปเล่า?” น้ำเสียงใสกล่าวเหมือนจะน้อยใจ
“อาจารย์มิได้ลืม ครั้งนี้ยังคงมีของขวัญมาให้เ้าอีกด้วย”
มิทันที่เ้าของเสียงใสจะกล่าวอันใดอีก เบื้องหน้าของนางก็ปรากฏร่างของเทพกิเลนสายฟ้ายืนอยู่ ในมือของมันคล้ายจะมีสิ่งของบางสิ่งถืออยู่
ทางด้านของเทพกิเลนนั้น บัดนี้เบื้องหน้าของมันคือสวนดอกไม้นานาชนิด ตรงกลางของสวนตั้งไว้ด้วยโต๊ะไม้ลวดลายประณีต กู่เจิงสีขาวสะอาดตาวางพาดไว้ให้ความรู้สึกขัดแย้งกับรอบข้างเป็อย่างมาก ผู้อยู่เื้ัเครื่องดนตรีชิ้นใหญ่นี้ยังคงนั่งหลับตา ปลายนิ้วจากมือน้อยยังคงดึงสายเครื่องดนตรีให้เกิดเป็เสียงบรรเลง ครั้นเมื่อดีดสายกู่เจิงคราหนึ่งก็คล้ายจะมีลมพัดผ่านเล็กน้อย กระนั้นเรือนผมยาวสีดำของเด็กน้อยนั้นมิได้ปลิวตามแรงลม ปากชมพูแดงของเด็กสาวยกยิ้มขึ้นต้อนรับผู้มาเยือน
“นั่นคือของขวัญของข้าใช่หรือไม่?” เด็กสาวกล่าว ดวงตาของนางยังปิดสนิท เจี้ยนเหล่ยที่ได้ยินดังนั้นก็เดินเข้ามานั่งเบื่องหน้าของนางระหว่างพิณ
“ใช่ แต่เ้าต้องใช้ดวงตาเพื่อเชยชมมัน” เจี้ยนเหล่ยกล่าวแล้วก็ยื่นสิ่งของในมือออกมา
เด็กสาวค่อยๆลืมตาขึ้นมามองสิ่งของเบื้องหน้า ดวงตาสีดำสุกใสสะท้อนเงาของม้วนคัมภีร์ในมือของเจี้ยนเหล่ย มือน้อยถูกยกจากเครื่องดนตรีชิ้นใหญ่ ก่อนจะหยิบจับม้วนคัมภีร์นั้นมาคลี่ออกดู
“บทกวีขั้นที่หกหรือ...” เด็กสาวดวงตาสุดใสจดจ้องกับเนื้อหาบทกวีไม่วางตา ริมฝีปากชมพูคล้ายจะอ่านตามถ้อยคำด้านในคัมภีร์นั้น
“เป็อย่างไร.. เสียดายที่อาจารย์มิได้ขอให้ผู้อัญเชิญบทกวีนี้มอบห้วงกวีใส่คัมภีร์มาด้วย” เจี้ยนเหล่ยยิ้ม ในหัวของมันหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า เด็กสาวพยักหน้าช้าๆ สายตายังคงจดจ่ออยู่ที่เดิม
“จากเนื้อความบทกวีนี้.. อาจารย์มิสมควรจะขอห้วงกวีมาใส่ ท่านทำถูกต้องแล้ว และข้าก็ขอขอบคุณท่านที่บันทึกบทกวีนี้มาให้”
“เช่นนั้นอาจารย์ก็เบาใจ ถ้าอย่างนั้นอาจารย์จะขอตัวไปพักผ่อนก่อน”
“ทำไมไปเร็วมาเร็วเสียเล่า ท่านยังมิได้เล่าเื่ราวภายนอกให้ข้าฟังเลย” เด็กสาวละสายตาจากบทกวีทันที เจี้ยนเหล่ยจึงกล่าวว่า “อาจารย์เดินทางทั้งวันทั้งคืน เมื่อพักผ่อนแล้วจะมาเล่าให้เ้าฟัง..”
“อย่างนั้นก็เชิญอาจารย์ไปพักผ่อน เพราะบัดนี้ข้าสนใจกวีบทนี้เสียมากกว่า” เด็กสาวแววตาฉายแววซุกซนเล็กน้อยการกล่าวของนางเมื่อครู่ล้วนแต่เป็ไปตามมารยาทการรับแขกเท่านั้น
“ศิษย์ตัวน้อย.. ทั้งวันเ้าก็อยู่แต่กับกู่เจิง แมกำลังจะเข้านอน ก็ยังแอบเอากู่ฉินไปเล่น เ้าควรจะใส่ใจเรียนรู้อย่างอื่นเสียบ้าง ท่านตาของเ้าจะได้วางใจ” เจี้ยนเหล่ยถอนหายใจ
“ท่านตาก็เป็เสียแบบนี้ กล่าวว่าจะได้หมดห่วง อันที่จริงข้าอยากจะถามท่านตาว่า ‘หมดห่วงอันใดกัน อายุของท่านอยู่ได้อีกตั้งสองร้อยปี’ วันๆก็ร่ำสุราแล้วปล่อยใหท่านลุงแก้ปัญหาบ้านเมือง” เด็กสาวแก้มป่องกล่าวด้วยท่าทีหงุดหงิด เจี้ยนเหล่ยที่เห็นดังนั้นมันก็ยิ้มแห้งๆ ดูเหมือนว่าตัวมันจะออกจากวังค์ไปท่องเที่ยวเสียนาน นานจนผู้เป็จักรพรรดิ์ได้มอบอำนาจบริหารบ้านเมืองให้กับบุตรชายคนโตเสียแล้ว
“เฮ่อ.. อาจารย์เถียงสู้เ้าไม่ได้จริงๆ เช่นนั้นพรุ่งนี้อาจารย์จะมาพบเ้าใหม่” เจี้ยนเหล่ยกล่าว แต่ครั้นมองไปยังเด็กสาวที่กลับไปให้ความสนใจเนื้อความในคัมภีร์ต่อแล้ว มันก็ถอนหายใจแล้วลุกเดินจากไป
ในขณะที่เจี้ยนเหล่ยเดินออกจากสวนดอกไม้ไปนั้น กู่เจิงขาวก็ถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ท่วงทำนองกลับแปรเปลี่ยนไปจากตอนที่มันเข้ามา อารมณ์ความรู้สึกพลันหม่นหมองตามเสียงบรรเลงคล้ายจะเศร้าสร้อย
“กรงขังมิอาจพังได้
พบพานช่วยชีวี
หยิบยื่นก้อนข้าว
คละเคล้าโลหิต
หวังเพียงข้า
อยู่ต่อเรื่อยไป”
“อยู่ต่อเรื่อยไปหรือ... อยู่ต่อในกรงขังหรือไร?” เด็กสาวเอื้อนเอ่ย เสียงบรรเลงพลันจบลงก่อนจะเริ่มบรรเลงอีกครั้งด้วยท่วงทำนองเดิมที่คล้ายจะชวนเศร้าโศกากว่าเดิม สายลมลมเอื่อยพลันเริ่มกลับกลายเป็ลมหนาว ชั่วขณะนั้นคล้ายว่าบริเวณสวนพฤกษาดอกไม้จะเริ่มมืดหม่นลง..
แม้ว่าเื่ราวในเมืองหลวงจะแปรเปลี่ยนไปมากหลังจากที่เทพกิเลนสายฟ้ากลับมา แต่ก็มิใช่เพียงแค่ในเมืองหลวงเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง ว่ากันว่าหากเราจากที่ใดออกมา ที่นั่นยอมเปลี่ยนแปลงไป หากว่าได้กลับไปอีกครั้งแล้วพบว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยน นั่นแสดงว่าตัวเราได้ลืมไปว่า ในขณะที่เราจากมา ตัวเราเองนั้นที่เปลี่ยนไป..
เขตเทือกเขาเหว่ยซานอันกว้างใหญ่ ผืนป่าหนาทึบแม้นว่าจะดูเหมือนปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณเมื่อมองจากบนผืนฟ้าแต่หากจะมองให้เจาะจงลงมา จะพบว่าแต่ละส่วนของป่าเขานี้จะแตกต่างกันไปไม่มากก็มากกว่า และบริเวณเชิงเขาเหว่ยซานมุมหนึ่งนั้นคล้ายจะมีพื้นที่โล่งกลางป่าไผ่ที่หนึ่งอยู่
ป่าไผ่ในบริเวณแห่งนี้คล้ายจะผุดขึ้นเรียงรายกันกลายเป็แนวกำแพงธรรมชาติอันสวยงาม ใจกลางแนวกำแพงนี้เป็ผืนหญ้าสีเขียวชะอุ่ม ในขณะเดียวกันก็ยังมีบ้านไม้หลังน้อยที่ผุดขึ้นมาบนพื้นที่นี้
ซ่า..
ซุ่มเสียงสายน้ำตกกระทบภาชนะดินเผาชนิดหนึ่ง บ่งบอกว่าตัวบ้านไม้หลังน้อยนี้มีผู้อยู่อาศัย ข้าวของเครื่องใช้ดินเผาในบ้านหลังนี้ หากพินิจดูให้ดีจะพบว่าแต่ละอย่างล้วนแล้วแต่คล้ายกับดินทรายที่ก่อรูปขึ้นเท่านั้น
“พี่ซานซาน ข้าหาบน้ำมาใส่เต็มถังแล้ว” ซุ่มเสียงของเด็กชายดังขึ้น มันร้องเรียกผู้อยู่อาศัยอีกคน พลันนั้นประตูไม้หน้าบ้านก็เปิดออกมาพร้อมด้วยหญิงสาวในชุดผ้าไหมสีส้ม สายลมเอื่อยพัดเข้ามาทักทายเรือนผมให้สะท้อนประกายแสงสีส้มออกมา
“ดีมากเสวี่ยน้อย เ้าต้องออกกำลังกายเยอะๆ ร่างกายจะได้แข็งแรง” หญิงสาวคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน นางพญางูั์แห่งเทือกเขาเหว่ยซาน
“พี่ซานซานจะให้ข้าทำสิ่งใดต่อ? อันที่จริงแล้วข้าอยากจะฝึกยุทธหรือไม่ก็ฝึกใช้พลังปราณแล้ว” หยุนเสวี่ยเฟิงอมยิ้มมันเร่งเร้าพลังิญญาให้แผ่ขยายออกมารอบกาย
“พี่สาวไม่คิดเลยว่าการให้เ้าสร้างบ้านหลังนี้จะช่วยให้ระดับพลังิญญาเพิ่มมาได้” เหว่ยซานยิ้ม นางเดินไปลูบหัวเด็กน้อย
“แต่ข้าคิดว่าคงเป็่แรกเริ่มของระดับสิบเท่านั้น ระดับที่สูงกว่านี้คงต้องใช้พลังิญญามากกว่าการสร้างบ้าน ถึงจะสามารถเพิ่มระดับขึ้นได้”
เป็จริงอย่างที่หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว ตลอดสามวันที่ทั้งสองออกมาสร้างบ้านอยู่นอกถ้ำนี้ เด็กชายได้ใช้พลังิญญาเข้าช่วย จึงสามารถสร้างบ้านไม้ชั้นเดียวหลังน้อยให้เสร็จได้
แม้ว่าสามวันที่ผ่านมาจะใช้พลังิญญาจนแห้งเหือดหมดสติไปทุกคืน แต่ว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาล้วนแล้วแต่คุ้มค่า หนึ่งคือร่างกายของเด็กน้อยจะเริ่มปรับสภาพจากเด็กขี้โรคไปเป็เด็กสุขภาพดี สองคือระดับพลังิญญาในตอนนี้ได้เพิ่มเป็ระดับ11แล้ว หากจะเทียบกับเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงนั้นดูคล้ายจะเพิ่มระดับได้ไวกว่าเล็กน้อย อนึ่งมีตัวช่วยอีกอย่างคือห้วงกวีของมัน
‘และข้าก็ไม่ต้องวางตัวใดๆในตอนก่อนนอนที่พี่ซานซานชอบถอดอาภรณ์ เพียงแค่ตอนตื่นข้าต้องมิให้ผ้าห่มเคลื่อนออกจากกายของนางเท่านั้น’ หยุนเสวี่ยเฟิงคิดในใจ แต่สีหน้าของมันล้วนแล้วแต่ถูกพี่ซานซานของมันดูออก
‘พรุ่งนี้เช้าจะได้รู้กัน คิคิ’ มีหรือที่เหว่ยซานจะมิรู้แผนการของเด็กชาย เพียงแค่แผนของเด็กน้อยหรือจะสู้นางงูสาวได้,ความคิดก็ส่วนความคิด เหว่ยซานยิ้มกล่าวกับหยุ่นเสวี่เฟิงว่า
“ไหนๆวันนี้เราก็จัดข้าวของบ้านใหม่เสร็จแล้ว คืนนี้คือการเข้านอนที่ใหม่ เสวี่ยน้อย..เ้าคงจะไม่ใช้พลังิญญาจนหมดสติแล้วนอนทุกคืนใช่หรือไม่ อย่างน้อยวันนี้ก็ควร’ตั้งใจ’ที่จะเข้านอนสักคืน” หยุนเสวี่ยเฟิงหน้าแดงก่ำทันทีในคืนแรกที่มันตั้งใจไม่หมดสติเข้านอนนั้น คล้ายว่าจะทำให้มันนอนหลับยากเป็พิเศษ ‘ไม่รู้ว่าอาการหลับยากนี้ โตไปแล้วจะหายเป็ปกติได้หรือไม่’
“พี่ซานซาน.. จะตั้งใจหรือไม่ เวลาตื่นนอนก็ยังเป็ที่นอนที่เดิม ตอนนี้ข้าอยากฝึกยุทธ เรามาฝึกยุทธกันเถอะ” ว่าแล้วหยุนเสวี่ยเฟิงก็รีบเดินจากไปทันที เหว่ยซานที่ยืนมองท่าทีของเด็กชายก็ยิ้มออกมา
“ตามใจเ้า อย่างไรเสีย แผนการของพี่สาวใช่ว่าจะมีแค่นี้” เหว่ยซานกล่าวเบาๆพร้อมกับเดินตามหยุนเสวี่ยเฟิงออกไป
หนึ่งเด็กชายและหนึ่งหญิงสาวต่างหยอกเย้าระหว่างเดินไปอย่างสนิทสนม ดูจะสวนทางจากระยเวลาที่ทั้งสองเริ่มรู้จักกัน เวลาได้ผ่านมาเพียง7วันเท่านั้น นับจากครั้งที่ทั้งสองได้พบเจอกัน แต่มันก็ช่วยไม่ได้ที่เด็กน้อยจะรู้สึกไว้วางใจ เพราะเหว่ยซานนางเป็เพียงหนึ่งในไม่กี่คนที่เด็กน้อยได้พบเจอ
“เสวี่ยน้อยจะฝึกอาวุธใด?” เหว่ยซานกล่าวถามขณะที่ทั้งสองเดินมาหยุดตรงพื้นที่โล่งกลางป่า
“ข้าคิดว่าจะฝึกเคล็ดวิชายุทธทั้งดาบและกระบี่ผสานรวมกัน”
“เ้าคิดว่าทำได้หรือ ในโลกนี้ล้วนแต่แยกวิชาดาบและกระบี่ออกจากกันเพราะคุณสมบัติของอาวุธ” เหว่นซานแม้จะกล่าวอธิบาย แต่หยุนเสวี่ยเฟิงกลับหาได้ใส่ใจ มันโบกมือไปเบื้องหน้า กำไลมิติที่ได้รับมาก่อนหน้านี้พลันเรืองแสงคราหนึ่ง
ตู้ม!
ทันทีที่หยุนเสวี่ยเฟิงโบกมือ หินก้อนั์ก็ปรากฏออกมากลางธาตุอากาศตกลงกระแทกพื้น
“แคก แคก พี่ซานซานช่วยทำให้หินนี้มีรูปร่างแบบนี้ได้หรือไม่” หยุนเสวี่ยเฟิงสำลักฝุ่นเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้น
“คิคิ สุดท้ายเสวี่ยน้อยก็ดื้อจริงๆ” เหว่ยซานว่าแล้วก็หยิบแผ่นกระดาษจากมือเด็กชาย ในแผ่นกระดาษนั้นมีรูปวาดของอาวุธที่จะว่าเป็ดาบก็ไม่ใช่กระบี่ก็ไม่เชิง ด้วยขนาดและความยามของส่วนคมที่อยู่ระหว่างกลางของดาบและกระบี่ เหว่ยซานก็เข้าใจทันที
“หรือนี่ก็คือกระบี่หนักที่เสวี่ยน้อยเคยกล่าวไว้” ปากแดงระเรื่อก็กล่าวไป มือเรียวงามก็วาดออกไปยังหินั์ คลื่นพลังจากปลายนิ้วของเหว่ยซานถูกฟาดฟันออกไปอย่างมีแบบแผน
ครื่น.. ชิ้ง ชิ้ง
หินขนาดั์ค่อยๆถูกคลื่นพลังคล้ายจันทร์เสี้ยวผ่าออกทีละชิ้น เศษหินและฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ หยุนเสวี่ยเฟิงทนกลั้นหายใจไม่ไหว มันจึงถอยออกไปมองอยู่ไกลๆ ไม่นานนักหินขนาดั์ก็แปรเปลี่ยนไปเป็กระบี่หนักรูปร่างคล้ายในแบบแผนของเด็กชาย
“เสร็จแล้ว.. มันคงช่วยให้เสวี่ยน้อยฝึกใช้ได้อีกพักใหญ่ๆ” เหว่ยซานกล่าวพลางก้มเก็บกระบี่หินขึ้นมา นางพบว่านอกจากรูปร่างที่คล้ายกระบี่แล้ว นอกนั้นกลับมีคุณสมบัติเช่นดาบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็ความยาว น้ำหนักและความแข็ง
“เสวี่ยน้อยแน่ใจนะว่าจะใช้มัน” ว่าแล้วเหว่ยซานก็โยนกระบี่หนักไปยังหยุนเสวี่ยเฟิงทันที
เหวอ..
หยุนเสวี่ยเฟิงอุทาน มันรีบถลาออกไปรับกระบี่หินทันที แต่จะว่าไปแล้ว กระบี่หนักก็หนักสมชื่อ ทันทีทันใดที่เด็กชายคว้าจับไว้ได้ ร่างของมันก็ถูกฉุดลงพื้นเพราะน้ำหนักกระบี่ทันที
โครม
หยุนเสวี่ยเฟิงมิทันได้ตั้งตัว ใบหน้าของมันกระแทกพื้นหญ้า มองมือน้อยที่กุมด้ามกระบี่นั้นจมลงไปในพื้นดินร่วน‘หนักเกินไปแล้ว รู้อย่างนี้ใช้ไม้แข็งมาทำก่อนก็ดี’
“ฮิฮิ ปล่อยมันไว้เถอะเสวี่ยน้อย เรี่ยวแรงของเ้าในตอนนี้ยังมิสามารถจะยกมันขึ้นมาได้” เหว่ยซานไม่พูดเปล่า นางเดินมาหาหยุนเสวี่ยเฟิงก่อนจะใช้สองนิ้วเรียวงามคีบกระบี่หนักขึ้นมา
“ข้าก็คิดเช่นนั้น เห็นทีคงต้องตัดไม้ไผ่มาฝึกวิขายุทธ ระหว่างที่รอให้ข้ายกมันขึ้น” หยุนเสวี่ยเฟิงปัดเนื้อตัวที่เปื้อนไปด้วยดินแห้ง เหว่ยซานมองดูเด็กชายปัดเนื้อตัวให้เสร็จแล้วจึงยื่นหนังสือสองเล่มมาให้
“หากว่าเสวี่ยน้อยยืนยันจะหลอมรวมวิชาดาบและกระบี่ เช่นนั้นก็ลองศึกษาจากหนังสือนี้เถิด”
หยุนเสวี่ยเฟิงได้ยินดังนั้นก็รับหนังสือมาพร้อมกับเปิดอ่าน หนังสือเล่มบางทั้งสองนี้ก็คือเคล็ดพื้นฐานการใช้กระบี่และดาบ
“สองเล่มนี้เป็เคล็ดพื้นฐาน พี่ซานซานมีเคล็ดพื้นฐานการใช้มีดสั้นด้วยหรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงไม่ได้รับคำตอบใดๆหญิงสาวตรงหน้าพลันหงายฝ่ามือออกมา หนังสือสองเล่มที่หน้าปกแตกต่างกัน
“นี่ของเสวี่ยน้อย ส่วนเล่มนี้ของพี่สาว” เหว่ยซานยื่นหนังสือพื้นฐานวิชายุทธมีดสั้นให้กับหยุนเสวี่ยเฟิง ส่วนอีกเล่มที่หน้าปกเป็โลหะขอบสีทองนั้น ถกสลักไว้ว่า ‘เคล็ดวิชายุทธระดับแปด ผ้าแพรทลายผา’
“เคล็ดวิชายุทธระดับ8?” หยุนเสวี่ยเฟิงมองตามหนังสือที่เหว่ยซานถืออยู่
“เวลานี้เสวี่ยน้อยต้องเรียนรู้พื้นฐานก่อนนะจ๊ะ เื่ระดับวิชายุทธ ไว้ค่อยเรียนรู้กันวันหลัง” เหว่ยซานชี้นิ้วแตะริมฝีปากเด็กชายก่อนจะกล่าวว่า
“่นี้เราก็แยกกันฝึก อีกเจ็ดวันเราค่อยมาประลองกัน แน่นอนว่าประลองเพียงวิชายุทธเท่านั้น” นางงูสาวว่าแล้วก็หันหลังเดินจากไป แต่หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อนึกบางอย่างได้แล้วมันก็ะโตามไปว่า
“วิชายุทธของท่านระดับ8 แล้ววิชาพื้นฐานสามเล่มนี้อยู่ระดับใด?”
แต่กระนั้นหญิงสาวที่เดินออกไปก็มิได้ตอบคำถาม เพียงแน่นางชูมือขึ้น แล้วนำนิ้วชี้กับนิ้วโป้งมาแตะกัน หยุนเสวี่ยเฟิงเห็นดังนั้นก็เข้าใจได้ทันที ‘นี่ท่านจะให้วิชาระดับศูนย์ไปสู้กับระดับแปดหรือ’
จบตอน.
ผู้เขียน : สองสามตอนมานี้เอื่อยๆหน่อยนะครับ แต่ตอนหน้าเป็ต้นไปจะเริ่มมีลุยบ้างละ